เข้าสู่ระบบณ สนามบินเชียงราย ภูริดลกับฟ้าพราวยืนรอรับคะนิ้งอยู่บริเวณทางออกผู้โดยสารขาเข้า ไม่นาน หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนเข้ารูปสีซีดซึ่งเข้ากันได้ดีกับรองเท้าส้นสูงปลายแหลมก็เดินออกมาพร้อมรถเข็นกระเป๋าเดินทาง เธอดันแว่นกันแดดลิมิเต็ดอิดิชั่นรุ่นใหม่ล่าสุดของแบรนด์ดังขึ้นไปคาดไว้บนศีรษะแล้วโบกมือให้ภูริดล
“พี่ดิน ทางนี้ค่ะ”
ภูริดลโบกมือตอบแล้วเดินเร็วๆ เข้าไปช่วยเข็นรถซึ่งมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบกับกระเป๋าลูกใบเล็ก อีกหนึ่งใบ “มีของมาแค่นี้เองเหรอ”
“นิ้งเอามาแค่ของที่จำเป็น อย่างอื่นก็ขายบ้าง ให้เพื่อนบ้าง บริจาคบ้าง” ตอบพี่ชายแล้วเบนสายตาไปยังหญิงสาวอีกคนที่เดินตามหลังภูริดลมาซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครเพราะน้ำมณีส่งรูปลูกสะใภ้คนโปรดไปให้ดูบ่อยๆ “ฮาย คุณหญิงฟ้า ดีใจที่ได้เจอกันสักที เสียดายที่วันแต่งงานนิ้งต้องบินพอดี เลยไม่ได้ไปร่วมงาน”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณนิ้ง งานวันนั้นไม่ได้สำคัญอะไร ก็แค่พิธีการฉาบฉวยที่ทำให้มันจบๆ ไปเท่านั้นเอง” หญิงสาวไม่ได้ประชด ทว่า ‘เจ้าบ่าว’ ในวันนั้นหน้าชาเหมือนถูกตบรัวแบบไม่นับ
“เรียกนิ้งเฉยๆ ดีกว่า คุณแม่บอกว่าเราอายุเท่ากัน”
“งั้นนิ้งก็ต้องเรียกฟ้าเฉยๆ ห้ามเรียกคุณหญิง”
“ไม่เอา นิ้งจะเรียกคุณหญิง มีพี่สะใภ้เป็นหม่อมราชวงศ์จะได้ยืดได้”
พี่ชายได้ยินแล้วคันปากยุบยิบ “จะอยากยืด อยากย้วย อยากยานไปถึงไหน”
“โหย...ไม่เจอกันตั้งสองปีกว่า ยังปากเสียเหมือนเดิมเลยนะเนี่ย ทำไมไม่เอาเชื้อผู้ดีจากคุณหญิงมาบ้าง” คะนิ้งบ่นพี่ชาย
“ไม่ต้องไปอวดใครเลยนะว่ามีพี่สะใภ้เป็นเจ้า”
“ทำไมจะอวดไม่ได้”
“อายเขา”
“พี่ดินนี่ขวางโลก คนอื่นมีแต่อยากอวด”
ฟ้าพราวฟังภูริดลกับคะนิ้งเถียงกันแล้วแอบยิ้ม พี่น้องคู่นี้สนิทกันอย่างที่น้ำมณีบอกจริงๆ และเพราะมัวแต่เดินก้มหน้าแอบยิ้มเลยเกือบโดนนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มใหญ่เดินชน โชคดีที่ภูริดลมือไว โอบไหล่เธอแล้วดึงตัวหลบได้ทัน แต่กระนั้นก็โดนกระเป๋าเดินทางของนักท่องเที่ยวกระแทกขานิดหน่อย
“เจ็บมั้ย” สามีถามด้วยความเป็นห่วงแล้วเหลียวหลังมองกลุ่มนักท่องเที่ยวด้วยสายตาเอาเรื่อง
“ฟ้าไม่เป็นไร พี่ดินอย่าไปมีเรื่องกับเขานะ” ฟ้าพราวปราม เพราะหากมีเรื่องกับนักท่องเที่ยงคงเป็นข่าวใหญ่ลงโซเชียลให้ประสาทเสียแน่นอน
“ไม่เป็นไรแน่นะ”
“ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ”
“มาเดินใกล้ๆ พี่นี่” ภูริดลโอบไหล่ภรรยาไว้มือหนึ่ง อีกมือเข็นรถขนกระเป๋า
คะนิ้งเห็นภูริดลดูแลใส่ใจฟ้าพราวมากขนาดนี้ก็แน่ใจว่าพี่ชายรักผู้หญิงคนนี้มาก จากที่เคยมีความหวังเต็มเปี่ยมว่าพี่ชายจะเอาตำแหน่งที่ใฝ่ฝันมาให้ แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ คงเป็นไปได้ยาก
คะนิ้งวิ่งเข้าไปกอดน้ำมณีที่นั่งนั่งรออยู่ในห้องรับแขกด้วยความคิดถึง นทีซึ่งนั่งอยู่ข้างน้ำมณีก็ดีใจมากเช่นกันที่ลูกสาวกลับมา ทว่าคนที่แสดงความรู้สึกไม่เก่งทำเพียงนั่งอมยิ้มเงียบๆ
“คิดถึงคุณแม่กับคุณพ่อที่สุดเลยค่ะ”
“กลับมาคราวนี้คงไม่ไปไหนอีกแล้วใช่มั้ย” น้ำมณีถาม
“ไม่แล้วค่ะคุณแม่ นิ้งเตรียมกลับมาช่วยงานคุณพ่อที่โรงแรมของคุณพ่อแบบเต็มตัวแล้ว คุณพ่อจะได้เหนื่อยน้อยลง” ลูกสาวยิ้มประจบผู้เป็นพ่อ
“พ่อจะให้นิ้งเป็นผู้ช่วยดิน นิ้งเอาตำแหน่งรองประธานไปก็แล้วกันนะ”
คำพูดของนทีเหมือนระเบิดปรมาณูลูกใหญ่ที่ตกลงมากลางวงสนทนา ทำให้ทุกคนเงียบกริบ ได้แต่เหลือบตามองกันไปมา ภูริดลโกรธที่พ่อรวบรัดตัดสินทุกอย่างด้วยตัวเองอีกแล้ว คะนิ้งเสียใจแต่ก็ฝืนยิ้ม น้ำมณีกลืนไม่เข้าคายไม่ออก สงสารทั้งลูกสาวในไส้และลูกเลี้ยงที่รักไม่ต่างจากเลือดในอก ในขณะที่ฟ้าพราวนั่งตัวแข็งอย่างคนที่ทำตัวไม่ถูก เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า ตัวเองคือตัวแปรสำคัญในชีวิตของภูริดล เพราะไม่ว่าเธอจะอยู่หรือไป ล้วนมีผลกระทบต่อเขาทุกทาง
“คุณพ่อด่วนตัดสินเกินไปหรือเปล่าครับ” ภูริดลเดินตามมาคุยกับนทีในห้องทำงาน
“ครบสามปีที่แกแต่งงานกับคุณหญิงแล้วไม่ใช่เหรอ แกกับคุณหญิงก็รักกันดี มองยังไงฉันก็ชนะ” นทีบอกอย่างมั่นใจ นอกจากเขาจะเชื่อสายตาตัวเองแล้ว สิ่งที่เคยคุยกับฟ้าพราวก็ยิ่งตอกย้ำให้เขามั่นใจมากขึ้นเป็นร้อยเท่าว่า ไม่มีทางแพ้ลูกชายแน่นอน
“ถ้านับเป็นปีก็ใช่ แต่ถ้าลองนับให้ละเอียด เกมนี้ยังเหลือเวลาให้เล่นอีกสามเดือน”
“นี่มันชีวิตคนนะดิน ไม่ใช่เกม แกจะมาถือทิฐิเอาชนะคะคานฉันด้วยการทำร้ายจิตใจคุณหญิงไม่ได้”
“เกมนี้คุณพ่อเป็นคนเริ่ม ผมแค่เล่นตามเกม”
“คุณหญิงรักแกนะดิน”
“ผมรู้”
“รู้แล้วยังจะกล้าทำร้ายจิตใจเธออีกเหรอ”
ภูริดลแค่นหัวเราะในลำคอ “คุณพ่อก็เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่อีกตามเคย ผมแค่เดินมาถามคุณพ่อว่า ‘ด่วนตัดสินเกินไปหรือเปล่า’ ไม่ได้แปลว่าผมจะทำร้ายหรือไม่ทำร้ายคุณหญิง”
“ไอ้ดิน! แกคิดจะเล่นตลกอะไรกับฉัน” นทีโกรธหน้าสั่น
“คุณพ่อคิดว่าเรื่องนี้ตลกเหรอครับ ผมว่าไม่นะ” ชายหนุ่มจงใจยิ้มมุมปากอย่างจงใจยั่วโมโหผู้เป็นพ่อแล้วเดินจากไป
น้ำมณีพาคะนิ้งขึ้นมาดูห้องนอนที่ตกแต่งใหม่ไว้รอรับลูกสาว ซึ่งเป็นห้องนอนสไตล์ลักซ์ชัวรี่โมเดิร์น ดีไซน์เรียบเท่เหมาะสำหรับสาวมั่น แต่ก็มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างความสวยชวนสะดุดตาตามประสาผู้หญิง เฟอร์นิเจอร์มีดีไซน์เรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดาด้วยวัสดุที่ให้ความหรูหราหลายชนิด ทั้งเตียงนอนหนัง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง ตู้ข้างเตียงตัดกรอบอลูมิเนียมสีพิงค์โกลด์ โคมไฟเพดานดีไซน์ทันสมัยสีพิงค์โกลด์เช่นเดียวกัน
“ว้าว...สวยหรูดูมีรสนิยมมากเลยค่ะคุณแม่ เนี่ยเหรอคะของขวัญที่คุณแม่บอกว่าเตรียมไว้เซอร์ไพร้ส์นิ้ง” คะนิ้งเดินสำรวจรอบห้องด้วยความถูกใจเป็นอย่างยิ่ง
“ใช่จ้ะ” น้ำมณีดีใจที่เห็นว่าลูกสาวชอบมาก “แม่คงไม่ต้องถามแล้วเนอะว่าชอบหรือเปล่า”
“ดูหน้านิ้งสิคะคุณแม่ บานขนาดนี้ ไม่ต้องถามแล้วค่ะ”
“นิ้งพักผ่อนเถอะ เดินทางมาเหนื่อยๆ นอนสักงีบก็ได้นะ”
“ไม่เหนื่อยหรอกค่ะคุณแม่” พูดพลางเดินไปนั่งที่ปลายเตียง กวาดตามองไปรอบๆ พลางครุ่นคิด “คุณแม่ให้บริษัทไหนมาทำให้คะ เก็บงานเนี้ยบมากเลย การออกแบบ การเลือกเฟอร์นิเจอร์แต่ละอย่างดูเข้ากันไปหมด เผื่อว่านิ้งจะติดต่อเขาให้มาออกแบบห้องพักที่โรงแรมเราบ้าง”
“ไม่ได้จ้างบริษัทที่ไหนหรอก”
“อย่าบอกนะคะว่าคุณแม่ตกแต่งเอง แต่ไม่น่าใช่ เพราะดูไม่ใช่สไตล์คุณแม่เลย”
“พี่สะใภ้นิ้งจัดให้จ้ะ” น้ำมณีบอกอย่างภูมิใจ หลายเดือนที่ฟ้าพราวมาขลุกอยู่ที่นี่ นอกจากจะคุยกันเรื่องเปิดร้านชาแล้ว ฟ้าพราวยังช่วยออกแบบตกแต่งภายในห้องนอนของคะนิ้งให้ด้วย อีกทั้งยังไปเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเอง ควบคุมการทำงานของช่างอย่างใกล้ชิด ความเนี้ยบของฟ้าพราวทำให้เกือบจะวางมวยกับช่างอยู่หลายครั้ง
“คุณหญิงฟ้าเนี่ยนะคะ” คะนิ้งทึ่งมาก
“หนูฟ้าเรียนจบด้านการออกแบบตกแต่งภายใน แต่จบมายังไม่ทันจะได้ทำงานก็ต้องมาแต่งงานซะก่อน”
“ถึงว่า คุณหญิงเรียบร้อย อ่อนหวานก็จริง แต่ก็มีความแมน ความห้าวเล็กๆ อยู่ในตัว” พูดแล้วก็หัวเราะชอบใจ “ผู้หญิงแบบนี้แหละถึงจะเอาพี่ดินอยู่ นิ้งแอบสังเกตนะคะ พี่ดินทำเหมือนดุ แต่ความจริงเป็นพ่อบ้านใจกล้าชัดๆ”
“นิ้งดูออกใช่มั้ยว่าดินรักหนูฟ้ามาก” น้ำมณีถามด้วยสีหน้าลำบากใจ
“จากที่คุณแม่อัพเดทเรื่องของพี่ดินกับคุณหญิงให้นิ้งฟังเรื่อยๆ กับสิ่งที่นิ้งเห็นกับตาตัวเองวันนี้ นิ้งแน่ใจว่าไม่ใช่แค่พี่ดินที่รักคุณหญิง แต่คุณหญิงก็รักพี่ดินมากเหมือนกัน” สีหน้าของคะนิ้งห่อเหี่ยวลงนิดหนึ่งก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปลอบใจตัวเอง “คุณแม่รู้ใช่มั้ยคะว่าที่นิ้งอยากได้ตำแหน่งประธาน ไม่ใช่เพราะนิ้งโลภมาก นิ้งแค่อยากพิสูจน์ให้คุณพ่อเห็นว่า ลูกสาวก็มีความสารถไม่แพ้ลูกชายที่คุณพ่อตั้งความหวังไว้สูงมาก นิ้งแค่อยากมีตัวตนในสายตาของคุณพ่อแบบพี่ดินบ้างเท่านั้นเอง”
“แม่รู้ แล้วแม่ก็ต้องขอโทษด้วยที่ช่วยอะไรนิ้งไม่ได้เลย”
“อย่าคิดมากสิคะ ไม่ใช่ความผิดของคุณแม่สักหน่อย แล้วก็ไม่ใช่ความผิดของคุณพ่อด้วย คนที่ผิดคือนิ้งเอง ที่อยากได้ของที่ไม่ใช่ของตัวเอง รู้ทั้งรู้ว่าคุณพ่อตั้งใจยกโรงแรมให้พี่ดินมาตั้งแต่แรกแล้ว นิ้งก็ยังจะฝันลมๆ แล้งๆ”
คำพูดของคะนิ้งกรีดใจน้ำมณีจนน้ำตาซึม ถึงแม้คะนิ้งจะพูดเหมือนทำใจได้ แต่น้ำมณีรู้ดีว่าในใจของลูกสาวกำลังร้องไห้หนักมาก
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเย็นที่บ้านของนทีวันนี้อึมครึมมาก ทั้งที่ควรจะสนุกสนานเฮฮาเพราะคะนิ้งที่จากบ้านไปเรียนต่อไกลถึงอเมริกาเกือบสามปีเพิ่งกลับมา ฟ้าพราวลอบสังเกตอากัปกิริยาของทุกคน เห็นว่ามีอารมณ์แตกต่างกันไป ภูริดลเครียด นทีโกรธ น้ำมณีเศร้า คะนิ้งท่าทางเหมือนคิดอะไรในใจตลอดเวลา
สะใภ้ของบ้านครุ่นคิด…ต้องทำอะไรสักอย่าง
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







