เข้าสู่ระบบ“ฟ้าว่าเราต้องเล่นละคร”
“พี่ว่าเราต้องเล่นละคร”
ฟ้าพราวกับภูริดลพูดโพล่งออกมาพร้อมกันหลังจากต่างฝ่ายต่างนอนมองเพดานห้องนอนครุ่นคิดกันอยู่พักใหญ่ ระหว่างทางที่นั่งรถกลับจากบ้านนทีด้วยกัน สองสามีภรรยาก็ไม่ได้คุยกันเลย ต่างฝ่ายต่างคิดหาทางแก้ปัญหา
“หมายถึงเรื่องเดิมพันใช่มั้ย” ภูริดลลุกขึ้นมาถาม
“ใช่ค่ะ” ฟ้าพราวลุกขึ้นมานั่งคุยกับสามี
ชายหนุ่มแปลกใจ “ฟ้ารู้รายละเอียดการเดิมพันแล้วเหรอ”
“รู้ตั้งแต่ก่อนนิ้งกลับมาแล้วค่ะ ตอนแรกฟ้านึกว่านิ้งจะแนวร้ายๆ ประมาณว่า...” หญิงสาวยืดหลังขึ้นตรง ทำหน้าเหวี่ยงพร้อมพูดจิกเสียง “...นังคุณหญิงฟ้า! ถ้าไม่มีแกป่านนี้โรงแรมก็เป็นของฉันแล้ว ออกไปจากชีวิตพี่ชายฉันนะ ถ้าไม่ยอมไปได้เห็นดีกับฉันแน่”
ภูริดลขำพรืด “ดูละครกับคุณแม่มากไปหรือเปล่า”
“คุณแม่ชอบดู ฟ้าก็ต้องดูเป็นเพื่อน” ฟ้าพราวตอบขำๆ “ทั้งนิ้ง ทั้งคุณแม่ดีแบบที่ฟ้านึกไม่ถึงเลย นิ้งยอมไม่เอาโรงแรมเพื่อพี่ดิน คุณแม่ก็เป็นคนกลางที่ยุติธรรมมาก ฟ้ารู้ว่าคุณแม่ลำบากใจ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะรักพี่ดินไม่ต่างจากนิ้งที่เป็นลูกแท้ๆ แม่เลี้ยงในฝันของฟ้าเลยนะเนี่ย”
“พี่โชคดีมากที่ได้แม่มณีมาเป็นแม่เลี้ยง” ชายหนุ่มยอมรับ ที่เขายืดหยัดมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะคำสั่งสอนและกำลังใจจากน้ำมณี
“ตอนแรกฟ้ากะว่าจะแกล้งทำตัวร้ายๆ ใส่พี่ดินโดยไม่บอก แต่พอมาคิดดูแล้วมันน้ำเน่าเกินไป แล้วฟ้าก็ไม่อยากทำร้ายจิตใจพี่ดินด้วย”
“พี่ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ใจไม่แข็งพอที่จะทำให้ฟ้าเสียใจ เลยคิดว่าเราน่าจะร่วมมือกันปิดเกมนี้ดีกว่า”
ฟ้าพราวยิ้มกว้างแล้วยื่นหน้าไปจุ๊บริมฝีปากสามีอย่างเอาใจ “พี่ดินน่ารักที่สุดเลย”
ภูริดลดึงตัวภรรยาขึ้นมานั่งบนตัก กอดเธอไว้หลวมๆ แล้วจูบที่แก้มแรงๆ “เมียพี่น่ารักขนาดนี้ พี่จะทำให้เสียใจได้ยังไง”
“แต่อยู่ดีๆ เราลุกขึ้นมาทะเลาะกัน ฟ้าว่ามันไม่เนียน คุณพ่อคุณแม่ต้องจับได้แน่เลย”
“ลืมไปแล้วเหรอว่าผัวตัวเองหน้าด้าน”
“พี่ดินจะทำยังไง”
“ถึงจับได้ แต่ถ้าพี่ไม่ทำมึนๆ ไม่ยอมรับ คุณพ่อคุณแม่ก็ทำอะไรไม่ได้” ภูริดลทำหน้าเครียดขึ้นมานิดหนึ่ง “แต่เราอาจจะต้องแยกกันอยู่สักสองปีนะ พี่อยากให้เวลานิ้งได้พิสูจน์ตัวเองให้คุณพ่อเห็นก่อนว่านิ้งทำงานได้”
“สองปีเลยเหรอคะ” ฟ้าพราวทำหน้าจ๋อยสนิทแล้วฉุกคิด “อ๋อ...เพราะแบบนี้ใช่มั้ย พี่ดินถึงบิวท์ให้ฟ้าไปเรียนต่อที่เมกา”
ชายหนุ่มพยักหน้า
ฟ้าพราวทุบอกกว้างของสามีไปหนึ่งตุ้บ “ร้ายจริงๆ แอบวางแผนไว้ตั้งนานแล้วแต่ไม่ยอมบอกกันเลย ในเมื่อมีแผนอยู่ในใจแล้ว พี่ดินจะเครียดทำไม”
“เครียดเพราะคิดไม่ตกว่าจะบอกฟ้าหรือไม่บอกดี แต่สุดท้ายก็อย่างที่บอกแหละ พี่ทำร้ายฟ้าไม่ได้” ภูริดลกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นพลางถามด้วยความเป็นห่วง “เราต้องเล่นละครฉากใหญ่ ฟ้าไหวหรือเปล่า”
“ไหวค่ะ แต่ฟ้าบอกไว้ก่อน ว่าฟ้าจะเล่นเต็มที่ไม่ให้เสียชื่อลูกสาวนางเอกเก่านะคะ พี่ดินเตรียมรับรีแอคให้ทันก็แล้วกัน” ฟ้าพราวมั่นใจในตัวเองมาก
หนึ่งเดือนต่อมา น้ำมณีนั่งถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่าอยู่ในห้องรับแขก ทั้งสามีและลูกสาวต่างเป็นห่วงไปตามๆ กัน
“เป็นอะไรคะคุณแม่ นิ้งเห็นคุณแม่เหมือนมีเรื่องกลุ้มใจมาหลายวันแล้ว”
“นั่นสิ ตอนกลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ เห็นพลิกตัวไปมา ถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีก” นทีเสริม
“ช่วงนี้มะเหมี่ยวรายงานมาทุกวันเลยว่าฟ้ากับดินทะเลาะกันหนักมาก ตอนแรกฉันก็ไม่เชื่อ จนมะเหมี่ยวส่งคลิปมาให้ดู ฉันนี่แทบเป็นลม ตีกันบ้านแทบแตก” พูดแล้วก็หยิบยาดมขึ้นสูดปื้ดๆ
“เกิดอะไรขึ้น เห็นเข้ากันได้ดีแล้วแท้ๆ” นทีแปลกใจ
“มะเหมี่ยวเล่าว่า หนูฟ้าเริ่มเอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น ยิ่งดินยอม ก็ยิ่งได้ใจ เมื่อวานบังคับเอาเงินจากดินไปห้าแสน ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร” เล่าแล้วก็หันไปมองหน้าสามีอย่างไม่พอใจสุดขีด “ไหนคุณว่าดูคนไม่ผิดไงคะ สุดท้ายก็เข้าอีหรอบเดิม ถ้าดินผิดหวังแบบเดิมอีกครั้ง คราวนี้คุณไม่มีวันได้เห็นหน้าลูกชายอีกแล้วนะ”
“จะมาโทษผมคนเดียวได้ยังไง คุณเองก็ให้คนสืบประวัติคุณหญิงแล้ว ยังพูดอยู่เลยว่าดีเลิศประเสริฐศรี ไร้ที่ติ”
“อย่าทะเลาะกันเลยค่ะคุณพ่อ คุณแม่” คะนิ้งรีบห้ามก่อนที่สามีภรรยาวัยชราจะตีกันอีกคู่ “เราไปบ้านพี่ดินกันดีกว่า เผื่อว่าจะช่วยพูดให้สองคนนั้นดีกันเหมือนเดิมได้”
“ก็ดี แม่อยากคุยกับหนูฟ้าอยู่เหมือนกัน ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถึงได้เปลี่ยนไปแบบนี้”
“นิ้งไปหยิบกุญแจรถแป๊บนะคะ” ว่าแล้วก็รีบวิ่งขึ้นห้องนอนไปหยิบกุญแจรถ แต่ก็ไม่ลืมโทร. ส่งข่าวให้คนที่บ้านไร่เตรียมตัวรับไม้ต่อ “พี่ดินเตรียมตัวนะ นิ้งกำลังจะพาคุณพ่อกับคุณแม่เข้าไปที่บ้านไร่”
หลังจากวางสายจากคะนิ้ง ภูริดลที่ทำงานอยู่ในไร่ก็รีบกระโดดขึ้นรถแล้วขับกลับบ้านอย่างด่วนจี๋ มาถึงก็ตะโกนเรียกภรรยาเสียงดังลั่นบ้าน
“ฟ้า! อยู่ไหน ฟ้า!”
“ฟ้าอาบน้ำให้ที่รักอยู่ค่ะ” ฟ้าพราวเดินออกมาจากห้องน้ำที่อยู่ในห้องของที่รักในสภาพเนื้อตัวเปียกปอน ฟองแชมพูติดหน้า ติดผม
“นิ้งกำลังพาคุณพ่อกับคุณแม่มาที่นี่ เราต้องเล่นละครฉากใหญ่เพื่อปิดเกมกันแล้วนะ”
“ค่ะ” ฟ้าพราวพยักหน้ารับแบบพร้อมมาก “ฟ้าต้องโทร. บอกตัวประกอบด้วย” ว่าแล้วก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทร. หาจักรวาลที่มาแสตนด์บายรอให้ความร่วมมืออยู่ที่รีสอร์ตของม่านไหมหลายวันแล้ว “อิแจ็ค ได้เวลาของแกแล้ว” พูดสั้นๆ แค่นั้นเป็นอันรู้กัน
ปิ๊นๆๆๆ
เสียงแตรรถซึ่งเป็นสัญญาณจากคะนิ้งดังเข้ามาในบ้าน ฟ้าพราวกับ ภูริดลโผเข้ากอดกันแน่นเพื่อให้กำลังใจกันและกัน
“เต็มที่นะฟ้า”
“ฟ้าจะทำให้เต็มที่ เพื่ออนาคตของเรา”
“จะบีบแตรทำไมนิ้ง เดี๋ยวสองคนนั้นก็รู้ตัวแล้วจัดฉากดีกันหลอกเราหรอก” น้ำมณีผู้ติดละครหลังข่าว ก่อนข่าวและรีรันตอนบ่ายดุลูกสาว
“คุ้นๆ เหมือนฉากในละครที่ดูเมื่อคืนเลยนะคะคุณแม่”
“ละครเขาก็เอาเหตุการณ์มาจากชีวิตจริงนั่นแหละ” น้ำมณีแย้ง
“แต่บางครั้งชีวิตจริงก็ยิ่งกว่าละครนะคะ” คะนิ้งพูดแบบมีเลศนัย ทว่าน้ำมณีกับนทีที่กำลังร้อนใจเรื่องลูกชายและลูกสะใภ้ไม่ได้ใส่ใจ
เพล้ง!!!
เสียงเหมือนขวดหรือแก้วแตกดังออกมาจากในบ้าน ตามด้วยเสียงด่าสนั่นของฟ้าพราวที่ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าเป็นราชนิกุลผู้สูงศักดิ์ก็ต้องนึกว่าเป็นแม่ค้าปากตลาด
“ไอ้ผัวบ้า ผัวเถื่อน ผัวเฮงซวย คิดผิดจริงๆ ที่ยอมแต่งงานกับคนอย่างแก!”
“เสียงหนูฟ้านี่”
น้ำมณีกับนทีที่เพิ่งก้าวลงจากรถมองหน้ากันเลิกลัก จากนั้นเสียงเกรี้ยวกราดของภูริดลก็ตาม
“คนอย่างผมมันเป็นยังไงห๊ะยัยคุณหญิงนางฟ้าตกสวรรค์ วังก็ไม่มีให้ซุกหัวนอนแล้วยังจะปากดีอีกนะ”
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







