Masuk“พ่อดูออกตั้งแต่วันนั้นแล้ว แต่ก็อยากจะลองดูว่าพวกแกจะเล่นสนุกกันไปถึงไหน”
“ส่วนแม่น่ะเชื่อสนิทใจเลย วันนั้นเกือบเป็นลมตาย” น้ำมณีแอบค้อนลูกทั้งสองคนนิดหนึ่ง “แต่หลังจากที่ได้กลับมาคุยกับคุณพ่อ แล้วใช้สติคิดทบทวน แม่ก็แน่ใจว่ามันเป็นแค่ละครฉากใหญ่ หนูฟ้าไม่ใช่คนที่จะลุกขึ้นมาทำตัวแบบนั้นได้แน่ๆ มันดูเป็นละค๊อนละคร ฉากแบบนี้แม่เคยเห็นในละครมาไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้ว จากนั้นแม่ก็เลยให้มะเหมี่ยวแอบสอดส่องความเคลื่อนไหวของดิน ก็ได้ความว่า ดินกับหนูฟ้ายังติดต่อกันอยู่ ยังรักกันเหมือนเดิม แล้วหนูฟ้าก็กำลังจะกลับมาวันศุกร์หน้านี้แล้วด้วย”
ภูริดลเอามือตบหน้าผากตัวเองเสียงดังแปะ “คุณแม่รู้ตั้งนานแล้ว ยังจะมาแกล้งโกรธฟ้าอยู่ได้ตั้งสองปี เจอหน้าผม เจอหน้าที่รักทีไรก็ประชดเหน็บแนมฟ้าทุกที”
“อย่าคิดว่าลูกๆ เล่นละครเป็นอยู่ฝ่ายเดียว พ่อกับแม่ก็เล่นละครเป็นนะจ๊ะ กระดูกคนละ พ.ศ. นะลูก” น้ำมณีตบแก้มลูกชายกับลูกสาวเบาๆ ด้วยความรักและเอ็นดู “อีกอย่างที่พ่อกับแม่แกล้งเล่นตามน้ำไปทั้งที่รู้ความจริงนานแล้วก็เพราะอยากให้หนูฟ้าเรียนให้จบอย่างที่ตั้งใจไว้ ขืนดินรู้ว่าพ่อกับแม่รู้ความจริงแล้วแถมยังไม่โกรธอีก ดินได้รีบบินไปอุ้มเมียกลับบ้านแน่ๆ”
“โอ้ยคุณแม่ ผมก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ” ภูริดลหัวเราะเบาๆ อย่างสบายใจ “ผมก็อยากให้ฟ้าได้ทำตามฝันของตัวเองเหมือนกัน ฟ้าแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย แต่งงานแล้วก็หมกตัวอยู่แต่ในไร่ ให้ออกไปเจอโลกกว้าง ออกไปใช้ชีวิตแบบนั้นดีแล้วครับ”
“ดินรักหนูฟ้ามากเลยนะ” น้ำมณียิ้มให้ลูกชาย
“รักมากอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะรักใครได้มากเท่านี้เลยครับคุณแม่” ภูริดลยอมรับอย่างเต็มหัวใจแล้วหันไปพูดกับนที “ผมยอมรับว่าผมแพ้เดิมพันคุณพ่ออีกแล้ว คุณพ่อดูคนไม่ผิดจริงๆ ฟ้าเป็นเมียที่ดี แล้วผมก็แน่ใจว่าฟ้าจะเป็นแม่ของลูกที่ดีอย่างที่คุณพ่อเคยบอก”
“คุณพ่อจะเอาตำแหน่งคืนหรือเปล่าคะ” คะนิ้งที่ยืนเงียบอยู่นานถามขึ้นด้วยสีหน้าหวั่นๆ
“นิ้งทำงานได้ดีขนาดนี้พ่อจะเอาคืนทำไม ถ้าเอาคืนแล้วให้ดินบริหารต่อโรงแรมคงเจ๊ง ตอนนี้ดินคงทำเป็นแต่ปลูกชา” นทีพูดเย้าแหย่ลูกๆ ด้วยรอยยิ้ม
“คุณพ่อน่ารักที่สุดในโลกเลย” คะนิ้งโผเข้ากอดผู้เป็นพ่อแน่น
นทีกอดลูกสาวมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งเอื้อมไปตบบ่าลูกชายเบาๆ “รีบมีหลานมาให้ปู่กับย่าเลี้ยงเร็วๆ นะ”
“ครับคุณพ่อ” ภูริดลมองสบตาพ่อ ขอบคุณท่านผ่านแววตาที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเคารพรัก
ในที่สุดภาพความรักและความเข้าใจกันของคนในครอบครัว โดยเฉพาะภูริดลกับนทีที่น้ำมณีรอคอยมายี่สิบกว่าปีก็เกิดขึ้นจนได้
“อ้าวคุณแม่ ร้องไห้ทำไมครับ” ลูกชายหันมาเห็นแม่ใช้ปลายนิ้วซับน้ำตาที่หัวตา
“แม่ปลื้ม” พูดแล้วก็ยิ้มทั้งน้ำตา
ภูริดลหัวเราะแล้วเข้ามากอดน้ำมณี ถึงแม้ท่านจะเป็นแม่เลี้ยง แต่เขารักท่านยิ่งกว่าแม่ผู้ให้กำเนิดเสียอีก เช่นเดียวกับน้ำมณีที่รักภูริดลไม่ต่างจากเลือดในอก
คืนวันศุกร์ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ฟ้าพราวเดินออกมาจากช่องผู้โดยสารขาเข้าประมาณสี่ทุ่มกว่า เวลาสองปีไม่ได้ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงไปมากนัก นอกจากดูมีน้ำมีนวลขึ้น บุคลิกนิ่งขึ้น และดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น หญิงสาวเข็นรถขนกระเป๋ามาถึงจุดนัดหมายก็เห็นหรรษายืนรออยู่แล้ว
“สวัสดีค่ะเจ้หลิว”
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะคุณหญิง” หรรษากอดน้องสะใภ้ด้วยความรักเหมือนเคย “ดินไม่รู้ใช่มั้ยคะว่าคุณหญิงกลับมาคืนนี้”
“ไม่รู้ค่ะ ฟ้าบอกว่าเลื่อนไฟลท์เป็นอาทิตย์หน้า งอนฟ้าใหญ่เลย หาว่าไม่อยากกลับ”
“เจ้ขอโทษนะคะ แต่เจ้ต้องการความช่วยเหลือจากคุณหญิงจริงๆ ขืนเจ้บอกดินไปตามตรงว่าจะให้คุณหญิงไปเป็นนางแบบให้ คนหวงเมียมันต้องไม่ยอมแน่ ยิ่งถ้าบอกว่าขอยืมชุดแต่งงานของคุณหญิงมาใช้งานด้วย มันต้องโวยเจ้แน่”
“ไม่เป็นไรค่ะเจ้ พี่ดินง้อไม่ยาก ฟ้ารู้จุดอ่อนพี่ดินดี” พูดแล้วก็ยิ้มเขิน เมื่อนึกถึงวิธีการง้อที่ต้องออกแรงกันจนถึงเช้าเป็นประจำ “พรุ่งนี้งานเริ่มกี่โมงคะ”
“ประมาณเก้าโมงค่ะ แต่คุณหญิงต้องตื่นมาแต่งตัวแต่เช้า เหนื่อยหน่อยนะคะ มาถึงก็ดึกแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้ามาช่วยงานเจ้อีก” หรรษาบอกอย่างเกรงใจ
“ฟ้ายินดีช่วยเจ้หลิวเต็มที่อยู่แล้วค่ะ ว่าแต่คอนเซปท์งานเป็นยังไงคะ”
“เดี๋ยวเจ้อธิบายให้ฟังในรถดีกว่า ไปค่ะ” หรรษาเดินนำฟ้าพราวไปที่รถพร้อมอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับงานในวันพรุ่งนี้ให้ฟ้าพราวฟังไปด้วย
วันต่อมา ฟ้าพราวถูกปลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่ตีห้า หรรษาบอกว่าคอนเซปท์งานเป็นนางในวรรณคดี ชุดที่จะใส่ถ่ายแบบเป็นชุดไทยประยุกต์ ซึ่งหรรษาขอยืมชุดแต่งงานของเธอมาใช้งาน โดยให้เหตุผลว่าเป็นผ้าไหมโบราณที่เป็นลายทอเฉพาะสำหรับสตรีชาววังซึ่งหาดูได้ยาก จึงอยากนำมาใช้ถ่ายแบบเพื่อนำไปโปรโมทให้ชาวต่างชาติได้เห็น และที่ต้องให้เธอเป็นนางแบบก็เพราะเกรงใจ ไม่อยากให้คนอื่นมาสวมชุดแต่งงานของเธอ
“คุณหญิงแต่งหน้า ทำผมไปก่อนนะคะ เจ้ขอไปอาบน้ำแต่งตัวแป๊บนึง” หรรษายื่นหน้าเข้ามาบอกตรงกรอบประตูแล้วแว้บหายไปอย่างรวดเร็ว
“ค่ะ” หญิงสาวรับคำแล้วนั่งหลับบ้างตื่นบ้างขณะที่ช่างแต่งหน้าและทำผมทำงาน รู้ตัวอีกที ใบหน้าของเธอก็ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีต ผมนุ่มสลวยที่ยาวถึงกลางหลังถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยต่ำที่ท้ายทอยอย่างเรียบง่าย เห็นแล้วอดนึกถึงทรงผมในวันแต่งงานของตัวเองไม่ได้ ยิ่งพอได้สวมชุดที่เคยสวมเข้าพิธีในวันนั้น ความรู้สึกเก่าๆ ก็ตีปะทะเข้ามาอีกครั้งจนรู้สึกเจ็บในอก มันเป็นงานแต่งงานที่ไม่น่าจดจำเลยสักนิด ทว่าเธอไม่เคยลืมความรู้สึกในวันนั้นเลย
ความรู้สึกที่ว่า...เธอเป็นคนไร้ค่า
ฟ้าพราวแปลกใจตั้งแต่หรรษาเลี้ยวรถเข้าซอยซึ่งเป็นทางไปวังดุษฎีรังสรรค์แล้ว แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร กระทั่งหรรษาขับรถผ่านเข้าไปในประตูวัง แล้วนำรถไปจอดที่หน้าตึกใหญ่
“เราจะถ่ายแบบกันที่นี่เหรอคะเจ้”
“ใช่ค่ะ เราจัดงานกันที่วังของคุณหญิง”
“ไม่ใช่วังของฟ้าแล้วค่ะ ท่านพ่อขายไปตั้งนานแล้ว ว่าแต่เจ้หลิวติดต่อขอใช้สถานที่กับเจ้าของโดยตรงหรือผ่านทนายค่ะ”
“เจ้คุยกับเจ้าของโดยตรงค่ะ”
“ใครคะ ฟ้าเคยถามเด็กที่วัง เด็กก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร มีแต่ทนายที่เข้ามาดูแลแทน ถามท่านพ่อ ท่านก็ไม่ยอมบอก”
“ว่าแต่คุณหญิงจะอยากรู้ไปทำไมคะว่าใครเป็นเจ้าของคนใหม่”
“วังดุษฎีรังสรรค์เป็นบ้านของฟ้า มีความทรงจำระหว่างฟ้ากับท่านพ่อและหม่อมแม่มากมายอยู่ที่นี่ ฟ้าแค่อยากแน่ใจว่าวังจะตกไปอยู่ในมือของคนที่จะรักมันเหมือนที่ฟ้ารัก”
“คุณหญิงสบายใจได้เลยค่ะ วังของคุณหญิงตกอยู่ในมือของคนที่รักและดูแลมันอย่างดีแน่นอนค่ะ”
“ตกลงเขาเป็นใครเหรอคะ”
“ถึงเวลาเดี๋ยวคุณหญิงก็รู้เองค่ะ ตอนนี้เราไปทำงานกันก่อนดีกว่า” หรรษาบอกยิ้มๆ แล้วเดินนำเข้าไปข้างในพลางถาม “คุณหญิงพร้อมมั้ยคะ”
“พร้อมค่ะ แต่ฟ้าไม่เคยถ่ายแบบมาก่อนนะคะ ถ้าทำให้ทำงานช้า ฟ้าต้องขอโทษด้วยนะคะเจ้หลิว”
“งานนี้ไม่ยากหรอกค่ะ คุณหญิงแค่ทำตัวตามสบาย เป็นตัวของตัวเองก็พอค่ะ ชิลๆ ค่ะ”
ฟ้าพราวเดินตามหรรษามาถึงหน้าห้องโถงใหญ่ของวังซึ่งบานประตูถูกปิดอยู่พลางนึกแปลกใจ ก่อนมาที่นี่หรรษาบอกว่ามีทีมงานรออยู่หลายคน ทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาเลย ปกติสถานที่ถ่ายแบบจะต้องมีทีมงาน ช่องกล้อง ช่างไฟ ต้องมีสายไฟและของประกอบฉากวางระเกะระกตามพื้น แต่นี่ทุกอย่างเรียบร้อย สะอาดตาผิดปกติ
“ทำไมเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ข้างในเลยคะเจ้หลิว”
“มีค่ะ มีคนรอคุณหญิงอยู่เยอะเลย”
ทันทีที่หรรษาเปิดประตูห้องโถง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าฟ้าพราวคือ ภูริดลที่อยู่ในชุดไทยประยุกต์ท่อนบนเป็นสูท ท่อนล่างเป็นโจงกระเบนผ้าไหมอย่างดี เขานั่งพับเพียบอยู่บนพรมเปอร์เซียร์ผืนเดียวกับที่เคยใช้รองเท้าเปื้อนโคลนเหยียบย่ำในวันแต่งงาน
นอกจากภูริดลแล้ว ภายในห้องยังมีนที น้ำมณี คะนิ้ง จักรวาล ยายแจ่มใส ลุงเพียร ป้าแตน คุณแม่ของหรรษา สามีของหรรษาพร้อมลูกสาวสองคนคือ เอลล่าและแอลลี่ รวมถึงม่านไหมที่กำลังท้องลูกคนที่สองก็มาพร้อมกับสามีและลูกชายคนโตวัยเกือบสองขวบ และคนที่ฟ้าพราวไม่คิดว่าจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ก็คือ หม่อมเจ้าดนัยเทพ ดุษฎีรังสรรค์
“นี่มันอะไรกันคะ ทำไมทุกคนถึงมาอยู่ที่นี่ แล้วพี่ดินทำไมถึงแต่งชุดแบบนั้น” ฟ้าพราวถามเสียงสั่นน้ำตาคลอ ในใจพอจะเดาสถานการณ์ออกแต่ก็อดที่จะถามย้ำเพื่อให้แน่ใจไม่ได้
ภูริดลลุกขึ้นแล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฟ้าพราว เขารวบมือทั้งสองข้างของเธอเอาไว้แล้วมองสบตาด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก “แต่งงานกับพี่นะ”
“เราแต่งงานกันแล้วไงคะ”
“แต่งงานกันอีกครั้ง” ภูริดลย้ำชัดพร้อมกระชับมือเธอแน่นขึ้น
“เล่นอะไรเนี่ยพี่ดิน” ฟ้าพราวทั้งงงทั้งตื้นตันใจจนน้ำตาคลอ
“พี่จริงจัง ไม่ได้ล้อเล่น” ภูริดลพูดพลางหยิบทิชชู่ในกระเป๋าเสื้อสูทออกมาซับน้ำตาให้เจ้าสาว เขาคิดไว้แล้วว่าเธอต้องร้องไห้จึงแอบเตรียมทิชชู่ไว้ วันสำคัญแบบนี้เจ้าสาวของเขาจะหน้าตามอมแมม ขอบตาเลอะมาสค่าร่าดำปี๋เป็นหมีแพนด้าไม่ได้ “พี่อยากสร้างความทรงจำใหม่ให้ฟ้า อยากทำให้ฟ้ารู้ว่า ฟ้าคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของพี่ ฟ้ามี ‘ค่า’ เกินกว่าที่จะตีเป็น ‘ราคา’ ได้”
“ขอบคุณนะคะที่สร้างความทรงจำที่สวยงามที่สุดในชีวิตให้ฟ้า” ฟ้าพราวบอกสามีแล้วโปรยยิ้มแห่งความตื้นตันใจให้ทุกคนที่เธอรักและรักเธอที่มารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ “ว่าแต่พี่ดินเล่นใหญ่เกินไปหรือเปล่าคะ”
“นี่แค่งานภายในเล็กๆ คุณแม่เตรียมจัดงานฉลองสมรสที่โรงแรมของเราที่เชียงรายอีกรอบ งานนี้เชิญคนทั้งเชียงรายมาเลย” ภูริดลไม่ได้ล้อเล่น น้ำมณีเตรียมงานใหญ่ระดับช้างทั้งโขลงเอาไว้แล้วจริงๆ
“ดินพาเจ้าสาวมาเริ่มพิธีได้แล้วลูก เดี๋ยวเสียฤกษ์” น้ำมณีเตือน
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







