เข้าสู่ระบบภูริดลจูงมือฟ้าพราวไปนั่งบนพรมเปอร์เซียร์ ฟ้าพราวก้มลงกราบเท้าหม่อมเจ้าดนัยเทพ
“หญิงไม่คิดว่าท่านพ่อจะมา”
“วันสำคัญของลูก ยังไงพ่อก็ต้องมา” หม่อมเจ้าดนัยเทพลูบศีรษะลูกสาวด้วยความรักและรู้สึกผิด “พ่อขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมานะลูก ความเห็นแก่ตัวของพ่อเกือบทำลายชีวิตลูก”
“ฟ้าไม่เคยโกรธท่านพ่อเลยเพคะ” ฟ้าพราวบอกกับพ่อของตัวเองก่อนหันไปกราบเท้าน้ำมณีกับนที “ฟ้าต้องกราบขอโทษคุณพ่อกับคุณแม่ด้วยนะคะที่สร้างเรื่องหลอกคุณพ่อกับคุณแม่เมื่อสองปีก่อน”
“ไม่เป็นไรจ้ะ เรื่องนี้แม่กับพ่อเคลียร์กับดินแล้ว” น้ำมณีตอบด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอย่างที่เคยเป็นเสมอมา “เราทุกคนต่างก็เคยทำสิ่งผิดเพื่อคนที่เรารัก อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ลืมมันไปแล้วเริ่มต้นใหม่กันเถอะนะ”
“ขอบคุณคุณแม่มากนะคะที่เข้าใจฟ้ากับพี่ดิน” ฟ้าพราวยิ้มอย่างโล่งอกที่ได้รับการให้อภัย สาบานเลยว่าต่อไปจะไม่ทำอะไรแบบนี้อีกเด็ดขาด
“ดิน สวมแหวนให้คุณหญิงได้แล้ว” นทีบอกลูกชาย
ภูริดลเปิดกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินที่วางอยู่บนพานทองซึ่งประดับตกแต่งด้วยดอกไม้สวยงาม แล้วหยิบแหวนเพชรวงเล็กออกมาจากกล่อง ซึ่งเป็นแหวนวงเดียวกับที่เขาเคยขอคืนที่สนามบิน “แหวนเพชรเม็ดเล็กแค่นี้ได้มั้ย”
ฟ้าพราวยิ้มหวานพร้อมยื่นมือซ้ายไปตรงหน้าเจ้าบ่าวแทนคำตอบ เขาสวมแหวนวงเล็กเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอแล้วนิ่วหน้าเหมือนมีอะไรผิดปกติ
“ทำไมแหวนคับ อยู่ที่โน่นกินเยอะใช่มั้ย” แม้ทุกอย่างในตัวเขาจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทว่าปากยังคงไม่ดีเหมือนเดิม ไม่เว้นแม้กระทั่งในพิธีสำคัญที่แวดล้อมไปด้วยแขกเหรื่อมากมาย
“ใช่เวลามาล้อเล่นมั้ยพี่ดิน” เจ้าสาวทุบหน้าอกเจ้าบ่าวไปหนึ่งตุ้บ ในขณะที่ทุกคนพากันอมยิ้ม
“พ่อมีของขวัญแต่งงานจะมอบให้ลูกทั้งสองคนด้วย” นทีบอกแล้วเอื้อมมือไปด้านหลังหยิบซองสีน้ำตาลที่ซ่อนไว้ออกมาส่งให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาว
ภูริดลพยักหน้าบอกฟ้าพราวให้เป็นคนรับ
“อะไรเหรอคะ”
“ลองเปิดดูสิ”
ฟ้าพราวเปิดซองแล้วดึงกระดาษหนึ่งแผ่นที่อยู่ในนั้นออกมา “โฉนดวังดุษฎีรังสรรค์”
“บอกแล้วว่าพี่ไม่ได้ซื้อ คุณพ่อเป็นคนซื้อ” ภูริดลบอกเจ้าสาวที่กำลังนั่งงง “แต่พี่ก็เพิ่งรู้ตอนที่พยายามติดต่อหาเจ้าของใหม่ของวังนี้เพื่อขอเช่าสถานที่จัดงานแต่งงานของเรานี่แหละ”
“ห้ามบอกว่ารับไว้ไม่ได้เพราะมันมีมูลค่าสูงเกินไปนะจ๊ะหนูฟ้า” น้ำมณีดักคอไว้ก่อนเมื่อเห็นท่าทางเกรงใจระดับสูงสุดของลูกสะใภ้
“คุณแม่รู้ได้ยังไงคะว่าฟ้าจะพูดแบบนั้น” ฟ้าพราวยิ้มแหย
“นางเอกละครทุกคนก็พูดแบบนี้แหละ แม่รู้ทันหมดแล้ว”
ภูริดลดึงซองจากมือฟ้าพราวมาเก็บไว้เอง “ผู้ใหญ่ให้ก็รับไว้เถอะ พี่ยิ่งจนๆ อยู่ วันไหนไม่มีกินจะได้เอาวังไปขาย” พูดกับเจ้าสาวแล้วก็เงยหน้าขึ้นพูดกับพ่อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงหน้า “พรุ่งนี้ไปโอนกันเลยนะครับคุณพ่อ”
“ไปวันนี้เลยก็ได้” นทีตอบรับด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“วันนี้ไม่ได้ครับ ผมไม่ว่าง”
“ติดงานอะไรก็แคนเซิลให้หมด อยากได้นักก็ไปโอนกันเดี๋ยวนี้เลย”
“ไม่ได้จริงๆ ครับคุณพ่อ เสร็จพิธีแล้วผมต้องรีบพาเจ้าสาวไปเข้าหอ”
“โอ้ยยย พี่ดิน พูดอะไรรู้จักอายบ้าง” ฟ้าพราวหน้าแดงแจ๋ ยิ่งโดนหนุ่มสาวในงานร้องวิ้ดวิ้วล้อเลียนก็ยิ่งอายจนแทบจะมุดลงไปหลบอยู่ใต้พรม
“ฟ้าก็รู้ว่าพี่หน้าด้านแค่ไหน” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นอุ้มภรรยาเดินลิ่วตรงไปยังบันไดที่จะขึ้นสู่ชั้นสองโดยไม่สนใจเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีที่ดังตามหลังมา “วันนี้ขอเข้าหอที่นี่นะ กว่าจะขับรถถึงไร่พี่ทนไม่ไหวแน่ อดอยากปากแห้งมาตั้งสองปี หิวแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว”
“คิดว่าหิวคนเดียวหรือไง” ฟ้าพราวจูบแก้มของสามีด้วยความคิดถึงจับใจ
เมื่อเข้ามาถึงในห้องนอน เจ้าบ่าวบรรจงวางร่างบอบบางของเจ้าสาวลงบนเตียง แต่ยังไม่ทันทำอะไรเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เมี้ยว...
“ที่รัก!” ฟ้าพราวดีดตัวลุกขึ้นนั่งแล้วกวาดตามองหาไปทั่วห้อง
“ไอ้อ้วน!” ภูริดลกัดฟันด้วยความแค้น ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะญาติดีกันแล้ว แต่มันบังอาจมาขัดจังหวะการเข้าหอของเขาก็คงต้องกลับไปเป็นคู่อริกันเหมือนเดิม
“ที่รักอยู่ไหน ออกมาหาหญิงเร็ว” ฟ้าพราวเรียกหาแมวตัวโปรด พอเห็นมันเดินต้วมเตี้ยมออกมาจากหลังตู้โชว์ก็แทบช็อก “ที่รัก! ทำไมกลายเป็นแบบนี้!!!” หญิงสาวหันขวับไปถามสามี “พี่ดินเลี้ยงแมวยังไงให้กลายเป็นปลาปักเป้า เพราะแบบนี้นี่เองระยะหลังเวลาฟ้าขอดูรูป ขอดูคลิปที่รักทีไรไม่เคยส่งให้ดูเลย ให้ฟังแต่เสียง”
“พี่เห็นมันหงอย ไม่รู้จะทำยังไงก็เลยเอาอาหารให้มันกิน พอได้กินของอร่อยมันก็สดชื่นขึ้น พี่ก็เลยให้มันกินบ่อยๆ มันจะได้ไม่หงอย”
“ฮือ...ที่รัก กลมไปทั้งตัวเลย ขาอยู่ไหน หางอยู่ไหนเนี่ยลู๊กกก” ฟ้าพราวอุ้มแมวอ้วนขึ้นมากอด แต่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอุ้มก้อนอะไรสักอย่างที่กลมๆ นุ่มๆ
ณ ไร่ภูสรวง ยามค่ำคืน ฟ้าพราวเกาะขอบหน้าต่างห้องนอนมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวที่ส่องประกายสุกใส
“ที่เมกาไม่มีดาวให้ดูเหรอ” ภูริดลเดินมาโอบกอดภรยาจากทางด้านหลัง ฝังจมูกลงบนเส้นผมนุ่มลื่นที่หอมกลิ่นแชมพูกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ
“มีค่ะ แต่ไม่สวยเท่าที่นี่” ตอบพลิกตัวหันมามองหน้าสามี “แล้วก็ไม่มีคนมายืนดูด้วยกันแบบนี้ด้วย”
“ไม่ต้องหวานมาก แค่นี้ก็ไปไหนไม่รอดแล้ว” ว่าแล้วก็จุ๊บริมฝีปากนุ่มเบาๆ “เห็นซื้อของมาฝากทุกคนเลย แล้วของพี่ไม่มีเหรอ”
“มีค่ะ ของพี่ดินเป็นของขวัญที่พิเศษที่สุด เป็นของที่ฟ้าเก็บเงินซื้อเอง”
คนเป็นสามีหรี่ตามองอย่างไม่ชอบใจ “แอบไปทำงานพาร์ทไทม์เหรอ”
ฟ้าพราวพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มแหยๆ เหมือนเด็กถูกจับได้ว่าแอบไปทำความผิดมา ก่อนไปเรียนเขาบอกเธอแล้วว่าให้ตั้งใจเรียน ไม่ต้องทำงาน เมียคนเดียวเขาส่งเรียนได้
“ไปทำงานอะไร”
“ร้านอาบน้ำแมวค่ะ”
“ดื้อ” เขาดีดหน้าผากเธอเบาๆ
“ฟ้าอยากให้ของขวัญที่มาจากเงินที่ฟ้าหามาเอง ไม่ใช่เอาเงินพี่ดินมาซื้อของให้พี่ดิน”
“ซื้ออะไรมาให้พี่ เอามาดูสิ”
ฟ้าพราวเดินไปหยิบของขวัญสุดพิเศษที่เธอซ่อนไว้ในกระเป๋าถือ มันเป็นของขวัญชิ้นเล็กที่เธอกำไว้ในมือได้จนมิด “ขอมือหน่อยค่ะ”
ภูริดลส่งมือขวาให้
“เอามือโน้น” เธอบุ้ยปากไปยังมือข้างซ้ายของเขา
เขายกมือซ้ายขึ้นมาแบตรงหน้าภรรยาเพื่อรอให้เธอวางของใส่มือให้
“คว่ำมือลงค่ะ”
“เรื่องมากจริง”
“ถ้าบ่นมากไม่ให้นะ”
“เอามาๆ อย่าลีลา” เขาคว่ำมือลง
ฟ้าพราวสวมแหวนทองคำขาวฝังเพชรเม็ดเล็กที่กลางวงเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายของสามี ทว่า...มันวงใหญ่เกินไป ภูริดลหัวเราะเสียงดังทำลายบรรยากาศที่เกือบจะโรแมนติก
“แค่นิ้วผัวยังกะขนาดไม่ถูกอีกเหรอ”
“พรุ่งนี้ฟ้าเอาไปปรับไซส์ให้ พี่ดินไปด้วยกันนะคะ ที่ร้านจะได้วัดขนาดนิ้วได้พอดี” หญิงสาวทำหน้าจ๋อย อุตส่าห์ตั้งใจซื้อมาให้
“ไม่ต้องแก้หรอก พี่ห้อยคอไว้ก็ได้ พี่สัญญาว่าแหวนวงนี้จะอยู่ติดตัวพี่ตลอดเวลา” ภูริดลอุ้มภรรยาไปวางที่เตียงนอนแล้วโน้มตัวอยู่เหนือร่างเธอ “ความจริง แค่ฟ้ากลับมาหาพี่ พี่ก็ดีใจที่สุดแล้ว แค่นี้แหละที่พี่ต้องการจากฟ้า”
“ฟ้าจะช่วยพี่ดินทำงานนะคะ เริ่มจากร้านชาที่ฟ้าเคยคุยกับคุณแม่ไว้ก่อน”
คนเป็นสามีส่ายหน้าพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตสีคารเมลที่เขาหลงใหล “พี่มีงานใหญ่กว่านั้นให้ฟ้าทำ”
“งานอะไรคะ”
“พี่อยากให้ฟ้าเป็นแม่ของลูก”
ฟ้าพราวแปลกใจ “พี่ดินพร้อมที่จะมีลูกแล้วจริงเหรอ”
“พร้อมตั้งสองปีก่อน แต่พี่อยากให้ฟ้าไปเรียนก่อน” เขาจูบที่หน้าผากเธอแผ่วเบา “ฟ้าพร้อมจะเป็นแม่หรือยัง ถ้าฟ้ายังก็รอก่อน”
“ฟ้าพร้อมค่ะ แต่บอกไว้ก่อนว่า ถึงท้อง ฟ้าก็ทำงานได้ คนท้องไม่ใช่คนป่วยที่จะต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่บ้านเฉยๆ”
“อวดเก่งอีกแล้ว”
“แล้วอีกอย่าง ถ้ารอนานกว่านี้ ฟ้ากลัวพี่ดินวิ่งตามลูกไม่ทัน ปีนี้สามสิบห้าแล้วไม่ใช่เหรอคะ”
“อืม...เดี๋ยวคนอายุสามสิบห้าจะทำให้เห็นว่าไม่ได้อ่อนปวกเปียกอย่างที่คิด”
และแล้วคืนนี้กระทั่งเกือบถึงเช้าวันใหม่ ฟ้าพราวก็ถูกสอนให้รู้ว่า อย่าสบประมาทสามีผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในสังเวียนพิศวาส
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







