เข้าสู่ระบบ‘การแต่งงานที่เริ่มต้นด้วยเงินจะมีทางจบลงด้วยรักไหม’
คำถามที่หม่อมราชวงศ์ฟ้าพราว ดุษฎีรังสรรค์เคยถามตัวเองเมื่อห้าปีก่อน ตอนที่ตกปากรับคำ ‘ท่านพ่อ’ หรือหม่อมเจ้าดนัยเทพ ดุษฎีรังสรรค์ ว่าจะแต่งงานกับภูริดล หนุ่มชาวไร่เพื่อแลกกับเงินก้อนโตมาให้ท่านใช้หนี้การพนัน ตอนนั้นเธอถูกคนในสังคมชั้นสูงซุบซิบนินทาว่าเป็นดอกฟ้าตกเหว จากคุณหญิง ราชนิกุลผู้สูงศักดิ์ ต้องกลายมาเป็นภรรยาชาวไร่ไร้เกียรติ ทว่าฟ้าพราวกลับไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจกับคำพูดของคนอื่นเลยสักนิด สำหรับเธอ ไร่ชาแห่งนี้คือ ‘วิมานบ้านไร่’ สถานที่ที่อบอวลไปด้วยความรัก อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขใจเหมือนอยู่ที่นี่ ที่สำคัญ ตอนนี้สามีจอมเถื่อน ปากหมา หน้าโจรก็ทั้งรักทั้งหลงเธอจนแทบจะจับกลืนลงท้องทุกวัน วันละสามเวลาแทนอาหารไปแล้ว
“หลบมาอยู่ตรงนี้นี่เอง” เสียงของภูริดลดังขึ้นทางด้านหลังของของหญิงสาวที่ยืนมองดาวอยู่บนระเบียงบ้านไม้ท่อนซุงในไร่ชาพร้อมกับวงแขนแข็งแรงที่เอื้อมไปโอบกอดร่างเล็กในชุดนอนเอาไว้หลวมๆ
“พี่ดินอาบน้ำเสร็จแล้วเหรอคะ” ฟ้าพราวเอนหลังพิงอกกว้างของสามีในขณะที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ดวงดาวที่ส่องแสงพราวระยับอยู่บนผืนฟ้าสีรัตติกาล
“เสร็จแล้ว” เขาตอบพลางซุกหน้าลงบนซอกคอหอมละมุนเพื่อสูดกลิ่นหอมเข้าเต็มปอดก่อนพรมจูบลงบนผิวเนื้อเนียนนุ่มพลางพึมพำ “บอกให้นอนรอบนเตียงแล้วหนีออกมาทำไม หรือว่าอยากเอาท์ดอร์”
“บ้าสิพี่ดิน ใครจะไปอยากทำแบบนั้น” ฟ้าพราวพูดกลั้วหัวเราะพลางกกระทุ้งศอกใส่สามีเบาๆ
“พี่อยาก...” เสียงทุ้มต่ำลากยาวที่ดังชิดใบหูทำให้คนเป็นภรรยาเกิดอาการหายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมาทันที แต่งงานกันปีนี้เข้าปีที่ห้าแล้ว แต่ทุกครั้งที่สามีพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความปรารถนาล้ำลึกอย่างนี้ทีไรก็อดที่จะรู้สึกวาบหวามเหมือนตอนแต่งงานกันใหม่ๆ ไม่ได้
“พี่ดินก็ ‘อยาก’ ทุกวัน” ฟ้าพราวพลิกตัวหันหน้าเข้าหาสามี ยกสองแขนขึ้นคล้องคอเขาแล้วถามด้วยรอยยิ้ม “ไม่เบื่อบ้างหรือไงคะ”
“แซ่บขนาดนี้กินยังไงก็ไม่เบื่อ” ภูริดลโน้มใบหน้าลงไปหาคนตัวเล็กหมายจะจูบ ทว่าถูกมือนุ่มนิ่มประกบสองแก้มของเขาเอาไว้แล้วดันออก
“ไม่เอาตรงนี้นะคะ”
“งั้นไปเอาในห้องก็ได้ พี่ไม่เกี่ยงเรื่องสถานที่อยู่แล้ว” คำว่า ‘เอา’ ของเธอกับเขามันคนละความหมายกันแล้ว
“ฟ้าไม่ได้หมายความว่าเอาแบบนั้นสักหน่อย”
“แบบไหนก็เอาเหมือนกันละน่า ไปเร็ว พี่อยากเอาจะแย่แล้ว”
“ว้าย! พี่ดิน!” ฟ้าพราวหวีดร้องตกใจ เมื่ออยู่ๆ สามีก็แบกเธอขึ้นบ่าแล้วพาไปวางบนเตียงในห้องนอน
“คืนนี้พี่ขอลูกชายนะ” ภูริดลวอนขอ
“อยากได้ก็ทำเองสิคะ” ฟ้าพราวท้าทาย
“ทำเป็นปากเก่งท้าทายผัว คืนนี้อย่ามาร้องขอชีวิตก็แล้วกัน”
“ใครกันแน่คะที่ต้องร้องขอชีวิต” ฟ้าพราวยิ้มอย่างนางมารน้อยจอมเซ็กซี่ ระยะหลังคนที่ต้องร้องขอชีวิตคือเขาต่างหาก
ฟ้าพราวยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วหย่อนขาทั้งสองข้างลงข้างเตียงก่อนจะถอดชุดนอนที่เป็นกระโปรงผ้าซาตินเนื้อนุ่มลื่นออกแล้วโยนมันลงพื้นด้วยท่าทียั่วยวน
“ท่าไหนดีคะคืนนี้” หญิงสาวที่ตอนนี้เหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่าอ้าขาให้กว้างออกแล้วรั้งสะโพกของสามีที่ยืนมองเรือนร่างแสนเซ็กซี่ของเธอตาไม่กะพริบให้ขยับตัวใกล้เข้ามา
“เมื่อกี้ทำเป็นพูดว่าไม่เอา”
“ก็ไม่เอาเอาท์ดอร์ไงคะ”
“เดี๋ยวก็รู้ว่าใครกันแน่ที่ต้องร้องขอชีวิต” ฟ้าพราวเงยหน้าขึ้นสบตาสามีที่ก้มหน้ามองเธออยู่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นแล้วดึงกางกางชุดนอนผ้าเนื้อนุ่มเอวยางยืดของเขาลง ซึ่งภูริดลก็ให้ความร่วมมือด้วยการสลัดมันออกจากขาอย่างรวดเร็วพร้อมกับถอดเสื้อยืดสีขาวเหวี่ยงทิ้งอย่างไม่สนใจว่ามันจะไปตกลงตรงไหน
ทว่าก่อนที่ฟ้าพราวจะลงมือ ภูริดลก็เป็นฝ่ายชิงลงมือก่อน เขากดไล่เล็กทั้งสองข้างของเธอให้นอนหงายลงบนที่นอน จากนั้นคุกเข่าลงที่พื้นข้างเตียง ยกสองขาเรียวเล็กของภรรยามาพาดบ่าแล้วซุกหน้าลงตรงกลางหว่างขาเธอ
“พี่ดิน...อื้อ...” ฟ้าพราวส่งเสียงครางแผ่วหวานเมื่อเนินเนื้อนุ่มถูกปลายลิ้นที่คุ้นเคยของสามีไล้เลีย เขาปาดลิ้นขึ้นลงแผ่วเบาตามรอยแยกรอบแล้วรอบเล่าก่อนจะแหวกกลีบเนื้ออวบอูมเข้าไปบดขยี้และดูดดึงตุ่มติ่งอ่อนไหว
“ทำเป็นปากเก่งกับผัว คืนนี้จะกดให้จมเตียงเลยคอยดู” เมื่อจบคำพูดข่มขู่ที่แสนจะเร้าใจนั้นแล้ว เขาก็สอดปลายนิ้วแข็งกระด้างเข้าไปในโพรงเนื้อนุ่มที่ฉ่ำชื้น กดลึกเข้าไปสะกิดปุ่มเนื้อลึกลับที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน
ฟ้าพราวครางกระเส่าด้วยความซ่านเสียว สะโพกบิดส่ายตามจังหวะการเคลื่อนไหวของสามี ในวินาทีที่เธอกำลังจะทะยานไปแตะขอบสวรรค์เขาก็พลันชักนิ้วออกแล้วจับตัวเธอพลิกค่ำ ดันเข่าทั้งสองข้างให้ตั้งฉากที่ขอบเตียง จากนั้นกดนาบตัวตนอันแข็งขึงร้อนรุ่มลงบนเนินเนื้อเปียกลื่น เขาถูไถยั่วเย้าแต่ไม่ยอมเข้ามาสักทีจนคนถูกแกล้งต้องเอียงหน้ามองด้วยสายตาวิงวอน
“อยากได้มากเหรอ” ภูริดลถามด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะพลางโน้มตัวลงจูบเอาใจภรรยาอย่างนุ่มนวล แขนข้างหนึ่งสอดไว้ใต้เอวเล็กแล้วออกแรงรั้งบั้นท้ายของเธอให้เข้ามาแนบชิดกับตัวตนของเขาที่ตอนนี้เหยียดขยายจนเต็มที่แล้ว
“พี่ดิน อย่าลีลามากนักได้มั้ย อ๊ะ...” ฟ้าพราวต่อว่าสามีด้วยสุ้มเสียงน่ารักก่อนจะสะดุ้งเบาๆ เมื่อเขาเสียดแทรกแก่นกายเข้ามาจนสุดความยาวในจังหวะเดียว โดยเฉพาะอยู่ในท่านี้เขายิ่งเข้ามาได้ลึกมากกว่าที่เคย
“พร้อมมั้ยจ๊ะเมียจ๋า” เขาโน้มตัวกระซิบยั่วเย้าที่ข้างหูภรรยา แผงอกเปลือยแนบชิดแผ่นหลังเนียน มือหนึ่งล็อกเอวเธอไว้ ส่วนอีกข้างกอบกุมทรวงอกแล้วบดคลึงปลายยอด
ฟ้าพราวดันบั้นท้ายเข้าหาเขาแทนคำตอบ ว่าเธอพร้อมยิ่งกว่าพร้อมเสียอีก ภูริดลหัวเราะอย่างถูกอกถูกใจแล้วฟาดเพี้ยะที่แก้มก้นนุ่มเด้งหนึ่งทีก่อนเริ่มขยับสะโพกโจนจ้วงเข้ามาอย่างล้ำลึก ทุกจังหวะที่ถอยออกและดันกลับเข้าไปใหม่ของเขาหนักหน่วงและเต็มแน่น การเสียดกันระหว่างเนื้อแท้ที่เปิดเปลือยอยู่ภายในสร้างความซ่านเสียวอย่างมหาศาล ตั้งแต่ฟ้าพราวกลับมาจากเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา เธอกับเขาก็คุยกันว่าพร้อมแล้วที่จะมีลูก ตั้งแต่นั้น ภูริดลก็ตั้งใจ ‘ทำลูก’ มาตลอด แต่ก็ยังไม่สำเร็จสักทีคืนนี้เขาจึงตั้งใจมากเป็นพิเศษ
“พี่ดิน...” ฟ้าพราวเรียกชื่อสามีด้วยน้ำเสียงแผ่วหวิว กล้ามเนื้ออ่อนนุ่มภายในตอบสนองการตอกตรึงของเขาด้วยการบีบรัดเป็นจังหวะรุนแรง
“โคตรดี” ภูริดลครางกระหึ่มด้วยความเสียวซ่านขณะเร่งจังหวะโจนจ้วงให้ถี่กระชั้นและหนักแน่นยิ่งขึ้น “ใกล้แล้วใช่มั้ย”
“อื้อ...” ฟ้าพราวถูกความร้อนเร่าโจมตีจนแตกสลาย เธอหวีดร้องและเรียกชื่อสามีซ้ำๆ ด้วยความรักที่เอ่อล้นเต็มอก นั่นยิ่งทำให้ภูริดลฮึกเหิม เขาผลักดันตัวตนอันแข็งแกร่งของตัวเองเข้าออกหนักหน่วงตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเกินยับยั้ง ไม่นาน เขาก็ปลดปล่อยตัวเองอยู่ภายในความอ่อนนุ่ม เขาแช่ค้างอยู่ครู่หนึ่งเพื่อให้เธอบีบรัดและรีดเร้นทุกหยาดหยดด้วยความหวังว่าจะมีโอกาสได้ลูกชาย ครู่หนึ่งเมื่อทุกอย่างสงบนิ่งจึงถอดถอนแล้วอุ้มร่างเล็กที่อ่อนระทวยอยู่ขอบเตียงให้ไปนอนหนุนหมอนที่กลางเตียงแล้วทิ้งตัวลงนอนเคียงข้างเธอ
“พักแป๊บนึงนะ เดี๋ยวต่ออีกรอบ”
“นอนได้แล้วค่ะ” ฟ้าพราวเหลือบมองนาฬิกาก่อนจะพลิกตัวขึ้นมานอนเกยอกสามี “เที่ยงคืนกว่าแล้วนะคะ”
“เพิ่งเที่ยงคืนเอง” ภูริดลแย้งด้วยสีหน้างุนงง ปกติฟ้าพราวไม่เคยอิดออด แถมบางคืนเธอยังเป็นคนขอต่อรอบสองเองด้วยซ้ำ
“พรุ่งนี้เราต้องไปงานวันเกิดเอลล่าที่กรุงเทพฯ นะคะ” คนเป็นภรรยาเตือนสามี “เครื่องออกแต่เช้า ตื่นไม่ทันก็ตกเครื่องกันพอดี”
“ไม่ทันก็ซื้อตั๋วใหม่สิ แค่ไม่กี่บาท” เวลาหน้ามืดขึ้นมาทีไรภูริดลมักจะงอแงอย่างนี้เสมอ เลยโดนหยิกหัวนมจนร้องซี้ดไปหนึ่งที
“รู้ค่ะว่ามีเงิน แต่ถ้าไปไม่ทันเวลาเป่าเค้ก เอลล่าจะเสียใจนะคะ หลานโทร. มาย้ำตั้งหลายครั้งว่าต้องไปให้ได้”
“แต่ถึงจะนอนดึกพี่ก็ตื่นทันน่า”
“ไม่เอาแล้วค่ะ ฟ้าเหนื่อย ฟ้าขอนอนพักนะคะ” ฟ้าพราวใช้ไม้อ่อน ออดอ้อนซึ่งก็ได้ผลตามเคย
“โอเค นอนก็นอน แต่อย่าเพิ่งไปอาบน้ำนะ นอนนิ่งๆ แบบนี้สักพักก่อน” ภูริดลดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของตัวเองและภรรยา จากนั้นเอื้อมมือไปปิดไฟที่หัวเตียง “พรุ่งนี้พี่จะพาลูกชายไปอวดเจ้หลิว”
“หือ? ลูกชายที่ไหนคะ”
“นี่ไง” ชายหนุ่มเจ้าของไร่ชาวางมือลงบนหน้าท้องของภรรยา
“เพิ่งทำเสร็จเมื่อกี้นี้เอง จะติดหรือเปล่ายังไม่รู้เลย”
“พี่มั่นใจว่าลูกชายมาแน่”
“แล้วถ้าเป็นลูกสาวละคะ” ฟ้าพราวลองถามหยั่งเชิง เพราะเขาพูดมาตลอดว่า อยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย
“ก็ไม่เป็นไร ลูกสาวหรือลูกชายพี่ก็รักเท่ากัน แต่ที่อยากได้คนโตเป็นผู้ชายก็เพราะ เขาจะได้ปกป้องฟ้ากับน้องๆ ได้” ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ซีเรียสมากอย่างที่เธอกังวล แถมยังไม่คิดที่จะมีลูกคนเดียวเสียด้วย “ถ้าคนแรกเป็นผู้หญิง พี่ก็จะทำใหม่ ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ผู้ชาย เรื่อง ‘ทำลูก’ พี่เก่งอยู่แล้ว”
ฟ้าพราวแนบแก้มยิ้มอยู่กับอกอบอุ่นของสามี เธอเชื่ออย่างหมดใจว่าเขาเก่งเรื่องนี้มากจริงๆ
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







