LOGINคนที่ทำเป็นใจกล้าเดินแก้ผ้ายั่วสามีพอเข้ามาถึงในห้องน้ำก็เข่าแทบทรุดต้องเกาะขอบเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าเอาไว้เป็นหลักยึด ราชนิกุลสาวผู้สูงศักดิ์ที่ถูกอบรมเรื่องกิริยามารยาทในวังมาตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยทำตัวว้าวซ่าขนาดนี้มาก่อนเลย ถ้าหม่อมแม่ยังมีชีวิตอยู่เธอต้องโดนก้านมะยมจนน่องลายแน่นอน
ฟ้าพราวทิ้งเวลาครู่หนึ่งให้ขาหายสั่นแล้วเงยหน้าขึ้นมองสภาพตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ เธอเห็นรอยแดงระเรื่อเป็นจ้ำกระจายตัวอยู่ตามเนินอกและซอกคอหลายรอย พลันนั้น ใบหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
คนหื่น!
คิดแล้วก็เริ่มกังวล ภูริดลหื่นมากขนาดนี้ การใช้แผนยั่วให้อยากแล้วปล่อยให้ค้างไม่น่าจะเป็นผลดีกับตัวเธอสักเท่าไหร่ และยังไม่ทันไร ประตูห้องน้ำก็ถูกเปิดเข้ามา
“คุณ! เข้ามาทำไม” หญิงสาวถอยกรูดไปชิดผนังห้องน้ำ กวาดตามองหาผ้าขนหนูเพื่อจะเอามาปกปิดร่างกาย ทว่าไม่มีสักผืนจึงรีบหันหลังให้เขาซึ่งคิดว่าจะน่าอายน้อยกว่าให้เขาเห็นข้างหน้าทั้งหมด
“เมื่อกี้ยัง ‘หน้าด้าน’ เดินแก้ผ้ายั่วผัวอยู่เลย แล้วตอนนี้จะมาอายอะไร” พูดพลางเดินเข้ามาลูบไล้บั้นท้ายเปลือยเปล่าเนียนนุ่มก่อนจะขยำเข้าเต็มมือ
“หยุดหื่นกับฉันสักทีได้มั้ย ฮือ...” ตอนนี้คนปากกล้าเสียงสั่นจนแทบจะร้องไห้แล้ว
“คุณหญิงอยากยั่วผมเอง แล้วคนเถื่อนอย่างผมมันก็ยั่วขึ้นซะด้วย” เขาโน้มใบหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูพลางจับมือเล็กข้างหนึ่งมาลูบที่กึ่งกลางกายที่เริ่มเหยียดขยายผ่านผ้าเนื้อหนาของกางเกงยีนขึ้นมาจนเป็นเนินนูนเป่ง “นี่ไงผลงานของคุณหญิง มันแข็งขนาดนี้ก็เพราะคุณหญิงแก้ผ้ายั่วมันไง คุณหญิงต้องรับผิดชอบมันด้วยนะ”
“จะให้ฉันรับผิดชอบยังไง”
“ยังจะต้องให้ผมพูดตรงๆ อีกเหรอ” ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูคนตัวเล็กแล้วฉวยโอกาสฝากรอยจูบไว้ที่ต้นคอขาวนวลหนึ่งครั้งพร้อมกันนั้นเขาก็จับมือเล็กที่กอบกุมเป้ากางเกงของเขาอยู่ให้ขยับขึ้นลงช้าๆ “คุณหญิงไม่น่าจะอินโนเซนส์ถึงขนาดไม่รู้หรอกนะว่าผัวกำลังต้องการอะไร”
ฟ้าพราวแทบอยากจะร้องไห้ ความร้อนวาบทะลุผ่านเนื้อผ้ามาถึงมือและลามไปทั่วทั้งร่าง แต่บอกแล้วว่าเธอจะไม่ร้องไห้เพราะเขาอีกแล้ว หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วออกแรงบีบสิ่งที่ใหญ่จนล้นมืออย่างแรง “นี่แน่ะ!!! อยากให้ฉันรับผิดชอบนักใช่มั้ย”
“อู้ย!” ภูริดลส่งเสียงครวญครางด้วยความเจ็บ สองมือกุมเป้าแล้วทรุดตัวลงนั่งหน้าเขียวตัวงออยู่กับพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ “คิดจะฆ่าผัวหรือไง”
“ผัวป่าเถื่อนอย่างคุณตายไปซะได้ก็ดี”
“ถ้าผมตายคุณหญิงก็เป็นหม้ายนะ” เขาสวนกลับเสียงอ่อย ความเจ็บหน่วงยังไม่คลายลงเลยแม้แต่น้อย
“เป็นหม้ายก็ดีกว่ามีสามีจอมเถื่อนอย่างคุณ”
“อยากให้ผมตาย จะได้ไปหาไอ้ ‘ที่รัก’ ของคุณหญิงใช่มั้ย!” คนเจ็บถามด้วยน้ำเสียงกดต่ำอย่างไม่พอใจ
“หึงเหรอ” ฟ้าพราวแกล้งถามเพื่อยั่วโมโห
“ผมไม่ได้รักคุณหญิง จะมาใช้คำว่าหึงกับผมไม่ได้” ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้นยืนได้ในที่สุดแล้วเน้นย้ำ “จำไว้ว่าไม่ได้รักและจะไม่มีวันรัก”
“ฉันก็ไม่ได้อยากให้คุณรักฉันเหมือนกัน” เธอสวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้เหมือนกัน “ออกไปได้แล้ว ฉันจะอาบน้ำ”
“ก็อาบไปสิ ผมจะยืนเฝ้าอยู่ตรงนี้” คนที่ยังหน้าเขียวอยู่ขยับตัวไปยืนพิงขอบเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าแล้วยกมือขึ้นกอดอก สายตาจับจ้องอยู่ที่เรือนร่างเปลือยเปล่าเย้ายวนตรงหน้า
“จะเล่นสงครามประสาทกับฉันใช่มั้ย”
“เปล่าเลย แค่อยากดูเมียแก้ผ้าอาบน้ำ”
“โรคจิต!”
“ผมไม่มีอะไรดีในสายตาคุณหญิงเลยใช่มั้ย คำก็เถื่อน สองคำก็หยาบคาย หื่นบ้างละ แล้วนี่ก็หาว่าโรคจิตอีก”
“ก็คุณมันไม่มีดีเลยจริงๆ นี่นา”
“เอวผมดีนะ ลองมั้ย” ถามพลางควงเอวให้ดูอย่างพลิ้ว
“ลามก” ฟ้าพราวค้อนขวับแล้วหันไปจับผมที่ยาวถึงกลางหลังรวบขึ้นแล้วขมวดเป็นมวยแบบลวกๆ ไว้ที่กลางศีรษะ ตอนนี้เธอไม่สนใจแล้วว่าจะแก้ผ้าต่อหน้าเขา เต็มที่ก็ได้แค่มองแต่ทำอะไรไม่ได้ ก็เหมือนหมามองเครื่องบินนั่นแหละ
“คุณมีแปรงสีฟันที่ยังไม่ได้ใช้มั้ย”
“ไม่มี”
“ไปซื้อให้หน่อยสิ”
“จะซื้อของต้องเข้าเมือง ขับรถเป็นชั่วโมง ใช้ของผมไปก่อนก็แล้วกัน”
“จะให้ใช้แปรงสีฟันอันเดียวกับคุณเนี่ยนะ แหวะ ไม่เอาหรอก แค่คิดก็คลื่นไส้แล้ว”
“แค่ใช้แปรงสีฟันอันเดียวกันไม่ต้องมาทำเป็นรังเกียจผัว เมื่อคืนนี้จูบกันจนลิ้นพันเป็นเกลียวสิบแปดตลบคุณหญิงไม่เห็นรังเกียจ ยังร้องครางอื้อๆ อ้าๆ ถูกอกถูกใจอยู่เลย”
“นี่คุณ!” ฟ้าพราวหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อคืนนี้เธอเผลอเคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบของเขาจริงๆ แต่มันก็เป็นเพียงสัญชาติญาณความใคร่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อถูกเล้าโลมเท่านั้นแหละ เธอไม่ได้รู้สึกดีกับตัวเขาเลยสักนิด
“ใช้อันนี้ไปก่อน เข้าเมืองแล้วจะซื้อมาให้ใหม่” พูดพลางบีบยาสีฟันใส่แปรงแล้วจับยัดใส่ปากภรรยาหน้าตาเฉย เธอถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจแล้วดึงแปรงสีฟันจากมือเขาไปแปรงเอง
“ก็แค่เนี้ย! ใช้แปรงสีฟันอันเดียวกันก็ไม่เห็นจะตาย”
ฟ้าพราวถลึงตาใส่คนพูดมากแล้วรีบแปรงให้เสร็จเร็วๆ จากนั้นก็บ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหลายครั้งมากราวกับรังเกียจเขานักหนา ทุกการกระทำของเธอมีสายตาของสามีจอมหื่นจ้องมองไม่วางตาจนน่ากลัวว่าเขาจะอดใจไม่ไหวแล้วจับเธอกดในห้องน้ำ
“กลัวผมเหรอ” ภูริดลถามอย่างรู้เท่าทันความคิดของภรรยา
“อย่าเข้ามานะ” ฟ้าพราวรีบห้ามเมื่อเห็นเขาเริ่มก้าวเท้าเข้ามาใกล้ และทันใดนั้นเสียงของน้ำมณีก็ดังแว่วเข้ามาราวกับระฆังช่วยชีวิต
“ดินกับคุณหญิงฟ้าตื่นกันแล้วใช่มั้ยลูก แม่เห็นประตูบ้านเปิดอยู่เลยเดินเข้ามาดู”
“คุณแม่มาทำไมแต่เช้า” ภูริดลตะโกนถามแต่ก็ไม่รออีกฝ่ายตอบ “คุณแม่ไปนั่งรอที่ห้องรับแขกก่อนนะครับ เดี๋ยวผมตามออกไป”
“แล้วคุณหญิงฟ้าล่ะลูก” น้ำมณีถามถึงลูกสะใภ้ด้วยความเป็นห่วง
“อยู่ในห้องน้ำกับผมนี่แหละครับ”
“โล่งอก แม่นึกว่าคุณหญิงหนีดินกลับวังแล้ว” คนเป็นแม่แกล้งแซวลูกชาย
“คุณแม่ออกไปรอข้างนอกได้แล้วผมจะจู๋จี๋กับเมีย” ภูริดลแกล้งบอกทำให้โดน ‘เมีย’ หยิกต้นแขนอย่างแรงไปหนึ่งทีโทษฐานที่ทำให้เธออับอาย
“โอเคๆ แม่ออกไปละ รีบๆ ตามออกมานะ”
เมื่อสิ้นเสียงของน้ำมณีแล้วฟ้าพราวก็หันขวับมาจ้องหน้าสามีตาเขียว “บอกคุณแม่แบบนั้นได้ยังไง ไม่คิดบ้างเหรอว่าฉันจะอาย”
“เราแต่งงานกันแล้ว ขึ้นชื่อว่าเป็นผัวเมียกันแล้ว จะทำอะไรกันมันก็เป็นเรื่องปกตินะจ๊ะเมียจ๋า ไม่เห็นต้องอายเลย”
“ฉันไม่ได้หน้าด้านหน้าทนเหมือนคุณ”
“ด่าผัวอีกแล้วนะ”
“ก็มันจริงนี่”
“ผมออกไปหาคุณแม่ดีกว่า เถียงกับคุณหญิงทั้งวันก็ไม่จบ” ว่าแล้วก็บีบก้นนุ่มเด้งของภรรยาอย่างมันเขี้ยวไปหนึ่งทีก่อนเดินออกไปรับหน้าน้ำมณี
“อร๊าย! คนบ้า!” หญิงสาวทำท่าฮึดฮัด อยากกรีดร้องแต่ก็เกรงใจแม่สามีที่อยู่ข้างนอก ไม่อยากให้ผู้ใหญ่ไม่สบายใจว่าแต่งงานกันแค่วันเดียวก็ตีกันเกือบตาย
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







