Masuk“แบ่งมาให้ฉันถือบ้างก็ได้” ฟ้าพราวบอกขณะเดินตามภูริดลที่ขนทั้งของใช้แมวและอาหารสด อาหารแห้งนานาชนิดที่ซื้อมาจากซุปเปอร์มาเก็ตเต็มสองมือมาที่รถ
“เดินมาจนถึงรถแล้วค่อยขอช่วยเนี่ยนะ”
“ก็คุณเดินเร็ว กว่าฉันจะเดินตามทัน”
“ขาสั้นก็งี้”
“ฉันตัวเล็กกว่าคุณตั้งเยอะ ก็ต้องขาสั้นกว่าอยู่แล้วป่ะ”
“สูงถึงร้อยหกสิบมั้ยเนี่ย” เขากวาดสายตามองคนตัวเล็กตั้งแต่หัวจรดเท้าเพื่อประเมินความสูง
“อย่าดูถูก” เธอย่นจมูกใส่เขา “ฉันสูงร้อยหกสิบแปด จะดูบัตรประชาชนมั้ย”
“ไม่ต้องๆ ล้วงกุญแจรถแล้วเปิดท้ายรถให้หน่อย เร็วเข้า หนัก” ว่าแล้วก็แอ่นสะโพกด้านขวาให้ภรรยา
ฟ้าพราวสอดมือเล็กเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ไล้ผ่านต้นขาที่ตึงแน่น ผิวเนื้อที่เสียดสีกันผ่านผ้าเนื้อบางก่อให้เกิดความร้อนวูบวาบแปลกประหลาด กระเป๋ากางเกงของเขาลึกมาก เธอต้องสอดมือเข้าไปจนมิดข้อมือ แล้วขยับมือยุกยิกควานหากุญแจรถ ปลายนิ้วปัดผ่านบางสิ่งที่เป็นท่อนลำใหญ่หนาแล้วกำแน่นโดยไม่ตั้งใจ
“คุณหญิง...นั่นไม่ใช่กุญแจรถ...” ชายหนุ่มกัดฟันบอกเสียงต่ำพร่า ให้ตายสิ เธอจะมาสะกิดอารมณ์เขากลางลานจอดรถในห้างแบบนี้ไม่ได้
“อร้าย!!!” ฟ้าพราวรีบชักมือออกมาจากกระเป๋ากางเกงของเขาพร้อมกับกำกุญแจรถออกมาด้วย แล้วรีบเดินหนีไปเปิดท้ายรถ สัมผัสนุ่มหนึบและร้อนผ่าวยังติดตรึงอยู่ที่กลางฝ่ามือ ทำเอาใบหน้าของเธอร้อนวาบตามไปด้วย
ภูริดลเอาของทั้งหมดมาวางใส่ท้ายรถแล้วโน้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูคนตัวเล็ก “สะกิดผมแล้ว รับผิดชอบผมด้วยนะ”
“ถึงบ้านก่อนได้มั้ย กลางลานจอดรถฉันอาย” เธอต่อรองเสียงแผ่ว
คนที่กำลังมีอารมณ์วาบหวามกลั้นขำแทบไม่อยู่ เธอคิดว่าเขาจะหน้ามืดจับเธอกดตรงนี้เลยหรือไง “รู้เหรอว่าต้องรับผิดชอบยังไง”
ฟ้าพราวยังไม่ทันได้ตอบอะไร เสียงหวานของใครบางคนก็ดังขึ้น
“พี่ดิน”
“อ้าว...ไหม” ภูริดลหันไปทักทายหญิงสาวที่เดินเข้ามาหาอย่างคุ้นเคยกันดี
“ไม่คิดเลยว่าจะเจอพี่ดินที่ห้างแบบนี้”
“ทำไม? ห้างนี้เขาห้ามชาวไร่มาซื้อของเหรอ” ชายหนุ่มถามด้วยรอยยิ้มล้อเล่น และเพราะมัวแต่จ้องหน้าคู่สนทนาอยู่จึงไม่เห็นว่าภรรยาที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลัง มองเขาตาค้าง อ้าปากหวอ ที่เห็นเขายิ้มเป็นเหมือนคนอื่นด้วย
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ” ม่านไหมรีบพูดแก้ “ก็ปกติพี่ดินไม่ชอบเข้าเมือง ไม่ชอบเดินห้าง แล้ววันนี้นึกยังไงถึงมาได้”
“คุณดินพาฉันมาซื้อของค่ะ” ฟ้าพราวชิงตอบขึ้นมาก่อน แล้วก้าวขึ้นมายืนคู่กับสามี
“อ้อ...ขอโทษค่ะ ฉันไม่เห็นว่าพี่ดินมีเพื่อนมาด้วย”
“ฉันไม่ใช่เพื่อนของคุณดินค่ะ ฉันชื่อฟ้าพราว เป็นภรรยาของคุณดิน” ฟ้าพราวย้ำคำว่า ‘ภรรยา’ เสียงหนัก แล้วปรายตามองสามีที่ยืนคุยกับผู้หญิงอื่นโดยทำเหมือนเธอเป็นหัวหลักหัวตออย่างไม่พอใจ
“ภรรยาเหรอคะ” ม่านไหมทวนคำอย่างไม่แน่ใจ แล้วมองสบตากับ ภูริดลเป็นเชิงถามว่า ที่ฟ้าพราวพูดเป็นความจริงหรือเปล่า
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอนิดหนึ่งแล้วโอบเอวเล็กของภรรยาเอาไว้หลวมๆ “ฟ้าเป็นเมียพี่จริงๆ เราเพิ่งแต่งงานกันเมื่อวานนี้”
“พี่ดินแต่งงานแล้ว ทำไมไหมไม่เห็นรู้เรื่อง” ม่านไหมท่าทางตกใจไม่น้อย
“มันกะทันหันน่ะ นี่ก็ไม่มีใครรู้ นอกจากคนในครอบครัว”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณไหม” ฟ้าพราวฉีกยิ้มทักทายม่านไหมตามมารยาท ปกติเธอไม่ใช่คนเสียมารยาทกับใครแบบนี้ แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้ ฟ้าพราวมองออกว่าเธอมี ‘ซัมติง’ กับภูริดล
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ ฉันทำรีสอร์ตอยู่ติดกับไร่ชาของพี่ดิน ถ้าว่าง เชิญคุณฟ้าไปเที่ยวที่รีสอร์ตนะคะ”
“ถ้าว่างจะแวะไปค่ะ” ตอบรับเสียงราบเรียบ แล้วหันไปยิ้มหวานให้สามี จงใจวางมือทาบที่แผงอกของเขาอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ “ฉันหิวแล้ว เรารีบกลับบ้านไปทำอะไรกินกันดีกว่านะคะ”
“ผมก็ ‘หิว’ เหมือนกัน หิวจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว” ภูริดลพูดคำว่าหิวด้วยน้ำเสียงเซ็กซี่แบบที่ฟ้าพราวรู้ดีว่าเขาหมายความว่ายังไง “ถึงบ้านแล้วผมขอกินแบบจัดหนักเลยนะ”
“ค่ะ...กินให้เต็มที่ไปเลยค่ะ” ฟ้าพราวยิ้มแหย เพิ่งรู้ตัวว่าเดินเกมผิด
ฟ้าพราวนั่งเงียบมาตลอดทางตั้งแต่ออกจากห้างสรรพสินค้า จนกระทั่งรถของภูริดลแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านพักในไร่
“เป็นอะไร นั่งหน้าหงิกมาตลอดทาง” ชายหนุ่มถามเสียงแข็งแบบรำคาญมากกว่าห่วงใยแล้วเดินลงไปเปิดท้ายรถเพื่อจะขนของเข้าบ้าน
ฟ้าพราวเดินตามไปช่วย “คุณมีผู้หญิงทั้งหมดกี่คน”
“ถามทำไม”
“ฉันจะได้เคลียร์ถูก”
“เคลียร์อะไร” ภูริดลหันมามองหน้าคนตัวเล็กอย่างงงๆ
“ก็เคลียร์ผู้หญิงพวกนั้นออกจากชีวิตคุณน่ะสิ ฉันต้องทำให้คุณลืมหม่อมก้อยให้ได้ แล้วยังต้องคอยกันคุณไหมอะไรนั่นให้อยู่ห่างๆ คุณอีก แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว” หญิงสาวถอนหายใจพรืดแล้วเงยหน้าขึ้นมองสำรวจใบหน้าคมคร้ามที่เต็มไปด้วยหนวดเคราของสามี “หน้าตาก็ไม่เห็นจะหล่อเลย ทำไมผู้หญิงเยอะจัง”
“หน้าตาไม่ดี แต่ลีลาเด็ดมาก” หนุ่มชาวไร่บอกด้วยแววตาวาววับแล้วก้มหน้าลงจุ๊บริมฝีปากภรรยาอย่างรวดเร็วครั้งหนึ่ง “รีบขนของเข้าบ้าน ผมหิว อยากกินเมียใจจะขาดอยู่แล้ว”
“ผู้ชายบ้าอะไร หื่นได้ตลอดเวลา” ฟ้าพราวบ่นอุบอิบแล้วหันไปหยิบของออกจากท้ายรถ เธอเจอถุงใส่ของใบเล็กที่เธอไม่ได้เป็นคนซื้อมาจึงหยิบขึ้นมาเปิดดู เห็นว่าของข้างในเป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กสีสันสดใสดูคล้ายกล่องขนมหลายกล่อง บางกล่องเป็นรสสตอร์เบอร์รี่ บางกล่องเป็นรสช็อกโกแลต และมีอีกหลายรสชาติ รวมกันเป็นสิบกล่องได้
“นี่ขนมอะไร คุณชอบกินขนมจุบจิบแบบนี้ด้วยเหรอ”
“ไม่เคยเห็นเหรอ” ถามแล้วจ้องหน้าหญิงสาวตรงหน้าคล้ายจับพิรุธ ถ้าไม่ไร้เดียงสาถึงขนาดไม่รู้จักถุงยางอนามัยจริงๆ เธอก็แอ๊บแบ๊วตีหน้าซื่อได้เนียนมาก
“ไม่เคย แต่ดูน่ากินดี” ฟ้าพราวหยิบกล่องที่เป็นรสช็อกโกแลตขึ้นมาดม
“คืนนี้คุณได้กินแน่ จะให้กินครบทุกรสเลย” ว่าแล้วก็เลือกหิ้วของหนักๆ เดินนำเข้าไปในบ้าน ทิ้งของเบาๆ ไว้ให้ภรรยาขน “ตามมาให้ไวเลยคุณหญิง ผัวหิวจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว”
ฟ้าพราวยังติดใจ ‘ขนม’ น่ากินที่อยู่ในมือจึงพลิกหลังกล่องดูเผื่อว่าจะมีคำอธิบายว่าเป็นขนมอะไร พอรู้ว่าไม่ใช่ขนม แต่เป็นถุงยางอนามัย หญิงสาวก็แทบจะร้องกรี๊ดด้วยความอับอาย ยิ่งคิดถึงคำพูดของเขาที่บอกว่าจะให้กินให้ครบทุกรสก็ยิ่งอยากวิ่งหนีออกจากไร่ไปเลย
กินครบทุกรสในคืนเดียวได้จุกตายกันพอดี!
สามปีผ่านไป...เรนเดียร์ยืนมองพันแสงและลูกแฝดชายหญิงวัยสองขวบของเธอช่วยกันก่อปราสาททรายอยู่บนชายหายอย่างสนุกสานด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข เสียงหัวเราะของพ่อลูกที่สอดประสานกันดังก้องไปทั่วชายหาดส่วนตัวที่เงียบสงบพันแสงรักและดูแลลูกเป็นอย่างดีสมกับที่เขาพยายามทุกวิถีทางที่จะมีลูกให้ได้ โดยเฉพาะในเวลาที่เธอท้องลูกคนแฝดได้หกเดือนอย่างนี้ หน้าที่การเลี้ยงลูกสองคนแรกก็แทบจะตกเป็นของเขาทั้งหมด“พี่ซันพาลูกเข้าบ้านได้แล้วค่ะ แดดแรงแล้ว เดี๋ยวลูกไม่สบาย” เธอเดินอุ้มท้องอุ้ยอ้ายเข้าไปหาสามีและลูกๆ ที่ยังสนุกอยู่กับการก่อปราสาททราย“ลูกยังสนุกอยู่เลย ใช่มั้ยครับลูก”เด็กน้อยทั้งสองคนหันมาประสานเสียงตอบคุณพ่อเสียงใสแจ๋ว แล้วก้มหน้าตกแต่งปราสาททรายแสนสวยด้วยเปลือกหอยอย่างตั้งอกตั้งใจกันต่อ“ให้ลูกเล่นอีกแป๊บนึงนะ ยังสนุกกันอยู่เลย” พันแสงลุกขึ้นมาโอบไหล่ภรรยาที่ไม่สามารถนั่งลงที่พื้นทรายกับลูกแฝดทั้งสองได้ เพราะติดท้องลูกแฝดคู่ใหม่“อุ๊ย!” เรนเดียร์สะดุ้งแล้วยกมือขึ้นมาลูบท้องที่นูนป่องของตัวเองเบาๆ จนพันแสงพลอยตกใจตามไปด้วย“เจ็บท้องคลอดแล้วเหรอ”“ยังไม่คลอดค่ะ เพิ่งหกเดือนเองนะคะ” เธอบอกขำๆ“แล้วเป
แพทย์ผู้ดูแลครรภ์ของเรนเดียร์อธิบายให้ฟังว่า อาการแพ้ท้องแทนภรรยาคือ อาการที่ว่าที่คุณพ่อมีอาการต่างๆ คล้ายกับว่าที่คุณแม่เช่น อารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คลื่นไส้ วิตกกังวล หรืออยากกินอาหารแปลกๆ ที่ปกติไม่เคยกินมาก่อน ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของคือ Couvade Syndrome คำว่า Couvade เป็นภาษามิลาน แปลว่า กกไข่ หรือฟักไข่นอกจากนี้การแพ้ท้องแทนภรรยายังเป็นเรื่องทางจิตวิทยาอีกด้วย นักวิทยาศาสตร์พบว่าที่คุณพ่อที่มีลูกยาก หรือภรรยาเคยแท้งลูกมาก่อนจะมีอาการแพ้ท้องแทนภรรยามากกว่าว่าที่คุณพ่อทั่วไป เนื่องจากมีความเข้าใจในความรู้สึกของภรรยา และอยากมีลูกมากจึงใส่ใจกับการตั้งครรภ์เป็นพิเศษ“เดียร์ยังมึนหัว คลื่นไส้ อยากอาเจียนอยู่มั้ย” พันแสงถามด้วยความความเป็นห่วง“เดียร์หายแพ้ท้องตั้งแต่เดือนที่สามแล้วค่ะ มีแต่พี่ซันนั่นแหละที่ยังแพ้อยู่” เรนเดียร์บอกยิ้มๆ มีแต่สามีเธอคนนี้นี่แหละที่ยังแพ้ท้องไม่หายเสียที “วันนี้พี่ซันจะไปทำงานไหวมั้ยคะเนี่ย” เธอเห็นหน้าซีดๆ ของสามีแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้“ไหว...แต่ไม่อยากไป”“อ้าว...ทำไมละคะ”“เป็นห่วงเมีย” เขาทำหน้าเป็นห่วงจริงจัง ไม่ใช่แค่พูดเล่น“ไม่ต้องเป็นห่
หลังจากความพยายามในการทำลูกของพันแสงล้มเหลวมาหลายครั้ง คราวนี้ทุกฝ่ายจึงประสานกำลังกันอย่างเต็มที่ เริ่มจากพิมพ์ผกาที่ไปเสาะแสวงหาสมุนไพรจีนหลายขนานมาต้มให้บุตรชายและลูกสะใภ้ดื่มเพื่อบำรุงร่างกาย ส่วนเรนเดียร์กับพันแสงก็ไปปรึกษาแพทย์และพบว่าแท้จริงแล้วปัญหาอยู่ที่ตัวเธอเอง“เดียร์ขอโทษนะคะพี่ซัน เดียร์ไม่รู้ว่าตัวเองมีภาวะมีลูกยาก” เธอบอกอย่างรู้สึกผิด เพราะปล่อยให้คนเป็นสามีหลงโทษตัวเอง และสูญเสียความมั่นใจในความเป็นชายของตัวเองอยู่นานหลายเดือน“ไม่เห็นต้องขอโทษเลย เดียร์ไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”“เดียร์ทำให้ทุกคนคิดว่าพี่ซันไม่มีน้ำยาอยู่ตั้งนาน”พันแสงยิ้มอารมณ์ดี แล้วประกาศอย่างมั่นใจเต็มที่ว่า “พี่จะทำลูกแฝดให้ดูเลย ทุกคนจะได้รู้ว่าพี่ฟิตปั๋งขนาดไหน”“แล้วถ้าเดือนนี้เดียร์ยังไม่ท้องอีกละคะ” เรนเดียร์ถามอย่างวิตกกังวล กลัวจะทำให้สามีผิดหวังอีก“ถ้าเดือนนี้ไม่ท้อง เดือนหน้าก็ทำใหม่ ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะท้อง เดียร์เป็นคนบอกพี่เองไม่ใช่เหรอว่าชอบทำลูก” เขาย้อนคำพูดที่เธอเคยปลอบใจเขาเมื่อครั้งก่อน“ก็ชอบอยู่หรอกค่ะ แต่ทำด้วยความคาดหวังของคุณแม่กับพี่ซันแบบนี้ เดียร์ก็กดดันเหมือนกันนะคะ
ทันทีที่เรนเดียร์ก้าวเข้ามาในห้องรับแขกของบ้านซึ่งเคยเป็นเรือนหอของเธอกับพันแสง ความอบอุ่นของคำว่า ‘บ้าน’ และ ‘ครอบครัว’ ก็พวยพุ่งเข้าโอบล้อมหัวใจที่เปลี่ยวเหงามานานหญิงสาวมองสำรวจไปทั่วบ้านแล้วยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้กลับมายืนในบ้านหลังนี้ร่วมกับผู้ชายที่เธอรักที่สุดอีกครั้งหนึ่ง คงไม่มีที่ใดโลกที่จะอบอุ่นและปลอดภัยเท่าอ้อมกอดแห่งรักของเขาอีกแล้ว“ยินดีต้อนรับกลับบ้านของเรานะครับ” พันแสงกระชับวงแขนที่โอบอยู่รอบเอวของเรนเดียร์เพื่อรั้งเธอเข้าหาตัวให้แนบชิดกันยิ่งขึ้นด้วยความตื้นตันใจที่วันนี้บ้านจะกลับมาเป็นบ้านอีกครั้ง “รู้มั้ยว่าบ้านที่ไม่มีเดียร์มันเงียบเหงาแค่ไหน”“อีกไม่นานบ้านหลังนี้ก็จะมีเด็กๆ มาเพิ่มสีสันให้แล้วนะคะ”“พี่ขอหลายๆ คนเลยนะ”“แล้วแต่พี่ซันจะทำไหวเลยค่ะ” เธอบอกยิ้มๆ แล้วเดินสำรวจบ้านไปทั่วทุกตารางนิ้วด้วยความคิดถึง โดยมีพันแสงเดินตามคลอเคลียอยู่เคียงข้างไม่ห่าง ทุกอย่างในบ้านยังยังจัดวางเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เว้นแม้แต่ห้องนอน ทว่ามีสิ่งหนึ่งเปลี่ยนไป“ทำไมชุดนอนเดียร์ถึงได้เก่าแบบนี้ กระดุมขาดด้วย เขากวางก็หายไปข้างนึง พี่ซันฆาตกรรมกวางน้อยของเดียร์เหรอ” เรน
“Happy Birthday, my dear” พันแสงเข้ามากอดเรนเดียร์จากทางด้านหลังแล้วโน้มใบหน้าลงจูบที่แก้มนวลเนียนอย่างอ่อนโยนขณะที่เธอกำลังยืนมองทิวทัศน์ยามเที่ยงคืนที่เต็มไปด้วยสีสันของมหานครนิวยอร์กอยู่บนระเบียงห้องนอนใน อพาร์ตเมนต์ คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่เธอจะได้อยู่ที่นี่ก่อนจะบินกลับเมืองไทยพร้อมผู้เป็นสามีในวันพรุ่งนี้“อุ่นจัง” หญิงสาวยิ้มละมุนพลางเอนหลังพิงอกกว้างด้วยท่าทีผ่อนคลาย คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้กลับสู่อ้อมกอดของคนที่รักอีกครั้งเช่นนี้“วันเกิดปีนี้อยากได้ของขวัญอะไรเป็นพิเศษมั้ยครับ” เขากระซิบถามเสียงแผ่วแนบชิดใบหูแล้วไซ้ปลายจมูกสูดดมกลิ่นหอมเย้ายวนไปตามซอกคอและพวงแก้มเต็มอิ่มเรนเดียร์พลิกตัวหันมามองสบตาสามีด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักลึกซึ้ง “เดียร์ได้รับของขวัญที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตแล้วค่ะ ตอนนี้เดียร์ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”พันแสงมองหน้าคนในอ้อมกอดด้วยความประหลาดใจ เพราะเท่าที่จำได้เขายังไม่เคยให้ของที่มีค่ามากมายขนาดนั้นกับเธอเลย“ความรักจากพี่ซันคือของขวัญที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตเดียร์แล้วค่ะ”“ปากหวาน”“ไม่ได้หวานแค่ปากนะคะ อย่างอื่นก็หวานมาก” เธอยกแขนขึ้นโอบรอบคอเข
“พี่ขอโทษ ที่พี่ทำไปเพราะไม่อยากรบกวนสมาธิในการเรียนของเดียร์” พันแสงลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยนคนที่สะอื้นไห้จนตัวโยน “ไม่ร้องนะ ปีนี้เดียร์อายุยี่สิบสองแล้วนะ ยังจะขี้แยเป็นเด็กๆ อยู่อีก” เขาจับไหล่ทั้งสองข้างของเธอดันออกห่างตัวนิดหนึ่ง แล้วมองสำรวจใบหน้าและร่างกายเธออย่างพิจารณาและพบว่าปีนี้เธอโตเป็นสาวเต็มตัวแล้ว สวยขึ้น สูงขึ้น ส่วนเว้าส่วนโค้งก็ชัดเจนแถมยังเซ็กซี่มากขึ้นอีกด้วย “พี่รู้สึกเหมือนได้เมียใหม่เลย” เขาพูดขำๆ“ไม่ต้องมาพูดดีเลยคนใจร้าย ปล่อยให้เดียร์เหงาอยู่คนเดียวตั้งหลายปี”“พี่ก็เหงาไม่ต่างจากเดียร์ แต่พี่จำเป็นต้องทำเพื่ออนาคตของเดียร์”“เดียร์คิดถึงพี่ซันใจจะขาดอยู่แล้ว” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นสั่นสะท้านราวกับจะขาดใจอย่างที่พูดจริงๆ“พี่ก็คิดถึงเดียร์ใจจะขาดเหมือนกัน” พันแสงใช้สองมือประคองใบหน้าสวยหวานให้เงยขึ้น แล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอเพื่อส่งผ่านความรักและคิดถึง ซึ่งอัดแน่นอยู่ภายในใจให้เธอได้รับรู้ ก่อนจะก้มหน้าลงแนบริมฝีปากจูบเธออย่างอ่อนโยนเรนเดียร์จูบตอบเขาอย่างอบอุ่นแสนหวาน ความทรมานจากความคิดถึงที่มีมาตลอดหลายปีหายไปจนหมดสิ้น“เราจะไม่อยู่ห่างกันอย่างนี้







