เข้าสู่ระบบรถเอสยูวีสีดำแล่นมาตามถนนคุณเส้นเล็กที่ราบเรียบผ่านประตูไร่ ‘ภูสรวง’ ออกไป สองข้างทางมองเห็นไร่ชากว้างใหญ่
“ไร่คุณชื่อภูสรวงเหรอ” ฟ้าพราวถามพลางหันหลังกลับไปมองป้ายชื่อไร่ขนาดใหญ่ให้ชัดๆ อีกที “คุณตั้งเองหรือเปล่า”
“ใช่ ถามทำไม” เจ้าของไร่ที่ขับรถอยู่ถามเสียงกระด้าง
“ชื่อเพราะ ความหมายก็ดี”
“รู้เหรอว่าแปลว่าอะไร”
“ภูแปลว่า ‘ดิน’ ส่วนสรวงก็แปลว่า ‘ฟ้า’ ตรงกับชื่อของเราสองคนพอดีเลย ดินกับฟ้า”
“สองคำนี้แปลได้หลายความหาย” ภูริดลแย้งหน้าตึง ไม่ชอบใจที่เธอทึกทักแปลความหมายเข้าข้างตัวเอง
“ไม่รู้แหละ ฉันชอบความหมายนี้ เหมาะแล้วที่เป็นชื่อไร่ของเรา”
“ของเรา” ชายหนุ่มกระตุกหัวคิ้วเข้าหากันอย่างข้องใจ
“ก็คุณบอกเองว่าสามีภรรยาก็เหมือนคนคนเดียวกัน เพราะฉะนั้นไร่ของคุณ ก็ต้องเป็นไร่ของฉันด้วยสิ”
“กะจะมาฮุบสมบัติผมหรือไง”
“ถ้าจะฮุบ ฉันไม่เอาแค่ไร่ชานี่หรอก ฉันจะเอาโรงแรมของคุณด้วย โรงแรมหรูระดับหกดาว ใหญ่ที่สุดในประเทศอีกต่างหาก” ฟ้าพราวแกล้งพูดเล่นไปอย่างนั้นเอง แต่ดูเหมือนคนฟังจะแยกแยะไม่ออก เพราะเขาของขึ้นอีกแล้ว
“ฝันไปเถอะ อย่างคุณหญิงเป็นแค่คุณนายไร่ชากระจอกๆ ก็ดีถมไปแล้ว”
ฟ้าพราวเริ่มปรับตัวเข้ากับคนอารมณ์ฉุนเฉียวได้บ้างแล้วจึงไม่สะทกสะท้าน เธอรู้แล้วว่า ต่อให้เขาอาละวาดฟาดงวงฟาดงามากแค่ไหน เขาก็ไม่ทำร้ายเธอ อย่างมากก็แค่พูดจาหยาบคายกวนโมโหเท่านั้นเอง
หญิงสาวเบื่อจะเถียงกับเขาแล้ว เธอเลิกชวนคุยแล้วมองทิวทัศน์สองข้างทางไปเรื่อยเปื่อย แล้วเอะใจเพราะถนนเส้นนี้ราบเรียบ ไม่เป็นหลุมเป็นบ่อเหมือนถนนเส้นที่เขาพาเธอมาเมื่อคืนนี้เลยสักนิด “นี่ไม่ใช่ทางที่เรามาเมื่อคืนนี้นี่”
“เมื่อคืนเราเข้าทางหลังไร่ เส้นนี้เป็นถนนหน้าไร่”
“เมื่อคืนคุณแกล้งพาฉันไปทางที่มันลำบากเหรอ” เธอทำเสียงกระเง้ากระงอดทว่าน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกินในความรู้สึกของคนมอง
“ผมไม่ทำเรื่องไร้สาระแบบนั้นหรอก” เมื่อวานเขาขับรถไปกลับ กรุงเทพ-เชียงราย เหนื่อยจะตาย ไม่มีเวลาไปคิดแกล้งใครหรอก “เข้าทางหลังไร่มันเร็วกว่า”
“อ๋อเหรอ” ฟ้าพราวพยักหน้ารับแล้วนั่งเงียบไปพักใหญ่เพราะไม่รู้จะชวนเขาคุยเรื่องอะไรแล้ว เธอเอนหลังพิงเบาะแล้วมองท้องฟ้าสีน้ำเงินสดใสที่มีก้อนเมฆรูปทรงแปลกตากระจายตัวอยู่ประปรายเบื้องหน้าอย่างสบายใจ “ฟ้าสวยจัง”
ภูริดลหันมามองหญิงสาวข้างตัวที่กำลังจ้องมองท้องฟ้าด้วยรอยยิ้มน่ารักแล้วเผลอพูดกับตัวเองเบาๆ “สวยมาก”
ภรรยาของเขาสวยมากจริงๆ ยิ่งมองก็ยิ่งสวย
ภูริดลพาฟ้าพราวมาซื้อของให้ ‘ที่รัก’ ที่ห้างสรรพสินค้าในตัวเมืองเชียงรายซึ่งมีร้านขายของใช้สำหรับแมวโดยเฉพาะ หญิงสาวเลือกซื้อของอย่างเพลิดเพลินจนลืมระวังตัว เดินสะดุดเกือบหกล้มหน้าคะมำ โชคดีที่สามีซึ่งคอยหิ้วตะกร้าใส่ของเดินตามหลังคว้าเอวไว้ได้ทันก่อนเจ็บตัว
“ระวังหน่อยสิ” คนเป็นสามีดุเสียงเข้ม
ฟ้าพราวก้มมองเท้าตัวเอง เห็นว่าเชือกรองเท้าผ้าใบหลุดจึงก้มลงจะผูกเชือกรองเท้าใหม่แต่ภูริดลจบไหล่เธอให้เงยหน้าขึ้นมาแล้วย่อตัวลงผูกเชือกรองเท้าให้พลางส่งสายตาดุดันไปยังชายแก่หัวล้านลงพุงที่แอบมองภรรยาของเขาอยู่ที่มุมหนึ่ง ชายแก่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วเดินหลบออกไป
ภูริดลยืดตัวขึ้นแล้วถอดเสื้อแจ็คเก็ตยีนของตัวเองออกมาคลุมไหล่ให้ฟ้าพราวแล้วดึงสาบเสื้อเข้ามาชิดกัน ปกปิดเนื้อหนังเธอไว้ทั้งตัว “วันหลังห้ามใส่แล้วนะชุดสายเดี่ยวเปิดหน้าเปิดหลังแบบนี้ คอเสื้อก็กว้าง จะก้มก็ระวังด้วย หรือว่าเป็นพวกชอบโชว์”
“จะบ้าเหรอ” เธอทำหน้าง้ำใส่เขา “เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องดุเลย แล้วชุดนี้ก็ไม่ได้โป๊ะสักหน่อย ปกติฉันก็แต่งตัวแบบนี้อยู่แล้ว ท่านพ่อไม่เห็นว่าอะไรเลย”
“พ่อไม่ว่า แต่ผัวไม่ชอบ” เขาดุเสียงแข็งจนพนักงานในร้านแอบทำหน้าสงสารฟ้าพราว “แล้วนี่ได้ของครบหรือยัง”
“ครบแล้ว คุณไปหาที่นั่งรอข้างนอกก็ได้ ฉันจ่ายเงินเสร็จแล้วจะตามออกไป” ฟ้าพราวหยิบตะกร้าที่วางอยู่ที่พื้นขึ้นมาแล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์คิดเงิน รอจนพนักงานสแกนบาร์โค้ดครบทุกชิ้นแล้วแจ้งยอดเงินที่ต้องชำระ จากนั้นก็ยื่นบัตรเครดิตให้
“บัตรถูกระงับนะคะ รูดไม่ได้” พนักงานส่งบัตรเครดิตคืนให้
“งั้นลองใบนี้นะคะ” ฟ้าพราวส่งบัตรเครดิตอีกใบให้
“ใบนี้ก็รูดไม่ได้เหมือนกันค่ะ”
“ลองอีกใบนะคะ ใบนี้เป็นบัตรเดบิต รูดได้แน่นอน”
พนักงานรับบัตรไปเสียบกับเครื่องรูดบัตรแล้วถอดออกมาส่งคืนให้ “ยอดเงินคงเหลือในบัตรไม่พอชำระค่าสินค้าค่ะ”
“อ้าว...เหรอคะ” ฟ้าพราวเริ่มจะหน้าชาด้วยความอับอาย เกิดมาไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน “เท่าไหร่นะคะ ฉันจ่ายเงินสดก็ได้”
“สี่พันเก้าร้อยสี่สิบบาทค่ะ”
หญิงสาวเปิดกระเป๋าเงินดูแล้วทำหน้าจ๋อยสนิท เพราะมีเงินสดติดกระเป๋าอยู่แค่ห้าร้อยกว่าบาท “เงินไม่พอ ฉันขอคืนของก็แล้วกันนะคะ ขอโทษด้วยที่ทำให้เสียเวลา”
“ไม่เป็นไรค่ะ” พนักงานตอบรับด้วยรอยยิ้มแล้วเตรียมขนของไปเก็บ แต่ทันใดนั้นเสียงเข้มๆ ของภูริดลก็ดังขึ้น
“เอาทั้งหมดนั่นแหละ ใส่ถุงเลย” หนุ่มชาวไร่ยื่นบัตรเครดิตสีดำหรือที่เรียกอีกอย่างว่า ‘แบล็คการ์ด’ แบบที่พนักงานมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นบัตรเอกสิทธิ์เฉพาะ ‘คนรวย’ ผู้ที่จะถือบัตรระดับนี้ได้ ต้องมีเงินหรือสินทรัพย์อยู่กับกับธนาคารเจ้าของบัตรขั้นต่ำสองร้อยล้านบาท และจะต้องเป็นผู้ที่ถูกเชิญจากสถาบันการเงินนั้นๆ โดยเฉพาะอีกด้วย
“รับไปสิ” ภูริดลย้ำเสียงหนักเมื่อเห็นพนักงานเอาแต่มองหน้าเขาสลับกับบัตรเครดิตในมืออย่างไม่แน่ใจว่าเขาเป็นเจ้าของบัตรจริงหรือไม่ จะให้พนักงานไว้ใจได้ยังไง ในเมื่อการแต่งตัวและหนวดเครารกรุงรังบนหน้าของเขาไม่บ่งบอกความเป็นเศรษฐีเลยสักนิด
“ค่ะๆ” พนักงานรับบัตรไปรูดแล้วส่งบัตรคืนพร้อมกับสลิปให้ภูริดลเซ็น จากนั้นจึงส่งถุงของทั้งหมดให้ชายหนุ่มอย่างนอบน้อมเพราะเกรงใจเงินในบัญชีของเขา
ปกติถ้าไม่จำเป็น ภูริดลจะไม่ยอมใช้บัตรเครดิตใบนี้เลยแต่วันนี้เขาอยากลองใจภรรยาผู้สูงศักดิ์ ว่าถ้าเห็นเงินของเขาแล้วจะตาวาวขนาดไหน แต่เธอไม่สนใจเลยสักนิด แถมยังบอกว่าจะคืนเงินค่าซื้อของให้เขาอีก
“ฉันจะโทร. ไปถามท่านพ่อว่าทำไมบัตรเครดิตรูดไม่ได้ เพราะบัตรสองใบนี้เป็นบัตรเสริมของท่านพ่อ ถ้าเคลียร์เรียบร้อยแล้วฉันจะคืนเงินให้คุณนะ” ฟ้าพราวหยุดคิดนิดหนึ่งแล้วพูดต่อ “ฉันขอเงินท่านพ่อมาใช้หนี้คุณก่อนดีกว่า ไม่อยากมีอะไรติดค้างกัน”
“ไม่ต้อง” คนที่หิ้วของใช้แมวเต็มสองมือบอกเสียงกระด้าง “เงินที่พ่อคุณมีอยู่ตอนนี้ก็เงินผมทั้งนั้น คุณหญิงจะเอาเงินผมมาใช้หนี้ผมเนี่ยนะ ใช้ตาตุ่มคิดเหรอ”
“แต่ฉันเกรงใจคุณ ไม่อยากใช้เงินคุณ”
“เอาเป็นว่า ของทั้งหมดนี่ ผมซื้อให้ไอ้แมวอ้วนนั่นก็แล้วกัน ไม่ได้ซื้อให้คุณหญิง”
“ยังไงฉันก็เกรงใจคุณอยู่ดี” ฟ้าพราวบอกเสียงเบาอ้อมแอ้มด้วยความเกรงใจมากจริงๆ
“อย่าเรื่องมาก น่ารำคาญ จะซื้ออะไรอีกมั้ย”
“ไม่ซื้อแล้ว ไม่มีเงิน”
“คุณหญิงไม่มี แต่ผัวคุณหญิงมี อยากได้อะไรก็ไปเลือกเอา เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ผมจ่ายให้เอง”
ฟ้าพราวได้ยินแล้วปรี๊ด เลือดขึ้นหน้า เธอเท้าเอวสองข้างเงยหน้ามองเขาท่าทางขึงขัง “ไม่ต้องมาอวดรวยกับฉันเลยนะ เงินมันหาง่ายนักหรือไง คุณต้องเก็บใบชากี่ใบถึงจะได้เงินแต่ละบาท หรือว่าสมองไหลไปอยู่ที่ตาตุ่มหมดแล้วเลยคิดไม่ได้”
“ด่าผมเหรอ” ภูริดลอยากจะขย้ำคนตัวเล็กให้จมเขี้ยว แสบนักนะที่เอาคำพูดของเขามาย้อนด่าเขา และที่สำคัญ เกิดมาเขาไม่เคยโดนผู้หญิงด่าเรื่องที่จะซื้อของให้มาก่อนเลย ที่ผ่านมามีแต่คนออดอ้อนอยากได้นู่น อยากได้นี่จากเขาทั้งนั้น
“ใช่! ฉันด่าคุณ อย่ามาทำตัวรวยไร้สาระ ฉันไม่ชอบ”
“โอเคๆ ถ้าไม่ซื้ออะไรแล้วก็กลับ”
หญิงสาวเดินนำไปได้สองก้าวแล้วกลับหลังหันมาขออนุญาตสามี “ขอซื้อของในซุปเปอร์หน่อยได้มั้ย ตู้เย็นที่บ้านไม่มีอะไรเหลือเลย”
“ไปสิ” ตอบแล้วก็เดินนำหน้าพาไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ต
“คุณชอบกินอะไร ฉันจะได้ซื้อไปทำให้กินถูก” คนเดินตามถามอย่างใส่ใจ
“ผมกินได้หมด ซื้อของที่คุณหญิงชอบไปก็แล้วกัน”
“ไม่ได้สิ อยู่ด้วยกัน กินด้วยกัน จะซื้อแต่ของที่ฉันชอบกินคนเดียวได้ยังไง คุณชอบกินอะไร บอกมาให้ไว อย่าเรื่องมาก”
ภูริดลยอมบอกรายการอาหารที่ตัวเองชอบเพราะรำคาญคนพูดมาก ส่วนฟ้าพราวก็ตั้งใจฟังพร้อมกับหยิบสมาร์ทโฟนออกมากดบันทึกรายการตามที่เขาบอกไปด้วยกันลืม แล้วสุดท้าย ของกินทั้งรถเข็นที่หญิงสาวหยิบมาเต็มรถเข็นก็มีแต่ของชอบของสามีทั้งนั้น
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







