Masuk“สามีเหรอ” วาสิตาทวนคำเบาๆ แล้วแค่นหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน “อ๋อ สามีชาวไร่ ที่เพิ่งแต่งงานกันน่ะเหรอ” เธอมองภูริดลตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาเหยียดหยามอย่างไม่เกรงใจ “งั้นก็ช่วยสอนมารยาทชาววังให้สามี ‘ชั้นต่ำ’ ของเธอด้วยนะว่าอย่าเที่ยวมาเดินถอดเสื้อ ทำตัวรุ่มร่ามในวังอย่างนี้อีก มันอุจาดตา”
“จะมากเกินไปแล้วนะริต้า นี่สามีฉัน รู้จักให้เกียรติกันบ้าง แล้วที่เธอยังมีที่ซุกหัวนอนอยู่ตอนนี้ก็เพราะเงินของสามีฉัน จำใส่สมองกลวงๆ ของเธอเอาไว้ด้วย!”
“ปกป้องสามีขนาดนี้เชียว” วาสิตาแสยะยิ้ม
“ใช่! ฉันปกป้องเขา สามีฉัน ใครหน้าไหนก็ห้ามมาดูถูก” ฟ้าพราวทำท่าจะพุ่งเข้าใส่วาสิตา ภูริดลต้องจับตัวเธอไว้แล้วเป็นฝ่ายเตือนสติให้เธอใจเย็นลง
“เบาๆ หน่อยคุณหญิง เดี๋ยวท่านพ่อของคุณหญิงก็ตื่นหรอก ท่านไม่ค่อยสบายอยู่ไม่ใช่เหรอ” เขากระซิบเตือน ตอนนี้เป็นเวลาเช้ามืด หม่อมเจ้าดนัยเทพและหม่อมมาลินีน่าจะยังนอนหลับอยู่
“เมื่อกี้คุณเสียงดังกว่าฉันอีก” ฟ้าพราวเถียงสามี
“จ้า...” วาสิตาลากเสียงยาวอย่างประชดประชัน “รักกันมากสินะ ถึงได้ปกป้องกันขนาดนี้”
ฟ้าพราวกับภูริดลหันมามองสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย รักกันมากเหรอ ไม่เลย ทั้งคู่ปฏิเสธกันและกันผ่านสายตา
“จะรักกันหรือจะเกลียดกันมันก็เป็นเรื่องของเราสองคน เธอไม่ต้องมายุ่ง” ฟ้าพราวบอกอย่างหงุดหงิด “ไปนอนได้แล้วไป แล้วก็ปาร์ตี้ให้น้อยลงหน่อยนะ ท่านพ่อของฉันไม่ได้มีเงินให้เธอกับแม่ของเธอเผาเล่นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ถ้าเธอยังทำตัวสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้อยู่อีก ฉันจะปล่อยให้เธอไปนั่งขอทานบนสะพานลอย”
“เธอไม่ใช่แม่ฉัน ไม่ต้องมาบ่น น่ารำคาญ” วาสิตาสวนกลับเสียงสะบัด แล้วเดินหนีไปทางห้องนอนของตัวเอง
“เพิ่งรู้ว่ามีเมียดุขนาดนี้” ภูริดลแอบขนหัวลุก
“ถ้าฉันอ่อนแอเจ้าน้ำตา คงไม่รอดมาจนถึงทุกวันนี้หรอก คุณไม่รู้อะไร หม่อมมาลินีกับยัยริต้าเนี่ยร้ายจะตาย ต่อหน้าท่านพ่อก็ทำเป็นพูดดีกับฉัน แต่ลับหลังก็แทบจะจิกหัวตบ สองแม่ลูกเนี่ยร้ายกว่านางร้ายในละครหลังข่าวอีก” พูดพลางเดินนำสามีกลับเข้าห้องนอน “ว่าแต่คุณ ออกไปเดินทำอะไรข้างนอก เสื้อก็ไม่ใส่”
“ผมลงไปจอกกิ้งมา” ตอบแล้วก็เอาเสื้อที่พาดอยู่บนบ่ามาเช็ดหน้าและเช็ดเหงื่อที่เกาะพราวอยู่ตามเนื้อตัว แล้วโยนทิ้งลงบนพื้นข้างเตียงตามความเคยชิน ปกติเขาเป็นคนไม่มีระเบียบแบบนี้อยู่แล้ว ตอนอยู่ที่ไร่ก็โยนทิ้งเกลื่อนพื้นแบบนี้เหมือนกัน แต่โชคดีที่มีคนงานมาเก็บไปซัก และมาทำความสะอาดบ้านให้เป็นประจำ บ้านเลยไม่รกเป็นรังหนู
“คุณลงไปวิ่งตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ถามพลางเก็บเสื้อของสามีที่กองอยู่บนพื้นไปใส่ตะกร้า
“ประมาณตีสี่มั้ง”
“ทำไมตื่นเร็วจัง” ร่างเล็กในชุดนอนที่มีเสื้อคลุมตัวยาวสมทับอีกชั้นเดินกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าสามีที่นั่งอยู่บนตียง
“ไม่ได้นอนเลยต่างหาก”
“อ้าว ทำไมล่ะ”
“อารมณ์ค้าง” เขาตอบหน้าตาเฉยโดยไม่สนใจว่าภรรยาจะอายม้วนขนาดไหน เมื่อคืนนี้เขาได้แต่กอด จูบ ลูบ คลำร่างนุ่มนิ่มแค่ภายนอกเท่านั้น แต่ไม่กล้าล่วงล้ำเข้าไปภายในเพราะเธอยังเจ็บอยู่ ครั้นจะให้เธอใช้ปากและมือช่วยปลดปล่อยให้ ก็กลัวเธอจะไข้ขึ้น เพราะเธอยังตัวร้อนรุมๆ อยู่ เขาเลยปล่อยให้เธอกินยาแล้วนอนพักให้เต็มที่จะได้หายเร็วๆ
“ลงไปวิ่งแล้วช่วยให้หายค้างได้เหรอ”
“ไม่ได้” ภูริดลกัดฟันบอก ตอนนี้ความต้องการของเขาก็ยังคุกรุ่นอยู่เลย ชายหนุ่มนั่งเงียบอย่างพยายามข่มอารมณ์ตัวเองอยู่ครู่หนึ่งแล้วอดใจไม่ไหว อ้าขาออกพร้อมกับรั้งร่างบางของภรรยาให้เข้ามายืนแทรกตรงกลางหว่างขา แล้วกระตุกปมเชือกเสื้อคลุมของเธอออก ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเสี้ยววินาที
“นี่คุณ จะทำอะไร” ถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าสามีจอมหื่นผู้ที่บอกว่าอารมณ์ค้างมาตั้งแต่เมื่อคืนต้องการอะไร
“คุณหญิงมีแรงเถียงกับยัยริต้าขนาดนั้น แปลว่าหายเจ็บแล้ว”
“ฉันใช้ปากเถียง ไม่ได้ใช้ตรงนั้นเถียงซะหน่อย”
“ก็เหมือนกันนั่นแหละ” พูดปลดเสื้อคลุมออกจากร่างของภรรยา เหลือเพียงชุดนอนผ้าซาตินเนื้อนุ่มลื่นแบบกระโปรงสั้นเหนือเข่าสีชมพู มือข้างหนึ่งของเขาวางไว้บนเนินสะโพก อีกข้างสอดเข้าไปใต้ชายกระโปรง ลูบไล้ขึ้นไปตามต้นขาด้านในและหยุดอยู่ที่เนินเนื้อกึ่งกลางร่างกายที่ปราศจากแพนตี้ เขากรีดปลายนิ้วไปตามรอยแยกอย่างอ่อนโยนแล้วกดเบาๆ ที่ปากทางอ่อนนุ่ม “หายเจ็บหรือยัง”
น้ำเสียงแหบพร่าทว่าเซ็กซี่ขยี้ใจบวกกับสัมผัสอ่อนโยนจากปลายนิ้วของเขาทำให้ฟ้าพราวขาสั่นแทบยืนไม่อยู่ ต้องเกาะบ่ากว้างเปลือยเปล่าของเขาเอาไว้เป็นหลักยึด
“ผมถามว่า คุณหญิงหายเจ็บหรือยัง” ภูริดลถามย้ำอีกครั้งพลางดึงชายกระโปรงชุดนอนของเธอขึ้นไปไว้เหนือเนินสะโพก แล้วก้มลงมองบริเวณที่เคยชอกช้ำเพราะความใหญ่โตของเขาด้วยตาตัวเองเพราะเธอไม่ยอมตอบ “หายช้ำแล้วนี่”
“อื้อ...คุณจะกินฉันแต่เช้าอย่างนี้ไม่ได้” ฟ้าพราวปรามเสียงสั่นระริกเมื่อเขาแนบริมฝีปากลงบนเนินเนื้ออ่อนนุ่มแล้วจูบซับอย่างอ่อนโยนพลางกระซิบตอบโต้พึมพำ
“ผม ‘ทนอด’ มาทั้งคืนแล้ว ขอชิมสักคำก็ยังดีนะ”
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







