공유

ตอนที่ 2

ตอนที่ 2

รอยยิ้มเยาะจุดขึ้นบนใบหน้า ขณะที่เข็มนาฬิกายังคงเดินต่อไป ตีสองแล้วที่แสงไฟหน้ารถสาดส่องผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่าง ตามด้วยเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มของรถสปอร์ตคาร์ที่คุ้นหู เจ้าเอยสูดลมหายใจลึก พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติเมื่อก้าวเดินไปรอชายหนุ่มที่โถงทางเดิน

ร่างสูงของพศินก้าวเข้ามาในบ้านด้วยท่าทีเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า เสื้อสูทถูกถอดพาดแขน เนกไทถูกปลดหลวม ใบหน้าหล่อเหลาติดจะเย็นชามีรอยแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่น่าจะดื่มกินมาพอประมาณ

"ยังไม่นอนอีกเหรอ"

เขาทักด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เมื่อสะดุดกับเจ้าเอยที่ยืนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูเหมือนเฝ้ารอเช่นทุกวันด้วยรอยยิ้มอ่อน หากพศินหน้าตึง ไม่แม้แต่จะสบตาขณะส่งเสื้อสูทให้เธอรับไปถือตามความเคยชิน

"เอยรอพี่ศินค่ะ"

แท้จริงแล้ว เขาควรรับรู้ได้โดยไม่ต้องถามด้วยซ้ำ จะมีวันไหนบ้างที่เจ้าเอยไม่เคยรอการกลับมาของเขา หญิงสาวลอบถอนหายใจเบา ๆ หากในวินาทีที่รับเสื้อสูทมาพาดลงบนท่อนแขน กลิ่นหอมหวานเย้ายวนของน้ำหอมสตรีแบรนด์หรู ก็ลอยมาแตะจมูกอย่างจัง มันชัดเจนจนดูเหมือนเจ้าของกลิ่นเคยแนบชิดอิงแอบอยู่เป็นเวลานานเช่นนั้น

หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เจ้าเอยกำเสื้อในมือแน่นจนเหงื่อชื้น ความอดทนเริ่มปริร้าว ทั้งที่ตลอดมา เธอพยายามกดมันให้ต่ำลงอยู่เสมอ

"พี่ศินคะ กลิ่นน้ำหอมนี่มัน..."

ประโยคนั้นลอยผ่านมาถึง พศินชะงักฝีเท้าขณะกำลังเดินขึ้นบันได เขาหันกลับมามองเจ้าเอยในทันทีด้วยแววตาขุ่นเคือง

"อะไรอีกล่ะเอย อย่าเริ่มได้ไหม พี่เหนื่อย"

"เอยไม่ได้จะหาเรื่องนะคะ แต่เอยเห็นข่าวที่พี่ศินไปงานกับคุณมินตรา แถมเสื้อพี่ยังมีกลิ่นน้ำหอมของเธอติดมาอีก พี่บอกเอยได้ไหมคะว่ามันแค่ข่าวลือ มันแค่การตลาดเหมือนที่พี่เคยบอก"

น้ำเสียงของเธอสั่นพร่า ดวงตาคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้าเอยไม่เคยเรียกร้องความเป็นหนึ่ง เธอขอแค่เพียงมีพศินเป็นกำลังใจอยู่เคียงข้างก็พอแล้ว แต่ความห่างเหินที่เขาแสดงออกมา มันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต่างไปจากความอดทนในหัวใจของเธอที่มันเปราะบางลงจนพร้อมจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ได้ ภาพของชายหนุ่มตรงหน้า ที่ถอนหายใจแรงด้วยความหงุดหงิด ทำให้น้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะลงมาไม่ยากเลยสักนิด พศินก้าวลงบันไดมายืนประจันหน้า สายตาที่มองมาไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่ มันคือสายตาของคนแปลกหน้า ไม่เหมือนพศินที่เธอเคยรักและผูกพันเลยสักนิด

"ก็รู้ว่ามันคือการตลาด แล้วจะถามย้ำหาอะไรนักหนา ในงานคนมันเยอะแยะ เบียดกันไปมา กลิ่นมันก็ต้องติดมาบ้าง เอยจะมานั่งจับผิดอะไรกับเรื่องไร้สาระพวกนี้ห๊ะ"

"เรื่องไร้สาระเหรอคะ" เจ้าเอยย้อนถาม น้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งหล่นตามกันลงมา "การที่สามีตัวเองไปตอบคำถามสื่อ ให้ความหวังผู้หญิงคนอื่น ปล่อยให้คนทั้งประเทศจับจิ้นกัน ทั้งที่ตัวเองมีลูกมีเมียรออยู่ที่บ้าน พี่ศินมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระงั้นเหรอ"

"อย่าทำตัวงี่เง่าได้ไหมเอย" คำตวาดของเขาเหมือนมีดที่กรีดลงบนแผลเดิม "พี่ไม่ได้ไปทำเรื่องระยำอะไรให้ใครเสื่อมเสียชื่อเสียง พี่ไปทำงาน ที่พี่ต้องเหนื่อยปั้นหน้าออกงานสังคมก็เพื่อความก้าวหน้าของบริษัท เพื่อเงินที่จะเอามาเลี้ยงดูเอยกับลูกไม่ใช่หรือไง"

พศินกวาดสายตามองการแต่งกายของภรรยา เสื้อยืดตัวโคร่งเปื้อนคราบน้ำนม กางเกงขาสั้นสีซีด ผมรวบเป็นมวยยุ่งเหยิง ใบหน้าซีดเซียวไร้เครื่องสำอาง เขาจ้องมองเธอราวกับประเมินสิ่งของที่เสื่อมราคาลงแทบทุกวันนั่น

"เอยอยู่บ้านเฉย ๆ นะ งานบ้านก็มีแม่บ้านทำ ลูกก็มีพี่เลี้ยงคอยช่วย วัน ๆ เอยแทบไม่ต้องกระดิกตัวทำอะไรเลยด้วยซ้ำ พี่ให้บัตรเครดิตเอยไม่จำกัดวงเงิน เอยได้ใช้ชีวิตสบายอยู่บนกองเงินกองทองที่พี่หามาให้ เอยยังจะเอาอะไรอีก"

คำพูดเหล่านั้นทำลายศักดิ์ศรีของเจ้าเอยจนย่อยยับ เขาไม่เคยรับรู้เลยว่าคนที่ต้องตื่นมาให้นมลูกทุกสองชั่วโมงคือเธอ คนที่ต้องทนอยู่กับความเงียบเหงาในบ้านเพียงลำพังก็คือเธอ เขาตีมูลค่าความเสียสละของเธอเป็นเพียงคนอยู่บ้านเฉย ๆ ที่ผลาญเงินสามีไปวัน ๆ เขาคิดได้แค่นี้เองจริง ๆ

"เอยไม่เคยต้องการบัตรเครดิตพวกนั้น" เจ้าเอยสวนกลับ เสียงแตกพร่า "เอยแค่อยากได้เวลาจากพี่ อยากให้พี่กลับมากินข้าวเย็นกับลูกบ้าง เอยแค่อยากมีตัวตนในชีวิตของพี่ ไม่ใช่เป็นแค่สัมภาระที่พี่ซ่อนไว้ในบ้าน แล้วออกไปเชิดหน้าชูตากับผู้หญิงคนอื่น"

ยังมีอีกมากมายร้อยพันประโยคที่เธอต้องการสื่อถึงเขา หากย้อนเวลากลับไปได้ ทุกคำพูดที่เคยสัญญากันไว้ ที่เธอเคยทำให้เธอมีแต่รอยยิ้มเมื่อเราได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ทุกอย่างมันเลือนหายไปเรื่อย ๆ จนแทบไม่เหลือรอยยิ้มไว้ให้ นอกจากคราบน้ำตาที่เปื้อนหมอนได้ทุกวัน

"เอยชักจะพูดไม่รู้เรื่องแล้วนะ"

พศินบดกรามแน่น ความอดทนของเขาขาดสะบั้น เขาคิดว่าเจ้าเอยก็แค่เรียกร้องความสนใจตามประสาผู้หญิงที่พึ่งพาเขา เธอไม่มีทางไปไหนรอดเพราะนอกจากเจ้าเอยจะไม่มีงานทำแล้ว เธอยังไม่มีสังคม เป็นเพียงของตายที่เขาจะจัดการอย่างไรก็ได้ ยิ่งกว่าลูกไก่ในกำมือที่บีบก็ตาย คลายยังไงก็ไม่รอดไปได้อยู่ดี

"พี่ออกไปทำงานหาเงินนะเอย หกวันต่อสัปดาห์ที่พี่ต้องฟาดฟันอยู่ข้างนอก ให้พี่กลับมาบ้านแล้วเจอความสงบเถอะ อย่าให้พี่ต้องมารู้สึกว่าบ้านเป็นนรกอีกที่เลย"

"พี่ศิน" เจ้าเอยเรียกชื่อเขาด้วยความปวดร้าว "พี่เคยมองเอยในฐานะภรรยาบ้างไหม หรือมองเอยเป็นแค่แม่ของลูกที่พี่จ่ายเงินจ้างไว้ แล้วทุกอย่างก็จบ คะ..."

พศินชะงักไปเล็กน้อย อย่างยอมรับ ประโยคนั้นของเธอมันสะดุดหัวใจของเขา แต่ก็นั่นล่ะ แค่เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น มันไม่ได้มากพอไปกว่าทิฐิในใจ ที่ทำให้เขารีบเบือนหน้าหนี ขยับจัดคอเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่ก่อนทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเย็นชาเพียงสั้นๆ แต่บาดลึกไปถึงหัวใจของคนฟังที่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ที่เดิม

"น่ารำคาญ !"

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • ไม่ไหวจะรอ   ตอนที่ 10 เปลี่ยนตัวเอง

    ตอนที่ 10เปลี่ยนตัวเองเช้าวันรุ่งขึ้น...เจ้าเอยติดต่อไปยังศูนย์รับเลี้ยงเด็กระดับพรีเมียมที่อยู่ถัดไปเพียงสองช่วงตึก ซึ่งเธอเคยศึกษาข้อมูลไว้ล่วงหน้านานแล้วเพื่อส่งน้องพีทเข้าเรียน ศูนย์แห่งนี้มีระบบความปลอดภัยสูงสุด และมีกล้องวงจรปิดให้ผู้ปกครองดูผ่านแอปพลิเคชันได้ตลอดเวลา เธอจัดการฝากน้องพีท และจ้างพี่เลี้ยงมืออาชีพรายวันจากศูนย์เดียวกันมาดูแลน้องเพลงที่คอนโดชั่วคราวในระหว่างที่เธอต้องออกไปทำธุระเป้าหมายแรกของเธอคือ ซาลอนหรูชั้นนำใจกลางห้างสรรพสินค้า"ขอทรงบ๊อบสั้นเทระดับคางค่ะ ดัดวอลลุ่มช่วงปลายให้ดูโฉบเฉี่ยว แล้วก็ทำสีดาร์กช็อกโกแลตให้หน้าดูสว่างขึ้นด้วยนะคะ"เจ้าเอยสั่งช่างทำผมด้วยน้ำเสียงฉะฉาน อย่างมั่นใจ …ช่างทำผมระดับท็อปของร้านรับคำ และลงมือเนรมิตทรงผมใหม่ให้เธออย่างพิถีพิถัน ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หญิงสาวที่เดินออกจากร้านก็กลายเป็นคนละคนกับแม่บ้านหน้าโทรมเมื่อวานอย่างสิ้นเชิงผมบ๊อบสั้นที่ถูกซอยไล่ระดับอย่างมีสไตล์รับกับใบหน้าเรียวรูปไข่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สีผมใหม่ขับเน้นผิวขาวจัดให้ดูมีออร่าเปล่งประกาย เจ้าเอยแวะที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางแบรนด์โปรด ซื้อลิปสติกสีแดงก่ำ

  • ไม่ไหวจะรอ   ตอนที่ 9 ปีกที่งอกใหม่

    ตอนที่ 9ปีกที่งอกใหม่รถแท็กซี่สีเขียวเหลืองแล่นมาจอดเทียบหน้าคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ย่านใจกลางเมือง แม้จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชูรีที่มีพื้นที่กว้างขวางเป็นไร่เหมือนคฤหาสน์ของพศิน แต่มันก็เป็นคอนโดสองห้องนอนที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา และมีความเป็นส่วนตัวสูงเพียงพอสำหรับเธอ และลูก ๆ แล้วเจ้าเอยจ่ายค่าโดยสารเรียบร้อย ก่อนอุ้มน้องเพลงที่ยังคงหลับสนิทขึ้นมาแนบอก และจูงมือน้องพีทเดินเข้าไปในล็อบบี้ พนักงานรักษาความปลอดภัย และนิติบุคคลรีบเข้ามาช่วยถือกระเป๋า พร้อมทักทายเธอด้วยรอยยิ้ม"สวัสดีครับคุณเอย ไม่ได้เข้ามาดูห้องตั้งนานเลยนะครับ วันนี้จะมาพักเหรอครับ"พนักงานรักษาความปลอดภัยเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น"ค่ะ คงจะย้ายมาอยู่ถาวรเลย รบกวนช่วยอัปเดตคีย์การ์ดให้ด้วยนะคะ"เจ้าเอยตอบกลับด้วยรอยยิ้มบาง พนักงานรักษาความปลอดภัยค้อมศีรษะน้อย ๆ ด้วยความเคารพ ก่อนที่เธอจะพาลูก ๆ ก้าวเดินผ่านไปบนชั้นยี่สิบห้าในห้องชุดแห่งนี้ คือความลับเพียงหนึ่งเดียวที่เธอปิดบังพศินมาตลอดห้าปี มันเป็นคอนโดที่เธอซื้อไว้ด้วยเงินเก็บก้อนใหญ่จากการทำงานพรีเซนเตอร์และรับงานฟรีแลนซ์ตั้งแต่สมัยเรีย

  • ไม่ไหวจะรอ   ตอนที่ 8 เอยไม่เอาอะไรจากพี่ศินอีกแล้วค่ะ

    ตอนที่ 8เอยไม่เอาอะไรจากพี่ศินอีกแล้วค่ะ"พี่ศิน"เจ้าเอย พยายามรวบรวมสติ เก็บกลั้นแรงสะอื้นเอาไว้ในอก เมื่อเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่เคยพูดมาในชีวิต"จะโทร.จิกทำไมหนักหนา คนกำลังวุ่นวาย รู้ไหมว่ามันน่ารำคาญแค่ไหน"เขาพ่นคำผรุสวาทออกมาไม่หยุด มือของเจ้าเอย ยังคงกำโทรศัพท์แนบหูเอาไว้แน่น จนแทบกลืนหายไปในฝ่ามือเรียวเล็กที่สั่นระริกของเธอ มันไม่ได้สั่นคลอนเพราะความโกรธแค้น แต่เกิดจากความปวดร้าวในหัวใจที่สั่นไหวแรงยิ่งกว่าแผ่นดินไหวเสียอีก"ทางนี้แผ่นดินไหว เพดานถล่ม พี่ต้องพามินตรามาโรงพยาบาลเนี่ย เธอช็อกจนสลบไป ไหนพี่ยังต้องคอยดูเรื่องนักข่าว เรื่องคิวงานที่พังพินาศหมด แล้วเอยยังจะโทร. จิกอะไรนักหนาตอนคนเขากำลังหนีตายกัน หัดดูสถานการณ์บ้างได้ไหม"คำพูดเหล่านั้นเปรียบเสมือนน้ำแข็งที่สาดราดรดลงมากลางหัวใจของเจ้าเอย มันเย็นเยียบ และดับฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของเธอจนมอดไหม้ ฟางเส้นสุดท้ายที่ตึงเปรี๊ยะมาตลอดห้าปีขาดสะบั้นลงในวินาทีนั้นเองไม่มีการคาดคั้น ไม่มีการทวงถามถึงคลิปวิดีโอ ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ที่เธอตั้งใจจะเล่าให้เขาฟังว่าที่กรุงเทพฯ ก็เกิดแผ่นดินไหวจนบ้านสั่นโยก และเธอ

  • ไม่ไหวจะรอ   ตอนที่ 7 ฟางเส้นสุดท้าย

    ตอนที่ 7ฟางเส้นสุดท้ายใต้โต๊ะรับประทานอาหารไม้โอ๊กตัวใหญ่ เจ้าเอยค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง...ในห้วงเวลานั้น เจ้าเอยรู้สึกปวดร้าวไปหมดแทบทุกอณูของร่างกายและหัวใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการเกร็งตัวกอดลูกน้อยทั้งสองอยู่นานนับชั่วโมง แขนซ้ายที่ถูกเศษแจกันบาดยังคงมีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่ ทว่าความเจ็บปวดทางกายกลับเทียบไม่ได้เลยกับความด้านชาที่เกาะกินอยู่ในหัวใจน้องพีทและน้องเพลงยังคงหลับสนิทอยู่ในอ้อมกอดของเธอ คราบน้ำตาบนแก้มยุ้ยของเด็กน้อยทั้งสองทำให้ผู้เป็นแม่รู้สึกจุกร้าวในอก"คุณเอย คุณเอยคะ เป็นยังไงบ้างคะ"เสียงของแป๋ว พี่เลี้ยงเด็ก และเหล่าแม่บ้านวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในตัวบ้านทางประตูหลัง ทุกคนหน้าตาตื่นตระหนก เมื่อตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหว พวกเธอวิ่งหนีออกไปรวมตัวกันที่สนามหญ้าหน้าหมู่บ้านด้วยความตกใจกลัว จนลืมไปเสียสนิทว่าเจ้านาย และเด็ก ๆ ยังอยู่ข้างในเจ้าเอยค่อย ๆ ขยับตัว คลานออกมาจากใต้โต๊ะอย่างยากลำบาก เธอมองหน้าเหล่าแม่บ้านด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งคำตำหนิติเตียนใด ๆ เพราะในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ย่อมมาก่อนเสมอ ขนาดคนเป็นพ่อแท้ ๆ ยังไม่แม้แต่จะโทร.

  • ไม่ไหวจะรอ   ตอนที่ 6

    ตอนที่ 6ไม่ทนอีกต่อไปช่วงบ่ายวันนั้น...อากาศร้อนอบอ้าวผิดปกติ ท้องฟ้าด้านนอกสีหม่นไม่สดใสเหมือนทุกวัน หากกลับดูขมุกขมัวราวกับพายุใหญ่กำลังจะเคลื่อนตัวเข้ามา นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาสิบสามนาฬิกายี่สิบนาที หลังจากพี่เลี้ยงขอตัวไปพักรับประทานอาหารกลางวัน เจ้าเอยรับหน้าที่ดูแลลูกตามปกติ ช่วงเวลานี้คือเวลานอนกลางวันของเด็ก ๆ น้องพีทนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงใหญ่ ส่วนน้องเพลงหลับอยู่ในเปลข้างกัน เจ้าเอยรูดม่านปิดทึบเพื่อกันแสงแดดที่แม้จะหม่นกว่าทุกวันแยงตาเด็ก ๆ ก่อนเอนตัวลงนอนพักบ้าง มือบางลูบกลุ่มผมนิ่มของลูกชายเบา ๆ ด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนอย่างที่เคย ขณะกำลังจะเคลิ้มหลับนั้นเอง เสียงครางต่ำคล้ายเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ดังครืดแว่วมา ความรู้สึกวิงเวียนเหมือนคนเมารถตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอ ทันใดนั้นเตียงนอนก็เริ่มโยกไหวซ้ายขวาอย่างน่าประหลาดใจ"เกิดอะไรขึ้น"เจ้าเอยผุดลุกขึ้นนั่ง เสียงของเหลวในแก้วน้ำบนโต๊ะสั่นกระเพื่อม โคมไฟระย้าคริสตัลกลางห้องเริ่มแกว่งไกวไปมาจนกระทบกันเสียงดังบาดหู แผ่นดินเบื้องล่างบิดตัว และโยกคลอนราวกับยืนอยู่บนเรือกลางคลื่นน้ำเสียงกรอบรูป และแจกันใบเล็กที่ตั้งอยู่บนชั้นวางริมระเบีย

  • ไม่ไหวจะรอ   ตอนที่ 5

    ตอนที่ 5แรงสั่นสะเทือนแสงตะวันแรกของเช้าวันใหม่...คฤหาสน์หลังใหญ่ยังคงปกคลุมด้วยความเงียบงันชวนให้รู้สึกอึดอัด แสงแดดอ่อนสาดผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร ทว่าไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศบนโต๊ะอบอุ่นขึ้น พศินในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มเนี้ยบกริบนั่งจิบกาแฟดำ พลางเลื่อนอ่านข่าวเศรษฐกิจบนไอแพดด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับพายุอารมณ์เมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้นเจ้าเอยในชุดลำลองที่ดูสุภาพกำลังง่วนกับการป้อนข้าวโอ๊ตบดให้น้องเพลง เธอยังคงทำหน้าที่ของตัวเองเช่นเคยทำอย่างเงียบเชียบ ไม่ปริปากพูด หรือแม้แต่จะปรายตามองสามี ดวงตาที่แดงช้ำที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก บัดนี้กลับแห้งผากและว่างเปล่า"พี่ต้องบินไปเชียงใหม่เช้านี้"พศินทำลายความเงียบ เขาเอ่ยขึ้นลอย ๆ โดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ เป็นคำพูดที่ราบเรียบปกติ ราวกับเขาไม่เคยทำร้ายเธอด้วยคำพูดเจ็บแปลบเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาได้ทำลายหัวใจดวงหนึ่งให้แตกสลายลงไปแล้วเมื่อค่ำคืนก่อน"มีเจรจาโปรเจกต์คอมมูนิตี้มอลล์ คงไปสักสามสี่วัน""ค่ะ"เจ้าเอยตอบรับสั้น ๆ น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น สั้นๆ เพียงเท่านั้น ไม่มีคำพูดหรือคำถามใดๆ ต่อมา นอกจ

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status