เข้าสู่ระบบตอนที่ 6
ไม่ทนอีกต่อไป
ช่วงบ่ายวันนั้น...
อากาศร้อนอบอ้าวผิดปกติ ท้องฟ้าด้านนอกสีหม่นไม่สดใสเหมือนทุกวัน หากกลับดูขมุกขมัวราวกับพายุใหญ่กำลังจะเคลื่อนตัวเข้ามา นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาสิบสามนาฬิกายี่สิบนาที หลังจากพี่เลี้ยงขอตัวไปพักรับประทานอาหารกลางวัน เจ้าเอยรับหน้าที่ดูแลลูกตามปกติ ช่วงเวลานี้คือเวลานอนกลางวันของเด็ก ๆ น้องพีทนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงใหญ่ ส่วนน้องเพลงหลับอยู่ในเปลข้างกัน เจ้าเอยรูดม่านปิดทึบเพื่อกันแสงแดดที่แม้จะหม่นกว่าทุกวันแยงตาเด็ก ๆ ก่อนเอนตัวลงนอนพักบ้าง มือบางลูบกลุ่มผมนิ่มของลูกชายเบา ๆ ด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนอย่างที่เคย ขณะกำลังจะเคลิ้มหลับนั้นเอง เสียงครางต่ำคล้ายเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ดังครืดแว่วมา ความรู้สึกวิงเวียนเหมือนคนเมารถตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอ ทันใดนั้นเตียงนอนก็เริ่มโยกไหวซ้ายขวาอย่างน่าประหลาดใจ
"เกิดอะไรขึ้น"
เจ้าเอยผุดลุกขึ้นนั่ง เสียงของเหลวในแก้วน้ำบนโต๊ะสั่นกระเพื่อม โคมไฟระย้าคริสตัลกลางห้องเริ่มแกว่งไกวไปมาจนกระทบกันเสียงดังบาดหู แผ่นดินเบื้องล่างบิดตัว และโยกคลอนราวกับยืนอยู่บนเรือกลางคลื่นน้ำ
เสียงกรอบรูป และแจกันใบเล็กที่ตั้งอยู่บนชั้นวางริมระเบียงร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นจนแตกกระจายดังเพล้ง ตามด้วยเสียงสุนัขในหมู่บ้านที่พร้อมใจกันเห่าหอนอย่างตื่นตระหนก
แผ่นดินไหว … สิ่งเดียวที่แวบผ่านเข้ามาในเวลานั้น แม้แรงสั่นสะเทือนจะไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำให้ตึกถล่มทลาย แต่มันก็มากพอที่จะทำให้สัญชาตญาณความเป็นแม่พุ่งทะยานด้วยความหวาดกลัว
เจ้าเอยถลาไปคว้าตัวน้องพีทที่สะดุ้งตื่นร้องไห้จ้าเข้ามากอดไว้แน่น ก่อนพุ่งไปยังเปลช้อนร่างน้องเพลงขึ้นแนบอกอีกคน
"ไม่เป็นไรลูก แม่อยู่นี่"
เธอตะโกนปลอบลูกแข่งกับเสียงสั่นสะเทือนของบานกระจก แม้จะบอกตัวเองว่ามันไม่แรงขนาดตึกจะถล่มลงมาได้ แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าเอยก็ไม่กล้าพอที่จะอยู่บนชั้นสองของบ้านอีก เธออุ้มน้องเพลงด้วยแขนซ้าย และกระเตงน้องพีทเข้าที่เอวขวา วิ่งหลบเศษแจกันที่แตกกระจายลงบันไดมาอย่างระมัดระวังที่สุด
สภาพชั้นล่างของบ้านหลังใหญ่ ปรากฎข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อยบางส่วนร่วงหล่นลงมา โคมไฟห้องโถงยังคงแกว่งไกว ด้วยความไม่ประมาท หญิงสาวพาลูกมุดหลบใต้โต๊ะรับประทานอาหารไม้โอ๊กแผ่นหนาเพื่อป้องกันสิ่งของร่วงหล่นใส่ น้องพีทกอดคอแม่แน่นด้วยตัวสั่นเทา ส่วนน้องเพลงก็แผดเสียงร้องจ้าด้วยความตกใจ
"ไม่เป็นไรนะลูก แม่เอยอยู่นี่แล้ว ปลอดภัยแล้วลูก"
เธอพึมพำปลอบลูก แขนสองข้างโอบรัดร่างเล็กไว้แน่น หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก แม้บ้านจะไม่พังทลาย แต่ความรู้สึกโยกคลอนเมื่อครู่ก่อนมันช่างน่ากลัวเหลือเกินสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องปกป้องชีวิตเล็ก ๆ ถึงสองคนเพียงลำพัง
ในนาทีที่ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุม สิ่งเดียวที่เจ้าเอยนึกถึงคือพศิน ผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัว และพ่อของลูก พี่ศิน มือสั่นเทาล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือที่โชคดีหยิบติดมือมาด้วย แสงจากหน้าจอคือความหวังเดียว เธอเลือกเบอร์โทรด่วนเบอร์แรกแล้วกดออกทันที รอสายเพียงไม่กี่วินาที
"หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้งค่ะ"
เสียงตอบรับอัตโนมัติดังขึ้น เจ้าเอยระบายลมหายใจแรง แต่เธอยังไม่ยอมแพ้ เธอเลือกที่จะกดวางแล้วโทร.ใหม่ มือบางสั่นไหวด้วยความหวั่นกลัวจนแทบจับโทรศัพท์ไม่อยู่
"รับสิพี่ศิน รับสายเอยสิ ขอร้อง"
เสียงสะอื้นดังจนร่างบางสะท้านไหวแข่งกับเสียงไซเรนเตือนภัยจากภายนอกหมู่บ้าน สายที่สองถูกตัดเข้าสู่ระบบฝากข้อความ สายที่สามไม่มีคนรับ สายที่ห้าถูกตัดสายทิ้ง
เจ้าเอยกอดน้องเพลงแน่น กดโทรศัพท์ซ้ำราวกับคนเสียสติ สิบสาย สิบห้าสาย ยี่สิบสาย ทุกครั้งมีเพียงเสียงผู้หญิงในระบบอัตโนมัติที่ไร้ความรู้สึกตอบกลับมา มันบาดลึกเข้าไปในใจราวกับเข็มแหลมนับพัน
"พี่อยู่ไหนพี่ศิน เอยกับลูกตกใจจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว พี่มัวทำอะไรอยู่"
เจ้าเอยพึมพำขณะจูบกระหม่อมลูกชายที่ซุกหน้าสะอื้นอยู่กับอก ในท่ามกลางความหวาดกลัวที่เธอแทบลืมความปวดร้าวที่ติดค้างอยู่ในใจเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่บอกตัวเองคือพ่อของลูก ควรจะปกป้องเธอและลูกได้บ้างในสถานการณ์แบบนี้ มันคือเหตุผลเดียวที่เธอเลือกที่จะโทร.หาผู้ชายคนนั้น พศิน...
"แม่ขอโทษลูก แม่ขอโทษที่ต้องให้หนูต้องเผชิญกับความหวาดกลัวแบบนี้"
เธอบอกลูกพลางมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ค่อยดับแสงลงพร้อมกับความหวังที่มอดดับลงไปพร้อมกับหน้าจอนั่นด้วย
โทรศัพท์เครื่องที่เธอใช้เฝ้ารอข้อความจากเขา เครื่องที่ใช้ทนดูภาพเขากับผู้หญิงคนอื่น และในยามที่เธอกำลังหวาดกลัว และต้องการที่พึ่งพิงมากที่สุด เขาก็ยังเลือกที่จะเพิกเฉย ความกลัวเริ่มถูกแทนที่ด้วยความสมเพชตัวเอง เธอไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหวังสิ่งใด หวังให้ผู้ชายที่มองเธอเป็นความรำคาญมารับรู้ความเจ็บปวดอย่างนั้นหรือ
เสียงทบทวน คำถามสารพัดวนเวียนอยู่ในหัวใจดวงร้าวของเจ้าเอย...
นิ้วเรียวเลื่อนเปิดหน้าฟีดข่าวในโทรศัพท์เพื่อเช็กสถานการณ์ แถบข่าวด่วนสีแดงปรากฏขึ้นหน้าจอระบุว่าแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ศูนย์กลางอยู่ที่เชียงใหม่ แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ถึงกรุงเทพมหานคร
เชียงใหม่ ... ดวงตาของเจ้าเอยเบิกกว้าง หัวใจหล่นวูบ เขาอยู่ที่นั่น ศูนย์กลางแผ่นดินไหว ถ้าเมืองหลวงยังสั่นจนข้าวของตกแตก ที่นั่นจะรุนแรงขนาดไหน
ความโกรธเมื่อครู่มลายหายไป สัญชาตญาณความเป็นห่วงพุ่งขึ้นมาแทนที่ แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะกดโทร.หาเขาอีกครั้ง ภาพในรายการทีวีที่เขาเดินลงจากรถเคียงคู่กับมินตราด้วยรอยยิ้มหวานชื่นเมื่อเช้าก็ซ้อนทับขึ้นมาในห้วงความคิด ใช่ เขาไม่ได้อยู่คนเดียว เขามีคนให้ปกป้อง มีคนให้ดูแลอยู่ข้างกายแล้ว และคนคนนั้นไม่ใช่เธอและลูก
ใต้โต๊ะไม้โอ๊กที่อับทึบ เจ้าเอยกอดลูกน้อยทั้งสองไว้แน่น เธอค่อยวางโทรศัพท์มือถือลง ปิดหน้าจอมันไปพร้อมกับความหวังสุดท้าย หญิงสาวหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาสายสุดท้ายไหลรินผ่านพวงแก้ม เสียงสะอื้นเบาบางถูกกลืนหายไปในความเงียบงันของคฤหาสน์ที่กลับมานิ่งสงบอีกครั้ง
แผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ได้รุนแรงพอที่จะทำลายโครงสร้างของคฤหาสน์หรู แต่มันได้สั่นสะเทือน และพังทลายความรัก ความอดทน และความเชื่อใจตลอดห้าปีของเธอจนแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดีไปแล้ว
ถ้าวันนี้เขาปลอดภัยกลับมา ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ผู้หญิงที่ชื่อเจ้าเอย เมียในเงาที่โง่เขลา และยอมตกเป็นของตายตลอดเวลาหลายปีของพศิน ได้ตายจากไปพร้อมกับรอยร้าวของความสัมพันธ์ในบ่ายวันนี้แล้ว
ตอนที่ 10เปลี่ยนตัวเองเช้าวันรุ่งขึ้น...เจ้าเอยติดต่อไปยังศูนย์รับเลี้ยงเด็กระดับพรีเมียมที่อยู่ถัดไปเพียงสองช่วงตึก ซึ่งเธอเคยศึกษาข้อมูลไว้ล่วงหน้านานแล้วเพื่อส่งน้องพีทเข้าเรียน ศูนย์แห่งนี้มีระบบความปลอดภัยสูงสุด และมีกล้องวงจรปิดให้ผู้ปกครองดูผ่านแอปพลิเคชันได้ตลอดเวลา เธอจัดการฝากน้องพีท และจ้างพี่เลี้ยงมืออาชีพรายวันจากศูนย์เดียวกันมาดูแลน้องเพลงที่คอนโดชั่วคราวในระหว่างที่เธอต้องออกไปทำธุระเป้าหมายแรกของเธอคือ ซาลอนหรูชั้นนำใจกลางห้างสรรพสินค้า"ขอทรงบ๊อบสั้นเทระดับคางค่ะ ดัดวอลลุ่มช่วงปลายให้ดูโฉบเฉี่ยว แล้วก็ทำสีดาร์กช็อกโกแลตให้หน้าดูสว่างขึ้นด้วยนะคะ"เจ้าเอยสั่งช่างทำผมด้วยน้ำเสียงฉะฉาน อย่างมั่นใจ …ช่างทำผมระดับท็อปของร้านรับคำ และลงมือเนรมิตทรงผมใหม่ให้เธออย่างพิถีพิถัน ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หญิงสาวที่เดินออกจากร้านก็กลายเป็นคนละคนกับแม่บ้านหน้าโทรมเมื่อวานอย่างสิ้นเชิงผมบ๊อบสั้นที่ถูกซอยไล่ระดับอย่างมีสไตล์รับกับใบหน้าเรียวรูปไข่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สีผมใหม่ขับเน้นผิวขาวจัดให้ดูมีออร่าเปล่งประกาย เจ้าเอยแวะที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางแบรนด์โปรด ซื้อลิปสติกสีแดงก่ำ
ตอนที่ 9ปีกที่งอกใหม่รถแท็กซี่สีเขียวเหลืองแล่นมาจอดเทียบหน้าคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ย่านใจกลางเมือง แม้จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชูรีที่มีพื้นที่กว้างขวางเป็นไร่เหมือนคฤหาสน์ของพศิน แต่มันก็เป็นคอนโดสองห้องนอนที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา และมีความเป็นส่วนตัวสูงเพียงพอสำหรับเธอ และลูก ๆ แล้วเจ้าเอยจ่ายค่าโดยสารเรียบร้อย ก่อนอุ้มน้องเพลงที่ยังคงหลับสนิทขึ้นมาแนบอก และจูงมือน้องพีทเดินเข้าไปในล็อบบี้ พนักงานรักษาความปลอดภัย และนิติบุคคลรีบเข้ามาช่วยถือกระเป๋า พร้อมทักทายเธอด้วยรอยยิ้ม"สวัสดีครับคุณเอย ไม่ได้เข้ามาดูห้องตั้งนานเลยนะครับ วันนี้จะมาพักเหรอครับ"พนักงานรักษาความปลอดภัยเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น"ค่ะ คงจะย้ายมาอยู่ถาวรเลย รบกวนช่วยอัปเดตคีย์การ์ดให้ด้วยนะคะ"เจ้าเอยตอบกลับด้วยรอยยิ้มบาง พนักงานรักษาความปลอดภัยค้อมศีรษะน้อย ๆ ด้วยความเคารพ ก่อนที่เธอจะพาลูก ๆ ก้าวเดินผ่านไปบนชั้นยี่สิบห้าในห้องชุดแห่งนี้ คือความลับเพียงหนึ่งเดียวที่เธอปิดบังพศินมาตลอดห้าปี มันเป็นคอนโดที่เธอซื้อไว้ด้วยเงินเก็บก้อนใหญ่จากการทำงานพรีเซนเตอร์และรับงานฟรีแลนซ์ตั้งแต่สมัยเรีย
ตอนที่ 8เอยไม่เอาอะไรจากพี่ศินอีกแล้วค่ะ"พี่ศิน"เจ้าเอย พยายามรวบรวมสติ เก็บกลั้นแรงสะอื้นเอาไว้ในอก เมื่อเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่เคยพูดมาในชีวิต"จะโทร.จิกทำไมหนักหนา คนกำลังวุ่นวาย รู้ไหมว่ามันน่ารำคาญแค่ไหน"เขาพ่นคำผรุสวาทออกมาไม่หยุด มือของเจ้าเอย ยังคงกำโทรศัพท์แนบหูเอาไว้แน่น จนแทบกลืนหายไปในฝ่ามือเรียวเล็กที่สั่นระริกของเธอ มันไม่ได้สั่นคลอนเพราะความโกรธแค้น แต่เกิดจากความปวดร้าวในหัวใจที่สั่นไหวแรงยิ่งกว่าแผ่นดินไหวเสียอีก"ทางนี้แผ่นดินไหว เพดานถล่ม พี่ต้องพามินตรามาโรงพยาบาลเนี่ย เธอช็อกจนสลบไป ไหนพี่ยังต้องคอยดูเรื่องนักข่าว เรื่องคิวงานที่พังพินาศหมด แล้วเอยยังจะโทร. จิกอะไรนักหนาตอนคนเขากำลังหนีตายกัน หัดดูสถานการณ์บ้างได้ไหม"คำพูดเหล่านั้นเปรียบเสมือนน้ำแข็งที่สาดราดรดลงมากลางหัวใจของเจ้าเอย มันเย็นเยียบ และดับฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของเธอจนมอดไหม้ ฟางเส้นสุดท้ายที่ตึงเปรี๊ยะมาตลอดห้าปีขาดสะบั้นลงในวินาทีนั้นเองไม่มีการคาดคั้น ไม่มีการทวงถามถึงคลิปวิดีโอ ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ที่เธอตั้งใจจะเล่าให้เขาฟังว่าที่กรุงเทพฯ ก็เกิดแผ่นดินไหวจนบ้านสั่นโยก และเธอ
ตอนที่ 7ฟางเส้นสุดท้ายใต้โต๊ะรับประทานอาหารไม้โอ๊กตัวใหญ่ เจ้าเอยค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง...ในห้วงเวลานั้น เจ้าเอยรู้สึกปวดร้าวไปหมดแทบทุกอณูของร่างกายและหัวใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการเกร็งตัวกอดลูกน้อยทั้งสองอยู่นานนับชั่วโมง แขนซ้ายที่ถูกเศษแจกันบาดยังคงมีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่ ทว่าความเจ็บปวดทางกายกลับเทียบไม่ได้เลยกับความด้านชาที่เกาะกินอยู่ในหัวใจน้องพีทและน้องเพลงยังคงหลับสนิทอยู่ในอ้อมกอดของเธอ คราบน้ำตาบนแก้มยุ้ยของเด็กน้อยทั้งสองทำให้ผู้เป็นแม่รู้สึกจุกร้าวในอก"คุณเอย คุณเอยคะ เป็นยังไงบ้างคะ"เสียงของแป๋ว พี่เลี้ยงเด็ก และเหล่าแม่บ้านวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในตัวบ้านทางประตูหลัง ทุกคนหน้าตาตื่นตระหนก เมื่อตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหว พวกเธอวิ่งหนีออกไปรวมตัวกันที่สนามหญ้าหน้าหมู่บ้านด้วยความตกใจกลัว จนลืมไปเสียสนิทว่าเจ้านาย และเด็ก ๆ ยังอยู่ข้างในเจ้าเอยค่อย ๆ ขยับตัว คลานออกมาจากใต้โต๊ะอย่างยากลำบาก เธอมองหน้าเหล่าแม่บ้านด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งคำตำหนิติเตียนใด ๆ เพราะในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ย่อมมาก่อนเสมอ ขนาดคนเป็นพ่อแท้ ๆ ยังไม่แม้แต่จะโทร.
ตอนที่ 6ไม่ทนอีกต่อไปช่วงบ่ายวันนั้น...อากาศร้อนอบอ้าวผิดปกติ ท้องฟ้าด้านนอกสีหม่นไม่สดใสเหมือนทุกวัน หากกลับดูขมุกขมัวราวกับพายุใหญ่กำลังจะเคลื่อนตัวเข้ามา นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาสิบสามนาฬิกายี่สิบนาที หลังจากพี่เลี้ยงขอตัวไปพักรับประทานอาหารกลางวัน เจ้าเอยรับหน้าที่ดูแลลูกตามปกติ ช่วงเวลานี้คือเวลานอนกลางวันของเด็ก ๆ น้องพีทนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงใหญ่ ส่วนน้องเพลงหลับอยู่ในเปลข้างกัน เจ้าเอยรูดม่านปิดทึบเพื่อกันแสงแดดที่แม้จะหม่นกว่าทุกวันแยงตาเด็ก ๆ ก่อนเอนตัวลงนอนพักบ้าง มือบางลูบกลุ่มผมนิ่มของลูกชายเบา ๆ ด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนอย่างที่เคย ขณะกำลังจะเคลิ้มหลับนั้นเอง เสียงครางต่ำคล้ายเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ดังครืดแว่วมา ความรู้สึกวิงเวียนเหมือนคนเมารถตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอ ทันใดนั้นเตียงนอนก็เริ่มโยกไหวซ้ายขวาอย่างน่าประหลาดใจ"เกิดอะไรขึ้น"เจ้าเอยผุดลุกขึ้นนั่ง เสียงของเหลวในแก้วน้ำบนโต๊ะสั่นกระเพื่อม โคมไฟระย้าคริสตัลกลางห้องเริ่มแกว่งไกวไปมาจนกระทบกันเสียงดังบาดหู แผ่นดินเบื้องล่างบิดตัว และโยกคลอนราวกับยืนอยู่บนเรือกลางคลื่นน้ำเสียงกรอบรูป และแจกันใบเล็กที่ตั้งอยู่บนชั้นวางริมระเบีย
ตอนที่ 5แรงสั่นสะเทือนแสงตะวันแรกของเช้าวันใหม่...คฤหาสน์หลังใหญ่ยังคงปกคลุมด้วยความเงียบงันชวนให้รู้สึกอึดอัด แสงแดดอ่อนสาดผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร ทว่าไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศบนโต๊ะอบอุ่นขึ้น พศินในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มเนี้ยบกริบนั่งจิบกาแฟดำ พลางเลื่อนอ่านข่าวเศรษฐกิจบนไอแพดด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับพายุอารมณ์เมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้นเจ้าเอยในชุดลำลองที่ดูสุภาพกำลังง่วนกับการป้อนข้าวโอ๊ตบดให้น้องเพลง เธอยังคงทำหน้าที่ของตัวเองเช่นเคยทำอย่างเงียบเชียบ ไม่ปริปากพูด หรือแม้แต่จะปรายตามองสามี ดวงตาที่แดงช้ำที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก บัดนี้กลับแห้งผากและว่างเปล่า"พี่ต้องบินไปเชียงใหม่เช้านี้"พศินทำลายความเงียบ เขาเอ่ยขึ้นลอย ๆ โดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ เป็นคำพูดที่ราบเรียบปกติ ราวกับเขาไม่เคยทำร้ายเธอด้วยคำพูดเจ็บแปลบเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาได้ทำลายหัวใจดวงหนึ่งให้แตกสลายลงไปแล้วเมื่อค่ำคืนก่อน"มีเจรจาโปรเจกต์คอมมูนิตี้มอลล์ คงไปสักสามสี่วัน""ค่ะ"เจ้าเอยตอบรับสั้น ๆ น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น สั้นๆ เพียงเท่านั้น ไม่มีคำพูดหรือคำถามใดๆ ต่อมา นอกจ







