FAZER LOGINสายของอีกวัน ฉันพาร่างกายอันอ่อนล้าเดินออกมาจากห้องนอนขนาดใหญ่ ตรงไปยังห้องครัวหาใครบางคนเพราะคิดว่าเขาต้องอยู่ตรงนั้นแน่ แต่กลับเห็นความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาให้เห็น ทำคิ้วผูกพันกันเป็นโบว์ หายไปไหนของเขานะ?
"นายไปวิ่งครับนายหญิง" "..." ฉันหันซ้ายมองขวาหานายหญิงตามเสียงทุ้มทางด้านหลัง ไม่เห็นจะมีใครอยู่สักคน มีก็แต่ฉันที่ยืนงงอยู่คนเดียวตรงนี้ ก่อนจะหันกลับไปทางเสียงต้นทาง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นชาล คนที่เคยไปช่วยงานที่ร้านฉันวันที่เขาไม่สบาย ในมือเต็มไปด้วยถุงกระดาษ เหมือนจะมีถุงกาแฟและอาหารเช้าจากร้านของฉันด้วย ฉันหลีกทางให้ชาลเดินถือของในมือไปวางลงบนไอส์แลนด์หินอ่อนสีดำขนาดใหญ่ แต่ยังคงตั้งคำถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัย เพราะตลอดทางที่นั่งรถเข้ามาฉันไม่เห็นว่ามีสวนสาธารณะใกล้ๆ นี้เลย จะว่าเขาขยันขับรถออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ก็ไม่น่าใช่! "เขาไปวิ่งที่ไหนเหรอ" "ด้านฟ้าครับ" "ฉันไปได้มั้ย" "เชิญครับ" ชาลผายมือไปข้างหน้าเล็กน้อยตามแบบฉบับสุภาพบุรุษเพื่อให้ฉันเดินนำไปข้างหน้า ฉันเลยพาตัวเองเดินตรงไปที่ลิฟต์โดยสารที่เปรียบเสมือนประตูเข้าออกชั้นส่วนตัวของเขา ก่อนที่ชาลจะสแกนม่านตาเพื่อให้ลิฟต์เปิดและกดเลขชั้นบนสุดเพื่อพาฉันขึ้นไปหาเจ้าของสถานที่ จนกระทั่งลิฟต์เคลื่อนตัวมาถึงชั้นดาดฟ้า ฉันเห็น ผู้ชายชุดดำยืนอยู่หน้าลิฟต์คนหนึ่ง ส่วนอีกสองคนอยู่คนละมุมสองฝั่งของสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ที่มองเห็นวิวเมืองหลวงได้ร้อยแปดสิบองศา ไกลสุดลูกหูลูกตาดูสวยมาก ถ้าได้ว่ายน้ำท่ามกลางวิวเมืองและแสงพระอาทิตย์ตกยามเย็นคงสวยมากแน่ ถัดมาคือห้องกระจกขนาดใหญ่ที่มีเครื่องออกกำลังกายครบครันพร้อมกับคนตัวโตวิ่งอยู่บนลู่วิ่งไม่ทันได้สนใจการมาของฉัน เท้าเล็กจึงรีบซอยเท้าตรงไปยังประตูเลื่อนมีชาลตามมาสแกนม่านตาให้ และยืนรออยู่ด้านนอก ปล่อยให้ฉันเข้าไปหาเขาเพียงคนเดียว ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด "ทำไมขึ้นมาชุดนี้" "ไม่เรียบร้อยเหรอ" "..." "เรียบร้อยอยู่นะ" ชุดนอนแขนยาวขายาวสีดำของผมพออยู่บนตัวเธอแล้วทำให้ดูหลวมโคร่งมาก แต่ที่ทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิด ก็เพราะผมเป็นคนใส่ชุดนี้ให้เธอเมื่อเช้ามืดด้วยสองมือตัวเอง รู้ดีว่าภายใต้ชุดนี้ไม่มีอะไรปกปิดเลยสักนิด เพียงแค่คิดว่าใครเห็นเธอในชุดนี้บ้าง เส้นเลือดตรงขมับก็เต้นจนสมองแทบระเบิด รีบกวาดสายตาไปมองลูกน้องที่อยู่ด้านนอก จนไอ้ชาลรีบส่งสัญญาณให้ทุกคนรวมถึงตัวมันเองก้มหน้าแล้ววิ่งเข้าลิฟต์ไปในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ก่อนจะหันกลับมาสนใจคนที่ยืนทำหน้าใสซื่อไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด เธอไม่ผิด! แต่ก็ทำให้ผมมันเขี้ยวจนอยากจะฟาดก้นกลมเข้าสักที เพี๊ยะ! "นี่! เจ็บนะ" "เฮียให้ตีคืน" เพี๊ยะ! ทำตากลมโตมองตาขวาง จนผมต้องแบมือไปตรงหน้าให้เธอทำคืนได้เต็มแรง ถึงจะมีรอยยิ้มหวานให้เห็น ก่อนที่มือเล็กจะถูกมือใหญ่จับประสานเอาไว้พาเดินไปนั่งซ้อนตักตรงโซฟาสีดำเพื่อนั่งพักและทำข้อตกลงกันนิดหน่อย "ต่อไป ถ้าจะออกจากห้องนอนอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย" กฎข้อแรกที่ผมคิดว่าจะต้องยกขึ้นมาใช้เป็นการเร่งด่วนและเป็นเพียงข้อเดียวที่ผมจะขอจากเธอเวลาที่พาเธอมาที่นี่ที่ที่มีแต่ผู้ชายอยู่ทุกพื้นที่ ทำตากลมโตมองตาปริบๆ ตั้งใจฟังเหมือนเด็กน้อย จนผมแอบคิดว่าถ้าเราสองคนมีลูกสาวคงสวยน่ารักมากแน่ เหมือนกับเธอคนนี้ "งั้นบอกมาก่อน" "บอกว่า?" "ทุกอย่าง" "ทุกอย่าง?" "ทุกอย่างที่เฮียภูผายังไม่ได้บอกมินิน" ใจแกร่งสั่นไหวอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะเหนื่อยจากการวิ่งบนลู่วิ่งเมื่อครู่ แต่เป็นเพราะคำที่เธอใช้แทนตัวเองฟังดูเปลี่ยนไปจากเดิม คำที่ทำให้รู้สึกคันยุบยิบตรงหัวใจจนกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ คนบนตักแกร่งยกสองแขนขึ้นกอดอก รอให้ผมพูดในเรื่องที่ผมยังไม่ได้บอก เธอคงจะสงสัยอะไรอะไรหลายๆ อย่างที่เพนเฮ้าส์แห่งนี้ ทั้งไอ้ชาล ชาลี หรือลูกน้องที่ยืนด้านนอกเมื่อครู่ ดูต่างจากเพื่อนหรือคนรู้จักรอบตัวเธอที่มีฐานะไม่ต่างจากผม "เฮียรวยมาก" "มินินก็รวยมากเหมือนกัน" "หึ รู้ครับ" "..." "ที่เห็นคือลูกน้องเฮีย" "ถ้าบอกไม่หมด จบ" "อื้อ" คำว่า "จบ" จากปากเล็ก ทำผมมันเขี้ยวมากจนต้องโน้มหน้าเข้าไปกัดปากสีชมพูเป็นการลงโทษที่เธอพูดคำที่ไม่ควรพูดออกมาง่ายๆ "ถ้าเฮียบอกหมด เอาอะไรมาแลก" "ทำไมต้องแลก ในเมื่อมินินควรรู้" "ควรรู้ เหมือนที่เฮียภูผารู้จักมินิน" "..." ตาคู่คมสบตาคนตรงหน้าที่ไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ คอยหาข้อโต้แย้งมาปิดทางออกไม่ให้ผมคิดคำหนี หนีความจริงที่ควรบอกให้เธอรู้ ยอมรับตามตรงว่าผมกลัว กังวลว่าเธอกลัวที่จะอยู่ข้างๆ ผมและปล่อยมือให้ผมกลับไปอยู่โลกสีเทาคนเดียวเหมือนเดิม แต่ในเมื่อนี่เป็นโอกาสที่เธอยื่นให้ นั่นก็แสดงว่า ครึ่งหนึ่งเธอพอจะเดาและยอมรับได้หากผมบอกความจริงเป็นการยืนยันอีกครึ่งให้เธอมั่นใจว่าผมจะไม่โกหกเหมือนที่ผ่านมา "ขายทั้งรถ ขายทั้งอาวุธ" "..." "เพราะฉะนั้นที่โดนยิง ไม่ใช่เจ้าหนี้ถูกมั้ย" "อ่าฮะ" กว่าหนึ่งชั่วโมงที่ผมยอมให้เธอเปิดใจคุยทุกเรื่องราวถามทุกข้อสงสัยที่เธออยากรู้แบบหมดเปลือก ไม่เหลือความลับอะไรที่เธอไม่รู้จนเป็นข้อให้เราต้องทะเลาะกันในภายหลัง ซึ่งเธอก็ไม่แสดงท่าทางวิตกกังวลหรือกลัวคำว่า 'มาเฟีย' ที่ผมพยายามอธิบายออกมาให้เห็น มีก็แต่บังคับให้ผมเล่าทุกอย่างเพราะอยากรู้ว่าจะเหมือนในหนังที่เธอเคยดูหรือเปล่า ทำผมแปลกใจไม่น้อยกับความตื่นเต้นของเธอ แต่ก็รู้สึกโล่งอกที่เธอรับฟังกันด้วยเหตุและผล ฟอด "กลัวเฮียมั้ย" "ถ้าบอกว่ากลัวได้มั้ย" "..." ผมพยักหน้าเล็กน้อยอย่างยอมรับ ก็ไม่แปลก ถ้าเธอจะกลัว เป็นผมที่ต้องใจดีกับเธอให้มาก "แต่เฮียภูผาต่างหาก ที่ต้องกลัวมินิน" ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาในท่าทางของคนตัวเล็กที่กำลังแสดงบทนางพญาหวังให้ผมกลัวแม่แมวสีขาวที่กำลังปรายตามองดูไม่สบอารมณ์เท่าไหร่หนัก "หึ ก็กลัว" "กลัวไม่ได้เอา" เพี๊ยะ! "นี่ พูดออกมาแต่ละคำ" "งั้นทำ" "มะ ไม่เอา" "อีกเรื่องที่มินินต้องรู้..." "..." "คือเฮียเอาแต่ใจมาก" ในเมื่อเธอไม่ชอบให้ผมพูด เพราะงั้นผมจำเป็นต้องแสดงความจริงใจให้เธอเห็นด้วยการกระทำ และบอกให้เธอรู้ว่าผมตามใจเธอได้ทุกอย่าง แล้วก็เอาแต่ใจตัวเองมากแค่ไหน "มะ ไม่ได้นะ" "มะ ไม่มีอันนั้น" "หึ" มือเล็กพยายามผลักหน้าอกแกร่งระงับอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านและร้อนระอุให้หักห้ามใจไม่ให้เอาแต่ใจจนพาเธอเผลอไผลโดยที่ไม่มีอะไรอะไรป้องกัน จนมือใหญ่ต้องคว้ามือเล็กพาเลื่อนลงไปตรงกระเป๋ากางเกงผ้าร่มสีดำขาสั้นให้ล้วงเข้าไปจับห่อสี่เหลี่ยมเล็กที่ผมพกติดตัวไว้ตลอดเวลา ทำใบหน้าสวยหวานแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ส่งกำปั้นเล็กอีกข้างมาทุบลงตรงอกแกร่งราวกับอยากลงโทษในความนิสัยไม่ดีของผม "เฮียทำได้ยัง" "..." ไม่รอให้เสียงหวานตอบอนุญาตอย่างที่ควรจะรอ คนใจร้อนอย่างผมก็พาเธอล่องลอยไปไกลด้วยความเอาแต่ใจของตัวเอง ที่หลงใหลและชอบ...แต่เธอ #มารับทิชชู่จากไรท์ค่ะปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







