เข้าสู่ระบบ"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ"
"คืออะไร" "ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ" "ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง" "..." เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆ นึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม "อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย" "ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง" "..." เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที "กวนตีนเก่ง" "เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ" "โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ" "โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง" "กู..." "สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา" "จ๊ะน้องโฟ" นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอมแพ้ใคร และลูกพี่ลูกน้องที่ตริติณพูดถึงก็คือน้องแพรวที่เขาพามาที่ร้านเมื่อหลายเดือนก่อน เพราะน้องเพิ่งกลับจากต่างประเทศเลยพามาแนะนำคาเฟ่ที่ใครๆ ต่างก็พากันมาเช็คอินอย่างร้านของฉัน ส่วนอีกเหตุผลที่เขาพามาแบบไม่บอกกล่าวกันก่อนก็เพราะอยากจะลองใจฉันว่าฉันจะรู้สึกหวงเหมือนที่เขาหวงฉันหรือเปล่า และพอครั้งที่สองก็บังเอิญเป็นวันที่ตริติณเข้ามาหาฉันที่ร้านเลยทำให้ได้เจอกัน เขาถึงรีบแนะนำให้ได้รู้จัก คงกลัวว่าตริติณจะจดโทษลงในบัญชีดำที่ยาวเป็นหางว่าวนั่นแหละ แต่ไม่ว่าสองคนนี้จะเถียงกันด้วยเรื่องอะไร ก็ทำให้ฉันเริ่มรู้สึกปวดหัวตุบๆ จนอยากจะหายตัวไปจากตรงนี้เสียให้ได้ ดีที่โชคยังเข้าข้างฉันอยู่บ้างส่งน้องโฟนางฟ้าคนสวยเข้ามาช่วยชีวิตฉันได้ทันเวลา ทำให้บรรยากาศที่มืดมนของฉันสว่างไสวด้วยรอยยิ้มของน้องโฟ ทำฉันถึงกับลอบหายใจออกมาอย่างโล่งอก มีคนมาช่วยห้ามศึกสักที! "กลับเลยมั้ย" "ไปกินอาหารญี่ปุ่นกันมั้ยคะ" "พี่มินิน พี่ภูผาไปด้วยกันนะคะ" "..." ฉันที่คิดหาเหตุผลมาปฏิเสธไม่ทัน แถมอีกคนข้างๆ ก็พยักหน้าเล็กน้อยตอบรับอย่างมีมารยาทไปเรียบร้อยแล้ว เลยต้องตกกระไดพลอยโจนขับรถตามแผนที่ที่น้องโฟส่งมาให้ เขานี่นะ ไม่รู้เลยหรือไงว่ามีคนไม่อยากให้ตัวเองไปด้วย เฮ้อ... แล้วก็ตามที่ฉันคิด คนที่ไม่เคยสั่งอาหารเองอย่างตริติณ วันนี้เลือกที่จะสั่งเองและเลือกเฉพาะเมนูที่มีราคาแพงเท่านั้น แน่นอนว่าอีกคนรู้ว่าตัวเองกำลังโดนพี่ชายฉันแกล้ง แต่ก็ยอมนั่งเงียบตามที่รับปากฉันเมื่อตอนที่ขับรถมา ไม่รู้ว่าแอบคิดหาวิธีอะไรเอาคืนไว้ในใจหรือเปล่า ผู้ชายคนนี้ไว้ใจไม่ได้หรอก "วันหยุดนี้พาเฮียไปหาป๊ากับมามี๊นะ" "ห๊ะ!" "ตกใจอะไร" ตากลมโตเบิกกว้างจนแผ่นมาส์กที่ฉันเพิ่งวางไว้บนหน้าแทบหลุด มองคนตัวโตที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำทั้งตัวมีเพียงผ้าขนหนูพันเอวสอบไว้อย่างหมิ่นเหม่ จะไม่ให้ฉันตกใจได้อย่างไรกัน นั่นเป็นสิ่งที่ฉันกลัวที่สุดเลยนะ ขนาดตริติณที่คุ้นหน้าคุ้นตากันมาสักพักยังเป็นขิงข่ากันขนาดนี้ แล้วกับคุณป๊า ฉันไม่ต้องเหมายาดมมาไว้เลยเหรอ "ทำไมอยู่ๆ อยากไปหาคุณป๊า" "ไม่ได้อยู่ๆ เฮียรอมินินอนุญาต" "..." "ไม่มั่นใจอะไรในตัวเฮียรึเปล่า" ก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาใกล้ใช้สองมือใหญ่ประคองแก้มให้ฉันขึ้นไปมองสบตา เอาล่ะ! ฉันว่าฉันคงต้องดึงแผ่นมาส์กออก ขืนคุยไปมาส์กหน้าไปอย่างนี้จากหน้าใสคงได้เปลี่ยนเป็นมีริ้วรอยแน่ ใช้สองแขนเล็กกอดเอวสอบเอาไว้พร้อมกับแนบหน้าตรงกล้ามท้องแน่นๆ อย่างออดอ้อน "ก็ต้องเจอกันที่งานแต่งตริติณอยู่แล้วนี่นา" "ควรรู้จักกันก่อนมั้ย" "ไม่กลัวโดนคุณป๊ายิงเหรอ คุณป๊าขี้หวงกว่าตริติณมากนะ" "ก็ถ้าได้เมีย เฮียไม่กลัว" "พูดดีไปเถอะ ฉันจะคอยดู" ถึงตอนนั้นถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ฉันจะทำอย่างไรนะ? "อีกเรื่อง" "เรื่องเยอะจังนะ" "เรียกเฮียเหมือนเดิม" "จะเรียกแบบนี้แหละ" "นาย นาย นะ อื้อ..." นิ้วสวยเคาะลงบนลอนซิคแพ็คอย่างหมันไส้ที่วันนี้เขาเอาแต่ขอนั่นขอนี่ไม่หยุด แกล้งพูดยั่วโมโหไม่เรียกตามที่เขาอยากได้ยิน จนกระทั่งตาคู่คมดำมืดชวนให้รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังหาเรื่องอันตรายใส่ตัว จนในที่สุดก็โดนแขนแกร่งอุ้มขึ้นมาจนตัวลอยจู่โจมประกบปิดปากเจื้อยแจ้วให้กลืนคำพูดที่ไม่เข้าหูลงไปอย่างเอาแต่ใจ "พูดใหม่" "นา...อื้อ" จุ๊บ "ขี้แกล้ง" "ตัวเองก็นิสัยไม่ดี" "ไม่ เฮียขี้เอา" เพี๊ยะ! "ไปใส่เสื้อผ้าเดี๋ยวนี้เลยนะ" "ใส่ทำไม เดี๋ยวก็ถอด" "งั้นนอนคนเดียวเลย" ยิ่งนับวันเขาก็ยิ่งพูดมากขึ้น จนบางครั้งฉันอยากจะให้เขาพูดน้อยเหมือนกับที่พูดกับคนอื่นบ้าง แถมแต่ละคำที่พูดออกมาทำฉันถึงกับปวดขมับ นึกจะพูดก็พูด นึกจะทำอะไรก็ทำ ไม่มีอาการเคอะเขินเลยสักนิด มือเล็กผลักเขาออกเล็กน้อยก่อนจะเดินหนีไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมให้คนตัวโตที่ยังยิ้มกวนประสาทไม่เลิก ใบหน้าคมที่มองตามมาด้วยสายตาพึงพอใจทำให้ฉันอดถอนหายใจไม่ได้ ผู้ชายอะไรทั้งดื้อทั้งเอาแต่ใจ แล้วยังทำหน้ามึนได้เก่งขนาดนี้ "ยิ้มอะไรนักหนา" "ก็เมียเฮียน่ารัก" "ยังไม่ใช่!" "ยังไงก็เป็น" "เฮียจะเอาแค่คนนี้" คำตอบหน้าตายของเขาทำเอาฉันเงียบไปชั่วขณะ หัวใจที่เต้นแรงเพราะความหมันไส้อยู่แล้ว กลับเต้นแรงกว่าเดิมเพราะน้ำเสียงที่จริงจังและหนักแน่นของเขา ฉันเลยรีบพาตัวเองเดินอ้อมไปที่เตียงอีกฝั่งแล้วล้มตัวนอน ทำทีเป็นหยิบมือถือขึ้นมาตั้งนาฬิกาปลุก ทั้งที่จริงแล้วภายในใจยังคงได้ยินประโยคหวานหูดังซ้ำๆ ที่นอนข้างๆ ยวบลงเมื่อเขาหย่อนตัวตามลงมานอนใกล้ๆ สอดแขนแกร่งเข้ามาให้ฉันหนุนแทนหมอนพร้อมกับรั้งเอวบางของฉันเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนทุกวัน "มินิน" "หืม" "เฮียอยากแต่งงาน" "..." ฉันหันไปสบตาเขาอีกครั้ง แววตาที่มองกลับมาไม่ได้มีความหยอกล้อหรือล้อเล่นให้ฉันรู้สึกไม่มั่นใจ ตาคู่คมแฝงไปด้วยความนิ่ง จริงจัง และมั่นคงอย่างที่ทำให้ใจดวงน้อยหวั่นไหว ใจฉันมันก็เท่านี้ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยปฏิเสธเขาได้เลยสักครั้ง "ผ่านด่านคุณป๊าให้ได้แล้วกัน" "ก็แค่พาหนี" "อะไรนะ" จุ๊บ "เปล่าครับ"ปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







