เข้าสู่ระบบปึก!
"ไม่มีฤกษ์" "..." เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใคร แล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้ "วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม" "ไม่สะดวก" "ถ้างั้น..." "ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก็แยกย้าย" "..." แต่เหมือนทุกอย่างจะไม่ง่ายอย่างที่ผมคิด จริงอย่างที่มินินบอก คุณพ่อตาหวงมินินมาก มากเสียจนไม่ปล่อยผ่านเรื่องของผมไปง่ายๆ ไม่ว่าผมจะยื่นข้อเสนออะไร คุณพ่อตาก็ปัดตกทุกข้อ จจนผมคิดหาทางออกให้ตัวเองไม่ทันทำเส้นเลือดตรงขมับปวดหนึบไปหมด อยากมีเมียสักคน... ทำไมมันยากขนาดนี้วะ "คุณป๊าขา" "ป๊าพูดจริง" "คุณมี๊ขา" "เตอร์ มินอยากเล่นกับหลานๆ นะ" เวลานี้น้ำเสียงไพเราะฟังดูใจเย็นของคุณแม่ยายก็เปรียบเสมือนเส้นรุ้งบนฟ้าหลังฝนให้ผมพอชื้นใจขึ้นมาบ้าง ไม่ต้องนั่งตากฝนที่โหมกระหน่ำจนเปียกปอนให้รู้สึกหนาว เป็นมินินที่หันไปขอความช่วยเหลือจากท่านให้ ผมถึงได้หายใจได้โล่งขึ้นมาบ้าง "รีบกลับมั้ยเรา" "ไม่รีบครับ" "อยู่กินข้าวเย็นเป็นเพื่อนป๊ากับมามี๊ก่อนนะ" "ครับ ขอบคุณครับ" "ไม่จำเป็น" "เตอร์!" "..." อย่างน้อยผมก็ไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่คนเดียว เมื่อได้รับโอกาสดีดีจากคุณแม่ยาย แน่นอนว่าผมต้องรีบรับไว้ เผื่อว่าจะมีช่องทางให้ผมได้เข้าหาคุณพ่อตาง่ายขึ้นอีกหน่อย ชอบทานอะไร ไม่ชอบอะไร วันนี้ผมคงได้รู้ เพื่อผมจะได้มีโอกาสทำคะแนนเพิ่มให้ตัวเองขึ้นหน่อย "ตัวเองกินเผ็ดไม่ได้ แล้วกินพริกที่คุณป๊าตักให้ทำไม" "เผื่อป๊าจะใจอ่อน" "คุณป๊าจะแกล้งหนักกว่าเดิมหน่ะสิ" "ไม่เป็นไร" จะว่าไปท่าทีของคุณพ่อตาเหนือกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก และถ้าเดาไม่ผิดคงเป็นตริติณ ด่านสำคัญที่ผมเจอมาตลอดหลายเดือนเป็นคนคอยรายงานเรื่องราวของผมให้ท่านฟัง เพราะทั้งคุณพ่อตาและคุณแม่ยายไม่มีท่าทีตกใจหรือแปลกในการปรากฏตัวของผมเลยสักนิด ถึงจะเดินหมากให้ผมเดินตามยากไปสักหน่อยก็ตาม แต่ก็ไม่ถึงกับล้มกระดานไม่ให้ผมเล่นต่อ เพราะงั้น จะโดนแกล้งนิดนิดหน่อยหน่อย ก็ไม่เป็นไร "หาอะไรกินอุ่นๆ ท้องมั้ย" "กินเผ็ดขนาดนั้น จะปวดท้องเอา" "เป็นห่วงเฮีย?" เพี๊ยะ! "ยังจะเล่นอีก" "หึ" มือใหญ่คว้ามือนุ่มนิ่มที่เพิ่งฟาดลงบนต้นแขนมากุมเอาไว้บนตักแกร่ง ปล่อยให้มืออีกข้างทำหน้าที่จับพวงมาลัยพาเราสองคนไปจุดหมาย เห็นทีคงต้องแวะหาข้ามต้มกินให้อุ่นท้องสักหน่อย เพราะความเผ็ดของพริกที่คุณพ่อตาตักให้ ทำผมเริ่มรู้สึกแสบท้องขึ้นมาบ้างแล้ว "กินเป็นเพื่อนเฮียหน่อย" "อิ่มอะ ดูพุงมินินสิ" "หึ น่ารักดี" "ใช่เหรอ กัดฟันชมกันรึเปล่า" "เฮียจริงใจมากครับ" ข้าวต้มอีกถ้วยที่ผมสั่งมาเผื่อคนตัวเล็กถูกยกไปวางตรงหน้าอย่างเอาใจ อยากให้เธอกินด้วยกันแทนการนั่งมองตาปริบๆ แล้วปล่อยให้ผมนั่งกินคนเดียว มันอดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ ถึงจะรู้ว่ามื้อเย็นตอนอยู่ที่บ้านใหญ่เธอจะเจริญอาหารมาก จนมีพุงนุ่มๆ ออกมานิดหน่อย ไม่เห็นเป็นไร ผมว่าแบบนี้ก็กอดอุ่นดี "อุ๊ย! มีโรตีด้วย" "เมื่อกี้ใครบอกอิ่ม" "ของหวาน ไม่เหมือนกัน" พูดยังไม่ทันขาดคำคนที่บ่นอิ่มเมื่อครู่ก็ลุกซอยเท้าเดินตรงไปยังร้านโรตีข้างๆ ทำผมมองตามหลังอย่างงุนงง ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มรอเธอไปเรื่อยๆ ไม่นานเธอก็กลับมาพร้อมโรตีกรอบในมือหนึ่งถาด คงรู้ว่าผมไม่ค่อยชอบกินของหวานแบบนี้เท่าไหร่ ถึงได้ไม่ซื้อมาเผื่อผม "เฮียภูผาขา" "... ครับ" แต่อยู่ๆ ผมก็รู้สึกขนลุกแปลกๆ นานแล้วที่เธอไม่เรียกผมด้วยน้ำเสียงหวานหูขนาดนี้ จนทำให้ผมค่อยๆ เหลือบตามองด้วยความสงสัย จนกระทั่งสบตากลมโตที่มองตาปริบๆ อยู่ก่อน มือเล็กค่อยๆ เลื่อนถาดโรตีที่เต็มไปด้วยน้ำข้นหวานและน้ำตาลมาอยู่ตรงหน้าผม พร้อมกับรอยยิ้มหวานๆ แข่งกับความหวานของโรตีราวกับอยากสะกดให้ผมหยิบไม้จิ้มขนมในถาด "ช่วยกินหน่อยสิ" "ไม่อร่อย?" "อร่อย แต่อิ่มหน่ะ" "..." "นะ อะ อ้าปาก" "..." โรตีกรอบคำแล้วคำเล่าถูกป้อนเข้าปากผมอย่างเอาใจจนหมดถาด อย่างนี้ใช่ไหมที่เขาว่ากันว่าความรักทำได้ทุกอย่าง คนไม่ชอบกินขนมหวานอย่างผม แต่พอมีเธอป้อนผมก็สามารถกินได้จนหมดลืมรสชาติที่ไม่คุ้นชินไปอย่างง่ายดาย หลังจากอิ่มทั้งของคาวและของหวาน คนตัวเล็กก็ปล่อยให้ผมขับรถกลับคนเดียวมีเสียงรายการลี้ลับย้อนหลังคลอเป็นเพื่อนไม่ให้รู้สึกเงียบจนเกินไป ส่วนเธอพอขึ้นรถปุ๊บก็หลับตาพริ้มปั๊บเหมือนง่วงมานานเต็มที และจุดหมายของคืนนี้คือคอนโดของเธอ คอนโดที่ผมขนเสื้อผ้ามาอยู่ด้วยนานหลายเดือนแล้ว "มินิน ถึงแล้ว" "..." ดูท่าวันนี้เธอจะอิ่มเกินไปถึงได้หลับสนิทจนผมไม่กล้าที่จะปลุกอีกครั้ง จัดการปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองและรีบลงจากรถวิ่งอ้อมไปยังฝั่งข้างคนขับโน้ตัวไปปลดเข็มขัดให้เธอ กลิ่นหอมอ่อนๆ จากแก้มนุ่มๆ ลอยมาแตะจมูกจนผมเผลอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด มองใบหน้ายามหลับปุ๋ยของเธอเหมือนเด็กน้อยที่ไม่มีเรื่องให้ต้องกังวล ต่างกับผมที่ตอนนี้ในหัวมีแต่ภาพใบหน้าเคร่งขรึมของคุณพ่อตาและเงื่อนไข "ห้าปี" ที่ยังวนเวียนอยู่ซ้ำๆ แขนแกร่งค่อยๆ สอดแขนเข้าใต้ข้อพับเข่าและแผ่นหลังบาง ช้อนตัวเธอขึ้นแนบอกอย่างเบามือแต่ยังทำให้คนในอ้อมกอดขยับตัวยุกยิกเล็กน้อย ซุกหน้าเข้าหาแผงอกเหมือนกำลังหาที่อุ่นๆ ให้หลับสบาย ก่อนจะพึมพัมออกมาเบาๆ ให้พอได้ยิน "เฮียภูผา ไม่กินเผ็ดนะ พอแล้วๆ มินินเป็นห่วง..." คำพูดละเมอเบาๆ นั้นทำให้ความปวดหนึบที่ขมับจากเหตุการณ์ที่บ้านใหญ่สลายไปจนหมดสิ้นทำใจแกร่งที่มันห่อเหี่ยวมาตอดทั้งวันให้เต้นแรงอีกครั้ง จุ๊บ "ห้าปีก็ห้าปี นานกว่านี้เฮียก็รอได้" ไม่นานผมก็พาร่างเล็กขึ้นมาบนห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเธอ วางเธอลงบนเตียงนุ่มอย่างทะนุถนอม แล้วจัดแจงเช็ดหน้าเช็ดตาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คนขี้เซาเสร็จสรรพ ก่อนจะเข้าไปจัดการตัวเองในห้องน้ำและกลับออกมาทิ้งตัวลงนอนข้างๆ ดึงเธอเข้ามากอดไว้หลวมๆ ให้กลิ่นหอมๆ ทำลายความเหนื่อยล้าจากการต่อกรกับคุณพ่อตามาทั้งวันหายไป มือเล็กขยับมาเกาะแขนแกร่งไว้แน่นแม้ในยามหลับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเคยชินหรือกำลังฝันเรื่องอะไรอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำมุมปากได้รูปยกยิ้มออกมาในความมืดบางเบา พรุ่งนี้คงต้องตื่นเช้าหน่อย เพราะมีนัดตีกอล์ฟกับคุณพ่อตา 'ตีห้า ข้ามขาดและข้ามเกิน' #เฮียภูผากับน้องมินินใกล้จบละน้าาา ตอนด้วยตอนพิเศษแซ่บๆ ของเฮียชาลกับ.....รอน้าาาาปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







