Mag-log inกลิ่นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนตลบอบอวลไปทั่วห้องนอนใหญ่ของเซียวเยี่ย
ไอน้ำร้อนจากถังยาใบใหญ่ลอยกรุ่นตัดกับลมหนาวที่พัดหวีดหวิวอยู่นอกหน้าต่าง ความร้อนทำให้หยดน้ำเกาะพราวตามขอบโต๊ะและบานหน้าต่างไม้
บนตั่งไม้ปูฟูกหนา เซียวเยี่ยนั่งพิงพนัก ขากางเกงผ้าแพรทั้งสองข้างถูกร่นขึ้นไปจนถึงเหนือเข่า เผยให้เห็นขาทั้งสองข้างที่เคยควบอาชาศึกผ่านสมรภูมิ ทว่าบัดนี้กลับลีบและซีดขาวจนเห็นเส้นเลือดสีม่วงคล้ำคดเคี้ยวอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง ผิวเนื้อเย็นเฉียบ ไร้การตอบสนองต่อสิ่งใด
เสิ่นอวี้ชิงในชุดรัดกุมคล่องตัวรวบผมขึ้นเป็นมวยสูง เผยให้เห็นลำคอที่มีรอยแผลตกสะเก็ดจากคมกระบี่ของเขา ใบหน้างดงามปราศจากเครื่องประทินโฉม มีเพียงเม็ดเหงื่อผุดซึมตรงไรผมจากไอร้อนของเตาต้มยา
นางถือมีดพกเล่มเล็กสีเงินวาววับ อังผ่านเปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันเพื่อฆ่าเชื้ออย่างใจเย็น
เซียวเยี่ยปรายตามองใบมีด แววตายังคงฉายความระแวงไม่คลาย
“เจ้าจะทำอะไร”
“เจาะเอาเลือดพิษที่จับตัวเป็นลิ่มแข็งข้างในออกมา”
เสิ่นอวี้ชิงตอบเสียงเรียบ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าสบตา
“พิษเหมันต์กลืนกระดูกแช่แข็งเส้นเลือดจนตีบตัน ถ้าไม่เปิดทางให้เลือดเสียระบายออก ต่อให้แช่โอสถเพลิงเก้าตะวันไปอีกร้อยปี ขาท่านก็ไม่มีวันกลับมารู้สึก”
“มีดเล่มเท่าฝ่ามือ จะไปช่วยอะไรได้”
“เดี๋ยวก็รู้”
ยังไม่ทันที่เซียวเยี่ยจะได้แค่นหัวเราะเยาะ เสิ่นอวี้ชิงก็ขยับตัวเข้ามาประชิด กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นสมุนไพรจางๆ ของนางลอยแตะจมูกเขาเพียงชั่วครู่
นิ้วเรียวของนางกดลงบนจุดชีพจรตรงหลังข้อพับเข่าอย่างแม่นยำ ลมปราณร้อนแฝงผ่านปลายนิ้วแทรกซึมเข้าสู่กล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว
ปลายมีดกรีดลงบนผิวหนังตรงจุดชีพจรลึกครึ่งข้อนิ้ว!
ทันทีที่คมมีดตัดผ่าน ลมปราณร้อนที่นางส่งเข้าไปก็ปะทะเข้ากับไอเย็นของพิษเหมันต์ที่ฝังลึกในกระดูกอย่างรุนแรง
ความเจ็บปวดมหาศาลระเบิดขึ้นราวกับมีถ่านไฟแดงๆ ถูกยัดเข้าไปในไขกระดูก ผสานกับความรู้สึกเหมือนกระดูกทั้งท่อนกำลังถูกค้อนเหล็กทุบจนแหลกละเอียด เซียวเยี่ยที่ผ่านศึกสงคราม ทนพิษบาดแผลคมดาบมานับครั้งไม่ถ้วน ถึงกับเบิกตากว้าง เส้นเลือดที่ลำคอปูดโปน
“อึ่ก...!”
เสียงคำรามต่ำเล็ดลอดออกมาจากลำคอ สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดทำให้มือหนาพุ่งเข้าคว้าหมับที่หัวไหล่บางของเสิ่นอวี้ชิง บีบเค้นลงไปอย่างแรงเพื่อระบายความเจ็บปวดที่แทบจะฉีกวิญญาณเขาเป็นชิ้นๆ
แรงบีบมหาศาลนั้นหนักหน่วงและปลายเล็บจิกทะลุเนื้อผ้าจนผิวเนื้อเริ่มขึ้นรอยเขียวช้ำ
ทว่าเสิ่นอวี้ชิงกลับไม่ร้องออกมาแม้แต่คำเดียว มือขวาที่ถือมีดยังคงนิ่งสนิท กรีดเปิดปากแผลจุดที่สองและสามอย่างต่อเนื่องโดยไม่สั่นไหว
“เสิ่นอวี้ชิง...!”
เซียวเยี่ยกัดฟันกรอด หอบหายใจกระชั้น เหงื่อไหลท่วมหน้าผาก ดวงตาแดงก่ำจ้องหน้านางระยะประชิด
“เจ้าคิดจะฆ่าข้าหรือไง!”
“ถ้าคิดจะฆ่า ข้าปล่อยให้พิษแล่นเข้าหัวใจตั้งแต่คืนเข้าหอแล้ว!”
เสิ่นอวี้ชิงตวัดสายตาสวนกลับทันควัน น้ำเสียงไม่ยอมแพ้แม้จะเจ็บไหล่จนชาไปทั้งแถบ
“จะมาทนเปลืองแรง กรีดเลือดเน่าๆ ให้ท่านทำไม!”
“ปากดีนักนะ... อึก!”
“ถ้าทนความเจ็บแค่นี้ไม่ไหว จะร้องออกมาข้าก็ไม่ว่า”
นางเลิกคิ้วท้าทาย แววตาคมกริบสะกดอีกฝ่าย
คำพูดไม่ไว้หน้าของนางกระแทกเข้ากลางใจของอดีตแม่ทัพใหญ่ เซียวเยี่ยขบกรามแน่น เขาไม่ยอมส่งเสียงร้องน่าสมเพชออกมาอีก มีเพียงแรงบีบที่ไหล่ของนางที่ยังคงแน่นหนา ทว่าแววตาดุดันกลับเริ่มสั่นไหว
เมื่อมองในระยะประชิดเช่นนี้ เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็น...
เสิ่นอวี้ชิงไม่ได้ไร้ความรู้สึก
ไหล่ของนางกำลังสั่นสะท้านจากแรงบีบของเขา ริมฝีปากบางถูกขบแน่นจนเลือดซึมเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับแน่วแน่ มุ่งมั่นอยู่กับการรักษาตรงหน้าโดยไม่วอกแวกแม้แต่วินาทีเดียว
นางไม่ได้กลั่นแกล้งเขา... แต่นางกำลังตั้งใจช่วยชีวิตเขาไว้จริงๆ
เลือดเสียสีดำคล้ำส่งกลิ่นคาวและไอเย็นยะเยือกค่อยๆ ไหลทะลักออกจากปากแผลทั้งสามจุด หยดลงสู่ถังไม้เบื้องล่าง
เสิ่นอวี้ชิงรีบใช้เข็มเงินแทงสกัดจุดเพื่อห้ามเลือด ก่อนจะตักน้ำยาสมุนไพรต้มเดือดที่ผสมตัวยาพิเศษราดชโลมลงบนขาทั้งสองข้างของเขา
ความร้อนจัดแล่นผ่านบาดแผล ความเย็นยะเยือกที่เคยเกาะกุมขามานานนับเดือนกลับเริ่มคลายตัวลง
เซียวเยี่ยหมดเรี่ยวแรง ทิ้งแผ่นหลังพิงพนักตั่งอย่างอ่อนล้า ลมหายใจหอบถี่ มือหนาที่บีบไหล่นางค่อยๆ คลายออกและตกลงข้างตัว ร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อราวกับเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ
เสิ่นอวี้ชิงผละตัวออกมายืนหอบหายใจเบาๆ นางยกมือขึ้นจับหัวไหล่ข้างที่ถูกบีบจนระบม เสื้อผ้าตรงจุดนั้นยับยู่ยี่และมีรอยช้ำชัดเจน ทว่านางกลับไม่ได้เอ่ยปากต่อว่าเขาสักคำ เพียงแค่เก็บมีดและเข็มเข้ากล่องอย่างเงียบๆ
“พรุ่งนี้อาการปวดจะเบาลง”
เสิ่นอวี้ชิงเอ่ยขึ้นพลางหันหลังเตรียมเดินออกจากห้อง
“อย่าเพิ่งให้แผลโดนน้ำธรรมดา จนกว่าข้าจะมาเปลี่ยนยา”
เซียวเยี่ยไม่ได้ตอบคำ สายตามองตามแผ่นหลังบางที่ก้าวออกจากห้องไปอย่างมั่นคง ก่อนจะเลื่อนสายตาลงมองที่ปลายเท้าของตัวเอง
นิ้วโป้งเท้าข้างขวา... ที่เคยด้านชาจนไร้ความรู้สึกมาเกือบครึ่งปี บัดนี้กลับมีความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นวาบขึ้นมาเป็นครั้งแรก
หัวใจของเซียวเยี่ยกระตุกวูบ
ความเจ็บปวดนี้... คือสัญญาณว่าขาทั้งสองข้างของเขายังไม่ตาย!
และคนที่จุดประกายชีวิตให้เขาอีกครั้ง กลับเป็นสตรีที่เขาตราหน้าว่าต่ำต้อยและชิงชังที่สุด
บทที่ 10วันเวลาผันผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ทว่าบรรยากาศอันหนาวเหน็บภายในจวนเยี่ยอ๋องกลับเริ่มแปรเปลี่ยนไปทีละน้อยเจ็ดวันเต็มๆ นับตั้งแต่คืนที่เสิ่นอวี้ชิงลงมีดกรีดเลือดเสียออกจากขาของเซียวเยี่ย นางก็มาที่เรือนใหญ่ตรงเวลาทุกเช้าค่ำ ไม่เคยขาด ไม่เคยสาย และไม่เคยเอ่ยปากขอสิ่งตอบแทนใดๆ เกินกว่าสมุนไพรที่ต้องใช้เคี่ยวยาปลายนิ้วเรียวของเสิ่นอวี้ชิงเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วและแม่นยำ นางก้มหน้าฝังเข็มลงบนจุดชีพจรใหญ่ตามท่อนขาของบุรุษบนตั่งอย่างมีสมาธิแน่วแน่ แววตาจดจ่ออยู่เพียงแค่จุดรับยาและรอยแผล ไร้ซึ่งความวอกแวกหรือความเหนียมอายที่พึงมีต่อบุรุษเซียวเยี่ยนั่งนิ่ง สายตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยจิตสังหาร บัดนี้กลับทอดมองใบหน้าด้านข้างอันหมดจดของสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวันตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาเฝ้าจับตามองนางทุกฝีก้าว องครักษ์เงารายงานว่า นางใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างน่าประหลาด ถ้าไม่ต้มยาก็ขลุกอยู่กับตำราสมุนไพร ไม่เคยคิดหนี และไม่เคยเรียกร้องผ้าแพรพรรณ เครื่องประดับหรูหรา หรือเงินทองใดๆ อย่างที่สตรีมักใหญ่ใฝ่สูงควรจะเป็นซ้ำร้าย... ยามที่นางมารักษาเขา นางกลับปฏิบัติต่อเขาราวกั
บทที่ 9กลิ่นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนตลบอบอวลไปทั่วห้องนอนใหญ่ของเซียวเยี่ยไอน้ำร้อนจากถังยาใบใหญ่ลอยกรุ่นตัดกับลมหนาวที่พัดหวีดหวิวอยู่นอกหน้าต่าง ความร้อนทำให้หยดน้ำเกาะพราวตามขอบโต๊ะและบานหน้าต่างไม้บนตั่งไม้ปูฟูกหนา เซียวเยี่ยนั่งพิงพนัก ขากางเกงผ้าแพรทั้งสองข้างถูกร่นขึ้นไปจนถึงเหนือเข่า เผยให้เห็นขาทั้งสองข้างที่เคยควบอาชาศึกผ่านสมรภูมิ ทว่าบัดนี้กลับลีบและซีดขาวจนเห็นเส้นเลือดสีม่วงคล้ำคดเคี้ยวอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง ผิวเนื้อเย็นเฉียบ ไร้การตอบสนองต่อสิ่งใดเสิ่นอวี้ชิงในชุดรัดกุมคล่องตัวรวบผมขึ้นเป็นมวยสูง เผยให้เห็นลำคอที่มีรอยแผลตกสะเก็ดจากคมกระบี่ของเขา ใบหน้างดงามปราศจากเครื่องประทินโฉม มีเพียงเม็ดเหงื่อผุดซึมตรงไรผมจากไอร้อนของเตาต้มยานางถือมีดพกเล่มเล็กสีเงินวาววับ อังผ่านเปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันเพื่อฆ่าเชื้ออย่างใจเย็นเซียวเยี่ยปรายตามองใบมีด แววตายังคงฉายความระแวงไม่คลาย“เจ้าจะทำอะไร”“เจาะเอาเลือดพิษที่จับตัวเป็นลิ่มแข็งข้างในออกมา”เสิ่นอวี้ชิงตอบเสียงเรียบ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าสบตา“พิษเหมันต์กลืนกระดูกแช่แข็งเส้นเลือดจนตีบตัน ถ้าไม่เปิดทางให้เลือดเสียระบายออก ต่อให้แช่โอสถเพลิง
บทที่ 8ในห้องหนังสืออันเงียบสงัด ความตึงเครียดที่คุกรุ่นอยู่ตลอดทั้งวันยังคงไม่จางหายแสงจันทร์สลัวลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาทาบทับร่างสูงใหญ่บนรถเข็นไม้ ขับเน้นให้เห็นร่องรอยความโดดเดี่ยวและทรุดโทรมของอดีตแม่ทัพใหญ่เซียวเยี่ยทอดสายตาดุดัน จ้องมองกล่องไม้แกะสลักลวดลายประณีตที่พ่อบ้านหลี่เพิ่งนำมาวางลงบนโต๊ะหนังสือเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง“ท่านอ๋องขอรับ...”พ่อบ้านหลี่ค้อมกายลงต่ำ น้ำเสียงแฝงความกังวลระคนเห็นใจ“คนสนิทของคุณหนูใหญ่ลอบนำสิ่งนี้มาส่งที่ประตูด้านหลัง แจ้งว่าเป็นจดหมายที่นางแอบเขียนฝากมาให้ท่านอ๋องขอรับ”ได้ยินชื่อนั้น หัวใจที่ด้านชาของอดีตแม่ทัพพลันกระตุกวูบมือหนาที่เคยกร้านศึกเอื้อมไปเปิดฝากล่องออกอย่างช้าๆ ด้านในมีผ้าเช็ดหน้าสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเป็ดแมนดารินคู่ที่คุ้นตา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกหลิวที่นางโปรดปรานยังคงอบอวล ทว่าบนผืนผ้ากลับมีรอยคราบน้ำตาแห้งกรังเป็นวงกว้าง แนบมาพร้อมกับแผ่นกระดาษจดหมายบางเบาหนึ่งฉบับเซียวเยี่ยคลี่กระดาษออกอ่านด้วยมือที่เริ่มสั่นเทา ลายมืออ่อนช้อยคุ้นตาของเสิ่นรั่วหลานปรากฏสู่สายตา‘พี่เซียวเยี่ยของรั่วหลาน...นับตั้งแต่วันที่ท่านบาดเจ็บกลับ
บทที่ 7หลังจากสั่งสอนสาวใช้ทั้งสองจนเข็ดหลาบ เรือนชิงเหยาก็เปลี่ยนสภาพจากเรือนร้างทรุดโทรม กลายเป็นที่พักแสนสบายในพริบตาเตาผิงมุมห้องถูกเติมด้วยถ่านไร้ควันชั้นดี ส่งไออุ่นขับไล่ลมหนาวนอกหน้าต่างจนหมดสิ้น ฟูกหนานุ่มและผ้าห่มขนสัตว์สะอาดเอี่ยมถูกนำมาปูลาดบนเตียงอย่างประณีต บนโต๊ะอาหารมีทั้งไก่ตุ๋นยาจีนส่งควันกรุ่น และหมูสามชั้นผัดซอสรสเข้มข้นวางเรียงรายเสิ่นอวี้ชิงนั่งคีบเนื้อเข้าปากพลางจิบชาร้อนอย่างสบายอารมณ์ส่วนชุ่ยเอ๋อร์กับหวังมามา ทั้งสองยืนตัวลีบ หลุบตาต่ำอยู่ตรงมุมเสา รอยเล็บและคราบเลือดบนใบหน้าเริ่มแห้งกรัง ทว่าพวกนางไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เพียงแค่เสิ่นอวี้ชิงปรายตามองมา ทั้งคู่ก็สะดุ้งสุดตัว ขาสั่นระริกด้วยความหวาดผวา กลัวว่าพิษในร่างจะกำเริบขึ้นมาอีกครา“พวกเจ้าออกไปเฝ้าข้างนอก ใครแอบมาแถวนี้ก็หาทางไล่ไปให้หมด”เสิ่นอวี้ชิงวางตะเกียบลงแล้วเอ่ยสั่งเสียงเรียบ“จะ... เจ้าค่ะพระชายา!”สองสาวใช้รีบย่อกายรับคำอย่างลนลาน แทบจะคลานถอยหลังออกจากห้อง แล้วดึงบานประตูปิดให้อย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวจะรบกวนเวลาพักผ่อนของนางพญามารเมื่อความเงียบสงบกลับคืนมา เสิ่นอวี้ชิงจึงลุกขึ้นเดิน
บทที่ 6แสงแรกของวันใหม่เริ่มขับไล่ความมืดมิด ทว่าความเยียบเย็นในห้องหอยังคงไม่จางหายเซียวเยี่ยปรายตามองเสิ่นอวี้ชิงที่ยืนจัดระเบียบเสื้อผ้าของตนเองอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้เขาจะยอมรับข้อตกลงแลกเปลี่ยนชีวิต ทว่าความชิงชังที่หยั่งรากลึกกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อยในสายตาของเขา นางยังคงเป็นสตรีละโมบที่ทำลายชีวิตของเสิ่นรั่วหลาน และเป็นเพียงเบี้ยไร้ค่าที่เขาเก็บไว้ใช้รักษาขาเท่านั้น“พ่อบ้านหลี่!”เสียงตวาดกร้าวของเยี่ยอ๋องดังก้องออกไปนอกห้องประตูหนาหนักถูกผลักเปิดออกทันที พ่อบ้านชราพร้อมคนรับใช้ร่างกำยำสองคนก้าวเข้ามารอรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ทว่าสายตาที่เหลือบมองเสิ่นอวี้ชิงยังคงเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างเปิดเผย“พานางออกไปจากเรือนหลักของข้า” เซียวเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พาไปขังไว้ที่เรือนชิงเหยาท้ายจวน หากไม่ได้รับอนุญาตจากเปิ่นหวาง ห้ามนางก้าวออกจากเขตเรือนแม้แต่ก้าวเดียว!”เรือนชิงเหยา... แท้จริงแล้วคือเรือนร้างที่ทรุดโทรมที่สุดในจวนอ๋อง ไร้คนเหลียวแลมานานนับสิบปี ผนังไม้ผุพัง ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านรอยแยกตลอดเวลา ซ้ำร้ายยังอยู่ติดกับสุสานเก่าท้ายจวนการส่งพระชายาเอกที่เพิ่งแต่ง
บทที่ 5กลิ่นคาวเลือดสีดำที่คลุ้งไปทั่วห้อง ค่อยๆ ถูกสายลมหนาวที่พัดลอดรอยแยกหน้าต่างพัดพาให้เจือจางลง ทว่าบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกลับยิ่งทวีความอึดอัดและตึงเครียดหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่สะท้อนเงาทึมเทาของคนทั้งคู่ลงบนผนังหิน ราวกับซากปรักหักพังหลังผ่านพ้นสงครามเซียวเยี่ยทอดกายพิงพนักรถเข็น ลมหายใจที่เคยขาดห้วงเริ่มกลับคืนสู่จังหวะสม่ำเสมอ ความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับกระดูกในอกถูกบดขยี้ทุเลาลงจนน่าประหลาด แม้เรี่ยวแรงจะฟื้นคืนมาไม่ถึงสามส่วน แต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าเส้นชีพจรที่เคยถูกความเย็นยะเยือกแช่แข็ง บัดนี้เริ่มมีไออุ่นแผ่วเบาไหลเวียน ชุบชีวิตที่เกือบมอดดับให้ฟื้นคืนมาอีกครั้งสายตาคมกริบของอดีตแม่ทัพตวัดขึ้นมองสตรีตรงหน้า...แววตาคู่นั้นมิได้มีเพียงเพลิงแค้นอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยอย่างถึงที่สุดเบื้องหน้าของเขา เสิ่นอวี้ชิงมิได้แสดงท่าทีหวั่นไหวต่อรังสีสังหารที่ยังคงอบอวล นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาซับคราบเลือดตรงลำคอขาวที่เขาฝากแผลไว้ด้วยคมกระบี่อย่างใจเย็น หยาดเลือดสีชาดซึมเปรอะเนื้อผ้า ก่อนที่นางจะบรรจงจัดเก็บเข็มเงินเข้าสู่ปลอก







