All Chapters of จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค: Chapter 131 - Chapter 140

146 Chapters

130

สำหรับอี้หนิงที่ออกมาช่วยเหลือเขานั้น จิงซิงอี้ขอบคุณและมอบเงินตอบแทนน้ำใจให้ด้วย แน่นอนว่าทั้งอี้หนิงและพ่อของเขาปฏิเสธทันที พวกเขาบอกว่าการที่จิงซิงอี้ช่วยให้พวกเขามีที่อยู่ มีเงินเดือน และยังรักษาอาการป่วยให้ ก็มีค่ามากมายมหาศาลแล้ว ในฐานะที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน จึงเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องปกป้องคนในบ้านแต่จิงซิงอี้ยังยืนยันให้เขารับเงินไป โดยพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “นี่เป็นเงินสินสอดให้เจ้าสาวของพี่ในอนาคต โปรดรับไว้เถอะ!”ทำให้อี้หนิงหัวเราะออกมาและรับเงินเอาไว้ เขารู้ดีว่าเด็กชายไม่ชอบเอาเปรียบใคร และจะตอบแทนคนที่ดีกับเขาอย่างเต็มที่ด้วยจิงซิงอี้ซึ่งเห็นฝีมือในการต่อสู้ของเขา ก็อดถามด้วยความสงสัยว่า “พี่อี้หนิงไม่คิดจะเป็นทหารอีกแล้วหรือ”ชายหนุ่มคิดไปสักพัก “ถ้าพี่ไป แล้วใครจะช่วยดูแลพ่อกับเจ้าล่ะ”จิงซิงอี้ถอนหายใจ เขาเสียดายฝีมือและอนาคตของอี้หนิงมาก เขาจึงพูดขึ้นว่า “พี่อี้หนิง ลุงอี้จิงก็อยู่กับข้าที่นี่ ข้าช่วยดูแลได้ แล้วถ้าพี่กังวลเรื่องกินอยู่ของลุง พี่ก็จ้างคนมาดูแลสิ ตอนนี้การเงินพี่ก็น่าจ
last updateLast Updated : 2026-01-04
Read more

131

วันทดสอบความรู้ ก็เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศหนาวเย็น และลมพัดแรง ผู้เข้ารอบแรกทยอยเดินทางมาตามแผนที่ และป้ายที่ปักบอกทางเอาไว้ พวกเขาเดินทางมายังเขตเมืองชั้นนอก ที่มีบ้านสลับกับพื้นทำไร่ทำนา และบ้านหลังใหญ่บางหลังที่เป็นบ้านพักตากอากาศของขุนนางบางคน        พวกเขาเดินทางผ่านโรงหมอฉางซาน ที่มีคนมารอคิวตรวจรักษาตั้งแต่เช้า บางคนไม่แน่ใจว่าใช่ที่นี่หรือไม่ แต่มีป้ายติดเอาว่า โรงเรียนแพทย์ฉางซานให้ตรงไปข้างหน้าอีกพวกเขามาถึงบ้านหลังใหญ่สองชั้นและมีพื้นที่กว้างแห่งหนึ่ง ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิด  หน้าโรงเรียนมีป้ายไม้ขนาดใหญ่สีดำเขียนด้วยตัวหนังสือสีแดงว่า โรงเรียนแพทย์ฉางซาน จิงซิงอี้ขอให้ท่านเปาเจิงเขียนป้ายให้ และนำไปแกะสลักด้วยไม้และลงสีในภายหลังผู้เข้าทดสอบจอดรถเอาไว้ริมถนน และเดินลงมาจากรถ หลายคนที่มาพร้อมกับครอบครัวหรือเพื่อน ที่ไม่เคยมาแถวนี้ก่อน ต่างพึมพำด้วยความทึ่งว่า “โอ้โห..โรงเรียนใหญ่มากเลย”“ป้ายก็ดูทรงพลังมาก ลายมือใครนะ ดูดีมากเลย” ชายคนหนึ่งพึมพำออกมา“ข้าได้ยิน
last updateLast Updated : 2026-01-05
Read more

132

นักเรียนคนที่สอง คือ จางอิ้ง อายุ 45 ปี เขามาจากครอบครัวชาวนาที่มีฐานะยากจน อาศัยอยู่ในหุบเขา และเรียนรู้การใช้พืชพรรณธรรมชาติในการรักษาโรคมานาน ได้เห็นการเจ็บป่วยและการตายของญาติพี่น้องและคนในหมู่บ้าน ที่ไม่สามารถเข้าถึงแพทย์ได้ เพราะระยะทางที่ห่างไกล และเงินที่มีจำกัด บางครั้งยังถูกปฏิเสธการรักษา เพราะพวกเขาเป็นชาวบ้านต่ำต้อย ทำให้จางอิ้งรู้สึกคับแค้นใจมาก เขาเชื่อว่าตนเองมีความสามารถ แต่ขาดโอกาสครั้งหนึ่งเขาเข้าเมืองมาเพื่อมาขายสมุนไพรและซื้อสินค้าจำเป็น เขาได้ยินเจ้าของร้านที่เป็นชายหนุ่มท่าทางดี พูดคุยกับชายที่มาซื้อยาเกี่ยวกับหมอเด็กอัจริยะจิงซิงอี้ว่า ช่วยรักษาโรคของลูกชายของเขาได้ จนกลับมามีสุขภาพดีจางอิ้งจึงถามด้วยความสนใจว่า “หมอจิงซิงอี้ คือหมอที่รักษาโรคเด็กหรือขอรับ”ชายหนุ่มเจ้าของร้านหัวเราะและตอบว่า “เราเรียกเขาว่าหมอเด็ก เพราะเขามีอายุแค่ 12-13 ปี เลยได้ฉายาว่าหมอเด็กอัจฉริยะ เพราะรักษาได้ทุกโรค!”เมื่อพูดคุยกับคนที่อยู่ในร้าน เขายิ่งมีความสนใจมากยิ่งขึ้น ในที่สุดเจ้าของร้าน ซึ่งก็คือลั่วเป่ย บอกข่าวว่า ตอนนี้จิง
last updateLast Updated : 2026-01-06
Read more

133

ตอนนี้โม่หยวนหลิงและซัวซีเว่ยแต่งงานกันแล้ว โม่หยวนหลิงย้ายมาอยู่ใกล้กับจิงซิงอี้และมาช่วยดูแลโรงเรียน ในขณะที่ซัวซีเว่ยยังคงไปๆมาๆ ระหว่างบ้านในหมู่บ้านของพวกเขา และบ้านในไคเฟิง        จิงเซียวซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักแพทย์หลวง ส่งหมอหลวงมาช่วยสอน และตัวเขาเองยังมาช่วยด้วยในบางวิชา จิงซิงอี้เองยังเป็นอาจารย์พิเศษไปช่วยสอนให้กับสำนักแพทย์หลวงด้วยในตอนนี้ เขามีเวลาตรวจรักษาคนไข้น้อยลง เหลือเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน และรักษาได้แค่ช่วงบ่ายเท่านั้น จี่หลิวกลายมาเป็นหมอหลัก และมีลูกศิษย์รุ่นแรกของเขาสลับกันมารักษา        จิงซิงอี้ไม่เพียงสอนหนังสือ รักษาโรค เขายังต้องช่วยหารายได้ให้นักศึกษาเรียนดีแต่ยากจน บางคนก็เก่งพอจะเป็นผู้ช่วยสอน และตรวจรักษาโรคง่ายๆ ได้ พวกนี้จะมีรายได้ตอบแทนพอสมควร แต่บางคนที่เพิ่งเข้ามายังไม่มีความสามารถขนาดนี้ จะให้เขาใช้นักเรียนแพทย์ไปทำสวนก็ดูจะน่าเกลียดเกินไป จิงซิงอี้จึงต้องหางานพิเศษให้พวกเขาทำ นั่นคือ มาทำสมุนไพรกับเขา และขายเป็นตำรับยาของสำนักแพทย์ฉางซาน &
last updateLast Updated : 2026-01-07
Read more

134

หลังจากแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องของนักเรียนได้แล้ว จิงซิงอี้เริ่มนึกถึงการสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เพื่อรักษาคนไข้และเป็นสถานที่ฝึกงานให้กับนักเรียน เขาเก็บเงินได้มากขึ้นแล้ว เริ่มมองหาสถานที่ใหม่          เย็นวันหนึ่ง หลังจากจิงซิงอี้ตรวจคนไข้ที่โรงหมอของเขาเสร็จแล้ว จึงเดินเข้าบ้านเพื่อเตรียมแปรรูปสมุนไพร เขาได้ยินเสียงลุงอี้จิงซึ่งตอนนี้เดินได้คล่องมากแล้ว และกำลังช่วยเขาทำงานอยู่ในโรงงานสมุนไพร บอกว่า จิงเซียวผู้อำนวยการสำนักแพทย์หลวงมาพบ ตอนนี้รออยู่ที่ห้องโถง        จิงซิงอี้บอกให้เจี่ยหยวน ที่ตอนนี้เป็นหนุ่มอายุ 17 ปีแล้ว และเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพร จัดการปรุงยาตามใบสั่งที่เขายื่นให้ ส่วนตัวเขาล้างมือและเดินไปพบจิงเซียว        จิงเซียวมาพร้อมกับหญิงสาววัย 28 ปี หน้าตาสวยงาม และมีแววตาอ่อนโยน เธอมีใบหน้าเหมือนจิงเซียวบางส่วน        “เสี่ยวอี้ นี่คือลูกสาวของข้า จิงซีซวน” จิงเซียวแนะนำให้ทั้งสองรู้
last updateLast Updated : 2026-01-08
Read more

135

ตลอดระยะเวลาที่จิงซิงอี้เริ่มต้นโรงเรียนแพทย์ของเขา จิงซิงอี้พบกับอุปสรรคมากมาย ทั้งการถูกโจมตีปล่อยข่าวว่า เขาเป็นหมอที่โลภมาก เก็บเงินค่าเรียนจากนักเรียนที่อยากจะเป็นหมอ บางคนเป็นนักเรียนยากจนก็ยังต้องไปหาเงินมาจ่าย บางข่าวลือก็พูดว่า เขาเป็นเด็กอายุแค่นี้ จะเก่งเท่ากับหมออายุมาก ที่มีประสบการณ์มายาวนานได้อย่างไรบ้างก็พูดว่า โรงหมอที่รับนักเรียนปีละ 4-5 คนแบบนี้ แสดงว่าไม่มีคุณภาพ ไม่ยิ่งใหญ่พอเหมือนกับสำนักแพทย์ขนาดใหญ่ ที่รับลูกศิษย์ทั้งในและนอกสำนักนับร้อยคน แล้วจะเอาความรู้และอุปกรณ์การเรียนที่ไหนมาสอนนักเรียน ก็ต้องเอามาจากเงินของนักเรียนนั่นละ! บางคนทับถมเข้าไปอีก ว่าเขาเป็นอาจารย์หน้าเงิน!!จิงซิงอี้รู้ดีว่า ข่าวลือพวกนี้ปล่อยออกมาจากหมอคนอื่น ที่อิจฉาเขา และแม้แต่จากลูกศิษย์ของหมอเฉินที่ไม่ชอบเขาหลายคน เพราะเขาเด็กและออกจากสำนักของหมอเฉินหลังจากเรียนได้แค่สองครั้ง ยิ่งทำให้คนพูดต่อว่า เขาหยิ่งยโส เป็นศิษย์ล้างครู เป็นคนเนรคุณ!จิงซิงอี้ซึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้ โน้มตัวลงไปนอนบนโต๊ะตรวจคนไข้และถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย เมื่อได้ยินข่าวที่เจี่ยหยวนเอามาเล่
last updateLast Updated : 2026-01-09
Read more

136

หลังจากจบเรื่องหารายได้ให้กับเด็กๆ ซึ่งเป็นลูกหลานของคนรู้จักแล้ว จิงซิงอี้ก็มีเวลากลับมาวางแผนการสร้างโรงพยาบาลอย่างจริงจังครั้งนี้เขาไม่สามารถใช้เงินส่วนตัวทั้งหมดอีกต่อไป จิงซิงอี้อยากจะทิ้งโรงพยาบาลนี้ให้เป็นของแผ่นดิน เขารู้ว่าตัวเองมาจากยุคอื่น และไม่รู้ว่าจะได้กลับไปยังยุคที่เขาจากมาหรือไม่ และถ้ามีโอกาสจริง ถึงวันนั้นจะต้องมีคนมาสานงานต่อ เพื่อสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ให้กับประเทศนี้ และถึงเขาจะไม่มีโอกาสได้กลับไปยังโลกที่เขาเคยอยู่ แต่วันหนึ่งที่เขาเสียชีวิตไป ก็ต้องมีคนสานงานนี้ต่อเช่นกันดังนั้น เขาจึงจะใช้วิธีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ที่จะทำให้ประเทศได้ประโยชน์ด้วย แต่เขาก็ยังต้องการบริหารงานด้วยตัวเองเป็นหลัก ซึ่งก็แปลว่า เขาไม่สามารถใช้เงินของทางการได้ทั้งหมด จุดนี้เองที่จิงซิงอี้จะต้องบริหารจัดการให้ดี รวมไปถึงการรู้จักใช้ศิลปะในการเจรจาต่อรองด้วยวันนี้ เขาไปขอพบใต้เท้าเปาเจิงและท่านกงซุนเช่อเพื่อปรึกษา ตอนนี้เขามีอายุ 15-16 ปีแล้ว สามารถขี่เกวียนได้ เขาจึงไปไหนมาไหนเอง และให้เจี่ยหยวนทำสมุนไพรที่บ้าน ทุกคนที่จวนไคเฟิงคุ้นหน้าคุ้นตาเขาดี เมื่อเห็นห
last updateLast Updated : 2026-01-10
Read more

137

ในระหว่างที่เขากำลังเตรียมการสร้างโรงพยาบาลอยู่นั้น  จิงซิงอี้ก็ได้รับแจ้งจากทางการว่า ขณะนี้เกิดโรคระบาดขึ้นที่เมืองหนานจิง  มณฑลเจียงซู ขอให้เขาส่งแพทย์เข้าร่วมทีมไปรักษาโรคระบาดที่เมืองทางใต้ด่วนจิงซิงอี้นึกถึงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ทันที ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าเกิดโรคอะไร แต่จากข้อมูลทางการแพทย์สมัยใหม่พบว่า 60-75 เปอร์เซ็นต์ของโรคระบาดในจีนยุคโบราณ เป็นโรคระบาดที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน แพทย์ที่ชื่อจางจื่อ (ค.ศ. 150–219) อ้างว่าการกินเนื้อวัวที่กินงูพิษเข้าไปสามารถฆ่าคนได้ถึง 26 คนแพทย์ชื่อเชาหยวนฟาง แห่งราชวงศ์ซุย (581–619) อธิบายเพิ่มเติมว่า วัวที่กินงูพิษหรือหญ้าที่เปื้อนพิษงู จะทำให้เนื้อของมันกลายเป็น “พิษ” หรือ du (毒) ต่อมนุษย์ได้ถึง 27 คน เขาอธิบายการถ่ายโอนพิษ จากงูพิษไปยังวัวและมนุษย์ ในห่วงโซ่อาหาร และร่างกายมนุษย์ยังมีความไวต่อพิษงูพอๆ กับวัว แม้ว่าจะได้รับพิษทางอ้อมจากการกินเนื้อวัวก็ตามโรคติดเชื้อมักเกี่ยวข้องกับการกินอาหาร จางจื่อได้ระบุข้อห้ามเกี่ยวกับอาหารเอาไว้ โดยพบว่าในศตวรรษที่ 3 มีคนกินวัวที่ตายด้วยโรคติดเชื้อ
last updateLast Updated : 2026-01-11
Read more

138

นักเรียนที่ฟังอยู่ตกใจขึ้นมาทันที     พวกเขาได้รับฟังข้อมูลจากจิงซิงอี้ไปก่อนแล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นสถานการณ์จริงด้วยตาตนเอง จิงซิงอี้จึงอธิบายซ้ำอีกครั้งว่า“ข้าสังเกตมาตลอดทางว่า สัตว์เจ็บป่วยจากโรค และยังนอนตายเรี่ยราดตามถนนและตามบ้าน จากนั้นถ่ายทอดสู่คน เห็นได้จากลักษณะอาการ ที่ผ่านการจับต้อง การกิน การสัมผัส และยังติดต่อได้จากสัมผัสเชื้อโรคหรือพิษจากสิ่งที่สัตว์ไปสัมผัส เช่น คอก หญ้า มูลสัตว์ที่ถ่ายออกมา” จิงซิงอี้อธิบายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ดังนั้น การป้องกันไม่ให้มนุษย์ติดโรค คือ เลี่ยงการสัมผัสสัตว์และคนที่ป่วย ในตอนนี้เราต้องใส่ถุงมือ ใส่เสื้อผ้าป้องกัน และพยายามล้างมือและสิ่งที่จะมาสัมผัสกับตัวเราอย่างเคร่งครัด นี่คือสาเหตุที่ข้าสั่งให้นำเอาถุงมือ ผ้าปิดปาก เสื้อคลุม น้ำส้ม เหล้า และสมุนไพรสำหรับฆ่าเชื้อมาจำนวนมาก และอาหารจะต้องปรุงสุกร้อนเสมอ เพื่อฆ่าเชื้อ ถ้าสงสัยว่าเนื้อสัตว์ พืชผักมีพิษและเชื้อโรคติดต่อ ก็ขอให้พวกเจ้ากินอาหารที่พวกเรานำมา เพื่อป้องกันการติดโรค และพวกเจ้าไม่ควรไปนอนที่บ้านของชาวบ้านแล้ว เราคงต้องนอนด้วย
last updateLast Updated : 2026-01-13
Read more

139

จิงซิงอี้เดินเข้าไปในคอก เขาไปดูสัตว์ที่นอนตายก่อน และเรียกทุกให้เข้ามาล้อมวง เขาเริ่มอธิบายโดยใช้ไม้ที่หยิบติดมือมาด้วยชี้ให้นักเรียนดูไปทีละอาการ “ทุกคนจงดูให้ดี จะเห็นว่ามีเลือดไหลออกจากทวาร ช่วงอก และตรงไหล่ก็บวมเพราะมีของเหลวคั่งอยู่”นักเรียนที่มาด้วยต่างรีบจดข้อมูลลงสมุดขนาดเล็ก จากนั้นจิงซิงอี้ก็ย้ายไปยังซากวัวที่กำลังเริ่มเน่า “ส่วนแบบนี้ พอตายแล้วเนื้อตัวจะนิ่มไปหมด และเหม็นเน่าอย่างมาก”ตอนนี้ข้าราชการบางคนที่ตามมาปิดปากปิดจมูกด้วยความเหม็น บางคนทำท่าขย้อน และบางคนวิ่งหนีไปอาเจียนไกลๆ        จิงซิงอี้ซึ่งไม่มีท่าทางหวาดกลัวต่อโรค ก็พาพวกเขาไปดูหมูที่ยืนตัวสั่นอยู่อีกคอก และอธิบายอาการตามข้อมูลที่บอกทุกคนล่วงหน้า เมื่อเขาแน่ใจแล้วว่าสัตว์เหล่านี้เป็นโรคตามที่สงสัย ก็มาถึงการตามหาการติดต่อโรคจากสัตว์สู่คนเขาสอบถามลูกสาวผู้ใหญ่บ้านว่า “แม่นางจ้าว คนบ้านนี้เป็นบ้านแรกที่มีอาการป่วยใช่หรือไม่”        แม่นางจ้าว ซึ่งทำท่าผะอืดผะอมจากกลิ
last updateLast Updated : 2026-01-14
Read more
PREV
1
...
101112131415
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status