บททั้งหมดของ สั่นสะท้านในอ้อมกอดเขา: บทที่ 1 - บทที่ 10

30

บทที่ 1

เสื้อเชิ้ตสีดำของชายหนุ่มถูกปลดกระดุมออกกว้าง เผยให้เห็นแผงอกกว้างที่มีกล้ามเนื้อตึงแน่น และกล้ามหน้าท้องสุดเซ็กซี่ที่มองเห็นรำไรภายใต้แสงเงาสลัวชวนวาบหวาม ขายาวของชายหนุ่มก้าวเดินตรงเข้าไปหาเวินหรูสวี่ด้วยท่าทีน่าเกรงขามเวินหรูสวี่ตกใจจนถอยหลังกรูด “คุณ... คุณอย่าเข้ามานะ...”ชายหนุ่มรุกคืบเข้ามาทีละก้าว จนกระทั่งต้อนเวินหรูสวี่ให้ถอยไปจนมุมถึงได้หยุดลง มือใหญ่บีบปลายคางของเธอไว้ สายตาจ้องมองเธออย่างดุดัน "ยังจะหนีอีกไหม?"เวินหรูสวี่หลุบตาลง พยายามข่มความหวาดกลัวแล้วส่ายหน้า "ไม่... ไม่หนีแล้ว"ชายหนุ่มบีบคางเรียวเล็ก บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นมา นิ้วหัวแม่มือบดคลึงริมฝีปากของเธออย่างแรง"เวินหรูสวี่ เลิกคิดที่จะหนีไปจากฉัน ต่อให้เธอตาย ก็ต้องตายบนเตียงของฉันเท่านั้น"เวินหรูสวี่ถูกคำพูดที่ทั้งไร้ยางอายและเอาแต่ใจของเขากระตุ้นจนแก้มแดงก่ำ ทั้งอายทั้งโกรธ เธอฝืนทนต่อความขยะแขยงแล้วข่มความโกรธเอาไว้เพราะเธอไม่ทนไม่ได้ ขืนแข็งข้อไปก็มีแต่จะเสียเปรียบ สู้ทำตัวว่าง่ายหน่อยดีกว่า จะได้เจ็บตัวน้อยลงเพื่อทำให้ตัวเองดูว่าง่ายขึ้น เธอจึงหลุบตาลง ปล่อยให้น้ำตาร่วงหล่นลงมา"ร้องไห้ทำไ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 2

สถานที่นัดทานอาหารกำหนดไว้ที่โรงแรมจิงตูที่ถนนหย่งอัน ตัวโรงแรมตั้งอยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ทางฝั่งตะวันออกของเมืองซึ่งที่ดินมีราคาแพงลิบลิ่วดั่งทองคำ ที่มีชื่อเสียงแห่งเป่ยเฉิง เป็นโรงแรมหรูระดับห้าดาวขนาดใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ 80 และ 90 โรงแรมจิงตูเป็นสถานที่ที่บรรดาลูกหลานข้าราชการระดับสูงของเป่ยเฉิงชอบไปมาหาสู่กันมากที่สุด แน่นอนว่าพวกเขามีปัญญาจ่าย คนที่สามารถมาทานอาหารที่นี่ได้ ถ้าไม่ใช่ลูกชายของผู้บัญชาการคนนี้ ก็เป็นลูกสาวของเลขาธิการคนนั้น สรุปก็คือล้วนแต่เป็นคนที่มีหน้ามีตาและมีภูมิหลังทั้งสิ้นนานวันเข้า พวกเขาก็ช่วยยกระดับชื่อเสียงของโรงแรม และโรงแรมก็ช่วยเชิดชูสถานะของพวกเขาให้ดูยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก การจะได้เข้าออกโรงแรมจิงตูหรือไม่ กลายเป็นมาตรฐานในการวัดว่าภูมิหลังของคนคนหนึ่งแข็งแกร่งพอหรือไม่ ลูกหลานที่ไม่สามารถเข้าโรงแรมจิงตูได้ จะไม่นับว่าเป็นลูกหลานแวดวงปักกิ่งอย่างแท้จริงปัจจุบันค่านิยมแบบนั้นไม่มีแล้ว นอกจากลูกหลานข้าราชการระดับสูงในแวดวงปักกิ่ง ขอเพียงแค่มีเงิน ใครก็สามารถเข้าไปหาความสำราญได้ทั้งนั้นเมื่อก่อนต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะเข้าได้ ยังต้องมีหน้ามีตา
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 3

ในเสี้ยววินาทีที่เวินหรูสวี่ลุกขึ้นยืน ทุกคนในห้องก็พากันลุกขึ้นตาม เฝิงอี้ขยับตัวไวสุด เขาวิ่งออกไปแล้ว จากนั้นคนอื่นๆ ในห้องก็ทยอยตามออกไปจนหมด เหลือเพียงเวินหรูสวี่คนเดียวเวินหรูสวี่ยืนนิ่งอึ้งราวกับถูกตอกหมุดตรึงไว้กับที่ความจริงตอนที่ตัดสินใจมาเป่ยเฉิง เธอก็เตรียมใจและเตรียมแผนรับมือกับการเผชิญหน้ากับเย่เจียงเอาไว้แล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ เร็วเสียจนเธอตั้งตัวไม่ทันและรับมือไม่ถูกดูเหมือนทุกอย่างจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้า เหมือนกับตอนที่เธอหลงเข้าไปในตึกเล็กหลังนั้นไม่มีผิดเมื่อแปดปีก่อนที่เธอเข้าไปในตึกเล็กซึ่งเย่เจียงใช้พักฟื้น เธอคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ต่อมาถึงได้รู้ว่านั่นคือกับดักที่เย่เจียงจงใจวางเอาไว้ไม่นาน ทุกคนก็เดินกลับเข้ามาเย่เจียงเดินนำหน้าสุด บุคลิกที่ดูเย็นชาทว่าโดดเด่นเหนือใคร ประกอบกับรูปร่างสูงใหญ่สง่างาม ทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งห้องในพริบตาต้วนเจิ้งชิงเดินตามหลังเย่เจียง ส่วนเฝิงอี้เดินเยื้องไปด้านหลังต้วนเจิ้งชิงครึ่งก้าวเวินหรูสวี่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสบตากับเย่เจียง ห้าปีที่ไม่ได้เจอกัน เขายิ่งด
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 4

"นี่ ห้ามเรียกฉันว่าหมูน้อยนะ น่าเกลียดจะตาย!" หญิงสาวที่ถูกชายหนุ่มกอดรัดไว้ในอ้อมแขนดิ้นขลุกขลักอย่างขัดขืนท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของชายหนุ่มรัดเอวเธอไว้แน่น ปลายคางคลอเคลียถูไถไปตามลำคอระหง "หมูน้อยเพราะจะตายไป ฉันชอบ"น้ำเสียงแหบพร่าทุ้มต่ำแทรกซึมเข้าสู่โสตประสาท ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดลงบนซอกคอ ทำเอาเธอขนลุกซู่ไปทั้งตัวฝ่ามือใหญ่ของชายหนุ่มบีบเค้นเนื้อนุ่มนิ่มบริเวณเอวของเธอ นวดเฟ้นจนร่างของเธออ่อนระทวยกลายเป็นแอ่ง อาศัยเพียงท่อนแขนของเขาช่วยพยุงร่างที่กำลังหอบหายใจรวยริน ปล่อยให้เขาบีบเค้นลูบคลำตามอำเภอใจ ปล่อยให้เขาปรนเปรอจนตัวเองก็ทรมานแทบจะระเบิดออกมา ถึงได้ยอมหยุดเวินหรูสวี่ที่กำลังถูกชายหนุ่มกอดรัดและลูบคลำอยู่นั้น เพิ่งจะผ่านพ้นวันเกิดอายุครบสิบเก้าปีมาหมาดๆ เธอกำลังอยู่ในช่วงปลายของวัยรุ่น ร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่ ด้วยสรีระที่กำลังพัฒนาทำให้ปีนี้เธอมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาเยอะมาก ร่างกายอวบอั๋นมีน้ำมีนวล จับตรงไหนก็นุ่มนิ่มไปหมดเวินหรูสวี่มักจะรู้สึกกังวลกับเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ แต่เย่เจียงกลับชอบมันมาก เขาหลงรักร่างกายที่นุ่มนิ่มของเธอเข้าอย่างจัง จนเวินหรูสวี่ม
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 5

เวินหรูสวี่คุยโทรศัพท์เสร็จกำลังจะกลับขึ้นไปที่ห้อง แต่เย่ไคหลี่ก็ลงมาตามหาเธอซะก่อน เขาตะโกนเรียกชื่อเธอเสียงดังลั่นมาแต่ไกล"เวินหรูสวี่!"เวินหรูสวี่หันกลับไปมอง "ขอโทษทีนะ พอดีคุณย่าโทรมาน่ะ ท่านไม่ได้เจอฉันตั้งครึ่งปี พอได้คุยโทรศัพท์ก็เลยบ่นยาวไปหน่อย ฉันก็เลยคุยนานไปนิดนึง"เย่ไคหลี่มองดูใบหน้าเล็กๆ ของเธอที่ถูกแดดสาดส่องจนแดงระเรื่อ ผิวพรรณขาวเนียนละเอียด ดูบอบบางน่าทะนุถนอมยิ่งกว่าดอกกุหลาบเลื้อยทั้งสวนเสียอีก ดวงตาดอกท้อกลมโตมีประกายน้ำหล่อเลี้ยง ดูเย้ายวนชวนมองเขาจ้องมองจนรู้สึกปวดหนึบที่ช่วงท้องน้อย ร่างกายเกิดปฏิกิริยาตอบสนองตามสัญชาตญาณขึ้นมาทันที อยากจะพาเธอขึ้นไปบนห้องพักโรงแรมที่จองไว้ซะเดี๋ยวนี้เลยแต่เขาไม่กล้าแสดงออกไป ต้องพยายามกดข่มความปรารถนาอันรุนแรงที่มีต่อเธอเอาไว้ เพราะกลัวจะทำให้เธอตกใจจนเตลิดหนีไปซะก่อนเขายกมือขึ้นลูบผมเธอเบาๆ รอยยิ้มยังคงแฝงความร้ายกาจตามสไตล์ "จะขอโทษทำไมเล่า ต่อไปนี้ห้ามเกรงใจฉันอีกนะ"ความเกรงใจหมายถึงความห่างเหิน เขาไม่อยากให้เธอห่างเหิน เขาต้องการความเร่าร้อนจากเธอต่างหากเวินหรูสวี่พยักหน้ารับ ไม่ได้พูดอะไรอีกเย่ไคหลี่เอื
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 6

พอวางสายปุ๊บ สีหน้าของเย่ไคหลี่ก็ดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ราวกับกำลังจะเกิดเรื่องคอขาดบาดตายระดับชาติเวินหรูสวี่ที่เดิมทีก็เกร็งอยู่แล้ว พอเห็นแบบนี้ยิ่งเกร็งหนักเข้าไปใหญ่ ร่างกายแข็งทื่อ สองมือแอบเช็ดเหงื่อกับขากางเกงตัวเอง ก่อนจะกระซิบถาม "รุ่นพี่ ญาติผู้ใหญ่ที่บ้านนายกลับมาเหรอ?"เย่ไคหลี่จุดบุหรี่สูบ ใบหน้าหล่อร้ายพ่นควันออกมาก่อนจะตอบ "อาสามฉันกลับมาแล้ว"เวินหรูสวี่หันไปมองตึกที่อยู่หลังต้นฮวายด้วยความหวาดหวั่น "ฉันว่า... นายไปส่งฉันกลับมหา'ลัยเถอะนะ"เย่ไคหลี่เอื้อมมือมาขยี้ผมเธอเบาๆ ปลอบใจ "ไม่ต้องกลัวน่า ฉันอายุยี่สิบแล้วนะ มีแฟนสักคนมันเรื่องปกติ ต่อให้พามาบ้าน อาสามก็ไม่เข้ามายุ่งหรอก"เวินหรูสวี่ถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ "อาสามของนายดุมากเลยเหรอ?"เย่ไคหลี่แค่นยิ้ม "จะบอกว่าดุก็ไม่เชิงหรอก แกไม่เคยมาจู้จี้จุกจิกอะไรกับพวกหลานๆ อย่างเราอยู่แล้ว แค่นิสัยแกเย็นชามาก แล้วอารมณ์ก็ร้ายสุดๆ ตอนแกไปประจำการที่ชายแดน แกเคยบุกเดี่ยวฝ่าวงล้อมไปฆ่าทหารต่างชาติได้ตั้งครึ่งกองร้อย แถมตอนหลังยังไปช่วยตำรวจปราบปรามยาเสพติด ทลายแก๊งค้ายาข้ามชาติรายใหญ่ทางใต้ได้อีก เพราะผ่านเรื่องพวกนี้มา
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 7

รอยยิ้มบนใบหน้าของเวินหรูสวี่แข็งค้างไปในพริบตา เธอสงสัยว่าหูตัวเองมีปัญหา หรือไม่ก็คงหูแว่วไปเองแน่ๆเธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง "คุณ... คุณพูดว่าอะไรนะคะ?"เย่เจียงจ้องมองเธอ "มานี่"เวินหรูสวี่จะกล้าเดินเข้าไปหาได้ยังไง นอกจากจะไม่กล้าเดินเข้าไปหาแล้ว เธอยังอยากจะหันหลังวิ่งหนีไปซะเดี๋ยวนี้เลยเย่เจียงเอ่ยปากอีกครั้ง "มานี่"เวินหรูสวี่ตกใจจนก้าวถอยหลังรัวๆ "คุณอาคะ คุณอาอยากเก็บไว้ก็เก็บไว้เถอะค่ะ แค่อย่ารังแกพวกลูกแมวก็พอ"เธอหันหลังวิ่งหนีไปทันที ไม่สนแม้กระทั่งแม่แมวส้มหรือลูกแมวอีกสองตัว ไม่ใช่ว่าเธอใจดำไม่อยากสนใจ แต่สถานการณ์ตอนนี้มันน่ากลัวเกินไปแล้ว เธอไม่กล้าอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว คิดแค่อยากจะรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดทว่าพอวิ่งมาถึงประตู เธอกลับพบว่าประตูไม้ทั้งสองบานถูกปิดสนิท ปิดตายแบบไม่มีช่องโหว่เลยทีเดียวเธอลองบิดลูกบิดประตูดู แต่บิดยังไงก็บิดไม่ออกที่ประตูมีระบบล็อกด้วยรหัสผ่าน แต่เธอไม่รู้ว่ารหัสคืออะไรวินาทีนี้ หัวใจของเธอเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับว่ามันจะทะลุหลุดออกมาจากอกให้ได้เธอพยายามบังคับตัวเองให้ต
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 8

หลังจากพายุฝนผ่านพ้นไป ต้นไม้ใบหญ้าในสวนก็ส่งกลิ่นหอมสดชื่นตามธรรมชาติออกมา กบในสระน้ำพากันกระโดดขึ้นฝั่งส่งเสียงร้องอ๊บๆ แมลงในพงหญ้าก็พากันคลานออกมาส่งเสียงร้องอย่างเริงร่า ค่ำคืนอันแสนสงบเงียบนี้กำลังบรรเลงบทเพลงซิมโฟนีแห่งธรรมชาติเวินหรูสวี่นอนอยู่บนเตียง สูดดมกลิ่นหอมสดชื่นของต้นไม้ ฟังเสียงแมลงร้องอันไพเราะ จิตใจที่ตึงเครียดก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงและสงบลงในที่สุดจังหวะที่เธอกำลังจะเคลิ้มหลับ เสียงของเย่ไคหลี่ก็ดังมาจากนอกประตู "สวีสวี่ หลับหรือยัง?"อารมณ์ที่เพิ่งจะสงบลงได้ของเวินหรูสวี่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ร่างกายแข็งเกร็ง เธอไม่ยอมปริปากตอบ แกล้งทำเป็นหลับไปแล้วประตูถูกผลักออก เย่ไคหลี่เดินเข้ามาในห้องเวินหรูสวี่หลับตาปี๋ พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติที่สุดเย่ไคหลี่ล้มตัวลงนอนข้างๆ เธอ กอดเธอไว้ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วเดินออกไป พร้อมกับปิดประตูให้เรียบร้อยเวินหรูสวี่ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เธอเตรียมใจไว้แล้วว่าถ้าเย่ไคหลี่ดึงดันจะล่วงเกินเธอ เธอจะโวยวายให้เป็นเรื่องใหญ่ไปเลย โชคดีที่เขาไม่ได้ทำแบบนั้น ไม่อย่างนั้นถ้ามีเรื่องมีราวขึ้นมาจริงๆ มันก็ไม่เป็นผลดีกับเธ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 9

เย่เจียงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้มีร่องรอยของความดีใจเลยสักนิดเมื่อถูกเยินยอพ่อบ้านเจิ้งพูดจนเพลินปาก จู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องแล้วพูดติดตลกว่า "อีกอย่าง คุณชายน้อยกำลังอยู่ในวัยเลือดลมสูบฉีด แถมเพิ่งจะมีแฟนหมาดๆ จะตื่นสายหน่อยก็เป็นเรื่องปกตินี่ครับ"ปัง! แฟ้มเอกสารถูกกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรงสีหน้าของเย่เจียงมืดครึ้มลงทันที เขาส่งสายตาดุดันตวัดมองพ่อบ้านเจิ้ง "วันนี้คุณพูดมากไปหน่อยนะ"เวินหรูสวี่ที่เดินตามหลังเย่ไคหลี่เข้ามา พอเข้าประตูมาปุ๊บก็เห็นเย่เจียงกำลังทำหน้าถมึงทึงกระแทกแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะพอดีอย่าว่าแต่เธอเลย ขนาดเย่ไคหลี่ยังสะดุ้งโหยงเย่ไคหลี่ทำใจดีสู้เสือเอ่ยปากถาม "เกิดอะไรขึ้นครับ ใครทำให้อาสามโกรธเหรอครับ?"เย่เจียงตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ออกไปซะ หักเงินเดือนครึ่งเดือน"เวินหรูสวี่ "..."เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? จู่ๆ ก็โดนหักเงินเดือนครึ่งเดือนเลยเหรอ!สิ่งที่เวินหรูสวี่ไม่รู้ก็คือ ต่อให้พ่อบ้านเจิ้งโดนหักเงินเดือนครึ่งเดือน เงินเดือนที่เหลือก็ยังมากกว่าเงินเดือนของคนทั่วไปตั้งหลายเท่าตัวอยู่ดีพ่อบ้านเจิ้งกล่าวขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะถอยหลังออกไปอย่างระมัดระวังและนอบน้
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 10

ความคิดอันบ้าบิ่นแล่นเข้ามาในหัวของเวินหรูสวี่ หรือว่าเย่เจียงไม่ได้ตั้งใจจะกลั่นแกล้งเธอ แต่เขากำลังมีความคิดอกุศลกับเธออยู่จริงๆ แต่เพียงไม่นานเธอก็ปัดความคิดบ้าๆ นั้นทิ้งไปเย่เจียงเป็นใคร?เขาคือภูเขาลูกใหญ่ที่แม้แต่เย่ไคหลี่ยังต้องแหงนหน้ามองเลยนะ ขนาดเย่ไคหลี่ยังเป็นถึงเดือนมหา'ลัย เป็นจุดสนใจของคนทั้งโรงเรียน แล้วคนระดับบิ๊กเบิ้มที่ใครๆ ต่างก็ยำเกรงอย่างเย่เจียง จะมาสนใจนักศึกษาธรรมดาๆ อย่างเธอได้ยังไง?ถึงแม้เธอจะปฏิเสธข้อสันนิษฐานของตัวเองไปแล้ว แต่เธอก็ยังไม่กล้าประมาท ต่อให้มีความเป็นไปได้แค่หนึ่งในหมื่น เธอก็ต้องระวังตัวให้ถึงที่สุด ต้องเตรียมพร้อมรับมืออยู่ตลอดเวลาดังนั้นตลอดทั้งช่วงเช้า เธอจึงอยู่ในภาวะตึงเครียดสุดๆ พอเย่เจียงโผล่หน้ามาปุ๊บ เธอก็จะหาข้ออ้างหลบหน้าปั๊บ ไม่ทำทีเป็นไปดูแมว ก็อ้างว่าไปดื่มน้ำ หรือไม่ก็แอบไปหลบในห้องน้ำทำเป็นเข้าห้องน้ำ ตลอดทั้งเช้าเธอเอาแต่หวาดระแวงเหมือนกระต่ายน้อยที่หลงเข้ามาในถ้ำหมาป่า สะดุ้งตกใจอยู่ตลอดเวลาจนแทบจะเป็นโรคหัวใจตายอยู่แล้วเวินหรูสวี่หลบหน้าเย่เจียงมาได้ครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งถึงตอนเที่ยง เธอก็หมดทางหนี เพราะถึงเวลาอาหา
อ่านเพิ่มเติม
ก่อนหน้า
123
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status