Semua Bab ลิขิตรักใต้เมฆา: Bab 1 - Bab 10

20 Bab

บทที่ 1

แต่นางกลับทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน สีหน้ายังคงเรียบเฉย ทุกคนต่างคิดว่า เป็นเพราะนางใช้วิธีอาละวาดรั้งตัวเผยอี้ไว้ไม่ได้ จึงเปลี่ยนแผนการใหม่ทว่าผ่านมาห้าปีแล้ว นางเหนื่อยล้าแล้วจริงๆหลังจากงานเลี้ยงในวังเลิกรา นางไม่ได้รีบร้อนกลับจวน แต่ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้แทน ภายในห้องอักษร ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นนางเดินเข้ามาก็ทรงทอดถอนพระทัยก่อนตลอดห้าปีที่ผ่านมา เรื่องราวเช่นนี้ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วนพระองค์ลงทัณฑ์ เผยอี้ยอมรับโทษ ทว่าหลังจากนั้นกลับยิ่งได้ใจและทำตัวเหลวแหลกหนักกว่าเดิมหยุนชีร้องทุกข์ พระองค์ทรงปลอบ วนเวียนเช่นนี้ไม่จบสิ้น“ข้ารู้แล้ว เจ้าเด็กเผยอี้นั่นก่อเรื่องอีกแล้ว ข้าจะมีราชโองการลงทัณฑ์ตีสามสิบไม้ประเดี๋ยวนี้ แล้วให้ไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชนอีกสองวัน” หยุนชีส่ายหน้า ก่อนค่อยๆ คุกเข่าลง “เสด็จลุง คราวนี้หม่อมฉันไม่ได้มาเพื่อฟ้องร้องเพ็ดทูลเพคะ”หม่อมฉันมาเพื่อทูลขอหนังสือหย่าขาด”ฮ่องเต้ทรงชะงักไป พระองค์ทรงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะตรัสขึ้นว่า“ปีนั้นตอนเจ้าปักปิ่น มีบุรุษมากมายในเมืองหลวงมาทูลขอแต่งงาน แต่ในบรรดาผู้คนมากมายเหล่านั้น เจ้ากลับเลือกเผย
Baca selengkapnya

บทที่ 2

หลังจากหยุนชีสั่งความเสร็จ นางก็ไม่หันไปมองคนทั้งสองที่ตระกองกอดกันอีก หมุนตัวเดินจากไปทันทีเผยอี้จ้องมองแผ่นหลังของนางที่เดินจากไปอย่างไม่คิดอาลัยอาวรณ์ พลันบังเกิดความรู้สึกแปลกขึ้นมานางไม่ยอมอาละวาดงั้นรึ? กระทั่งโทสะสักเศษเสี้ยวก็ไม่มีเลยหรืออย่างไร?หลิวหลีรีบเดินตามหยุนชีกลับมาถึงเรือนหลัก ในที่สุดก็เก็บงำความอัดอั้นไว้ไม่ไหว“ท่านหญิง! เรือนทิงหลันอยู่ติดกับห้องอักษรของท่านแม่ทัพเลยนะเจ้าคะ เดิมเป็นที่อยู่ของแม่นางฉู่ฉู่ น้องสาวบุญธรรมของท่านแม่ทัพนะเจ้าคะ! จะให้นางโลมคนนั้นเข้าไปอยู่จริงหรือเจ้าคะ?” หยุนชีปลดผ้าคลุมออก สีหน้ายังคงเฉยชา“เขาพาหลิวชิงชิงกลับมา สิ่งที่ต้องการก็คือแค่เปิดหน้าต่างแล้วได้เห็นใบหน้านั้นมิใช่หรือ? ข้าก็แค่สงเคราะห์ให้เขา”เขาใช้เวลาถึงห้าปีตามหาตัวตายตัวแทนของเผยฉุ่ยฉุ่ย ยามนี้ได้สมดั่งใจปรารถนาแล้ว นางจะยื่นมือเข้าไปขัดขวางให้ได้อะไรขึ้นมาราวครึ่งชั่วยามต่อมา สาวใช้ตัวน้อยคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความลนลาน“ท่านหญิง แย่แล้วเจ้าค่ะ! ตอนที่แม่นางหลิวอพยพข้าวของเข้าเรือนทิงหลัน นางไม่ระวังทำป้ายวิญญาณของแม่นางฉู่ฉู่ในห้องพระเล็กตกลง
Baca selengkapnya

บทที่ 3

ยามที่นางเกิด มารดาก็เสียชีวิตเพราะคลอดยากครั้นอายุได้สิบขวบ บิดาผู้รับสมญานามว่า ท่านอ๋องเทพสงครามก็จากโลกนี้ไปอีกคนในวันนั้นผู้คนพากันหลั่งไหลมาร่วมไว้อาลัยไม่ขาดสาย ต่างเอ่ยปลอบให้นางทำใจและรักษาตัว พร้อมทอดถอนใจสงสารชะตาของนาง นางคุกเข่าอยู่ในศาลวิญญาณอย่างเลื่อนลอยและไม่รู้จะทำเช่นไร และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่นางได้พบเผยอี้ เขาเดินทางมาพร้อมกับคนในครอบครัว ทว่าหลังจากจุดธูปเคารพศพเสร็จแล้วเขากลับไม่ได้จากไป แต่เดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้านางเขาล้วงมือเอาน้ำตาลกวนออกมาส่งให้นาง ทว่าอ้ำอึ้งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเค้นคำพูดแห้งแล้งออกมาได้“เจ้า... อย่าได้โศกเศร้าจนเกินไปเลย ท่านอ๋องเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า เขาจะคอยเฝ้ามองและปกป้องเจ้าจากบนสรวงสวรรค์ตลอดไป”ในตอนนั้น แววตาของเขาสะอาดบริสุทธิ์ แฝงด้วยความจริงใจอันซื่อๆ ต่อมาแคว้นทางตะวันตกเฉียงเหนือยกทัพมาเข้ารุกรานอีกครั้ง เผยอี้ในวัยเพียงสิบหกปีก็ใจกล้าทูลขออาสาออกรบ จนสามารถควบคุมสถานการณ์ศึกทางตะวันตกเฉียงเหนือไว้ได้สำเร็จไม่ปล่อยให้หยาดเหงื่อแรงกายชั่วชีวิตของบิดานาง และชีวิตของเหล่าทหารกล้าใต้ผู้บังคับบัญชาต้องสูญ
Baca selengkapnya

บทที่ 4

หลิวชิงชิงเป็นคนแรกที่ได้สติกลับคืนมา นางอุทานออกมาเกินจริง“ตายจริง! ที่แท้กล่องใบนี้กลับซุกซ่อนภาพวาดของท่านแม่ทัพไว้มากมายถึงเพียงนี้... ท่านพี่ช่างมีรักมั่นลึกซึ้งต่อท่านแม่ทัพเหลือเกินเจ้าค่ะ”เผยอี้นิ่งค้างไป เขามองภาพวาดที่มีลายเส้นอันประณีตเหล่านั้นบนพื้น ก่อนจะแค่นหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา“หยุนชี เจ้ารักข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ยังไม่ทันได้แต่งงานกัน เจ้าก็ไม่คิดจะรักษากิริยาของกุลสตรีเอาไว้บ้างเลยหรือ?” “มายามนี้ยังจะมาแย่งเศษขยะพวกนี้กับชิงชิงอีก”หยุนชีไม่ได้เอ่ยปากตอบโต้ ทำเพียงก้มลงเก็บรวบรวมม้วนภาพวาดที่กระจัดกระจายขึ้นมาสายตาของนางกวาดมองใบหน้าของเผยอี้ ใบหน้านั้นยังคงเหมือนในภาพวาดทุกประการ ทว่ากลับไม่อาจทำให้นางรู้สึกเช่นเดิมได้อีกแล้ว วินาทีต่อมา นางก็โยนม้วนภาพวาดทั้งหมดนั้นลงไปในเตาถ่านอย่างไม่ลังเล“เจ้าจะทำอะไรน่ะ!” สีหน้าของเผยอี้เปลี่ยนไปในฉับพลันเปลวเพลิงแผดเผากลืนกินกระดาษเซวียนในพริบตา เงาร่างของแม่ทัพหนุ่มน้อยในภาพค่อยๆ กลายเป็นเถ้าถ่านท่ามกลางแสงไฟ หยุนชีเฝ้ามองภาพวาดเหล่านั้นถูกเผาทำลาย ใบหน้าของนางเรียบเฉยไร้ความรู้สึกใดๆ“เป็นเศษขยะจริงๆ
Baca selengkapnya

บทที่ 5

ชาวบ้านที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นล้อมจวนแม่ทัพเอาไว้ ภายในจวน เหล่าบ่าวไพร่ต่างเงียบกริบราวกับจักจั่นหน้าหนาว หยุนชียืนนิ่งอยู่หลังบานประตู สีหน้าหมองลงเล็กน้อย ขณะที่เสียงฝีเท้าของเผยอี้ดังแว่วมาจากทางด้านหลัง“ดูเรื่องดีๆ ที่เจ้าก่อไว้สิ!” แววตาของเขาฉายแววหงุดหงิดรำคาญใจออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง“เพื่อสร้างชื่อว่าเป็นสตรีแสนดี ถึงกับต้องตั้งโรงทานแจกเสื้อผ้า บัดนี้กลับสร้างความวุ่นวายใหญ่โต”หยุนชีเงยหน้าขึ้น สายตาสงบนิ่ง “เรื่องราวยังไม่ทันสืบสวนให้กระจ่าง ท่านก็ปรักปรำว่าเป็นความผิดของข้าแล้วรึ?”“หากไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นใคร!” เผยอี้ตวาดขัดเสียงแข็ง“ยามนี้ลือกันไปทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว เจ้ายังจะมาโต้กลับอีก!”“ในเมื่อท่านแม่ทัพเผยปักใจเชื่อว่าเป็นบาปกรรมของข้า เช่นนั้นก็จัดการง่ายนิดเดียว” หยุนชีเดินสวนผ่านเขาไป ก่อนสั่งให้คนเปิดประตูใหญ่ทันที“ก็ส่งเรื่องให้ศาลต้าหลี่ซื่อเป็นผู้สืบสวนเสีย ถูกผิดอย่างไร ย่อมมีความยุติธรรม”“หากเป็นความผิดของข้าจริง ข้าจะไม่ปัดความรับผิดชอบเด็ดขาด!” เมื่อกลุ่มชาวบ้านเห็นท่าทีที่ไม่ยอมถอยและไม่ยอมก้มหัวของนาง ต่างก็พากันเงียบเสียงลงมีบา
Baca selengkapnya

บทที่ 6

ยามที่หยุนชีลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นวันเทศกาลโคมไฟแล้ว หลิวหลีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสะอื้น "ท่านหญิง ท่านสลบไปถึงสามวันเต็มๆ... ทำเอาบ่าวตกใจแทบแย่เจ้าค่ะ” หยุนชีรู้สึกราวกับกระดูกทั่วร่างกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ บาดแผลที่หน้าผากและความเจ็บที่หัวเข่าคอยย้ำเตือนทุกสิ่งก่อนที่นางจะหมดสติ ในตอนนั้นเอง บานประตูก็ถูกผลักออกเบาๆ ร่างของคนผู้หนึ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นเดินเข้ามา เขาคือเผยอี้ในมือของเขาถือโคมไฟกระต่ายอันแสนประณีตมาด้วยดวงหนึ่ง"ฟื้นแล้วรึ?" เขาเดินมาที่ข้างเตียง วางโคมไฟดอกไม้ไว้ที่หัวเตียง น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่หาได้ยากยิ่ง "เป็นอย่างไรบ้าง?"หยุนชีจ้องมองเขา ในใจไม่มีแม้แต่ความรู้สึกใดๆ มีเพียงความแปลกใจเล็กน้อย เพราะที่ผ่านมา เผยอี้ไม่เคยแสดงสีหน้าดีๆ ให้นางเห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียวเขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากราวกับเพิ่งตัดสินใจได้ "โรคระบาดหาตัวยาที่ตรงกับโรคเจอแล้ว บัดนี้ควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว""เรื่องนั้นข้าเองก็สืบจนกระจ่างแล้ว... เป็นฝีมือของชิงชิง วันนั้นนางเสียหน้าในโรงทาน เลยอาละวาดเพราะอารมณ์ชั่ววูบ” “นางยังไม่รู้ความ เป็นเพียงทำไปเพราะอารมณ์เ
Baca selengkapnya

บทที่ 7

วันแรกที่ย้ายกลับมายังจวนท่านหญิง หยุนชีถูกปลุกด้วยเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วจากนอกหน้าต่าง เหล่าบ่าวไพร่เดินกันอย่างกระฉับกระเฉง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แม้แต่นกเขาที่แขวนอยู่ใต้ระเบียงก็ยังร้องเสียงใสเป็นพิเศษ หลิวหลียกน้ำอุ่นเข้ามาพร้อมยิ้มจนตาหยี"ท่านหญิงตื่นแล้วหรือเจ้าคะ? ห้องครัวเตรียมขนมซานเย่าไส้พุทราจีนของโปรดของท่านไว้ให้แล้ว ทั้งยังมีรังนกที่เพิ่งตุ๋นเสร็จใหม่ๆ อีกด้วยเจ้าค่ะ""จริงด้วยเจ้าค่ะ คนเฝ้าประตูบอกว่า ตั้งแต่เช้ามีเถ้าแก่จากหลายร้านส่งนามบัตรเข้ามา บอกว่าผ้าและเครื่องประดับที่ท่านสั่งไว้ก่อนปีใหม่มาถึงแล้ว ถามว่าท่านหญิงจะสะดวกไปดูเมื่อใดเจ้าคะ!”หยุนชีนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองตัวเองในกระจกที่ดูมีสีหน้าเปล่งปลั่งขึ้น จนรู้สึกเหมือนฝัน เพียงแค่ย้ายออกจากสถานที่แห่งนั้นมาได้แค่แค่วันเดียว ราวกับได้เปลี่ยนเป็นคนละโลกกลิ่นอายชีวิตที่เป็นของตัวนางเองอย่างแท้จริงที่ห่างหายไปนานเช่นนี้ ทำให้เส้นชีพจรหัวใจที่ตึงเครียดมาตลอดห้าปีของนางได้ผ่อนคลายลงเสียทีฮ่องเต้ทรงออกราชโองการด้วยพระองค์เอง ประกาศชัดเจนว่าข่าวลือเรื่องโรคระบาดสืบทราบความจริงแน่ชัดแล้ว ไม่มีคว
Baca selengkapnya

บทที่ 8

รถม้าแล่นเข้าสู่ถนนที่คึกคักที่สุดในเมืองหลวง เสียงผู้คนดังอึกทึก หลิวชิงชิงเอนกายซบอิงอยู่ข้างกายเผยอี้ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อนอ่อนหวาน"ท่านแม่ทัพ ครั้งนี้ต้องขอบคุณท่านจริงๆ ที่พาชิงชิงไปสวดมนต์ขอพร ในใจของชิงชิงถึงได้รู้สึกสงบลงบ้างแล้วเจ้าค่ะ"เผยอี้ขานรับ "อืม" อย่างใจลอย สายตากวาดมองออกไปนอกหน้าต่าง คิ้วขมวดม้วนเข้าหากันโดยไม่รู้ตัวการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว ผู้อพยพเริ่มแยกย้าย ตลาดถนนกลับมาคึกคักดังเดิม ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากความเหน็ดเหนื่อยของหยุนชีในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ในตอนนั้นเอง เบื้องหน้าก็มีเสียงความเคลื่อนไหวขนานใหญ่ดังขึ้นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินออกมาจากโรงทานที่เพิ่งจะซ่อมแซมเสร็จสตรีที่เดินนำหน้ามานั้น สวมชุดวังหลวงสีเรียบหรู รูปร่างสูงสง่า ถ้าไม่ใช่หยุนชีแล้วจะเป็นผู้ใดไปได้อีก?ทว่าสิ่งที่ทำให้โลหิตในกายของเขาพุ่งขึ้นทันทีคือ ข้างกายนางกลับมีบุรุษหนุ่มหน้าตาและบุคลิกแตกต่างกันสามสี่คนรายล้อมอยู่!บางคนกางร่มกันหิมะให้นาง บางคนก้มหน้าพูดคุยกับนางเสียงเบา และยังมีคนถือสมุดยืนรอสีหน้าของเผยอี้หม่นลงทันที เขาไม่แม้แต่จะรอให้รถม้าจ
Baca selengkapnya

บทที่ 9

เผยอี้ราวกับถูกตะปูตอกตรึงไว้กับที่ โลหิตในกายสูบฉีดหนีหายจนใบหน้าซีดเผือด จ้องมองหยุนชีอย่างไม่ยากจะเชื่อทว่าหยุนชีกลับไม่มองพวกเขาอีก นางหันหลังกลับแล้วเอ่ยกับเหวินอวี้เจาว่า"ใต้เท้าเหวิน พวกเราไปกันเถิด ยังมีโรงทานอีกหลายแห่งต้องตรวจตรา” "พ่ะย่ะค่ะ เชิญท่านหญิง"เหวินอวี้เจาปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย ก่อนขยับตัวหลีกทางให้นาง ยามที่ดวงตาจิ้งจอกเจ้าเสน่ห์นั้นกวาดผ่านเผยอี้ เต็มไปด้วยความเย้ยหยันอย่างไม่คิดจะปิดบังเมื่อเดินออกมาได้ระยะหนึ่ง เสียงอึกทึกก็ถูกทิ้งไว้ด้านหลัง หยุนชีชะลอฝีเท้า แล้วหันไปมองเหวินอวี้เจาที่เดินข้างกายอย่างสบายอารมณ์ "ใต้เท้าเหวิน""พ่ะย่ะค่ะ?" เหวินอวี้เจาขานรับพลางเอียงศีรษะลงเล็กน้อย"ด้วยฐานะผู้ตรวจการแห่งสำนักตูชาหยวนของท่านในยามนี้ เหตุใดต้องมาเข้าร่วมตลกขบขันกับเสด็จลุง ยอมเสียเวลาตั้งหลายวันมาอยู่ข้างกายข้าเช่นนี้ด้วย?"หยุนชีเอ่ยถามออกไปตรงๆนางไม่เชื่อหรอกว่า เสด็จลุงจะยอมให้ขุนนางหนุ่มผู้กุมอำนาจสำคัญในราชสำนักละทิ้งราชการแผ่นดิน เพียงเพื่อส่งมาสร้างความสำราญใจให้แก่ตัวนางเท่านั้นเหวินอวี้เจาหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความนิ่ง
Baca selengkapnya

บทที่ 10

เมื่อเรื่องนี้แพร่ออกไป ราชสำนักทั้งตำหนักก็แตกตื่น ไม่เคยมีมาก่อนที่ตระกูลขุนนาง โดยเฉพาะท่านหญิงแห่งราชวงศ์ เป็นผู้ลั่นกลองร้องทุกข์ให้แก่คนยากไร้มาก่อน!ผู้คนนับไม่ถ้วนคิดว่านางเสียสติ ลดคุณค่าตัวเอง และไม่รักษากฎกุลสตรี แต่ฮ่องเต้กลับทรงเห็นชอบ และมีรับสั่งให้สอบสวนอย่างละเอียด ในเวลาต่อมา คดีทุจริตสอบขุนนางถูกเปิดโปง ขุนนางหลายสิบชีวิตต้องหลุดจากตำแหน่ง และมีการจัดอันดับผลคะแนนสอบกันใหม่อีกครั้งเหวินอวี้เจามองนาง ราวกับทะลุผ่านกาลเวลา เห็นเด็กสาวในวันนั้นที่ยอมเผชิญพายุแทนผู้ยากไร้ทั่วหล้า “เขาเป็นคนบ้านเกิดเดียวกับกระหม่อม ทั้งยังเป็นสหายสนิท หากมิใช่เพราะท่านหญิงเข้ามาฉุดรั้ง ยอมคุกเข่า และยื่นเรื่องร้องเรียนให้ในวันนั้น ป่านนี้หยาดโลหิตของเขาคงนองบันไดหยกไปเสร็จแล้ว และพวกกระหม่อมที่เป็นศิษย์ตระกูลยากจน ก็คงจะหัวใจแตกสลายดับสูญไปด้วยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ"ทันใดนั้นเขาก็ยกชายเสื้อขึ้น ถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วคารวะนางอย่างจริงจัง “คารวะนี้ มิใช่ในฐานะขุนนาง แต่ในนามของผู้ยากไร้ทั่วหล้า ขอบคุณท่านหญิง ที่ในวันนั้นปลุกผู้คนให้ตื่นรู้ และจุดประกายไฟแห่งความหวังเอาไว้พะย่ะค่ะ"
Baca selengkapnya
Sebelumnya
12
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status