3 คำตอบ2026-03-30 08:25:36
แฟนหนังแอ็กชันอย่างผมยังคงตามข่าวของเจสันสเตแธมอย่างต่อเนื่อง และเรื่องที่ชัดเจนที่สุดตอนนี้คือเขามีหนังใหม่ที่ฉายในปี 2024 คือ 'The Beekeeper' ซึ่งเป็นผลงานที่คนรอดูสไตล์การแสดงบู๊แบบเน้นคาแรกเตอร์แบบเขาโดยตรง
ผมรู้สึกว่านี่เป็นจังหวะที่ไม่แปลกสำหรับเส้นทางของเขา เพราะช่วงหลังมานี้เขาสลับระหว่างบทบู๊ล้วนกับบทที่มีมิติทางอารมณ์มากขึ้น ทำให้แต่ละโปรเจ็กต์ใช้เวลาพักตัวและเตรียมงานค่อนข้างสมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ยังไม่มีประกาศยืนยันวันฉายสาธารณะของโปรเจ็กต์ใหม่หลังจาก 'The Beekeeper' ที่ผมเห็นเป็นทางการ ถ้ามองจากรอบการออกผลงานที่ผ่านมา ก็มักจะเห็นเขากลับมาฉายในรอบ 1–2 ปี ขึ้นอยู่กับโปรดักชันและตารางงานร่วมกับผู้กำกับคนอื่นๆ
สรุปให้แบบไม่หวือหวาว่าถ้าอยากรู้แน่ๆ ปัจจุบันผลงานล่าสุดของเขาออกในปี 2024 และปีต่อไปยังไม่มีประกาศชัดเจน แต่ความเป็นไปได้ที่แฟนๆ จะได้เห็นผลงานใหม่อีกใน 1–2 ปีข้างหน้าก็มีสูง ฉันตื่นเต้นกับแนวโน้มการเลือกบทของเขา และรอดูว่าคราวหน้าจะเป็นบทแปลกใหม่หรือกลับมาเล่นบู๊สุดเดือดแบบเดิม
5 คำตอบ2026-05-07 09:20:35
ล่าสุดยังไม่มีประกาศวันฉายอย่างเป็นทางการสำหรับภาคใหม่ของเจสัน สเตแธมในไทยที่ชัดเจนเหมือนป้ายเปิดตัว แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่ควรจับตา เช่น สำนักจัดจำหน่ายในภูมิภาค การวางแผนฉายสากล และการจัดสรรคิวของโรงภาพยนตร์ ผมมองว่าการรอประกาศอย่างเป็นทางการจากเครือผู้จัดจำหน่ายหรือบัญชีโซเชียลของสตูดิโอเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด เพราะบางครั้งงานโปรโมตกับเทศกาลภาพยนตร์หรือรอบพรีเมียร์ในต่างประเทศอาจมาเร็วหรือช้ากว่าที่คิด
ผมเคยสังเกตรูปแบบการปล่อยหนังของสเตแธมกับเรื่องอย่าง 'Wrath of Man' ที่บางประเทศได้ฉายใกล้เคียงกับสหรัฐฯ ในขณะที่บางที่ต้องรอเวลาพอสมควร นั่นทำให้ผมคาดหวังว่า ถ้าหนังภาคใหม่นี้เป็นโปรเจกต์ใหญ่และมีการโปรโมตระดับนานาชาติ ไทยน่าจะได้วันฉายที่ไม่ได้ล่าช้ามากนัก แต่ถ้าเป็นโปรเจกต์เฉพาะตลาดหรือมีเรื่องสิทธิ์การฉาย ก็มีโอกาสต้องรอหรือข้ามไปสตรีมมิ่งแทน ในฐานะแฟนประเภทติดตามข่าว ผมจึงมักเช็กประกาศจากเครือโรงหนังใหญ่และหน้าเพจของผู้จัดจำหน่าย เพราะนั่นมักเป็นแหล่งยืนยันวันที่แน่นอนก่อนบรรดาสื่อจะรายงานกันแบบละเอียด
2 คำตอบ2026-03-30 07:48:28
นี่คือแหล่งที่ฉันมักแนะนำเมื่อคนถามหาชื่อหนังของเจสัน สเตแธมพร้อมปีฉาย: เว็บไซต์ที่ครบถ้วนและอัปเดตที่สุดมักจะเป็น 'IMDb' กับ 'Wikipedia' (หน้าอังกฤษ) แต่ยังมีตัวเลือกอื่นที่ใช้งานสะดวกในแง่ต่างกัน
ในมุมมองของฉัน 'IMDb' จะตอบโจทย์ถ้าต้องการรายการฟิล์มแบบละเอียด แสดงปีฉาย บทบาท (ตัวละคร) และรายละเอียดเครดิตการถ่ายทำ รวมถึงลิงก์ไปยังหน้าแต่ละเรื่องที่มีสกรีนช็อตและรีวิวจากผู้ใช้ ส่วน 'Wikipedia' (หน้าอังกฤษ) มักมีตารางไทม์ไลน์ผลงานที่แยกประเภทหนังยาว หนังสั้น ซีรีส์ และงานอื่น ๆ ทำให้เห็นภาพรวมผลงานของเขาได้เร็วกว่า ทั้งสองแหล่งนี้ต่างกันที่มุมมอง: IMDb เน้นฐานข้อมูล ไว้เช็กปีฉายได้ชัดเจน ส่วน Wikipedia มักมีโน้ตกำกับว่าเรื่องไหนลงฉายในประเทศไหน หรือมีการเลื่อนฉายอย่างไร
ถ้าต้องการมุมมองจากแฟนคลับหรือคนดูทั่วไป 'Letterboxd' จะให้ความรู้สึกชุมชน และถ้าสนใจตัวเลขบ็อกซ์ออฟฟิศพร้อมปีฉายจริง ๆ 'Box Office Mojo' เป็นตัวช่วยที่ดี แต่ถ้าต้องการฐานข้อมูลแบบเปิดที่สามารถเรียกผ่าน API หรือใช้งานแอปได้สะดวก ลองดู 'TMDb' ซึ่งชุมชนแก้ไขข้อมูลกันคล้าย Wikipedia จุดที่ควรระวังคือบางเรื่องอาจมีปีฉายหลายค่าตามการฉายในเทศกาล vs การฉายเชิงพาณิชย์ ดังนั้นถ้าเป็นหนังอย่าง 'Lock, Stock and Two Smoking Barrels' หรือ 'Snatch' คุณอาจเห็นปีฉายที่แตกต่างกันตามประเทศ ในทางกลับกันหนังแอ็กชันที่ทำตลาดทั่วโลกอย่าง 'The Transporter' หรือ 'The Meg' ส่วนใหญ่จะมีปีฉายที่ตรงกันในทุกฐานข้อมูล
ส่วนตัวฉันมักจะเช็กรายชื่อจากสองแหล่งหลักก่อน แล้วใช้ TMDb หรือ Letterboxd เป็นตัวยืนยันเพิ่ม บางครั้งถ้าต้องการรายละเอียดเรื่องการฉายของประเทศใดประเทศหนึ่งก็จะกลับไปตรวจตารางในหน้า Wikipedia ของหนังเรื่องนั้น สุดท้ายแล้วถาต้องการรายการที่ดูง่ายและรวดเร็ว 'IMDb' กับ 'Wikipedia' คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด — พอได้รายการแล้วก็สนุกกับการย้อนดูฟอร์มการแสดงของเขาจากยุคแรก ๆ ถึงปัจจุบันได้เลย
4 คำตอบ2026-04-06 11:05:49
บนจอใหญ่ปีนี้ เจสัน สเตแธมรับบทเป็นตัวละครชื่อ Adam Clay ในภาพยนตร์เรื่อง 'The Beekeeper' — บทที่ให้โอกาสเขาโชว์ทั้งความเงียบขรึมและความรุนแรงแบบเนียนๆ
ผมมองว่า Adam Clay ไม่ได้เป็นแค่ตัวละครแอ็กชันธรรมดา แต่เป็นคนที่มีแรงจูงใจชัดเจนและพลังแบบเงียบๆ ซึ่งต่างจากตัวละครที่เน้นท่าเท่หรือมุกคอมเมดี้ในบางเรื่อง ก่อนหน้านี้ผมชอบสไตล์การแสดงของเขาในหนังที่ใช้ท่าต่อสู้เฉียบคม แต่บทนี้ให้ความรู้สึกเกือบจะเป็นท่อนเดียวของคนที่ทำงานภายใต้แรงกดดันมากกว่า ทำให้สายตาที่มองฉากต่อสู้เปลี่ยนจากแค่ว่า 'สวย' เป็น 'มีเหตุผล' ด้วยเหตุผลแบบนี้ Adam Clay เลยลงตัวกับภาพรวมของโทนหนังและทีมงานที่เลือกงานภาพกับจังหวะการตัดต่อที่เร็วแต่ไม่สะเปะสะปะ
4 คำตอบ2026-03-27 07:39:14
ตารางฉายใหม่ที่จัดเรียงผลงานเก่าเป็นธีม ทำให้เส้นทางการเป็นดาวของเจสัน สเตแธมชัดเจนขึ้นมากกว่าการปล่อยหนังเดี่ยว ๆ ลงสตรีมมิ่งแล้วปล่อยผ่านไป
การนำ 'Lock, Stock and Two Smoking Barrels' มาวางในชุดฉายแบบย้อนยุคทำให้คนเห็นว่าบทบาทแรก ๆ ของเขาไม่ได้เริ่มจากการเป็นนักบู๊ล้วน ๆ แต่มีเสน่ห์แบบคาแรกเตอร์ในงานกลุ่ม ซึ่งช่วยเชื่อมต่อคนที่ติดตามงานผู้กำกับกับคนที่กำลังตามนักแสดงใหม่ ๆ อยู่ด้วยกัน
นอกจากนั้น การฉายแบบรีมาสเตอร์และมีสัมมนาเบื้องหลังเพิ่มขึ้นช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าใจบริบทของยุค 90s มากขึ้น และผมรู้สึกว่ามันทำให้ภาพลักษณ์ของเขาครบถ้วนขึ้น—ทั้งนักแสดงที่มีเอกลักษณ์และเป็นส่วนหนึ่งของกระแสภาพยนตร์อังกฤษยุคนั้น ซึ่งส่งผลให้ผู้ชมพร้อมติดตามผลงานต่อไป
2 คำตอบ2026-03-30 01:56:29
การจัดเรียงหนังของเจสัน สเตแธมตามปีฉายนั้นทำได้เป็นระบบและชัดเจนถ้าเริ่มจากการกำหนดขอบเขตก่อน จัดลำดับว่าต้องการรวมเฉพาะภาพยนตร์โรงเท่านั้นหรือจะเพิ่มงานทีวี งานสั้น งานเสียง หรือการแสดงรับเชิญด้วย ซึ่งวิธีที่ผมใช้จะเน้นที่ปีของการฉายครั้งแรกอย่างเป็นทางการ (world premiere หรือการฉายโรงครั้งแรก) เพราะมันสะท้อนช่วงเวลาที่คนทั่วไปได้เห็นหนังนั้น ๆ เป็นครั้งแรก
กรณีตัวอย่างที่ผมมักคิดถึงคือการแยกแยะหนังที่มีทั้งรอบเทศกาลกับการฉายเชิงพาณิชย์ เช่นถ้าหนังเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลก่อนแล้วค่อยเข้าฉายในโรงในปีถัดมา ให้บันทึกปีของรอบปฐมทัศน์เป็นหลัก แต่ถาต้องการมุมมองตลาดกว้าง ๆ ที่คนส่วนใหญ่รู้จัก ให้ใช้ปีฉายในประเทศหลัก (เช่นสหรัฐฯ หรืออังกฤษ) แยกเรื่องพวกนี้ออกไปจะช่วยให้ลิสต์สุดท้ายไม่สับสน ตัวอย่างชื่อเรื่องที่มักพบปัญหาแบบนี้ เช่น 'Lock, Stock and Two Smoking Barrels' กับงานต่อ ๆ มาในสังกัดผู้กำกับเดียวกันที่มีการฉายต่างประเทศต่างเวลา
ขั้นตอนปฏิบัติที่ผมใช้จริง ๆ คือรวบรวมชื่อหนังทั้งหมดที่อยากจัด (จากแหล่งข้อมูลเชื่อถือได้) แล้วใส่ปีฉายที่ชัดเจนลงในตารางสเปรดชีต จากนั้นเลือกว่าจะเรียงจากเก่าสุดไปใหม่สุดหรือกลับกัน ในกรณีที่เจอปีหลายค่า ก็จะระบุหมายเหตุเช่น 'เทศกาล 2001 / โรง 2002' เพื่อไม่ให้ข้อมูลสูญหาย การรวมคาเมโอหรือบทสั้น ๆ เป็นเรื่องของความชอบส่วนตัว — ถาต้องการภาพรวมผลงานทั้งชีวิตก็ใส่ทั้งหมด ถ้าเน้นฟีลหนังยาวเชิงพาณิชย์ก็กรองออกได้
ท้ายที่สุดการแสดงผลลัพธ์ให้คนอื่นอ่านง่ายนั้นสำคัญมาก การแบ่งเป็นปีแล้วใส่ชื่อหนังในวงเล็บพร้อมบทบาทหรือการมีส่วนร่วมช่วยให้ลิสต์มีคุณค่าและอ่านสบายตา ผมมักชอบใส่หมายเหตุสั้น ๆ เมื่อหนังมีหลายปีฉายเพื่อให้คนที่ดูลิสต์เข้าใจเหตุผลและที่มาของการเรียงอย่างรวบรัดและเป็นมิตร
3 คำตอบ2026-03-27 20:33:33
เจสัน สเตแธมใน 'The Transporter' เป็นภาพจำแรกๆ ที่ผมมักจะนึกถึงเมื่อพูดถึงลุคของเขา
บท Frank Martin ให้ความรู้สึกของคนที่เย็นชาแต่มั่นคง—เขาไม่ได้พูดมาก แต่ทุกการเคลื่อนไหวมีเหตุผล ฉากที่เด่นที่สุดสำหรับผมคือช่วงที่เขาจัดการกับการขนส่งแบบมืออาชีพ: การจัดกระเป๋า การตรวจเช็ครถ และกฎ 3 ข้อที่เหมือนเป็นพิธีกรรม แค่วิธีที่เขารู้จักคล้องเข็มขัด หยิบของ ด้วยการเคลื่อนไหวที่เรียบง่ายแต่กระชับ ก็สื่อถึงคาแรกเตอร์ได้ชัดเจนกว่าบทพูดยาวๆ หลายเท่า
อีกสิ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของบทนี้ติดตาคือการผสมระหว่างท่าเตะต่อสู้ที่เนี๊ยบกับการขับรถที่ลื่นไหล ฉากไล่ล่าบนถนนในชุดเรียบๆ กับท่าต่อยที่ไม่ยืดเยื้อ ทำให้ตัวละครดูมีทั้งความสามารถและความเป็นมนุษย์ในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้สไตล์การแต่งตัว—สูทคม เข็มขัดดี เท้าที่มั่นคง—กลายเป็นซิกเนเจอร์ที่คนดูจดจำได้ทันที
บทนี้ยังเป็นต้นแบบของภาพยนตร์แอ็กชันแนวผู้ชายเจนเอ็กซ์ที่ชอบฮีโร่ชนิดไม่ต้องพูดมาก สเตแธมทำให้ฉากแอ็กชันดูเป็นงานฝีมือ ไม่ใช่แค่โชว์กล้าม แต่เป็นการสื่ออารมณ์ผ่านท่าทาง ซึ่งนั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไม 'The Transporter' ถึงกลายเป็นภาพจำที่ยากจะลบไปจากหัวคนดู นอนคิดถึงมุมกล้องกับท่าเตะฉับๆ อยู่บ่อยๆ แบบที่ยังเห็นเป็นภาพชัดเจน
2 คำตอบ2026-03-30 18:08:13
รายการหนังของเจสัน สเตแธมที่ผมแนะนำมีทั้งงานเก่าแบบกลิ่นอายคัลท์ ไปจนถึงบล็อกบัสเตอร์แนวแอ็กชันบริสุทธิ์ ซึ่งถ้าจะให้เลือกเป็นชุดเพื่อเห็นวิวัฒนาการของเขา แนะนำเริ่มจากหนังที่ทำให้คนเริ่มจำเขาได้ก่อนเลยอย่าง 'Lock, Stock and Two Smoking Barrels' กับ 'Snatch' สองเรื่องนี้ไม่ใช่แอ็กชันซัดกระจายแต่เป็นบทบาทที่โชว์เสน่ห์การแสดงแบบดิบ เฮี้ยว และมีสไตล์การเล่าเรื่องเฉพาะตัว ทำให้เห็นว่าเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเตะต่อยอย่างเดียว แต่มีท่าทีและน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ เมื่อติดตามจากหนังพวกนี้จะรู้สึกได้ว่าเขาเติบโตจากนักแสดงหน้าใหม่สู่คาแรคเตอร์ที่คนจดจำได้ทันที
หลังจากนั้นมาที่ยุคแอ็กชันคอมเมดี้และแอ็กชันสไตล์บู๊ล้างผลาญอย่าง 'The Transporter' ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่นิยามวิธีการบู๊ของเขา: เท่ กริบ คอนโทรลบอดี้ชัดเจน และการคิวบู๊ที่ทำให้เราเชื่อได้ว่าผู้ชายคนนี้ทำแบบนั้นได้จริง ต่อด้วย 'Crank' ที่พาเขาไปสุดทางของความบ้าระห่ำ หนังเรื่องนี้ฉีกทุกกฎ ไม่ต้องการความสมจริง แต่ต้องการพลังและพล็อตแบบไม่หยุดนิ่ง ทำให้ได้เห็นมุมที่โหดร้ายฮาร์ดคอร์และทุ่มเทฝีมือทางกายภาพอย่างเต็มเหนี่ยว แล้วใครจะลืม 'The Mechanic' ไปได้—งานนี้แสดงให้เห็นการฝึกฝนและความประณีตในการออกแบบการฆ่าในมุมมองของตัวเอก เป็นอีกแบบของแอ็กชันที่เน้นเทคนิคและจังหวะมากกว่าการระเบิดล้างจอ
สุดท้ายอยากแนะนำหนังแนวคิดเยอะหน่อยแต่ยังคงความตึงเครียดอย่าง 'The Bank Job' ซึ่งให้ภาพอีกด้านของเขา—บทบาทที่ต้องใช้มิติของการแสดงมากกว่าแค่กำปั้น หนังแนวอาชญากรรมแบบนี้ช่วยสมดุลภาพพจน์นักบู๊ให้คนเห็นว่าความสามารถของเขาครอบคลุมตั้งแต่คาแรคเตอร์ที่ดิบไปจนถึงบทที่ต้องเนี้ยบและมีเลเยอร์ ถ้าจะเรียงลำดับการดู ผมมักจะแนะนำให้ดูจากงานเก่าไปงานใหม่เพื่อรับรู้พัฒนาการ แล้วค่อยกระโดดข้ามไปเรื่องที่แอ็กชันสุดโต่ง จะได้สัมผัสได้ทั้งเสน่ห์การเป็นนักแสดงคนหนึ่งและความเป็นสตาร์แอ็กชันของเขา นี่คือชุดหนังที่ผมมองว่าเป็นตัวแทนสำคัญของเจสัน สเตแธม ซึ่งดูแล้วรู้สึกคุ้มค่า ทั้งความสนุกและมุมมองการแสดงที่หลากหลาย
4 คำตอบ2026-03-27 16:53:43
แนะนำให้เริ่มจาก 'The Transporter' เพราะมันเป็นภาพลักษณ์ต้นแบบของสไตล์แอ็กชันของเจสัน สเตแธม — กระชับ ไร้ท่ามากมายแต่เน้นฝีมือจริงและคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน
เราเห็นสิ่งที่ทำให้คนจดจำสเตแธมได้อย่างรวดเร็วในบทแฟรงค์ มาร์ติน: การขับรถฉลาด ๆ ฉากต่อสู้ที่ละเอียดและกฎส่วนตัวของตัวละคร ชุดฉากแอ็กชันในหนังเรื่องนี้ออกแบบมาให้เข้าใจง่ายแต่มีพลัง เช่นการไล่ล่าด้วยรถและการปะทะตัวต่อตัวที่ไม่ต้องพึ่งเอฟเฟกต์เยอะนัก ทำให้รู้สึกได้ถึงความเร็วและความแม่นยำของเขา
ถ้าชื่นชอบแนวแอ็กชันที่มีคาแรกเตอร์แบบคูล ๆ เป็นจุดขาย เรื่องนี้อ่านทางง่ายและสนุกก่อนกระโจนไปหางานที่ซับซ้อนหรือบ้าบิ่นกว่า โดยเฉพาะถ้าต้องการจับจังหวะของการเคลื่อนไหวและท่าต่อสู้ของสเตแธมก่อน ดูเรื่องนี้แล้วจะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นไอคอนสายบู๊ได้ไม่ยาก
2 คำตอบ2026-03-30 08:06:11
ในฐานะคนที่ติดตามผลงานของเจสัน สเตแธมมาตลอด ผมขอจัดรายการหนังหลัก ๆ ที่เขาแสดงพร้อมบทบาทที่เล่นให้เป็นภาพรวมตั้งแต่เริ่มเข้าวงการจนถึงช่วงหลัง ๆ เพื่อให้เห็นพัฒนาการและความหลากหลายของบทบาทที่เขาเลือก
เริ่มจากผลงานยุคแรกที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จัก: 'Lock, Stock and Two Smoking Barrels' (1998) – รับบท Eddie, 'Snatch' (2000) – รับบท Turkish, และ 'Mean Machine' (2001) – รับบท Danny Meehan ซึ่งเป็นบทที่โชว์มุมตลกร้ายและคาแรกเตอร์แบบนักกีฬา ต่อมาเขาย้ายเข้าสู่งานแอ็กชันพ่วงบทเอกแบบฮีโร่สายบู๊ที่ทำให้คนจำเขาได้ชัดเจน เช่น 'The Transporter' (2002) – รับบท Frank Martin (และภาคต่อ 'The Transporter 2' (2005) กับ 'The Transporter 3' (2008) ยังคงรับบท Frank Martin)
ช่วงกลางทศวรรษ 2000 มีทั้งบทแนวระทึกขวัญและแอ็กชันคัลท์ที่หลากหลาย เช่น 'Cellular' (2004) – รับบท (บทสนับสนุนสำคัญ), 'Chaos' (2005) – รับบท Quentin Conners, 'Revolver' (2005) – รับบท Jake Green, และ 'Crank' (2006) – รับบท Chev Chelios ซึ่งสองเรื่องหลังโชว์สไตล์การแสดงเต็มพลัง ส่วนผลงานแนวเขย่าขวัญ/อาชญากรรมที่โดดเด่นมี 'Death Race' (2008) – รับบท Jensen Ames และ 'The Bank Job' (2008) – รับบท Terry Leather
ในทศวรรษ 2010 เขากลายเป็นหนึ่งในคนสำคัญของหนังแอ็กชันเชิงพาณิชย์ มีบทเด่นในแฟรนไชส์และงานฮอลลีวูดขนาดใหญ่ เช่น 'The Expendables' ซีรีส์ (2010, 2012, 2014, 2023) – รับบท Lee Christmas, 'The Mechanic' (2011) และ 'Mechanic: Resurrection' (2016) – รับบท Arthur Bishop, 'Killer Elite' (2011) – รับบท Danny Bryce, 'Safe' (2012) – รับบท Luke Wright, 'Parker' (2013) – รับบท Parker, 'Homefront' (2013) – รับบท Phil Broker, และงานร่วมแฟรนไชส์ความเร็วอย่างบท Deckard Shaw ที่เริ่มจากการปรากฏตัวและขยายบทสู่ 'Furious 7' (2015), 'The Fate of the Furious' (2017), 'Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw' (2019) และการกลับมาปรากฏตัวในภาคหลัง ๆ
ช่วงหลัง ๆ เขาลองบทที่ต่างจากเดิม เช่น 'The Meg' (2018) และ 'The Meg 2: The Trench' (2023) – รับบท Jonas Taylor, 'Wrath of Man' (2021) – รับบท H (หรือ Patrick Hill ในบางที่), 'Operation Fortune: Ruse de Guerre' (2023) – รับบท Orson Fortune, และล่าสุดในยุค 2020s ยังมี 'The Beekeeper' (2024) – รับบท Adam Clay รวมทั้งยังมีงานสมทบและคาเมโอในหนังหลากหลายเรื่องตลอดเส้นทางอาชีพของเขา
รายการด้านบนคือกรอบหลักของผลงานภาพยนตร์ที่คนมักตามหาเมื่ออยากรู้ว่าทุกครั้งที่เห็นหน้าเขาในจอ เขาเล่นบทอะไรบ้าง — บางบทชัดเจนเป็นฮีโร่บู๊ บางบทเป็นตัวละครที่มีแต้มดาร์กหรือดิบเถื่อน ซึ่งทำให้เส้นทางของเขาน่าสนใจและหลากหลายกว่าที่หลายคนคาดไว้ สุดท้าย ถ้าใครอยากดูความเปลี่ยนผ่านของสไตล์การแสดง ให้เริ่มดูตั้งแต่ยุค 'Lock, Stock...' แล้วไล่มาจนถึง 'The Beekeeper' จะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าเขาพัฒนามาอย่างไร