ในทางกลับกัน บางตำนานอย่าง 'Beauty and the Beast' เลือกจบแบบหวานชื่นด้วยพลังแห่งความรักที่เปลี่ยนอสูรให้กลับเป็นมนุษย์ ความเสียสละที่นี่คือการยอมรับความแตกต่างมากกว่าการสูญเสียชีวิต เป็นการจบที่ให้ความหวังแม้ในความมืดมน
เพลงประกอบอนิเมะ 'เจ้าหญิงผู้เสียสละกับราชาอสูร' ที่โด่งดังและสร้างความประทับใจให้แฟนๆ มากคือ 'Red:Birthmark' ขับร้องโดย AiNA THE END
ทำนองที่ดุดันและเนื้อเพลงที่สะท้อนความเจ็บปวดของตัวละครหลักเข้ากันได้อย่างลงตัว ทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้จะนึกถึงฉากสำคัญที่ราชาอสูรเผยความอ่อนโยนภายใต้หน้ากากอันโหดร้าย ผมว่าท่อนฮุคที่ร้องว่า 'ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเธออีกแล้ว' นี่แหละที่เจ็บที่สุด แปลว่าการปกป้องที่มาสายเกินไป
ความสัมพันธ์ระหว่างนางมารร้ายกับนายราชาในตอนจบมักสะท้อนธีมของการไถ่บาปหรือการเลือกทางเดินชีวิต แน่นอนว่า 'The Tale of the Demon Queen and the Holy King' จบลงด้วยฉากที่ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากันในสงครามครั้งสุดท้าย แต่แทนที่ราชาจะสังหารเธอ เขากลับยื่นมือให้ เธอที่เหนื่อยล้าจากการต่อสู้ตลอดหลายร้อยปีก็หลั่งน้ำตาและยอมจำนน ภาพที่ราชาปกป้องเธอจากเหล่านักรบที่ต้องการสังหารนางมารร้ายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เห็นว่าความเมตตาสามารถชนะความเกลียดชังได้
ตอนจบแบบนี้ทำให้คิดถึงหลายเรื่องที่ตัวร้ายไม่ใช่ผู้ชั่วร้ายโดยกำเนิด แต่เป็นผลผลิตจากสังคมที่กดทับ บางทีการให้โอกาสอาจเปลี่ยน一切ได้เหมือนใน 'The Redemption of the Crimson Witch' ที่ตัวเอกเลือกจะเข้าใจแทนที่จะทำลาย