หนิงซินเจ็บจนน้ำตาเล็ด นางเลื่อนสองมือน้อยๆ ผลักแผงอกเขาโดยอัตโนมัติ พอคาดเดาได้ว่าทำไปก็ไร้ผล ทว่า ทว่าคนต่ำช้าผู้นี้ถึงกับตอกย้ำความไร้ทางสู้ของนางด้วยการรวบมือของนางขึ้นตรึงไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว แล้วจูบกัดไปทั่วต้นขอนาง นางเบี่ยงหน้าหลบไปทางซ้าย คนผู้นี้ก็ย้ายไปย่ำยีลำคอนางทางขวา ยามนางเบี่ยงหน้าดุนดันหน้าเขาทางด้านขวา คนผู้นี้ก็กระทำย่ำยีต้นคอนางทางด้านซ้าย ทั้งขบเม้มเล็มไล้ ทั้งดูดดมเหมือนคนคลั่ง ไม่แน่นว่ายามนี้ลำคอของนางอาจมีโลหิตแดงฉานไหลซึม นางอาจกำลังถูกปีศาจในคราบมนุษย์ผู้นี้สูบเลือดสูบเนื้อสูบพลังชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดออกไปจากร่างน้อยๆ ร่างนี้ก็เป็นได้
ริมฝีปากรังแกลำคอนาง มือข้างหนึ่งตรึงสองมือนางไว้ มืออีกข้างเคล้นคลึงปทุมถันนางไม่หยุด ช่วงล่างก็ขยับโยกเข้าออกไม่ได้พัก หนิงซินถูกปีศาจขืนใจต่ำช้ากระตุ้นไปทั่วทั้งร่างไม่หยุดหย่อน ไม่ได้พัก กระทั่งผ่านไปมากกว่าหนึ่งเค่อยามก็ยังไม่มีทีท่าว่าการกระทำอันคลุ้มคลั่งป่าเถื่อนหยาบคายนี้จะหยุดลง
แม้ในตอนแรกนางตั้งใจว่าจะวางเฉย อดทนให้เรื่องทุกอย่างผ่านไป ไม่ตอบสนองคนชั่วที่คร่อมทับตนเองอยู่ด้านบน ทว่า...หลังจากถูกปลุกรังแกหนักหน่วงถึงเพียงนี้ นางก็ไม่อาจบังคับตัวเองไม่ให้บิดตัวหลบความเจ็บปวดเสียวซ่านและการกระทำอันต่ำช้านี้ ไม่อาจแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกรู้สา ไม่อาจสะกดกลั้นเสียงน่าอายที่เผลอทำหลุดลอดริมฝีปากออกมาเป็นระยะ และยิ่งไม่อาจสะกดหัวใจดวงน้อย ชีพจร ตลอดจนช่วงล่างที่โดนปลุกเร้าให้เต้นเร่ารุนแรงให้สงบลงได้เลยสักชั่วลมหายใจ
นางแพ้...
พ่ายแพ้ย่อยยับ...
ค่ำคืนนั้น ปีศาจราคะที่เมามายยังคงลงทัณฑ์นางต่อเนื่องยาวนาน จวบจนรุ่งสางถึงยอมหลับใหล ปล่อยให้นางได้ปิดเปลือกตาพักผ่อนจริงๆ เสียที
อาจเพราะวันนี้ฝนพรำทั้งวัน และคืนก่อนแม่ทัพเช่นเขาก็ร่ำสุราหนักหน่วงจนเกินไป การศึกเองก็ไม่มีอะไรให้ต้องตัดสินใจ เหล่าขุนศึกนายกองตลอดจนทหารรับใช้ที่รู้ความจึงปล่อยให้แม่ทัพต่ำช้าผู้นี้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่
ชั่วขณะหนึ่งที่นางตื่นขึ้นมาข้างกายเขา มองเห็นมีดสั้นที่วางอยู่ไม่ไกล นางคิดขึ้นมาจริงๆ ว่าสมควรฉวยโอกาสนี้เชือดคอบุรุษต่ำทรามผู้นี้ดีหรือไม่
ทว่า...หากทำเช่นนั้น ความหวังที่จะสงบศึกคงพังทลาย
นางไม่เชื่อว่ากองทัพเรือนแสนที่เคร่งครัดระเบียบวินัย รบทัพจับศึกไม่เคยแพ้พ่าย จะดำรงอยู่ไม่ได้ หากขาดแม่ทัพใหญ่ผู้นี้เพียงผู้เดียว...
กล่าวได้ว่า ถึงแม้จะขาดคนผู้นี้ไป เฮยอ๋องและเฮยเซ่อเย่ว์ก็ยังมีแม่ทัพอีกหลายคน ที่พร้อมจะขึ้นมาสานต่อภาระหน้าที่ของบุรุษผู้นี้ และแม่ทัพที่ขึ้นดำรงตำแหน่งสืบต่อจากแม่ทัพต่ำช้าผู้นี้ที่ว่านั้นรวมถึงกองทัพทมิฬเรือนแสน ย่อมต้องอยากบดขยี้ สังหารผู้คน เผาทำลายแคว้นป๋ายของนางจนราบคาบ เพื่อชำระแค้นเซ่นสังเวยให้กับวิญญาณแม่ทัพใหญ่ของตนที่ถูกองค์หญิงแพศยาเช่นนาง ‘ใช้เสน่ห์ยั่วยวนแล้วลอบสังหารตอนหลับใหล’
หนิงซินรวบผ้าขนจิ้งจอกปิดหน้าอกไว้แน่น จ้องมองมีดเล่มนั้นนิ่งค้าง
น่าเสียดายยิ่งนัก ยามนี้มีอาวุธอันคมกริบอยู่ใกล้แค่เอื้อม นางกลับใช้มันปลิดชีพบุรุษต่ำช้าผู้นี้ก็ไม่ได้ ใช้สังหารตนเองก็ไม่ได้
นางทำอะไรไม่ได้...
ไม่ได้เลย...
หนิงซินไม่รู้ตัวว่าผู้ที่สมควรจะหลับใหลกำลังลอบมองกิริยาของนางอยู่อย่างเงียบเชียบไร้ซุ้มเสียง ภายในอกยิ่งกว่าประประหลาดใจ ภายในสมองเต็มไปด้วยกลุ่มก้อนคำถามมากมาย ยิ่งกว่าสับสน ครุ่นคิด
นางไม่แน่ใจนักว่าเป็นเสด็จพ่อหรือเสด็จแม่ของนางที่เป็นคนต้นคิด รู้เพียงสิ่งหนึ่งที่เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของนางคาดไม่ถึง ก็คือเรื่องที่อาจเกิดมีกองทัพไร้พ่าย ที่ยิ่งรบราก็ยิ่งขยายตัว ด้วยได้เหล่าทหารของแว่นแคว้นน้อยใหญ่ที่ห้อม้าไปรบรา ชักชวนกันมาสวามิภักดิ์ ขอย้ายฝั่ง ติดตามรับใช้ รบชนะมาแล้วทั่วทั้งแผ่นดิน สุดท้ายก็ย่ำเท้าเข้าหาแคว้นป๋ายที่เป็นเป้าหมายสุดท้าย...ซึ่งบางทีสุดท้ายแล้วอาจมิใช่เพราะต้องการตัวนาง หรือต้องการลงทัณฑ์นาง แต่เป็นเพราะต้องการครองความเป็นใหญ่ รวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง เรื่องคว้าชัยชนะครอบครองหญิงงาม หรือลงทัณฑ์หญิงแพศยาและแคว้นที่ก่อให้เกิดภัยสงครามจนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ก็เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้นแต่นางจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นเพราะไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น นางจึงตัดสินใจออกมาพบคนผู้นี้ที่เลี่ยงจินอู่ตั้งแต่แรก ยอมกระทั่งใช้ตัวเองเป็นหลักประกันเพื่อให้เกิดความไขว้เขว และเพื่อสร้างทางรอดให้แคว้นป๋าย รวมถึงสร้างทางรอดให้ผู้ไม่อาจปล่อยวางจากสถานะของตนอย่างเสด็จแม่ของนางสักหนึ่งสายจะอย่างไรแคว้นป๋ายก็ไม่อาจต้านทานกองทัพเรือนแสนของเฮยเซ่อเย่ว์ เ
รุ่งเช้าวันถัดมา ในที่สุดราชสาสน์จากวังหลวงแคว้นป๋ายก็เดินทางมาถึง เนื้อความในราชสาสน์สรุปสั้นๆ ได้ว่า ‘แม้เราห่วงใยทหารหาญและราษฎร แต่ทหารส่วนใหญ่รักภักดีต่อแว่นแคว้น ยอมตายไม่ยอมจำนน แม่ทัพใหญ่โปรดให้เวลาเราเกลี้ยกล่อมคนเหล่านั้น และได้โปรดส่งตัวลูกสาวเราคืนมา’ หยางหยางอ่านสาสน์แล้วแค่นหัวเราะ หนิงซินเห็นดังนั้นก็พอคาดเดาเนื้อความในราชสาสน์นั้นได้ นางแสร้งขยับตัว ก่อนร้อง ‘โอ๊ย’ เสียงดัง อันที่จริงนางตั้งใจเอาไว้ว่าจะแสร้งทำ คาดไม่ถึงว่าเพียงขยับตัวนิดเดียว จะเจ็บกร้าวร้าวระบมไปหมด หยางหยางได้ยินนางร้องเสียงดังก็ลืมตัว รีบวางสาสน์ในมือ ขยับเข้าประคองให้ร่างน้อยเอนหลังลงนอนพักดังเดิม “หญิงหม้ายสกุลอวี๋กล่าวว่าเจ
เรื่องนั้นก็เรื่องหนึ่ง สถานการณ์ในยามนี้ก็อีกเรื่องหนึ่งสตรีในอ้อมกอดเขา แม้เนื้อแท้แล้วจะเป็นผู้บริสุทธิ์ ทว่าเมื่อมองอีกแง่ก็อาจกล่าวได้ว่าเรื่องทั้งหมดแม้คล้ายจะมิใช่ความผิดของนาง ความผิดอันมิได้เกิดจากความประสงค์ของตัวนางนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากการมีอยู่ของ ‘องค์หญิงรองแคว้นป๋าย’ อย่างนางทั้งสิ้น และถึงแม้ตัวตนของนางที่เห็น นับตั้งแต่พบกันที่เลี่ยงจินอู่จนถึงยามนี้ ไม่มีส่วนใดเลยที่ดูคล้าย ‘นางจิ้งจอกแพศยา หญิงงามล่มเมืองชั่วช้า ที่เที่ยวหาประโยชน์และเล่นสนุกไปวันๆ ด้วยการหว่านเสน่ห์ยั่วยวนบุรุษให้หลงใหล' ยามนี้เขากลับค้นพบความจริงที่ชวนให้ไม่รู้ว่าสมควรสงสารเห็นใจหรือชิงชังนางเพิ่มขึ้นอีกข้อ...แม้นางจะมิได้มีเจตนา ทว่า...เพียงองค์หญิงอย่างนางขยับกายเล็กน้อยและหายใจแผ่วเบา กลับทำให้บุรุษร่างใหญ่เช่นเขาถึงกับสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่างช่างเป็นสตรีที่สมควรถูกจับขังไว้ให้พ้นจากผู้คนโดยแท้หยางหยางพยายามกุมสติ กดสัญชาตญาณที่ทำให้เขาและนางมาถึงจุดนี้ จุดที่ลงมานอนกอดก่ายกันอยู่บนฟูกแม้นางจะตกเป็นของเขาแล้วก็ตาม ทว่านั่นมิใช่
จู่ๆ แววตานาง ณ ยามแรกพบก็ผุดขึ้นมาในใจ หยางหยางเผลอกอดกระชับร่างน้อยในอ้อมแขนอย่างลืมตัวไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขาบอกนางไปแล้วว่าจะรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ เขาไม่คิดจะกลับคำ เช่นนั้นก็ช่างอารามศักดิ์สิทธิ์ ช่างท่าทีของแคว้นป๋ายนั่นเถอะ แค่ปกป้องนางไว้ข้างกายก็พอแล้วมิใช่หรือ?เมื่อได้ข้อสรุปหยางหยางก็คร้านจะครุ่นคิด เขาปล่อยตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทรา ไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีวันที่สามารถหลับสนิทเคียงข้างใครสักคนได้เช่นนี้ฝ่ายหนึ่งหลับใหล ฝ่ายที่แกล้งหลับแล้วกลายเป็นหลับๆ ตื่นๆ มาตลอดอย่างหนิงซินพลันรู้สึกตื่นเต็มตาเมื่อตอนถูกกอดเข้าแนบอกนางลืมตาที่แดงก่ำขึ้นช้าๆ จ้องมองหน้าอกที่ได้ยินเสียงหัวใจเต้นอย่างสม่ำเสมอนิ่งค้างน่าเสียดายที่วัดจากกำลังทหารในยามนี้แล้ว ต่อให้คนผู้นี้ตายตก แคว้นป๋ายก็ต้องปราชัยและถูกทำลายลงไปอยู่ดี ดังนั้น ทางเลือกเดียวของนางในยามนี้จึงมีเพียงการปล่อยให้คนผู้นี้กอดร่างตัวเองไว้เสด็จแม่เคยสอนเอาไว้ว่าอย่างไรนะ?‘ผู้ใดเป็นศัตรู หากฆ่าไม่ได้ ก็จงควบคุม’แต่ไหนแต่ไรนางไม่ใคร่จะใส่ใจคำสอน
หญิงหม้ายสกุลอวี๋ทำแผลใส่ยา ที่ใดควรแต่งบาดแผล ที่ควรเก็บเนื้อสอดประสาน ก็กระทำได้อย่างชำนิชำนาญไม่แพ้หมอตำแยตัวจริง หลังดูแลบาดแผลให้แม่นางน้อยในอ้อมแขนท่านแม่ทัพแล้วเสร็จ นางภูมิอกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งบาดแผลโดยปกติทั่วไปนั้น หากกว้างใหญ่นัก ย่อมต้องเย็บแผลเพื่อป้องกันบาดแผลต้องสิ่งสกปรกจนกลัดหนองหรือเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะพิษจากบาดแผลนั้น อีกทั้งยังช่วยให้เนื้อหนังผสานกันรวดเร็วยิ่งขึ้นทว่าบาดแผลที่เกิดจากการร่วมรักเช่นนี้ไม่เหมือนบาดแผลทั่วไป...สิ่งที่นางสมควรทำยามนี้ ก็มีเพียงการตกแต่งบาดแผลให้เรียบร้อยและใส่ยา จากนั้นก็ดูแลคุณหนูผู้นี้ให้ดี ให้ทั้งยากินและยาทาติดต่อกันเท่านั้น เพราะส่วนบอบบางที่ฉีกขาดนั่น...ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องถูกใช้งานอีกครั้งอยู่ดี หากเย็บให้บาดแผลสมาน เช่นนั้นแล้วไม่เท่ากับว่าแม่นางน้อยผู้นี้จะต้องเจ็บปวดซ้ำเมื่อมีสัมพันธ์ครั้งต่อๆ ไปอีกหรือ? นั่นย่อมมิใช่เรื่องดีแน่อย่างไรเสีย ส่วนที่บาดเจ็บนั้นก็มีไว้เพื่อถูกทะลุทะลวงอยู่แล้วตั้งแต่แรก หน้าที่ของนางจึงมีเพียงทำให้อะไรอะไรเข้าที่เข้าทาง และบรรเทาอาการเจ็บปวดให้คุณหนูน้อยท่า
แม่นางร่างน้อยหลับสนิท เอนซบร่างแม่ทัพใหญ่ น้ำตารินไหลออกมาไม่หยุด มองแล้วพาให้ปวดใจนักเห็นนางเป็นเช่นนี้แล้ว ท่านแม่ทัพก็คล้ายไม่กล้าฝืนปลุกสตรีในอ้อมแขนอีกหน ได้แต่สั่งให้ตัวแทนหมอตำแยอย่างนางตรวจอาการ คงจะคิดเองเออเองว่า หากแม่นางน้อยผู้นี้ยังหลับใหล ไม่รู้สึกตัว ก็นับว่าเป็นเรื่องดีที่ไม่ต้องรู้สึกอับอายขายหน้า...ช่างคิดเองเออเองเอาอย่างง่ายๆ สมกับที่เป็นบุรุษเห็นแก่ได้ ไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาโดยแท้ เฮอะ!หญิงหม้ายขยับขาแม่นางน้อยของท่านแม่ทัพออกอย่างเบามือ โล่งใจเล็กน้อยที่ร่างไร้สติของนางนั้นอ่อนยวบ ยอมปล่อยให้นางจับขยับวางโดยง่ายตอนนั้นเอง หญิงหม้ายสกุลอวี๋ที่คิดว่าตัวเองเตรียมใจมาดีแล้ว ก็ต้องตกใจเพราะภาพที่เห็นตรงหน้านี่...นี่มัน...แค่เห็นร่องรอยพรหมจารีย์ที่ถูกทำลายและอาการบวมแดงจนน่าตกใจของส่วนลับ หญิงหม้ายสกุลอวี๋ก็โกรธจนเลือดลมแทบตีกลับ ต้องพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วผ่อนลมหาใจออกยาวๆ อยู่หลายครั้ง จึงสามารถประคองสติให้มั่นคงอยู่ได้ไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาก็แล้วไป นี่อะไร ไม่รู้จักถนอมยังมาย่ำยีจนบอบช้ำไปหมด