LOGIN“ซีซี?”
เสียงของคนเป็นพ่อดึงสติเธอกลับมา หลิงซีหันมาตามเสียงเรียก ก่อนรีบกะพริบตาถี่ ๆ กลบความรู้สึกที่กำลังตีขึ้นมา ในอก ทางด้านของหลิวซิงเองก็ดูเหมือนจะเพิ่งเห็นพวกเธอ เขาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนเข็นจักรยานเข้ามาใกล้
“ได้ยินว่าลุงเกือบเกิดเรื่อง” น้ำเสียงของเขายังคงเรียบเรื่อยเหมือนเดิม
เหอจื้อเหวินหัวเราะแห้งออกมา “อืม เกือบไปแล้วจริง ๆ” เขาตอบตามจริงพลางยกมือขึ้นลูบท้ายทอยแก้เก้อ “ดีที่ลูกสาวฉันสังเกตทัน”
หลิวซิงจึงหันมองหลิงซี สายตาคู่นั้นยังนิ่งสงบเหมือนในความทรงจำ ไม่มีใครรู้เลยว่าเด็กหนุ่มคนนี้กำลังแบกอะไรเอาไว้ในใจบ้าง
“เธอเก่งขึ้นนะ”
คำพูดนี้ทำให้คนถูกชมรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ เพราะคนตรงหน้า… ยังยืนอยู่ตรงนี้แบบยังมีชีวิต ยังพูดได้ และยังหายใจ ไม่ใช่ภาพร่างไร้วิญญาณที่นอนนิ่งอยู่ริมน้ำอีกต่อไป คิดได้เช่นนี้เธอจึงพยายามฝืนยิ้มออกมา
“แน่นอนอยู่แล้ว” เธอกล่าวโดยที่สายตาไม่ได้ละไปจากเพื่อนวัยเด็ก
“อีกไม่กี่เดือนฉันก็จะสอบเกาเข่าแล้วนะ”
หลิวซิงเลิกคิ้วนิดหนึ่ง “ยังมีอารมณ์พูดเรื่องสอบอีกเหรอ”
“ก็ต้องพูดสิ” หลิงซีตอบกลับทันที
“นายเองก็ต้องสอบเหมือนกัน”
คำพูดของเธอทำให้หลิวซิงเงียบไป แม้แต่เสี่ยวเป่าที่ค่อมจักรยานอยู่ด้านข้างเองก็ชะงักไปเหมือนกัน เพราะทุกคนรู้ดีว่าช่วงหลังมานี้หลิวซิงเริ่มคิดจะออกจากโรงเรียนเพื่อไปทำงานแล้วเนื่องจากฐานะทางบ้านของเขาไม่ดี ยายเองก็สุขภาพแย่ลงทุกวัน
“ฉันคงไม่ได้เรียนต่อหรอก”
เด็กหนุ่มพูดอย่างราบเรียบไม่สะท้อนคลื่นอารมณ์ใด ๆ แต่สำหรับหลิงซีเธอรู้ดีว่าเพื่อนคนนี้อยากเรียนมากขนาดไหน
“บ้านฉันไม่มีเงินมากขนาดส่งฉันเรียนหรอก”
ลมทะเลพัดผ่านพวกเขาอย่างเงียบงัน ชวนให้บรรยากาศดูหม่นลง แต่หลิงซีกลับกำมือแน่นขึ้นพลางสูดลมหายใจเข้าลึกเพราะชาติที่แล้ว… เรื่องนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลิวซิงค่อย ๆ หายไปจากชีวิตของทุกคน ออกจากโรงเรียน ไปทำงานในบาร์ลับ และสุดท้ายก็จบชีวิตลงอย่างเงียบงันตอนอายุยังน้อยนัก ครั้งนี้เธอจะไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นแบบเดิมอีกเหมือนกันเพราะอย่างน้อยเด็กหนุ่มตรงหน้าก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดกับตัวเอง
“ถ้าไม่มีเงินก็หา” หลิงซีพูดขึ้นทันที
คำกล่าวนี้ทำให้ทั้งเสี่ยวเป่าและหลิวซิงหันมามองเธอพร้อมกัน ไม่เว้นแม้แต่พ่อของเธอที่ยืนอยู่ตรงนี้ด้วย
“ซีซี พูดน่ะมันง่ายนะลูก...” เหอจื้อเหวินไม่อยากดับความหวังของลูกสาวจึงกล่าวอย่างระมัดระวัง
“แต่พวกลูกจะไปทำงานอะไรกันล่ะ”
คำถามนี้… ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอเองก็คงตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เธอมีความทรงจำจากอนาคตอยู่เต็มหัว โดยเฉพาะเรื่องเล็ก ๆ ที่ดูธรรมดาในปี 2008 แต่ในปี 1998 กลับยังแทบไม่มีใครทำ
“ขายของกินค่ะ” สิ้นคำตอบนี้ คนทั้งหมดตรงนั้นต่างพากันเงียบไปทันทีแม้แต่เสี่ยวเป่ายังอ้าปากค้าง
“หา?”
ท่ามกลางความตกใจของทุกคน หลิงซีเริ่มคิดเร็วขึ้น เรื่อย ๆ ก่อนจะพูดต่อ
“อย่างพวกเครื่องดื่มเย็น ๆ หรือไม่ก็ของปิ้งย่าง” เด็กสาวพยายามนึกทบทวนถึงบ้านเกิดที่เธออยู่
“แถวท่าเรือกับโรงเรียนคนเยอะจะตาย ถ้ารสชาติดี ยังไงก็ขายได้”
เหอจื้อเหวินขมวดคิ้วเข้าหากัน “แล้วลูกจะเอาสูตรมาจากไหน”
“หนู… ลองคิดเองได้”
เสี่ยวเป่าหลุดหัวเราะพรืดอย่างไม่ไว้หน้า “พี่ใหญ่จะทำอาหาร?” เขากล่าวอย่างเหลือเชื่อ “อย่าบอกนะว่าจะวางยาคนทั้งตลาด”
“เหอจวิ้นหยาง!” หลิงซีหันไปถลึงตาใส่เขาทันที จนเสี่ยวเป่า หัวเราะลั่นแล้วรีบเข็นจักรยานถอยหนี บรรยากาศที่หม่นลงเมื่อครู่ค่อย ๆ ดีขึ้นอีกครั้ง แต่หลิวซิงกลับยังคงเงียบ เขากำลังมอง หลิงซีนิ่งราวกับพยายามดูว่าอีกฝ่ายพูดเล่นหรือพูดจริง
“เธอคิดจริงเหรอ”
เขาถามขึ้นในที่สุด หลิงซีพยักหน้าทันที “จริงสิ” เธอหยุดคำกล่าวของตนลงเล็กน้อย
“ถ้านายไม่อยากออกจากโรงเรียน ก็ต้องหาเงินก่อนถึงการสอบเกาเข่าจะเหลืออีกไม่กี่เดือนแต่ฉันว่าหากเริ่มจากตอนนี้พวกเรายังพอมีเวลา” หลิงซีพูดขึ้นโดยที่เธอยังมีแผนสำรองอีกแผนที่จะทำให้ทั้งครอบครัวเธอและหลิวซิงรวยภายในชั่วข้ามคืนอยู่ในหัวอีกด้วย
สิ้นคำพูดของเธอ ดูเหมือนว่าลมทะเลจะพัดแรงขึ้น จึงทำให้เส้นผมสีดำของหลิวซิงปลิวไปมา ขณะที่เด็กหนุ่มก้มลงมองพื้น ความจริงแล้ว… เขาไม่เคยอยากลาออกเลย เขาชอบเรียนหนังสือเพราะรู้ดีว่าการศึกษาเปลี่ยนชีวิตได้ แต่ชีวิตคนเราไม่ได้เลือกได้ทุกอย่าง ยายของเขาป่วย ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกเดือน ต่อให้เขาเรียนต่อไปได้สุดท้ายก็ยังต้องไปทำงานอยู่ดี
“ต่อให้หาเงินได้…” เด็กหนุ่มพูดอย่างช้า ๆ “มันก็ไม่พอค่าเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ดี”
คำพูดนี้ทำให้หลิงซีนิ่งไป เพราะเธอรู้ว่าเขาพูดความจริง ยุคนี้ค่าเรียนมหาวิทยาลัยสำหรับครอบครัวยากจนถือเป็นภาระหนักมาก แต่ถึงอย่างนั้น… เธอก็ยังไม่ยอมแพ้
“นายสามารถขอทุนได้” หลิงซีไม่ได้ให้ความหวังแต่เธอพูดจริง
“ส่วนตอนนี้เราก็หาเงินไปก่อน” จบคำหลิวซิงพลันเงยหน้ามองเธอก่อนจะได้ยินประโยคต่อมาของเพื่อน... จะว่าไปหล่อนอาจจะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของตนก็ว่าได้
“อย่างน้อยนายก็ต้องลองก่อน”
ดวงตาทั้งคู่ของหลิวซิงยังคงเงียบสงบเหมือนเดิม แต่ลึก ๆ กลับเหมือนมีอะไรบางอย่างสั่นไหว ไม่มีใครเคยพูดกับเขาแบบนี้มาก่อน ไม่มีใครบอกว่าเขายัง “มีโอกาส” ส่วนใหญ่มีแต่คนบอกให้เขารีบโต รีบทำงาน และเลิกฝันเรื่องไร้สาระเสียที แม้แต่ตัวเขาเอง… บางครั้งก็เกือบเชื่อแบบนั้นไปแล้ว
“ถ้างั้น…”
หลิวซิงเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนพูดออกมาเสียงเบา
“เธอจะให้ฉันทำอะไร”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ของคนตรงหน้า หลิงซีก็หลุดยิ้มออกมา เพราะเธอรู้ว่าครั้งนี้หลิวซิงเริ่มยอมก้าวออกจากเส้นทางเดิมแล้วนั่นเอง
ท่ามกลางลมทะเลที่พัดผ่านคนทั้งสี่ เสี่ยวเป่ามองหน้าพี่สาวสลับกับหลิวซิงไปมา ก่อนจะขมวดคิ้วเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
“เดี๋ยวก่อนนะ” เด็กหนุ่มชี้หน้าหลิงซีทันที “พี่ใหญ่พูดเหมือนจะเปิดร้านพรุ่งนี้เลย!”
“ไม่ใช่พรุ่งนี้” หลิงซีตอบปฏิเสธ ก่อนที่ประโยคต่อมาจะทำให้ชายต่างวัยทั้งสามถึงกับอ้าปากค้างพร้อมกัน
“แต่เป็นคืนนี้ต่างหาก”
“คืนนี้!” เสี่ยวเป่าเป็นคนแรกที่หาเสียงของตัวเองเจอ
“ใช่! ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน” หลิงซีกล่าวจบ เจ้าตัวก็หันไปทางผู้เป็นพ่อ
“พ่อคะ หนูไม่อยากให้พ่อต้องออกทะเลอีกแล้ว” คำพูดของเธอทำให้เหอจื้อเหวินใบหน้ามึนงงมากกว่าเดิม
“ไหน ๆ วันนี้พ่อก็ว่างพวกเรามาทำรถเข็นขายของกันเถอะค่ะ ส่วนหลิวซิง ฉันรู้ว่านายไปสำรวจเมืองของเราหมดแล้ว ดังนั้นนายเป็นผู้หาทำเล หาสถานที่กว้าง ๆ หน่อยพอให้ตั้งร้านได้สองร้าน”
“สองร้าน!?” เขาทวน “เธอจะขายอะไรบ้าง”
“เดี๋ยวนายก็รู้เอง ฉันเชื่อมือนายเรื่องนี้นะสหาย” หลิงซีกล่าวพลางยกมือขึ้นตบบ่าของเขาดังปุ ๆ
หลิวซิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้าตอบรับ แม้ในใจจะยังเต็มไปด้วยคำถาม แต่ลึก ๆ เขากลับรู้สึกถึงประกายไฟเล็ก ๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอกอีกทั้งไม่เคยมีใครบอกว่าเชื่อมั่นในตัวของเขามาก่อน
“ได้... ถ้าเธอเอาจริง ฉันจะไปดูทำเลแถวตลาดโต้รุ่งกับหน้าโรงเรียนมัธยมปลายให้” หลิวซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความหนักแน่นขึ้น
“ดีมาก!” หลิงซีฉีกยิ้มกว้าง
ขณะเดียวกันเสี่ยวเป่าที่เห็นคนทั้งคู่ก็อยากเกิดมีส่วนร่วมขึ้นทันที
“พี่ใหญ่แล้วผมล่ะ! จะให้ผมทำอะไร!”
หลิงซีหันไปมองน้องชายตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นายทำหน้าที่เรียกลูกค้า”
“ได้เลย! เพราะผมรู้ตัวดีว่าเหมาะกับตำแหน่งนี้ที่สุด!”
“แต่ห้ามกินของขายเอง” ยังไม่ทันที่เจ้าตัวจะยืดตัวจนสุด ไหล่ก็ห่อลงเมื่อได้ยินคำพูดนี้
“พี่ใหญ่ใจร้าย!”
เหอจื้อเหวินมองเด็ก ๆ เถียงกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจทั้งขำทั้งอ่อนใจไปพร้อมกันในคราวเดียว
“ซีซี พ่อบอกไว้ก่อนนะ รถเข็นกับเตาไม่ใช่ว่าพูดปุ๊บจะมีปั๊บ”
“มีค่ะ”
หลิงซีตอบทันที
“บ้านลุงเฉินข้างตลาดมีรถเข็นเก่าที่ไม่ได้ใช้ ส่วนเตาถ่านพ่อก็น่าจะรู้จักคนที่ยืมได้”
เหอจื้อเหวินชะงักไป
“ลูกรู้ได้ยังไง”
หลิงซีพลันสะดุ้งในใจ ก่อนรีบตอบออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา
“หนูเคยเห็นผ่าน ๆ ค่ะ”
ความจริงคือในชาติที่แล้ว หลังครอบครัวลำบาก แม่เคยไปขอยืมรถเข็นคันนั้นมาขายโจ๊กอยู่พักหนึ่ง เธอจึงจำได้แม่น เหอจื้อเหวินยังคงมองลูกสาวอย่างสงสัย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซักต่อ
“งั้นพ่อจะลองไปถามให้”
“ขอบคุณค่ะพ่อ!” หลิงซีเอ่ยจากหัวใจ จะว่าไปชาติที่แล้วเธอมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัวน้อยมากเกินไป ดังนั้นในเมื่อมีโอกาสอีกครั้งเธอจะเปลี่ยนทุกอย่างให้ดีขึ้น
“เอาละ คราวนี้ก็มาถึงเรื่องเงินทุน” ซึ่งพอมาถึงเรื่องนี้ทุกคนพลันเงียบเสียงลงไปอีกครั้ง
“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น” เธอพูดเมื่อเห็นสีหน้าของน้องชายกับเพื่อนวัยเด็กที่เติบโตมาด้วยกัน
“เราไม่จำเป็นต้องลงทุนเยอะในครั้งแรก เงินเก็บของฉันพอมีอยู่บ้าง ฉันจะเอามาใช้ก่อน ใครมีแรงก็ลงแรง”
“แต่พี่ใหญ่... เงินนั่นพี่เก็บไว้ซื้อหนังสือเตรียมสอบไม่ใช่เหรอ?” เสี่ยวเป่าเอ่ยถามด้วยความกังวล เพราะเขารู้ดีว่าพี่สาวทุ่มเทให้กับการสอบเกาเข่ามากขนาดไหน
“หนังสือพวกนั้นพี่อ่านจนจำขึ้นใจหมดแล้วละ” หลิงซีตอบด้วยรอยยิ้มที่ทำให้คนฟังรู้สึกเชื่อมั่นอย่างประหลาด โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าหล่อนเคยไปอ่านมันมาจากที่ไหน
“อาซิง นายรีบไปดูที่ทางเถอะ ถ้าได้ที่แล้วรีบมาบอกฉันนะ”
หลิวซิงพยักหน้าอย่างมุ่งมั่นแล้วรีบเข็นจักรยานออกไปทันที ขณะที่เหอจื้อเหวินและเสี่ยวเป่าก็แยกย้ายกันไปจัดการเรื่องรถเข็นและอุปกรณ์ตามแผนที่หลิงซีวางไว้
เมื่อหลิงซีเดินกลับเข้ามาในบ้านไม้หลังเดิมเพื่อเตรียมวัตถุดิบเท่าที่พอจะหาได้ ทันใดนั้น กลิ่นหอมของอาหารที่แสนคุ้นเคยก็ลอยมาแตะจมูก พร้อมกับเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่เดินอยู่ ในครัว
“แม่คะ พี่ใหญ่กลับมาแล้ว!” ซินเยว่ที่เห็นว่าใครเดินเข้ามาเธอก็ยิ้มกว้างตะโกนบอกผู้อยู่ในครัวทันที
“แม่! เสี่ยวเยว่ แม่กลับมาแล้วเหรอ!”
ทันทีที่พูดจบ หลิงซีก็รีบถอดรองเท้าผ้าใบเก่า ๆ ของตนออกก่อนเปลี่ยนเป็นรองเท้าเดินในบ้านอย่างรวดเร็ว แล้วเดินตรงเข้าไปในครัวแทบจะทันที และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้เธอชะงักค้าง หญิงวัยกลางคนในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีซีดปรากฏสู่สายตา ใบหน้าของแม่ที่ยังคงมีความอ่อนโยนแม้จะดูอิดโรยจากการเดินทาง แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นเหมือนเดิม
“แม่คะ!” หลิงซีรีบโผเข้าไปหาคนตรงหน้าทันที หัวใจของเธอเต้นแรงมากจนแทบจะทะลุออกมาจากอกได้เลย
“ซีซี เป็นอะไรไป ร้องไห้ทำไมลูก ใครแกล้งอะไรลูกหรือเปล่า หรือว่าเครียดเรื่องสอบเกาเข่า” แม่ถามด้วยความตกใจพลางลูบหลังลูกสาวเพื่อปลอบโยน
“เปล่าค่ะแม่ หนูแค่... คิดถึงแม่มากไปหน่อย” หลิงซีผละออกมาพลางปาดน้ำตา เธอพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะเริ่มเล่าแผนการหาเงินที่คุยกับพ่อและเพื่อนให้แม่ฟัง
เมื่อนางหลินได้ยินว่าลูกสาวจะเปิดร้านขายของคืนนี้ก็นิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความกังวล
“แต่ลูกต้องเตรียมสอบนะซีซี อีกแค่ไม่กี่เดือนเอง แม่กับพ่อยังไหว ลูกไม่ต้องลำบากขนาดนี้หรอก”
กว่าการเปิดฐานคอนกรีตจะดำเนินมาถึงขั้นที่สามารถนำชิ้นส่วนโครงกระดูกออกมาได้อย่างปลอดภัยแต่ละชิ้นส่วน เวลาก็ล่วงเลยไปหลายชั่วโมงแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้สกัดปูนออกจนหมดในคราวเดียว หากแต่ค่อย ๆ เปิดพื้นที่ตามแนวร่างที่พวกเขาคำนวณไว้อย่างละเอียด รวมถึงยังต้องทำการบันทึกภาพ ตำแหน่ง ระดับความลึก และความสัมพันธ์ของกระดูกแต่ละชิ้นกับคอนกรีตโดยรอบเอาไว้ก่อนเคลื่อนย้ายทุกครั้ง ดังนั้นการทำงานจึงเป็นไปอย่างค่อนข้างช้าและถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีใครบ่น เพราะสำหรับทุกคนที่อยู่ตรงนี้ สิ่งที่ฝังอยู่ภายในฐานคอนกรีตไม่ใช่เพียงวัตถุพยานชิ้นหนึ่ง หากเคยเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีชื่อ มีครอบครัว และอาจมีใครบางคนเฝ้ารอการกลับมาของเขาหรือเธออยู่ที่ไหนสักแห่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่ทุกคนตรงนี้ทำได้ในเวลานี้คือพยายามพาร่างที่นอนทอดกายอยู่ใต้ปูนซีเมนต์มานานเกือบแปดปีออกไปจากที่แห่งนี้ให้สมบูรณ์อย่างที่สุด เพื่อที่สักวันหนึ่ง คนผู้นั้นจะได้มีชื่อของตัวเองกลับคืนมา และได้กลับบ้านเสียทีหลิงซียืนมองภาพการทำงานตรงหน้าด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย ตั้งแต่ช่วงสายจนถึงตอนนี้ เธอแทบ
หลังจากข้อความบนเพจเจอร์ดับลง หลิงซีก็เก็บมันกลับเข้ากระเป๋าเสื้อ ก่อนดึงความสนใจกลับมายังพื้นที่ตรงหน้าอีกครั้ง ขณะนั้นเสิ่นเจียอวี่กำลังบันทึกภาพในระยะกลางต่อจากภาพมุมกว้าง ส่วนเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุพยานเริ่มร่างตำแหน่งฐานราก แนวผนัง และจุดที่พบกระดูกลงบนแผนผังอย่างละเอียด ทุกขั้นตอนยังดำเนินไปโดยไม่มีใครแตะต้องสิ่งที่ฝังอยู่ในเนื้อหินหลิงซียืนนิ่งอยู่หลังแนวเส้นเชือกที่หลัวเหวินโจวกำหนดไว้ สมุดบันทึกในมือถูกเปิดกางค้าง แม้คลังความรู้ด้านนิติมานุษยวิทยาและการตรวจพิสูจน์โครงกระดูกที่ระบบมอบให้จะจัดเรียงเป็นระเบียบอยู่ในหัวชัดเจนมากกว่าเดิม แต่ทว่าเธอกลับยิ่งเพิ่มความระมัดระวังเป็นทวีคูณ เพราะการมีความรู้ ไม่ได้หมายความว่าเธอมีอำนาจก้าวล่วงหรือออกความเห็นตัดหน้าผู้เชี่ยวชาญ ยิ่งในบริบทนี้เธอเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ปีสองที่ได้รับอนุญาตให้ตามมาเรียนรู้งานเท่านั้น“เจียอวี่ ทางนั้นเรียบร้อยไหม” เสียงของหลัวเหวินโจวดังขึ้นท่ามกลางความคิดของเธอ“ภาพบันทึกสภาพเดิม ครบถ้วนแล้วครับอาจารย์หลัว” เสิ่นเจียอวี่ลดกล้องลงพลางเช็กฟิล์ม “ทั้งมุมกว้างและระยะกลางทุกมุม”หล
หลังก้าวพ้นห้องทำงานของหลัวเหวินโจว เฉินมู่ไป๋ก็นำหลิงซีลงมายังลานจอดรถด้านหลังอาคารสำนักงาน โดยที่ตรงนั้นมีรถตู้ขับเคลื่อนสี่ล้อสีเข้มของทีมชันสูตรภาคสนามจอดรออยู่ก่อนแล้ว ขณะที่ประตูท้ายรถได้ถูกเปิดอ้าออก เผยให้เห็นกล่องอุปกรณ์อะลูมิเนียมกับลังพลาสติกแข็งซ้อนกันแน่น รัดด้วยสายผ้าใบอย่างเป็นระเบียบ ชายหนุ่มรุ่นพี่หยิบสมุดรายการสิ่งของที่เขียนด้วยลายมือขึ้นมาไล่ตรวจทีละบรรทัด ขณะที่หลิงซียืนสังเกตอยู่ด้านข้าง รักษาระยะ ไม่ยื่นมือไปหยิบจับอะไรเองตามอำเภอใจ“ถุงมือยางสำรอง”“มีครบครับ”“กล้องถ่ายภาพเลนส์มาโคร แฟลช พร้อมม้วนฟิล์มสำรอง”“ตรวจเช็กแล้วครับ”“สเกลวัดขนาด ป้ายหมายเลขหลักฐาน ตลับเมตร แล้วก็สมุดร่างแผนผังที่เกิดเหตุ”เฉินมู่ไป๋ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังคงก้มลงเปิดกล่องเครื่องมืออีกใบเพื่อตรวจสภาพอุปกรณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน หลิงซีมองทุกท่วงท่าของรุ่นพี่อย่างตั้งใจ เพราะนี่คือสิ่งที่หม่าจิ้งหยวนพร่ำสอนเสมอว่า กระบวนการนิติเวชไม่ได้เริ่มต้นตอนก้าวข้ามเทปกั้นจุดเกิดเหตุ หากแต่เริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนล้อหมุน การขาดตกบกพร่องของอุปกรณ์เ
ช่วงเวลาเกือบสามสัปดาห์ที่หลิงซีเข้าออกศูนย์ตรวจพิสูจน์ทางนิติเวช สำนักงานความมั่นคงสาธารณะเมืองสือเจียจวง ตามการประกบของเฉินมู่ไป๋ ทำให้ตารางชีวิตในฐานะนักศึกษาแพทย์ปีสองแน่นขนัดกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดนอกจากวิชาเรียนบรรยายและชั่วโมงแล็บกายวิภาคศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแล้ว เวลาว่างเกือบทั้งหมดของเธอก็ถูกยกให้กับการเรียนรู้งานที่ศูนย์แห่งนี้ บางวันเธอนั่งอยู่มุมหนึ่งของห้องทำงาน คอยสังเกตการบันทึกรายงานผลทางนิติวิทยาศาสตร์และการจัดเก็บแฟ้มสำนวน บางวันได้ก้าวตามรุ่นพี่เข้าไปยืนดูการตรวจสภาพศพภายนอก หรือยืนฟังเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ถกเถียงกันเรื่องผลการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการที่นี่ไม่มีคดีสะเทือนขวัญผุดขึ้นมาทุกวัน ไม่มีเหตุการณ์ตื่นเต้นเร้าใจ และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครปล่อยให้นักศึกษาปีสองอย่างเธอแตะต้องวัตถุพยานชิ้นใดตามอำเภอใจแต่สำหรับหลิงซี นี่คือกระบวนการซึมซับระบบราชการและระเบียบวิธีปฏิบัติงานจริงของนิติเวชตำรวจ ซึ่งแตกต่างจากห้องแล็บของมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิงทางด้านของเฉินมู่ไป๋เองก็ไม่เคยผ่อนปรนมาตรฐานของตัวเองลงเลยเหมือนกัน“บรรยายสิ่งที่เห
หลังคดีของเฉินเจียหมิงปิดฉากลง หลิงซีก็ได้รับฟังบทสรุปทั้งหมดจากหม่าจิ้งหยวนในอีกหลายวันให้หลัง ทั้งพยานหลักฐานในโกดังร้าง รวมถึงคำให้การซัดทอดของคนในบ้าน ตลอดจนรอยเงื่อนงำทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ค่อย ๆ เชื่อมประสานเข้าหากัน ในที่สุดก็นำไปสู่การจับกุมตัวผู้กระทำผิดมารับโทษสำหรับเด็กสาว เรื่องราวในคดีนี้จบลงตรงที่ความจริงปรากฏและคนร้ายถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ทว่าสำหรับเฉินหยางกับหลี่ซูเจิน เธอไม่รู้เลยว่าตราบาปในใจของพวกเขาจะสิ้นสุดลงเมื่อใดอาจเป็นอีกหลายปี หรืออาจติดตัวไปตลอดชั่วชีวิตเพราะต่อให้ลากคอคนผิดมาลงทัณฑ์ได้ ต่อให้รู้ซึ้งว่าตลอดห้าวันที่หายตัวไปเฉินเจียหมิงต้องเผชิญกับสิ่งใดมาบ้าง ทว่าพ่อแม่คู่นั้นก็ไม่มีวันย้อนเวลากลับไปเปิดอ่านจดหมายฉบับนั้นให้เร็วกว่าเดิมได้อีกแล้วหลังจากผ่านพ้นมรสุมคดีนั้นไป มหาวิทยาลัยก็เปิดเรียนและจังหวะชีวิตของหลิงซีก็ค่อย ๆ หวนคืนสู่ความสงบช่วงเวลากลางวันเธอเข้าชั้นเรียนตามปกติ หากมีเวลาว่างก็แวะไปคลุกคลีอยู่ที่ภาควิชานิติเวชศาสตร์เพื่อช่วยงานและศึกษาเคสที่หม่าจิ้งหยวนมอบหมาย ส่วนช่วงเย็น หากไม่มีภาระที่ร้านของครอบครัว เ
ชั่วขณะนั้น หลี่ซูเจินแทบไม่อาจควบคุมตัวเองได้สัญชาตญาณของคนเป็นแม่ผลักดันให้เธอก้าวออกไปจากหลังมุมกำแพง กระชากหวังซิ่วหลานมาถามให้รู้เรื่องเดี๋ยวนั้นว่า “โกดัง” ที่สองแม่ลูกกำลังพูดถึงใช่สถานที่เดียวกับที่พบร่างของเจียหมิงหรือไม่ และทั้งคู่เกี่ยวข้องอะไรกับการตายของลูกชายเธอกันแน่แต่ก่อนที่เท้าจะก้าวเท้าออกไป หลี่ซูเจินกลับหยุดตัวเองไว้ได้เสียก่อนไม่ได้...หากสิ่งที่เธอได้ยินเกี่ยวข้องกับเจียหมิงจริง การออกไปเผชิญหน้าตอนนี้มีแต่จะทำให้ทั้งสองคนรู้ตัวหญิงวัยกลางคนกัดริมฝีปากแน่นจนเจ็บ พยายามกดทั้งความโกรธ ความเสียใจ และความหวาดกลัวที่กำลังตีขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนจะค่อย ๆ ถอยออกจากบริเวณนั้นอย่างระมัดระวังเมื่อคิดได้ดังนี้เธอจึงย้อนกลับมาตามทางเดิม กระทั่งผ่านประตูด้านหลังเข้ามาในบ้านแล้วรีบปิดมันลงเบา ๆ จากนั้นก็ตรงขึ้นไปยังชั้นสองโดยไม่พูดกับใครทันทีที่กลับเข้าห้องของลูกชาย สิ่งแรกที่หลี่ซูเจินทำคือหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาจากโต๊ะคราวนี้เธอไม่ลังเลอีกแล้วเธอเดินไปยังโทรศัพท์ภายในห้อง ก่อนยกหูขึ้นแล้วต่อสายออกไปยังกองตำรวจสืบสวนเม







