تسجيل الدخول“ไม่ลำบากเลยค่ะแม่ หนูแบ่งเวลาได้” หลิงซียืนยันด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แววตาของเธอในตอนนี้มั่นคงจนคนเป็นแม่สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง
“หนูอยากให้ครอบครัวเราดีขึ้น และตั้งแต่วันนี้หนูไม่อยากเห็นใครต้องเจ็บป่วยหรือเสียสละเพื่อหนูฝ่ายเดียวอีกแล้ว”
คนเป็นแม่มองลูกสาวคนโตอยู่นานก่อนจะค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจระคนภาคภูมิใจ แม้ในใจจะรู้สึกได้ว่าลูกมีความเปลี่ยนแปลง แต่หล่อนก็คิดเพียงว่าบางทีการที่ลูกกำลังจะได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยอาจทำให้ลูกเติบโตขึ้นนั่นเอง
“ได้ ในเมื่อลูกตั้งใจขนาดนี้ แม่ก็จะช่วยอีกแรง... แล้วจะให้แม่ทำอะไรล่ะ”
หลิงซีฉีกยิ้มกว้างหลังได้ยินคำตอบนี้ โดยที่ยังไม่คลายอ้อมกอดของตน
“หนูต้องการ ‘รสมือแม่’ ค่ะ หนูอยากทำของทอดสูตรพิเศษ กับของกินเล่นที่คนเห็นแล้วต้องเหลียวมอง”
และแล้วในบ่ายวันนั้น บ้านตระกูลเหอที่เคยเงียบเหงาก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้เป็นแม่ช่วยลูกสาวคนโตเตรียมวัตถุดิบและหมักหมูตามสูตรที่เธอบอก แม้บาง อย่างหลินซูอวี้จะดูงุนงงว่าเป็นสูตรมาจากไหน แต่เมื่อได้ลองชิมรสชาติที่ลูกสาวปรุงขึ้น หล่อนก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“พี่ใหญ่! พี่ต้องจดสูตรพวกนี้ให้หนูนะคะ” ซินเยว่ผู้รักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจโพล่งขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกาย
“มันอร่อยกว่าที่ขายในตลาดอีก!”
หลิงซีหัวเราะเบา ๆ ขณะกำลังคลุกหมูในอ่างไม้
“ถ้าเธออยากได้ พี่จะบอกทั้งหมดเลย”
คำพูดนี้ทำให้คนเป็นน้องเล็กของบ้านยิ้มกว้างออกมาจนตาหยี เด็กสาวชอบทำอาหารมาตั้งแต่เล็ก แต่ที่ผ่านมาในบ้านไม่มีเงินมากพอให้ลองผิดลองถูกกับวัตถุดิบดี ๆ ได้มากนัก ดังนั้นพอเห็นสูตรแปลกใหม่ที่ทั้งหอมและรสชาติจัดจ้านแบบนี้ เธอจึงตื่นเต้นจนแทบอยากจดทุกอย่างลงสมุดทันที
“เสี่ยวเยว่ เติมน้ำผึ้งอีกนิด”
“แบบนี้เหรอคะ?”
“อืม แล้วคลุกให้เข้ากัน”
กลิ่นหอมของซอสหมักค่อย ๆ ลอยคลุ้งไปทั่วครัว ทั้งกระเทียม พริกไทย น้ำผึ้ง ซีอิ๊ว และเครื่องเทศที่หลิงซีจำมาจากอนาคต แม้จะยังไม่ครบเหมือนร้านดังในอีกสิบปีข้างหน้า แต่สำหรับยุคนี้รสชาติแบบนี้ถือว่าแปลกใหม่มากพอจะดึงดูดคนได้แน่นอน
ติ๊ด…
เพจเจอร์ที่ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงสั่นขึ้นเบา ๆ หลิงซีเหลือบมองเล็กน้อยและในจังหวะที่ทุกคนกำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมอาหาร เธอก็หยิบมันขึ้นมาเปิดดูอย่างแนบเนียน ดวงตาของเธอหรี่ลงอย่างครุ่นคิดเมื่อข้อความจากระบบปรากฏขึ้น
[ตรวจพบความเสี่ยงระดับต่ำ คาดการณ์เหตุอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ภายในพื้นที่ท่าเรือ เหยียนสุ่ย ระยะเวลาคาดการณ์: ภายใน 72 ชั่วโมง รายละเอียดเบื้องต้น: พบการเคลื่อนไหวของกลุ่มมิจฉาชีพที่มีแนวโน้มใช้ร้านค้าแผงลอยเป็นเป้าหมายในการก่อเหตุวางยาพิษและรีดไถทรัพย์หมายเหตุ: ข้อมูลยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องรวบรวมเบาะแสเพิ่มเติม]
หลิงซีอ่านจบก็เม้มริมฝีปากแน่น ‘ร้านแผงลอย...’ เธอถอนหายใจยาว ‘เกิดตอนไหนไม่เกิด ดันมาเกิดเอาตอนที่เธอตั้งใจวางแผนจะขายของ’
ความคิดนี้ทำให้เธอเกิดความผิดปกติขึ้น แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อยแต่คนเป็นแม่ที่เข้าใจถึงนิสัยของลูก ๆ แต่ละคนเป็นอย่างดีจึงไม่อาจปล่อยผ่าน
“ซีซี ลูกเป็นอะไรไปจ๊ะ” เสียงเรียกจากผู้ให้กำเนิดทำให้เจ้าของชื่อละสายตาออกจากหน้าจอเพจเจอร์ของตน
“ไม่มีอะไรค่ะ แม่” เธอรีบปฏิเสธ ก่อนจะเก็บเพจเจอร์กลับเข้าที่เช่นเดิม
“แม่คะ แม่พอจะรู้ไหมคะว่าตอนนี้ที่ท่าเรือมีร้านไหนขายดีเป็นพิเศษ”
หลินซูอวี้ชะงักมือที่กำลังคลุกแป้งทอด ก่อนเงยหน้ามองลูกสาวอย่างแปลกใจ
“ทำไมจู่ ๆ ถึงถามแบบนี้ล่ะ”
“ก็... ถ้าเราจะขายของ เราก็ต้องรู้จักคู่แข่งเอาไว้บางสิคะ” เธอตอบกลั้วยิ้มทำเหมือนสิ่งที่ถามเป็นเรื่องธรรมดาทั่ว ๆ ไป
“เราจะได้รู้ว่าลูกค้าชอบกินอะไร แล้วเราค่อยหาจุดเด่นของร้านเรา”
หลินซูอวี้นิ่งไปครู่หนึ่งคล้ายกำลังคิด “ถ้าพูดถึงร้านขายดีแถวท่าเรือก็มีอยู่หลายร้านนะ” หล่อนยกมือปาดแป้งที่ติดปลายนิ้วออกพลางนึกทบทวน
“ร้านบะหมี่ของลุงหวง คนงานท่าเรือแวะกินทุกเช้า” หลิงซีตั้งใจฟังเพื่อเก็บข้อมูลอย่างลับ ๆ
“ร้านเกี๊ยวนึ่งของป้าหลิวก็ขายดีไม่แพ้กัน บางวันยังไม่ถึงเที่ยงก็ขายหมดแล้ว” พูดมาถึงตรงนี้คนเป็นแม่ก็หยุดไปเล็กน้อย
“ส่วนของทอด... ก็มีอยู่สองสามเจ้า แต่ส่วนใหญ่ขายแค่ไก่ทอดกับเผือกทอดธรรมดา รสชาติก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไร”
ซินเยว่ที่ได้ยินก็รีบเสริมออกมาบ้าง “หนูเคยตามแม่ไปซื้อค่ะ คนซื้อเยอะเพราะมีให้เลือกไม่กี่ร้านเอง”
หลิงซีพยักหน้าลงช้า ๆ แล้วถามต่อแบบไม่ได้พุ่งเป้าจนเกินไป
“แล้วช่วงนี้... มีร้านไหนเกิดปัญหาบ้างไหมคะ”
“ปัญหา?”
อดีตผู้ช่วยนิติเวชสาวเกาแก้มแก้เก้อ “ก็อย่างเช่น ลูกค้ากินแล้วไม่สบาย หรือจู่ ๆ ก็ต้องปิดร้าน”
หลินซูอวี้ชะงักไปเมื่อได้ยินคำถามแปลก ๆ นี้ ทว่าเธอก็ตอบตามจริง
“มีอยู่ร้านหนึ่ง” หลิงซีหูผึ่งทันที
“เมื่อเดือนก่อน ร้านโจ๊กของลุงโจว อยู่ ๆ ก็มีข่าวลือว่าคนกินแล้วปวดท้อง หลายคนเลยไม่กล้าไปซื้อ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นขายดีมาตลอด”
“แล้วสุดท้ายเป็นเพราะอาหารเสียจริง ๆ หรือเปล่าคะ” คนเป็นลูกถามต่อ
“ไม่มีใครรู้หรอก” คนเป็นแม่ส่ายหน้าเบา ๆ “พอข่าวลือแพร่ไป ลูกค้าก็หายหมด เจ้าของร้านเองก็ไม่มีเงินพิสูจน์ความจริง สุดท้ายก็ต้องเลิกขายไป”
หลิงซีลดสายตาลง หัวใจของเธอหนักอึ้งขึ้นกว่าเดิม ข่าวลือ... อาหาร... ร้านแผงลอย...ทุกอย่างเริ่มเชื่อมโยงกับข้อความจากระบบอย่างน่าประหลาด หรือว่ากลุ่มคนร้ายที่ระบบกล่าวถึง... ไม่ได้เพิ่งเริ่มลงมือ แต่ก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง เพียงแต่ทุกคนคิดว่าเป็นอุบัติเหตุหรืออาหารเป็นพิษธรรมดาจึงไม่มีใครเอะใจ
หากเป็นเช่นนั้น... ร้านของพวกเธอเองก็อาจตกเป็นเป้าหมายได้เช่นกัน เด็กสาวสูดลมหายใจลึก ก่อนเก็บความคิดทั้งหมดไว้ในใจ ตอนนี้เธอยังไม่มีหลักฐานดังนั้นสิ่งที่ทำได้ คือเฝ้าระวัง และค่อย ๆ ตามรอยคนร้ายทีละน้อย
หลิงซียังคงไม่ละพยายามเธอยังคงถามคนเป็นแม่ออกมาอีกโดยทำทีเป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นพยายามไม่ให้ผู้ให้กำเนิดสงสัย
“ถ้าอย่างนั้น... นอกจากร้านโจ๊กลุงโจวแล้ว ยังมีร้านไหนที่เจอเรื่องแปลก ๆ แบบนี้อีกไหมคะแม่”
หลินซูอวี้ขมวดคิ้วพลางนึกทบทวนความทรงจำ
“จะว่าไป... เมื่อสามสี่เดือนก่อน ร้านขายซาลาเปาของป้าซุนฝั่งตะวันออกของท่าเรือก็เคยเจอเรื่องคล้าย ๆ กันนะ อยู่ดี ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งมาโวยวายหน้าร้าน บอกว่ากินซาลาเปาแล้วท้องเสียรุนแรงถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล ตอนนั้นพวกนั้นเรียกเงินค่าทำขวัญเสียตั้งหลายร้อยหยวน ป้าซุนไม่มีเงินจ่าย แถมกลัวเรื่องใหญ่โตเลยต้องยอมยกอุปกรณ์กับเซ้งร้านราคาถูก ๆ ให้คนอื่นไป”
“แล้วคนที่มาซื้อร้านต่อจากป้าซุนคือใครเหรอคะ?” หลิงซี รีบเจาะประเด็นทันที
“รู้สึกจะเป็นญาติของพวกหัวไม้แถวท่าเรือนั่นแหละ ขายได้ไม่กี่เดือนก็ปิดไป เปลี่ยนเป็นโกดังเก็บของเล็ก ๆ แทน” หลินซูอวี้ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจอย่างอดไม่อยู่
“คนหาเช้ากินค่ำแถวนั้นกลัวพวกนักเลงกันทั้งนั้น ใครดวงซวยโดนเพ่งเล็งก็ทำได้แค่ก้มหน้ารับกรรม”
คำตอบของผู้เป็นแม่ทำให้ประกายบางอย่างวาบผ่านดวงตาของหลิงซี เธอไม่ได้รีบสรุปว่าคนกลุ่มเดียวกันเป็นผู้ก่อเหตุ... แต่ในหัวกลับค่อย ๆ เรียงลำดับข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ร้านโจ๊กของลุงโจว... ร้านซาลาเปาของป้าซุน... ทั้งสองร้านต่างมีจุดร่วมเหมือนกันอย่างน่าประหลาด ร้านแรกมีข่าวลือว่าลูกค้ากินแล้วอาหารเป็นพิษ จนกิจการต้องปิดตัวลง
ส่วนอีกร้านกลับถูกคนกลุ่มหนึ่งกล่าวหาว่าอาหารเป็นพิษ พร้อมเรียกร้องเงินค่าทำขวัญ ก่อนสุดท้ายร้านจะถูกขายต่อในราคาถูกอย่างผิดปกติ หากมองเพียงผิวเผิน... ทุกอย่างอาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แต่ถ้ามองในมุมของคดีอาชญากรรม... ความบังเอิญที่เกิดขึ้นซ้ำถึงสองครั้ง ย่อมไม่น่าใช่ความบังเอิญอีกต่อไป
หลิงซีเหลือบมองเพจเจอร์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกง อดไม่ได้ที่จะนึกถึงข้อความจากระบบที่ไม่ได้บอกชื่อผู้ต้องสงสัย... ไม่ได้บอกสถานที่... และไม่ได้ระบุวิธีการก่อเหตุ สิ่งที่ระบบให้มา มีเพียง “ทิศทาง” ส่วนการตามหาความจริง... ยังคงเป็นหน้าที่ของเธอ
‘ถ้าคนร้ายเลือกลงมือกับร้านที่ขายดี... แสดงว่าพวกมันต้องการสร้างข่าวให้ผู้คนหวาดกลัว แต่ถ้าจุดประสงค์เป็นเพียงรีดไถเงิน ทำไมต้องบีบให้เจ้าของร้านขายกิจการด้วย...’
คิ้วของหลิงซีขมวดมุ่นเข้าหากันจนเป็นปมหรือว่า... เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่เงินค่าทำขวัญ แต่เป็นทำเลค้าขาย? ความคิดนี้ทำให้เธอเงียบไปพักหนึ่ง ‘แต่ถ้าเป็นทำเลค้าขาย เหตุใด หลังจากได้ร้านมาแล้ว สุดท้ายกลับเลิกกิจการเปลี่ยนเป็นโกดังเก็บของแทน...’
ยิ่งคิดอดีตผู้ช่วยนิติเวชสาวก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ราวกับยังมีชิ้นส่วนสำคัญของปริศนาที่เธอยังมองไม่เห็น แต่ก่อนที่หลิงซีจะได้คิดต่อ เสียงของเสี่ยวเป่าก็ดังลั่นมาจากหน้าบ้าน
“แม่! พี่ใหญ่! พวกเรากลับมาแล้ว!”
ซินเยว่รีบวางชามผสมลงกับโต๊ะแล้ววิ่งออกไปทันที
“พ่อกลับมาแล้ว!”
หลินซูอวี้เองก็เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน ก่อนเดินออกจากครัวพร้อมลูกสาวทั้งสอง
หน้าบ้าน... เหอจื้อเหวินกับเสี่ยวเป่ากำลังช่วยกันเข็นรถเข็นสี่ล้อคันเก่าเข้ามา แม้สีจะซีดจนเห็นสนิมหลายแห่ง แต่โครงสร้างยังแข็งแรง ล้อทั้งสี่ยังหมุนได้ดี
“เห็นไหมคะ หนูบอกแล้วว่าลุงเฉินต้องให้ยืมแน่” หลิงซีเอ่ยขึ้นขณะมองสำรวจรถเข็นตรงหน้า
ทว่า... เหอจื้อเหวินกลับยิ้มกว้าง ก่อนส่ายหน้าออกมา
“ตอนแรกพ่อก็ว่าจะไปขอยืมนั่นแหละ แต่ลุงเฉินบอกว่าแกเลิกค้าขายมาหลายปีแล้ว รถเข็นคันนี้ก็จอดทิ้งไว้เฉย ๆ” คนในครอบครัวเหอต่างพากันตั้งใจฟังอย่างสนใจ
“แกเลยบอกว่า ถ้าพ่อจะเอาไปทำมาหากินจริง ๆ ก็ขายให้ดีกว่า”
เสี่ยวเป่าหัวเราะพลางลูบรถเข็นอย่างถูกใจ “พี่ไม่รู้อะไร พ่อของเราต่อราคาเก่งมากเลยนะ!” น้ำเสียงของเขาแสดงความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
“จากที่ลุงเฉินตั้งไว้หกร้อยหยวน พ่อต่อเหลือสี่ร้อยห้าสิบหยวนเอง”
เหอจื้อเหวินหัวเราะอย่างเขิน ๆ “ลุงเฉินเห็นว่าพ่อจะเอาไปหารายได้เลี้ยงครอบครัว แกก็เลยลดให้เยอะ” พูดพลางเจ้าตัวก็ชี้นิ้วไปทางของที่ขนมาด้วย
“แถมยังให้ลังไม้กับชั้นวางของมาด้วยตั้งสองอัน”
หลินซูอวี้ถึงกับพูดไม่ออก “ลุงเฉินใจดีจริง ๆ”
“เขาบอกว่า...” เหอจื้อเหวินลูบรถเข็นเบา ๆ
“ของพวกนี้ ถ้าปล่อยให้ขึ้นสนิมอยู่หลังบ้านก็ไม่มีค่า แต่ถ้ามันช่วยให้ครอบครัวหนึ่งลืมตาอ้าปากได้ ก็ถือว่าคุ้มแล้ว”
หลิงซีมองรถเข็นตรงหน้า ก่อนมุมปากจะค่อย ๆ ยกขึ้น แม้จะต้องเสียเงินมากกว่าที่คิด... แต่รถเข็นคันนี้ก็จะเป็นก้าวแรกของครอบครัวเหอ และก็ยังเป็นก้าวแรก... สู่การตามล่าคนร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของท่าเรือเหยียนสุ่ยด้วย
กว่าการเปิดฐานคอนกรีตจะดำเนินมาถึงขั้นที่สามารถนำชิ้นส่วนโครงกระดูกออกมาได้อย่างปลอดภัยแต่ละชิ้นส่วน เวลาก็ล่วงเลยไปหลายชั่วโมงแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้สกัดปูนออกจนหมดในคราวเดียว หากแต่ค่อย ๆ เปิดพื้นที่ตามแนวร่างที่พวกเขาคำนวณไว้อย่างละเอียด รวมถึงยังต้องทำการบันทึกภาพ ตำแหน่ง ระดับความลึก และความสัมพันธ์ของกระดูกแต่ละชิ้นกับคอนกรีตโดยรอบเอาไว้ก่อนเคลื่อนย้ายทุกครั้ง ดังนั้นการทำงานจึงเป็นไปอย่างค่อนข้างช้าและถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีใครบ่น เพราะสำหรับทุกคนที่อยู่ตรงนี้ สิ่งที่ฝังอยู่ภายในฐานคอนกรีตไม่ใช่เพียงวัตถุพยานชิ้นหนึ่ง หากเคยเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีชื่อ มีครอบครัว และอาจมีใครบางคนเฝ้ารอการกลับมาของเขาหรือเธออยู่ที่ไหนสักแห่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่ทุกคนตรงนี้ทำได้ในเวลานี้คือพยายามพาร่างที่นอนทอดกายอยู่ใต้ปูนซีเมนต์มานานเกือบแปดปีออกไปจากที่แห่งนี้ให้สมบูรณ์อย่างที่สุด เพื่อที่สักวันหนึ่ง คนผู้นั้นจะได้มีชื่อของตัวเองกลับคืนมา และได้กลับบ้านเสียทีหลิงซียืนมองภาพการทำงานตรงหน้าด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย ตั้งแต่ช่วงสายจนถึงตอนนี้ เธอแทบ
หลังจากข้อความบนเพจเจอร์ดับลง หลิงซีก็เก็บมันกลับเข้ากระเป๋าเสื้อ ก่อนดึงความสนใจกลับมายังพื้นที่ตรงหน้าอีกครั้ง ขณะนั้นเสิ่นเจียอวี่กำลังบันทึกภาพในระยะกลางต่อจากภาพมุมกว้าง ส่วนเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุพยานเริ่มร่างตำแหน่งฐานราก แนวผนัง และจุดที่พบกระดูกลงบนแผนผังอย่างละเอียด ทุกขั้นตอนยังดำเนินไปโดยไม่มีใครแตะต้องสิ่งที่ฝังอยู่ในเนื้อหินหลิงซียืนนิ่งอยู่หลังแนวเส้นเชือกที่หลัวเหวินโจวกำหนดไว้ สมุดบันทึกในมือถูกเปิดกางค้าง แม้คลังความรู้ด้านนิติมานุษยวิทยาและการตรวจพิสูจน์โครงกระดูกที่ระบบมอบให้จะจัดเรียงเป็นระเบียบอยู่ในหัวชัดเจนมากกว่าเดิม แต่ทว่าเธอกลับยิ่งเพิ่มความระมัดระวังเป็นทวีคูณ เพราะการมีความรู้ ไม่ได้หมายความว่าเธอมีอำนาจก้าวล่วงหรือออกความเห็นตัดหน้าผู้เชี่ยวชาญ ยิ่งในบริบทนี้เธอเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ปีสองที่ได้รับอนุญาตให้ตามมาเรียนรู้งานเท่านั้น“เจียอวี่ ทางนั้นเรียบร้อยไหม” เสียงของหลัวเหวินโจวดังขึ้นท่ามกลางความคิดของเธอ“ภาพบันทึกสภาพเดิม ครบถ้วนแล้วครับอาจารย์หลัว” เสิ่นเจียอวี่ลดกล้องลงพลางเช็กฟิล์ม “ทั้งมุมกว้างและระยะกลางทุกมุม”หล
หลังก้าวพ้นห้องทำงานของหลัวเหวินโจว เฉินมู่ไป๋ก็นำหลิงซีลงมายังลานจอดรถด้านหลังอาคารสำนักงาน โดยที่ตรงนั้นมีรถตู้ขับเคลื่อนสี่ล้อสีเข้มของทีมชันสูตรภาคสนามจอดรออยู่ก่อนแล้ว ขณะที่ประตูท้ายรถได้ถูกเปิดอ้าออก เผยให้เห็นกล่องอุปกรณ์อะลูมิเนียมกับลังพลาสติกแข็งซ้อนกันแน่น รัดด้วยสายผ้าใบอย่างเป็นระเบียบ ชายหนุ่มรุ่นพี่หยิบสมุดรายการสิ่งของที่เขียนด้วยลายมือขึ้นมาไล่ตรวจทีละบรรทัด ขณะที่หลิงซียืนสังเกตอยู่ด้านข้าง รักษาระยะ ไม่ยื่นมือไปหยิบจับอะไรเองตามอำเภอใจ“ถุงมือยางสำรอง”“มีครบครับ”“กล้องถ่ายภาพเลนส์มาโคร แฟลช พร้อมม้วนฟิล์มสำรอง”“ตรวจเช็กแล้วครับ”“สเกลวัดขนาด ป้ายหมายเลขหลักฐาน ตลับเมตร แล้วก็สมุดร่างแผนผังที่เกิดเหตุ”เฉินมู่ไป๋ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังคงก้มลงเปิดกล่องเครื่องมืออีกใบเพื่อตรวจสภาพอุปกรณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน หลิงซีมองทุกท่วงท่าของรุ่นพี่อย่างตั้งใจ เพราะนี่คือสิ่งที่หม่าจิ้งหยวนพร่ำสอนเสมอว่า กระบวนการนิติเวชไม่ได้เริ่มต้นตอนก้าวข้ามเทปกั้นจุดเกิดเหตุ หากแต่เริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนล้อหมุน การขาดตกบกพร่องของอุปกรณ์เ
ช่วงเวลาเกือบสามสัปดาห์ที่หลิงซีเข้าออกศูนย์ตรวจพิสูจน์ทางนิติเวช สำนักงานความมั่นคงสาธารณะเมืองสือเจียจวง ตามการประกบของเฉินมู่ไป๋ ทำให้ตารางชีวิตในฐานะนักศึกษาแพทย์ปีสองแน่นขนัดกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดนอกจากวิชาเรียนบรรยายและชั่วโมงแล็บกายวิภาคศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแล้ว เวลาว่างเกือบทั้งหมดของเธอก็ถูกยกให้กับการเรียนรู้งานที่ศูนย์แห่งนี้ บางวันเธอนั่งอยู่มุมหนึ่งของห้องทำงาน คอยสังเกตการบันทึกรายงานผลทางนิติวิทยาศาสตร์และการจัดเก็บแฟ้มสำนวน บางวันได้ก้าวตามรุ่นพี่เข้าไปยืนดูการตรวจสภาพศพภายนอก หรือยืนฟังเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ถกเถียงกันเรื่องผลการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการที่นี่ไม่มีคดีสะเทือนขวัญผุดขึ้นมาทุกวัน ไม่มีเหตุการณ์ตื่นเต้นเร้าใจ และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครปล่อยให้นักศึกษาปีสองอย่างเธอแตะต้องวัตถุพยานชิ้นใดตามอำเภอใจแต่สำหรับหลิงซี นี่คือกระบวนการซึมซับระบบราชการและระเบียบวิธีปฏิบัติงานจริงของนิติเวชตำรวจ ซึ่งแตกต่างจากห้องแล็บของมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิงทางด้านของเฉินมู่ไป๋เองก็ไม่เคยผ่อนปรนมาตรฐานของตัวเองลงเลยเหมือนกัน“บรรยายสิ่งที่เห
หลังคดีของเฉินเจียหมิงปิดฉากลง หลิงซีก็ได้รับฟังบทสรุปทั้งหมดจากหม่าจิ้งหยวนในอีกหลายวันให้หลัง ทั้งพยานหลักฐานในโกดังร้าง รวมถึงคำให้การซัดทอดของคนในบ้าน ตลอดจนรอยเงื่อนงำทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ค่อย ๆ เชื่อมประสานเข้าหากัน ในที่สุดก็นำไปสู่การจับกุมตัวผู้กระทำผิดมารับโทษสำหรับเด็กสาว เรื่องราวในคดีนี้จบลงตรงที่ความจริงปรากฏและคนร้ายถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ทว่าสำหรับเฉินหยางกับหลี่ซูเจิน เธอไม่รู้เลยว่าตราบาปในใจของพวกเขาจะสิ้นสุดลงเมื่อใดอาจเป็นอีกหลายปี หรืออาจติดตัวไปตลอดชั่วชีวิตเพราะต่อให้ลากคอคนผิดมาลงทัณฑ์ได้ ต่อให้รู้ซึ้งว่าตลอดห้าวันที่หายตัวไปเฉินเจียหมิงต้องเผชิญกับสิ่งใดมาบ้าง ทว่าพ่อแม่คู่นั้นก็ไม่มีวันย้อนเวลากลับไปเปิดอ่านจดหมายฉบับนั้นให้เร็วกว่าเดิมได้อีกแล้วหลังจากผ่านพ้นมรสุมคดีนั้นไป มหาวิทยาลัยก็เปิดเรียนและจังหวะชีวิตของหลิงซีก็ค่อย ๆ หวนคืนสู่ความสงบช่วงเวลากลางวันเธอเข้าชั้นเรียนตามปกติ หากมีเวลาว่างก็แวะไปคลุกคลีอยู่ที่ภาควิชานิติเวชศาสตร์เพื่อช่วยงานและศึกษาเคสที่หม่าจิ้งหยวนมอบหมาย ส่วนช่วงเย็น หากไม่มีภาระที่ร้านของครอบครัว เ
ชั่วขณะนั้น หลี่ซูเจินแทบไม่อาจควบคุมตัวเองได้สัญชาตญาณของคนเป็นแม่ผลักดันให้เธอก้าวออกไปจากหลังมุมกำแพง กระชากหวังซิ่วหลานมาถามให้รู้เรื่องเดี๋ยวนั้นว่า “โกดัง” ที่สองแม่ลูกกำลังพูดถึงใช่สถานที่เดียวกับที่พบร่างของเจียหมิงหรือไม่ และทั้งคู่เกี่ยวข้องอะไรกับการตายของลูกชายเธอกันแน่แต่ก่อนที่เท้าจะก้าวเท้าออกไป หลี่ซูเจินกลับหยุดตัวเองไว้ได้เสียก่อนไม่ได้...หากสิ่งที่เธอได้ยินเกี่ยวข้องกับเจียหมิงจริง การออกไปเผชิญหน้าตอนนี้มีแต่จะทำให้ทั้งสองคนรู้ตัวหญิงวัยกลางคนกัดริมฝีปากแน่นจนเจ็บ พยายามกดทั้งความโกรธ ความเสียใจ และความหวาดกลัวที่กำลังตีขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนจะค่อย ๆ ถอยออกจากบริเวณนั้นอย่างระมัดระวังเมื่อคิดได้ดังนี้เธอจึงย้อนกลับมาตามทางเดิม กระทั่งผ่านประตูด้านหลังเข้ามาในบ้านแล้วรีบปิดมันลงเบา ๆ จากนั้นก็ตรงขึ้นไปยังชั้นสองโดยไม่พูดกับใครทันทีที่กลับเข้าห้องของลูกชาย สิ่งแรกที่หลี่ซูเจินทำคือหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาจากโต๊ะคราวนี้เธอไม่ลังเลอีกแล้วเธอเดินไปยังโทรศัพท์ภายในห้อง ก่อนยกหูขึ้นแล้วต่อสายออกไปยังกองตำรวจสืบสวนเม







