LOGINเด็กวัยรุ่นคนนั้นเดินปะปนมากับกลุ่มลูกค้าอย่างแนบเนียน สีหน้าของเขาไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไปแม้แต่น้อย เขาหยุดอยู่ท้ายแถว มือทั้งสองล้วงกระเป๋ากางเกงพลางกวาดสายตามองสินค้าบนรถเข็นเป็นระยะ
หลิงซีแสร้งไม่สังเกตเห็น มือของเธอยังคงพลิกหมูย่างบนตะแกรงต่อไป กลิ่นหอมของน้ำผึ้งที่เคลือบอยู่บนเนื้อหมูค่อย ๆ ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ
“หมูย่างห้าไม้ได้แล้วค่ะ” เธอยื่นให้ลูกค้าคนแรกพร้อมรับเงิน
“น้อง... ไก่ทอดสามชิ้น!” พอลูกค้าคนนั้นจากไปก็มีเสียงของลูกค้าอีกคนดังขึ้น
“ได้ค่ะ”
ลูกค้าเริ่มต่อแถวมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีหลินซูอวี้สลับมารับหน้าที่ทอดไก่ เหอจื้อเหวินยืนย่างหมู หลิวซิงกับเสี่ยวเป่ายังคอยเชิญชวนลูกค้าและเก็บภาชนะที่ใช้ชิม ส่วนซินเยว่ช่วยหยิบถุงกระดาษและห่ออาหารส่งให้ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระบบ
ส่วนเด็กวัยรุ่นคนนั้นก็เริ่มขยับเข้ามาใกล้รถเข็นทีละน้อย ดวงตาของเขาไม่ได้มองอาหารเลย แต่กลับมองไปยังถังน้ำสะอาดที่วางอยู่มุมรถเข็น... มองกล่องใส่วัตถุดิบ... รวมถึงกล่องเก็บเงิน เพียงเสี้ยววินาทีเดียว หลิงซีก็จับจังหวะสายตาของอีกฝ่ายได้
‘กำลังหาจุดลงมือ...’ เธอคิดในใจ ก่อนทำทีหันไปพูดกับมารดาเสียงดังพอให้คนรอบตัวได้ยิน
“แม่คะ น้ำในถังนี้สำหรับล้างมืออย่างเดียว ส่วนถังที่ใช้ผสมเครื่องดื่มอยู่ด้านในนะคะ อย่าเผลอหยิบสลับกัน”
“แม่รู้จ้ะ” หลินซูอวี้ตอบรับทันที ที่หลิงซีจงใจพูดประโยคนั้นออกมา ไม่ใช่เพื่อเตือนแม่... แต่เพื่อบอกลูกค้าโดยรอบให้รับรู้พร้อมกันว่าน้ำทุกส่วนถูกแยกการใช้งานอย่างชัดเจน หากอีกฝ่ายคิดจะเล่นงานเรื่องสุขอนามัย... แผนแรกก็แทบใช้ไม่ได้แล้ว
เด็กวัยรุ่นชะงักไปเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็เดินอ้อมไปอีกด้านของรถเข็น ราวกับกำลังมองหาช่องว่างใหม่ หลิงซีเหลือบมองเขาชั่วครู่ ‘ยังไม่เลิกอีก...’
ขณะเดียวกัน...
ชายสองคนหน้าร้านขายเหล้าก็ยังคงเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ คนหนึ่งพ่นควันบุหรี่ออกมา
“ดูเหมือนว่างานนี้จะไม่ง่าย” หนึ่งในสองพูดขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็เล่นงานมันตรง ๆ ไปเลยเป็นไง” ชายอีกคนพูดอย่างรำคาญ
“นายจะใช้วิธีเดิมอีกอย่างนั้นเหรอ”
“งั้นสิ” คนที่มีความคิดชั่วอยู่ในหัวยิ้มเย็น
“กินแล้วก็บอกว่าปวดท้อง ทำโวยวายเข้าไว้แค่นี้พวกมันก็คงทำอะไรไม่ถูกแล้ว” มันพูดอย่างย่ามใจ
ในจังหวะเดียวกันนี้เอง...
ติ๊ด...
เสียงเตือนของเพจเจอร์ก็สั่นขึ้นเบา ๆ ภายในกระเป๋ากางเกงของหลิงซีอย่างกะทันหันทำให้เธออดไม่ได้ที่จะหยิบขึ้น มาดู
[ตรวจพบเป้าหมายต้องสงสัยเริ่มลงมือ คาดการณ์ความเป็นไปได้ของวิธีการก่อเหตุ 1. แอบใส่สิ่งแปลกปลอมลงในอาหาร 12% 2. สร้างสถานการณ์กล่าวหาอาหารเป็นพิษ 91% 3. ยั่วยุให้เกิดการทะเลาะวิวาท 37% คำแนะนำ: โปรดป้องกันการสร้าง “พยานเท็จ” และรักษาชื่อเสียงร้านค้า เวลาคงเหลือของภารกิจ: 61 ชั่วโมง 28 นาที]
ดวงตาของหลิงซีหรี่ลงจนแทบจะเป็นเส้นตรง ‘เก้าสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์...’ เธอทวน ‘แสดงว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงที่พวกมันจะใช้วิธีสกปรกนี้กับร้านของเธอสินะ’ อดีตผู้ช่วยนิติเวชสาวไม่ได้ตกใจ เพราะก่อนหน้านี้ก็เดาไว้แล้ว เพียงแต่ตอนนี้มีระบบช่วยยืนยันให้แน่ชัดเท่านั้น
เธอค่อย ๆ เก็บเพจเจอร์กลับลงกระเป๋า สีหน้าของเธอไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ราวกับเมื่อครู่ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น ‘ว่าแต่มันจะเลือกของกินชนิดไหนล่ะ’ คิดมาถึงตรงนี้ดวงตาของหลิงซีก็สว่างวาบ ‘ชานม!’ ที่อดีตนักนิติเวชสาวนึกถึงเครื่องดื่มชนิดนี้ทั้งหมดทั้งมวลเพราะว่ามันเป็นสินค้าใหม่
ไวเท่าความคิด หลิงซีจึงแสร้งก้มหน้าจัดเรียงแก้วชานม ก่อนเหลือบมองชายสองคนที่ยังยืนอยู่หน้าร้านขายเหล้า และดูเหมือนว่าเธอจะคิดถูก เมื่อหนึ่งในสองสะบัดก้นบุหรี่ในมือทิ้ง แล้วเดินแยกตัวออกมาเพียงลำพัง สีหน้าของมันเรียบเฉยไม่ต่างจากลูกค้าทั่วไป ทว่าเด็กสาวยังคงแสร้งไม่สนใจ มือของเธอยังคงตักไข่มุกลงแก้วต่อไป
กระทั่งเมื่อชายคนนั้นเดินเข้ามาหยุดหน้าแผง “ชานมไข่มุกหนึ่งแก้ว”
“ได้ค่ะ” หลิงซีตอบด้วยรอยยิ้ม มือเทน้ำชานมลงในแก้วที่มีไข่มุกรออยู่แล้วอย่างคล่องแคล่วต่อหน้าทุกคน แล้วปิดฝาส่งให้อีกฝ่าย
“สองหยวนค่ะ”
ชายคนนั้นหยิบเงินจ่ายทันที ก่อนรับแก้วไป “ขอบใจ” เขาเสียบหลอดดูด จิบไปหนึ่งอึก ทำท่าเคี้ยวไข่มุกสองสามเม็ด จากนั้นก็หันหลังเดินออกจากร้าน
หนึ่งก้าว...
สองก้าว...
สามก้าว...
ยังไม่ทันเดินพ้นกลุ่มคนได้ไกล “อึก!” มือข้างหนึ่งของเขาพลันกุมท้อง สีหน้าบิดเบี้ยวอย่างเจ็บปวด
“โอ๊ย...!” ร่างทั้งร่างทรุดลงกับพื้นอย่างแรง แก้วชานมหล่นแตก น้ำกระเซ็นไปทั่วพื้น
“โอ๊ย... ปวดท้อง... ปวดท้องเหลือเกิน!”
ร่างใหญ่เริ่มดิ้นไปมาบนพื้น ดวงตาเหลือก น้ำลายแทบฟูมปาก ร้องครวญครางไม่หยุดผู้คนรอบด้านที่เห็นภาพนี้ต่างตกใจจนรีบถอยห่างอย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้น!”
“เฮ้ย! เป็นอะไร!”
“รีบช่วยคนสิ!” เสียงของผู้คนจากทั่วสารทิศดังขึ้นพร้อมกับคนมุงที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกันแม้ว่าจะเป็นการมุงดูห่าง ๆ ก็ตามที
ทันใดนั้น...
ชายอีกคนที่ยืนอยู่ห่างออกไปก็รีบวิ่งฝ่าฝูงชนเข้ามา ทำท่าราวกับอยากรู้อยากเห็น อีกทั้งยังแสดงความไม่เกี่ยวข้องกับคนบนพื้นด้วย
“หลีกไป! หลีกไป!” เมื่อเห็นชายที่นอนดิ้นอยู่บนพื้น เขาก็ร้องลั่นทันที
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!” เขาตะโกนเสียงดังอย่างจงใจ และเมื่อหันไปเห็นแก้วชานมที่ตกอยู่ข้างตัวชายคนนั้นดวงตาก็เบิกกว้าง
ส่วนหลิงซีที่เห็นภาพนี้ริมฝีปากของเธอก็พลันกระตุก ‘ทำกันเป็นกระบวนการจริง ๆ แต่ยิ่งพวกนายเล่นใหญ่ ฉันก็จะเล่นบทละครนี้ให้ใหญ่กว่า’
“ชานม!” เขาแสร้งทำทีเป็นคาดเดา “หรือจะเป็นเพราะชานม” จากนั้นก็หันขวับไปทางรถเข็นของครอบครัวเหอ พร้อมตะโกนเสียงดังจนคนทั้งบริเวณได้ยิน
“ร้านนี้ขายของมีพิษ!” เสียงของมันไม่มีผ่อนลงแม้แต่ นิดเดียว
“พวกแกทำอะไรลงไป!” นิ้วของมันชี้มาทางรถเข็นอย่างเอาเรื่อง ตอนนี้คนในครอบครัวโดยเฉพาะน้องชายและน้องสาวของหลิงซีเริ่มใจคอไม่ค่อยดีเพราะคนทั้งสองยังเด็ก
“ดูสิ! คนกินเข้าไปแค่ไม่กี่คำก็ล้มแล้ว!”
เพียงไม่กี่ประโยค ฝูงชนก็เริ่มฮือฮา บางคนถอยหลัง บางคนมองรถเข็นด้วยสายตาหวาดระแวง แต่ยังไม่ทันที่กระแสจะลุกลาม...
“พ่อ! อาซิง! จับผู้ชายสองคนนั้นไว้!”
เสียงของหลิงซีดังขึ้นอย่างเฉียบขาด ทุกคนชะงักทันที เหอจื้อเหวินกับหลิวซิงแทบไม่ต้องคิด ทั้งคู่พุ่งเข้าประชิดชายที่กำลังโวยวายคนละด้าน
“อะไร! ปล่อยนะ!”
ชายคนนั้นดิ้นสุดแรง แต่เหอจื้อเหวินที่ทำงานหาปลามาทั้งชีวิตอีกทั้งยังเคยเป็นอดีตนักเรียนตำรวจมีกำลังเหนือกว่า ชายวัยกลางคนจับข้อมืออีกฝ่ายไว้แน่น ขณะที่หลิวซิงล็อคไหล่ของอีกคนไม่ให้หนี พร้อมกันนั้นหลิงซีก็ชี้ตรงไปยังเด็กวัยรุ่นที่กำลังพยายามถอยออกจากฝูงชน
“เสี่ยวเป่า!” เธอเรียกน้องชายที่กำลังดวงตาเบิกกว้างมองภาพพ่อกับหลิวซิง
“จับเด็กคนนั้นไว้!” เสียงของพี่สาวทำให้เขาหลุดโฟกัส
“อย่าให้หนี!”
“ครับ!” แม้ว่าเด็กหนุ่มจะยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่สัญชาตญาณของเขาทำให้เจ้าตัวทำตามคำสั่งของคนเป็นพี่ทันที หนุ่มน้อยวัย16 ออกตัวราวกับลูกธนู พุ่งฝ่าฝูงชนเข้าไปตะครุบตัวเด็กวัยรุ่นจากด้านหลัง
“โอ๊ย!” เด็กคนนั้นดิ้นสุดแรง แต่ถูกเสี่ยวเป่าที่รูปร่างกำยำกว่ากดแขนทั้งสองข้างเอาไว้แน่น ตอนนี้ผู้คนรอบตลาดต่างยืนนิ่งด้วยความงุนงง ไม่มีใครเข้าใจว่าเหตุใดเด็กสาวถึงให้จับคนถึงสามคนพร้อมกัน หลิงซีเดินออกมาข้างหน้าช้า ๆ ก่อนมองชายที่กำลังแกล้งชักอยู่บนพื้นอย่างสงบนิ่ง
“หากชานมของร้านฉันมีปัญหาจริง...” น้ำเสียงของเธอเรียบนิ่งไร้ซึ่งแววตกใจ “ฉันยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แต่หากว่ามันปกติ นายสามคนต้องชดใช้อย่างสาสม”
คำพูดนี้ทำให้ชายสามคนที่เคยใช้แผนนี้มาแล้วเริ่มหลั่งเหงื่อเย็นพวกเขาใช้แผนนี้มาหลายครั้ง และมันมักจะได้ผลแต่ทำไมครั้งนี้มันถึงล้มเหลวพังไม่เป็นท่ากัน
ถึงชายคนที่ล้มลงจะคิดออกมาเช่นนี้ กระนั้นมันก็ พยายามดิ้นรนเพื่อให้รอดแต่หลิวซิงเองก็หาใช่เด็กหนุ่มประหยัดน้ำมันเขาจึงพยายามกดตัวมันให้นอนนิ่งอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน
“นั่น! ทำไมเขาชักอีกแล้วล่ะ”
อดีตผู้ช่วยนักนิติเวชสาวที่เห็นการกระทำของมันถึงกับยิ้มเหี้ยม
“ยังไม่หยุดใช่ไหม” น้ำเสียงของเธอยังคงไม่มีท่าทางลนลานเหมือนฝูงชนรอบด้าน
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปโรงพยาบาลกัน อ๋อแม่คะไปแจ้งความด้วยนะคะ” ประโยคหลังเธอหันมาพูดกับมารดาที่กำลังยกมือทาบอก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหญิงวัยกลางคนคงตกใจไม่น้อย
แต่ดูเหมือนว่าคนที่ตกใจมากกว่าจะเป็นชายทั้งสามบนพื้น...
“ตำรวจ!” ชายคนที่สองที่อยู่ในมือของเหอจื้อเหวินโพล่งออกมาเสียงสั่น
“ใช่ ตำรวจ!” เหอจื้อเหวินเอ่ยเสียงเข้ม แววตาของอดีตนักเรียนตำรวจฉายความดุดันออกมาระหว่างที่เพิ่มแรงกดตรงแผ่นหลังของอีกฝ่ายแน่นจนมันอุทานด้วยความเจ็บปวด
“พวกแกนึกว่าแผนต้มตุ๋นไร้ชั้นเชิงแบบนี้จะหลอกคนอื่นได้ไปตลอดหรือไง!”
“ปลอยกูนะ! ร้านพวกมึงขายอาหารมีพิษ ทำคนกินลงไปนอนดิ้นแล้วยังจะมาขู่ลูกค้าอีกเหรอวะ!” ชายคนนั้นพยายามส่งเสียงร้องโวยวายเบี่ยงเบนประเด็น หวังดึงฝูงชนให้มาเข้าข้าง
ทว่า... หลิงซีกลับยืนประจันหน้ากับฝูงชนโดยรอบ ดวงตาคมกริบไร้ความตื่นตระหนกพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวานไปทั่วบริเวณ
“ทุกคนคะ! ในทางเวชศาสตร์ฉุกเฉินและนิติวิทยาศาสตร์ หากบุคคลได้รับสารพิษร้ายแรงจนถึงขั้นปวดท้องฉับพลัน ชักและน้ำลายฟูมปากภายในไม่กี่วินาทีหลังกลืนกิน อาการระดับนี้ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการล้างท้องและเจาะเลือดตรวจหาค่าสารเคมีที่โรงพยาบาลทันทีค่ะ!” กล่าวไปเธอก็ปรายตามองชายที่นอนชักอยู่บนพื้นแม้ว่าหลิวซีจะใช้กำลังกดทับ ก่อนเน้นเสียงหนักอีกคำรบ
“และถ้าชานมของร้านเรามีสารพิษจริง เรายินดีชดใช้ค่ารักษาและปิดร้านรับโทษตามกฎหมายทุกประการ! แต่ถ้าเจาะเลือดล้างท้องแล้วไม่พบสารเคมีใด ๆ... พวกแกสามคนเตรียมรับโทษข้อหากรรโชกทรัพย์ สร้างข่าวลือ และทำลายชื่อเสียงร้านค้าได้เลย!”
สิ้นเสียงคำอธิบายอันมีเหตุผลและฉะฉานของเด็กสาว ผู้คนที่ยืนมุงดูอยู่รอบด้านต่างพากันนิ่งค้าง สายตาเริ่มแปรเปลี่ยน เป็นความสงสัยและตั้งคำถามทันที
“จะว่าไปก็จริงนะ... สารพิษอะไรจะออกฤทธิ์ไวขนาดนี้ พอดูดไปคำเดียวก็ล้มตึงเลยเหรอ?” ชายคนหนึ่งในกลุ่มลูกค้าเอ่ยอย่างตั้งข้อสังเกต
“แถมยังไม่ทันไร ก็มีชายอีกคนวิ่งมาตะโกนชี้หน้าบอกว่าชานมมีพิษทันที เหมือนนัดกันมาเป๊ะเลย” หญิงวัยกลางคนยืนอยู่ไม่ไกลเสริมขึ้นมาอีกคน
และในจังหวะที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนเริ่มพลิกกลับนั้นเอง...
ชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งที่ยืนถือแก้วชานมไข่มุกอยู่ข้างรถเข็นก็ขมวดคิ้วแน่น และเริ่มก้าวเท้าขยับเข้ามาใกล้ เพ่งมองหน้าชายที่ถูกเหอจื้อเหวินล็อกตัว และเด็กวัยรุ่นที่ถูกเสี่ยวเป่าตะครุบไว้ ก่อนดวงตาของเจ้าตัวจะเบิกกว้างขึ้น!
“ใช่แล้ว! พวกแกนี่เอง!” ชายหนุ่มโพล่งตะโกนขึ้นมาเสียงดังลั่นตลาด
“ฉันจำพวกแกได้แล้ว! ตอนนั้นที่ร้านซาลาเปาฝั่งตะวันออก พวกแกสองคนกับเด็กนี่ก็ไปเล่นละครแกล้งกินซาลาเปาแล้วลงไปนอนชักโวยวายหน้าร้านแบบนี้เป๊ะเลย! ขู่เอาเงินค่าทำขวัญจนย่าของฉันขายของต่อไม่ได้ ต้องยอมเซ้งร้านปิดกิจการหนีไป!” คำพูดนี้เปรียบเสมือนชนวนที่จุดไฟระเบิดขึ้นกลางฝูงชน!
“จริงด้วย!” แม่ค้าขายผักฝั่งตรงข้ามที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ขมวดคิ้วส่งเสียงขึ้นมาอีกคน
“ร้านโจ๊กลุงโจวเมื่อสองเดือนก่อนก็เหมือนกัน! เด็กวัยรุ่นคนนี้แหละเดินเข้าไปสั่งโจ๊ก กินได้สองคำก็ลงไปนอนดิ้น แล้วชายสองคนนี้ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้เข้าไปเรียกร้องเงิน!”
“ที่แท้ก็พวกโจรหน้าด้านนี่เอง!” ใครคนหนึ่งชี้นิ้วไปอย่างกลุ่มโจรขณะถ่มน้ำลายตามลงไปด้วย
“หน้าไม่อายจริง ๆ! คนหาเช้ากินค่ำเหมือนกันแท้ ๆ ยังจะมากลั่นแกล้งบีบทำลายช่องทางหากินของคนอื่นอีก!”
เสียงรุมต่อว่าและคำยืนยันจากพยานนับสิบเสียงดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั่วลานหน้าตลาดฝั่งตะวันตก! ชายทั้งสามคนหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม ความยโสโอหังเมื่อครู่หายวับไปทันที พวกมันพยายามดิ้นรนจะถอยหนี แต่กลับถูกพันธนาการอันแน่นหนาของเหอจื้อเหวิน หลิวซิง และเสี่ยวเป่า ล็อกไว้แน่นจนไร้ทางรอด
ขณะเดียวกัน... เสียงเครื่องยนต์ของรถตำรวจก็ดังมาจากปากทางเข้าตลาด รถตำรวจจอดเทียบข้างลานกว้าง ก่อนที่หมวดหนุ่มและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองนายจะก้าวลงมาจากรถด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เกิดอะไรขึ้น!”
“หมวดโจว!” ชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าหลายคนช่วยกันส่งเสียงเขาทันทีเพราะชายหนุ่มคนนี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับทุกคน
“จับตัวพวกลูกกระจ๊อกมิจฉาชีพไปเลยครับ! พวกมันสามคนแกล้งทำเป็นกินชานมแล้วท้องเสีย หวังจะกุเรื่องรีดไถเงินร้านตระกูลเหอ เหมือนที่เคยทำกับร้านซาลาเปาป้าซุนและร้านโจ๊กลุงโจว!”
โจวอี้เฉินหรี่ตามองชายทั้งสามคน ก่อนจะสบตาเข้ากับเหอหลิงซีที่ยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง ด้วยความประหลาดใจบางอย่าง โดยที่หลิงซีเองก็รู้สึกคุ้นหน้าของชายคนนี้ไม่น้อยทว่าเธอยังไม่มีเวลามานึกทบทวนเท่านั้นเอง
“พวกแกสามคนอีกแล้วเรอะ!” นายตำรวจหนุ่มแค่นเสียงเย็น สั่งการเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวพร้อมใส่กุญแจมือพวกต้มตุ๋นทั้งสามคนขึ้นรถตำรวจทันที ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้านทั่วทั้งตลาด
ติ๊ด...
เพจเจอร์ในกระเป๋ากางเกงของหลิงซีสั่นเตือนขึ้นเบา ๆ แสดงข้อความแจ้งเตือนถึงชัยชนะ
[ภารกิจสำเร็จ: ป้องกันการสร้างพยานเท็จและรักษาชื่อเสียงร้านค้าสำเร็จ 100% ได้รับรางวัล: แต้มระบบ 100 แต้ม และปลดล็อกฐานข้อมูลสารเคมีขั้นสูง]
อดีตผู้ช่วยนิติเวชสาวคลี่ยิ้มบางบนใบหน้า ขณะที่ หลินซูอวี้และซินเยว่ต่างถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกอย่างถึงที่สุด
“เอาละทุกคนครับ!” เสี่ยวเป่ายืดอกร้องตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงร่าเริงสดใส
“พวกคนไม่ดีโดนตำรวจรวบไปหมดแล้ว! ตอนนี้ก็มาถึงเวลาของหมูหมักน้ำผึ้งย่างเตาถ่านร้อน ๆ ไก่ทอดสูตรพิเศษ และชานมไข่มุกอร่อย ๆ พร้อมเสิร์ฟแล้วครับ!”
บรรยากาศหน้าแผงลอยตระกูลเหอพลันกลับมาคึกคักไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอีกครั้ง ผู้คนที่ยืนมุงดูเหตุการณ์เมื่อครู่ ต่างพากันเข้าคิวต่อแถวซื้อของทอดและชานมกันแน่นยิ่งกว่าเดิม เพื่อเป็นการอุดหนุนและให้กำลังใจครอบครัวคนดีที่ ยืนหยัดสู้กับพวกต้มตุ๋นจนชนะอย่างงดงาม!
ส่วนหลิงซีก็ดีใจที่ไม่ปล่อยให้พวกมันรอดไปได้เพื่อต้มตุ๋นร้านค้าอื่น ๆ อีกตามเวลาคงเหลือของระบบ
‘จบสิ้นกันที หวังว่าพวกมันน่าจะได้อยู่ในคุกไปยาว ๆ นะ’
กว่าการเปิดฐานคอนกรีตจะดำเนินมาถึงขั้นที่สามารถนำชิ้นส่วนโครงกระดูกออกมาได้อย่างปลอดภัยแต่ละชิ้นส่วน เวลาก็ล่วงเลยไปหลายชั่วโมงแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้สกัดปูนออกจนหมดในคราวเดียว หากแต่ค่อย ๆ เปิดพื้นที่ตามแนวร่างที่พวกเขาคำนวณไว้อย่างละเอียด รวมถึงยังต้องทำการบันทึกภาพ ตำแหน่ง ระดับความลึก และความสัมพันธ์ของกระดูกแต่ละชิ้นกับคอนกรีตโดยรอบเอาไว้ก่อนเคลื่อนย้ายทุกครั้ง ดังนั้นการทำงานจึงเป็นไปอย่างค่อนข้างช้าและถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีใครบ่น เพราะสำหรับทุกคนที่อยู่ตรงนี้ สิ่งที่ฝังอยู่ภายในฐานคอนกรีตไม่ใช่เพียงวัตถุพยานชิ้นหนึ่ง หากเคยเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีชื่อ มีครอบครัว และอาจมีใครบางคนเฝ้ารอการกลับมาของเขาหรือเธออยู่ที่ไหนสักแห่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่ทุกคนตรงนี้ทำได้ในเวลานี้คือพยายามพาร่างที่นอนทอดกายอยู่ใต้ปูนซีเมนต์มานานเกือบแปดปีออกไปจากที่แห่งนี้ให้สมบูรณ์อย่างที่สุด เพื่อที่สักวันหนึ่ง คนผู้นั้นจะได้มีชื่อของตัวเองกลับคืนมา และได้กลับบ้านเสียทีหลิงซียืนมองภาพการทำงานตรงหน้าด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย ตั้งแต่ช่วงสายจนถึงตอนนี้ เธอแทบ
หลังจากข้อความบนเพจเจอร์ดับลง หลิงซีก็เก็บมันกลับเข้ากระเป๋าเสื้อ ก่อนดึงความสนใจกลับมายังพื้นที่ตรงหน้าอีกครั้ง ขณะนั้นเสิ่นเจียอวี่กำลังบันทึกภาพในระยะกลางต่อจากภาพมุมกว้าง ส่วนเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุพยานเริ่มร่างตำแหน่งฐานราก แนวผนัง และจุดที่พบกระดูกลงบนแผนผังอย่างละเอียด ทุกขั้นตอนยังดำเนินไปโดยไม่มีใครแตะต้องสิ่งที่ฝังอยู่ในเนื้อหินหลิงซียืนนิ่งอยู่หลังแนวเส้นเชือกที่หลัวเหวินโจวกำหนดไว้ สมุดบันทึกในมือถูกเปิดกางค้าง แม้คลังความรู้ด้านนิติมานุษยวิทยาและการตรวจพิสูจน์โครงกระดูกที่ระบบมอบให้จะจัดเรียงเป็นระเบียบอยู่ในหัวชัดเจนมากกว่าเดิม แต่ทว่าเธอกลับยิ่งเพิ่มความระมัดระวังเป็นทวีคูณ เพราะการมีความรู้ ไม่ได้หมายความว่าเธอมีอำนาจก้าวล่วงหรือออกความเห็นตัดหน้าผู้เชี่ยวชาญ ยิ่งในบริบทนี้เธอเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ปีสองที่ได้รับอนุญาตให้ตามมาเรียนรู้งานเท่านั้น“เจียอวี่ ทางนั้นเรียบร้อยไหม” เสียงของหลัวเหวินโจวดังขึ้นท่ามกลางความคิดของเธอ“ภาพบันทึกสภาพเดิม ครบถ้วนแล้วครับอาจารย์หลัว” เสิ่นเจียอวี่ลดกล้องลงพลางเช็กฟิล์ม “ทั้งมุมกว้างและระยะกลางทุกมุม”หล
หลังก้าวพ้นห้องทำงานของหลัวเหวินโจว เฉินมู่ไป๋ก็นำหลิงซีลงมายังลานจอดรถด้านหลังอาคารสำนักงาน โดยที่ตรงนั้นมีรถตู้ขับเคลื่อนสี่ล้อสีเข้มของทีมชันสูตรภาคสนามจอดรออยู่ก่อนแล้ว ขณะที่ประตูท้ายรถได้ถูกเปิดอ้าออก เผยให้เห็นกล่องอุปกรณ์อะลูมิเนียมกับลังพลาสติกแข็งซ้อนกันแน่น รัดด้วยสายผ้าใบอย่างเป็นระเบียบ ชายหนุ่มรุ่นพี่หยิบสมุดรายการสิ่งของที่เขียนด้วยลายมือขึ้นมาไล่ตรวจทีละบรรทัด ขณะที่หลิงซียืนสังเกตอยู่ด้านข้าง รักษาระยะ ไม่ยื่นมือไปหยิบจับอะไรเองตามอำเภอใจ“ถุงมือยางสำรอง”“มีครบครับ”“กล้องถ่ายภาพเลนส์มาโคร แฟลช พร้อมม้วนฟิล์มสำรอง”“ตรวจเช็กแล้วครับ”“สเกลวัดขนาด ป้ายหมายเลขหลักฐาน ตลับเมตร แล้วก็สมุดร่างแผนผังที่เกิดเหตุ”เฉินมู่ไป๋ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังคงก้มลงเปิดกล่องเครื่องมืออีกใบเพื่อตรวจสภาพอุปกรณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน หลิงซีมองทุกท่วงท่าของรุ่นพี่อย่างตั้งใจ เพราะนี่คือสิ่งที่หม่าจิ้งหยวนพร่ำสอนเสมอว่า กระบวนการนิติเวชไม่ได้เริ่มต้นตอนก้าวข้ามเทปกั้นจุดเกิดเหตุ หากแต่เริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนล้อหมุน การขาดตกบกพร่องของอุปกรณ์เ
ช่วงเวลาเกือบสามสัปดาห์ที่หลิงซีเข้าออกศูนย์ตรวจพิสูจน์ทางนิติเวช สำนักงานความมั่นคงสาธารณะเมืองสือเจียจวง ตามการประกบของเฉินมู่ไป๋ ทำให้ตารางชีวิตในฐานะนักศึกษาแพทย์ปีสองแน่นขนัดกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดนอกจากวิชาเรียนบรรยายและชั่วโมงแล็บกายวิภาคศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแล้ว เวลาว่างเกือบทั้งหมดของเธอก็ถูกยกให้กับการเรียนรู้งานที่ศูนย์แห่งนี้ บางวันเธอนั่งอยู่มุมหนึ่งของห้องทำงาน คอยสังเกตการบันทึกรายงานผลทางนิติวิทยาศาสตร์และการจัดเก็บแฟ้มสำนวน บางวันได้ก้าวตามรุ่นพี่เข้าไปยืนดูการตรวจสภาพศพภายนอก หรือยืนฟังเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ถกเถียงกันเรื่องผลการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการที่นี่ไม่มีคดีสะเทือนขวัญผุดขึ้นมาทุกวัน ไม่มีเหตุการณ์ตื่นเต้นเร้าใจ และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครปล่อยให้นักศึกษาปีสองอย่างเธอแตะต้องวัตถุพยานชิ้นใดตามอำเภอใจแต่สำหรับหลิงซี นี่คือกระบวนการซึมซับระบบราชการและระเบียบวิธีปฏิบัติงานจริงของนิติเวชตำรวจ ซึ่งแตกต่างจากห้องแล็บของมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิงทางด้านของเฉินมู่ไป๋เองก็ไม่เคยผ่อนปรนมาตรฐานของตัวเองลงเลยเหมือนกัน“บรรยายสิ่งที่เห
หลังคดีของเฉินเจียหมิงปิดฉากลง หลิงซีก็ได้รับฟังบทสรุปทั้งหมดจากหม่าจิ้งหยวนในอีกหลายวันให้หลัง ทั้งพยานหลักฐานในโกดังร้าง รวมถึงคำให้การซัดทอดของคนในบ้าน ตลอดจนรอยเงื่อนงำทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ค่อย ๆ เชื่อมประสานเข้าหากัน ในที่สุดก็นำไปสู่การจับกุมตัวผู้กระทำผิดมารับโทษสำหรับเด็กสาว เรื่องราวในคดีนี้จบลงตรงที่ความจริงปรากฏและคนร้ายถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ทว่าสำหรับเฉินหยางกับหลี่ซูเจิน เธอไม่รู้เลยว่าตราบาปในใจของพวกเขาจะสิ้นสุดลงเมื่อใดอาจเป็นอีกหลายปี หรืออาจติดตัวไปตลอดชั่วชีวิตเพราะต่อให้ลากคอคนผิดมาลงทัณฑ์ได้ ต่อให้รู้ซึ้งว่าตลอดห้าวันที่หายตัวไปเฉินเจียหมิงต้องเผชิญกับสิ่งใดมาบ้าง ทว่าพ่อแม่คู่นั้นก็ไม่มีวันย้อนเวลากลับไปเปิดอ่านจดหมายฉบับนั้นให้เร็วกว่าเดิมได้อีกแล้วหลังจากผ่านพ้นมรสุมคดีนั้นไป มหาวิทยาลัยก็เปิดเรียนและจังหวะชีวิตของหลิงซีก็ค่อย ๆ หวนคืนสู่ความสงบช่วงเวลากลางวันเธอเข้าชั้นเรียนตามปกติ หากมีเวลาว่างก็แวะไปคลุกคลีอยู่ที่ภาควิชานิติเวชศาสตร์เพื่อช่วยงานและศึกษาเคสที่หม่าจิ้งหยวนมอบหมาย ส่วนช่วงเย็น หากไม่มีภาระที่ร้านของครอบครัว เ
ชั่วขณะนั้น หลี่ซูเจินแทบไม่อาจควบคุมตัวเองได้สัญชาตญาณของคนเป็นแม่ผลักดันให้เธอก้าวออกไปจากหลังมุมกำแพง กระชากหวังซิ่วหลานมาถามให้รู้เรื่องเดี๋ยวนั้นว่า “โกดัง” ที่สองแม่ลูกกำลังพูดถึงใช่สถานที่เดียวกับที่พบร่างของเจียหมิงหรือไม่ และทั้งคู่เกี่ยวข้องอะไรกับการตายของลูกชายเธอกันแน่แต่ก่อนที่เท้าจะก้าวเท้าออกไป หลี่ซูเจินกลับหยุดตัวเองไว้ได้เสียก่อนไม่ได้...หากสิ่งที่เธอได้ยินเกี่ยวข้องกับเจียหมิงจริง การออกไปเผชิญหน้าตอนนี้มีแต่จะทำให้ทั้งสองคนรู้ตัวหญิงวัยกลางคนกัดริมฝีปากแน่นจนเจ็บ พยายามกดทั้งความโกรธ ความเสียใจ และความหวาดกลัวที่กำลังตีขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนจะค่อย ๆ ถอยออกจากบริเวณนั้นอย่างระมัดระวังเมื่อคิดได้ดังนี้เธอจึงย้อนกลับมาตามทางเดิม กระทั่งผ่านประตูด้านหลังเข้ามาในบ้านแล้วรีบปิดมันลงเบา ๆ จากนั้นก็ตรงขึ้นไปยังชั้นสองโดยไม่พูดกับใครทันทีที่กลับเข้าห้องของลูกชาย สิ่งแรกที่หลี่ซูเจินทำคือหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาจากโต๊ะคราวนี้เธอไม่ลังเลอีกแล้วเธอเดินไปยังโทรศัพท์ภายในห้อง ก่อนยกหูขึ้นแล้วต่อสายออกไปยังกองตำรวจสืบสวนเม







