LOGINแม้ร้านค้าของพวกเขาจะยังเต็มไปด้วยผู้คนและเสียงพูดคุยคึกคัก แต่เมื่อวัตถุดิบชุดสุดท้ายถูกขายหมด ครอบครัวเหอ กับหลิวซิงก็ช่วยกันเก็บร้านด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าปนตื่นเต้น
“หมดจริง ๆ ด้วย…” ซินเยว่ยังดูเหมือนไม่อยากเชื่อขณะมองตะแกรงว่างเปล่าหน้าตน ส่วนทางด้านเสี่ยวเป่า เด็กหนุ่มก็หัวเราะลั่นอย่างอารมณ์ดี
“ขนาดมีเรื่องพวกเราก็ยังขายได้!”
“แต่อย่ามีเรื่องดีที่สุด” เหอจื้อเหวินส่ายหน้าให้กับคำพูดของบุตรชายทั้งที่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“ฉันว่ารีบกลับบ้านกันเถอะค่ะ ดึกแล้ว”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยทันทีกับคำพูดนี้ของหลิวซูอวี้ เพราะแม้จะตื่นเต้นแค่ไหน แต่การยืนขายของหลายชั่วโมงก็เล่นเอาเมื่อยไปทั้งตัว
ไม่นานรถเข็นไม้คันเดิมก็ถูกเข็นกลับไปตามถนนสายเล็กของเมืองริมทะเล ท่ามกลางลมกลางคืนที่เริ่มเย็นขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างทางเสี่ยวเป่ายังคงไม่หยุดพูด
“พี่ใหญ่! ตอนผมตะครุบเด็กหนุ่มคนนั้นนะ ผมตื่นเต้นมากเลย!”
“อืม ทำไมพี่ไม่พูดตอนที่พี่ยืนหน้าซีดบ้างล่ะ” ซินเยว่รีบแทรกอย่างไม่ไว้หน้า
“ซินเยว่! ตอนนั้นฉันแค่ยังไม่ทันตั้งตัว!”
เสียงเถียงกันของน้องทั้งสองทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แม้แต่หลิวซิงที่เดินเข็นรถช่วยเหอจื้อเหวินก็ยังเผลอหลุดยิ้มออกมาเป็นระยะ จนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน ทันทีที่วางของเสร็จ เสี่ยวเป่าก็รีบลากเก้าอี้มานั่งที่โต๊ะไม้กลางบ้านทันที
“เร็ว ๆ! นับเงินกัน!”
ท่าทางตื่นเต้นของเขาทำให้ทุกคนหลุดหัวเราะอีกครั้ง หลิงซีจึงหยิบกระป๋องเหล็กใบเก่าออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนค่อย ๆ เปิดฝา แกร๊ง… เสียงเหรียญดังขึ้นก่อนที่พวกเขาจะเห็นธนบัตรหลายใบอัดแน่นอยู่ด้านใน
ซินเยว่ถึงกับสูดลมหายใจ
“เยอะขนาดนี้เลย…”
แม้แต่หลินซูอวี้ก็ยังนิ่งไป เพราะปกติเงินที่บ้านพวกเขาแทบไม่เคยเหลือเก็บมากขนาดนี้มาก่อน
“หนึ่ง… สอง… สาม…”
ทุกคนช่วยกันนับเงินอย่างตั้งใจ กระทั่งเวลาผ่านไปพักใหญ่ ซินเยว่จึงเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกาย
“รวมทั้งหมด… หนึ่งร้อยหกสิบสามหยวน!”
“เท่าไหร่นะ!?” เสี่ยวเป่าตาโตทันที “คืนเดียวเนี่ยนะ!”
เหอจื้อเหวินเองก็ยังดูตกใจไม่แพ้กัน “มากกว่าที่พ่อออกเรือหลายวันอีก…”
คำพูดนี้ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงชั่วครู่ หลิงซีมองมือหยาบกร้านของพ่อ ก่อนหัวใจจะบีบรัดเบา ๆ เพราะชาติที่แล้ว มือคู่นี้เคยเต็มไปด้วยบาดแผลจากทะเลและงานหนัก แต่ครั้งนี้…
ทันใดนั้นเอง
ติ๊ด…
เสียงสั่นของเพจเจอร์พลันดังขึ้นอีกครั้งในกระเป๋ากางเกง… เด็กสาวชะงักไปเล็กน้อยก่อนรีบใช้มือปิดมันไว้โดยอัตโนมัติ โชคดีที่ตอนนี้ทุกคนกำลังสนใจกับกองเงินบนโต๊ะ จึงไม่มีใครทันสังเกต ก่อนที่เธอจะหยิบเครื่องมือสื่อสารชิ้นเล็กนี้ออกมาและเหลือบมองหน้าจอเล็ก ๆ ใต้โต๊ะอย่างรวดเร็ว
[ภารกิจหลักเริ่มต้น ช่วยเหลือ “สวี่เล่อ” หลานชายวัย 7 ขวบของสารวัตรสวี่ เวลาคงเหลือก่อนเหตุการณ์ลักพาตัว: 17 ชั่วโมง 00 นาที สถานที่เกี่ยวข้อง: อ่างเก็บน้ำเมืองเหยียนสุ่ย รางวัลภารกิจ: คะแนนระบบ 500 เงินรางวัลสุ่ม ปลดล็อกข้อมูลเบาะแสเครือข่ายค้ามนุษย์ระดับต้น]
ดวงตาของหลิงซีหรี่ลง ‘สวี่เล่อ…’ เธอจำเรื่องนี้ได้ดี เพราะชาติก่อน ข่าวเด็กหายคดีนี้ดังไปทั้งเมืองเหยียนสุ่ย เนื่องจากเด็กคนนี้เป็นหลานชายของ “สารวัตรสวี่เจิ้งกั๋ว” นายตำรวจที่ขึ้นชื่อเรื่องไม่ยอมอ่อนข้อให้พวกอิทธิพลมืด
‘สารวัตรสวี่อย่างนั้นเหรอ!’
“พ่อคะ ลุงสวี่ที่พ่อพูดถึงอยู่บ่อย ๆ ว่าเป็นรุ่นพี่เขามีหลานชายอยู่คนหนึ่งใช่ไหมคะ” จู่ ๆ หลิงซีก็โพล่งขึ้นทำให้ผู้เป็นพ่อถึงกับทำหน้างงไปชั่วขณะ เนื่องจากสมองยังคงจดจ่ออยู่กับเรื่องเงินตรงหน้า
เหอจื้อเหวินมองใบหน้าของลูกสาวเมื่อได้ยินคำถามนี้ ชายวัยสี่สิบขมวดคิ้วพลางพยักหน้ารับทั้งที่ยังสับสน
“ใช่ มีคนหนึ่ง อายุประมาณเจ็ดขวบ เหมือนจะชื่อสวี่เล่อ ทำไมเหรอ”
หลิงซีเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะทำทีเหมือนถามไปเรื่อย
“เปล่าค่ะ… หนูแค่เคยได้ยินคนพูดถึง”
“อ้อ” คนเป็นพ่อพยักหน้า ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
“พ่อได้ยินมาจากคนรู้จักว่าช่วงนี้แกกำลังปวดหัวเรื่องหลานอยู่เหมือนกัน”
“ปวดหัว?” หลินซูอวี้ถามขึ้นอย่างใคร่รู้
“อืม ลูกชายกับลูกสะใภ้ของสารวัตรสวี่งานยุ่งทั้งคู่ คนหนึ่งอยู่จิงเฉิง อีกคนต้องเดินทางบ่อย เลยต้องฝากเด็กไว้กับคุณปู่” เขาอธิบายก่อนยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม
“สุดท้ายแกเลยหาพี่เลี้ยงมาช่วยดูแล”
หลิงซีชะงักทันที
“พี่เลี้ยง?”
“ใช่” เหอจื้อเหวินพยักหน้า “ได้ยินว่าตรวจประวัติแล้วปกติดี เป็นผู้หญิงต่างเมือง ดูเรียบร้อย ขยันพูดน้อย”
ติ๊ด…
เพจเจอร์สั่นขึ้นอีกครั้งราวกับตอบรับคำพูดนี้ของบิดา
[อัปเดตข้อมูล: บุคคลเป้าหมาย “พี่เลี้ยง” มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลักพาตัว ระดับภัยคุกคาม: ต่ำ สถานะ: นกต่อ]
ดวงตาของหลิงซีเย็นวาบลงเมื่ออ่านประโยคนี้ ‘นกต่อ…’ หมายความว่าอีกฝ่ายอาจไม่ได้เป็นตัวการหลัก แต่เป็นคนพาเด็กออกไปส่งให้ขบวนการค้ามนุษย์และสุดท้าย… คงถูกโยนทิ้งเป็นแพะรับบาป หลิงซีสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเงยหน้าขึ้นมองพ่อ
“พ่อคะ”
“หือม์?”
“พรุ่งนี้ตอนบ่ายสองโมง พวกเราไปที่อ่างเก็บน้ำกันหน่อยได้ไหมคะ”
“หา!? ไปทำไมล่ะลูกแถวนั้นร้อนจะตาย”
บรรยากาศภายในบ้านที่เดิมเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะพลันเงียบลง ทุกสายตาหันมามองหลิงซีพร้อมกัน แม้แต่หลิวซิง เองก็ยังขมวดคิ้วอย่างสงสัย หลิงซีเม้มริมฝีปากแน่นเธอรู้ดีว่าไม่สามารถพูดเรื่อง “ระบบ” ออกไปได้ ดังนั้นสิ่งเดียวที่ใช้เป็นข้ออ้างได้… ก็คือเรื่องความฝัน
เด็กสาวก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนพูดเสียงเบา “เมื่อคืนนอกจากฝันเรื่องของพ่อแล้ว” ทันทีที่ทุกคนได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของเหอจื้อเหวินกับหลินซูอวี้ก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน เพราะความฝันของลูกสาวเพิ่งช่วยชีวิตเขาเอาไว้จากเหตุเรือประมง
“ฝันว่าอะไรจ๊ะ” คนเป็นแม่ถามเสียงเบาลงอย่างไม่รู้ตัว
หลิงซีแสร้งสูดลมหายใจลึก เหมือนพยายามเรียบเรียงภาพในหัว
“หนูฝันว่า… มีเด็กคนหนึ่งร้องไห้อยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำ แล้วมีผู้หญิงคนหนึ่งพาเขาเดินออกไป หลังจากนั้น… ก็มีรถตู้สีเทาคันหนึ่งมาจอด” คำพูดของเธอทำให้เสี่ยวเป่าถึงกับขนลุก
“ฟังแล้วน่ากลัวชะมัด…”
หลิวซิงเมื่อได้ยินคำพูดนี้เจ้าตัวจึงได้โพล่งออกมาบ้าง เพราะเขาไม่คิดว่าหลิงซีพูดเหลวไหล
“เห็นทะเบียนรถไหม”
คนถูกถามชะงักไปก่อนส่ายหน้า “เห็นไม่ชัด” เธอเอ่ยปฏิเสธ “แต่จำได้ว่า… เหตุการณ์เกิดตอนบ่าย” เธอทำหน้าครุ่นคิดไปเล็กน้อย “ประมาณช่วงบ่าย ๆ จนเกือบเย็น”
เหอจื้อเหวินเริ่มมีสีหน้าจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ แม้มันอาจจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่เขากลับไม่สามารถมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระได้อีกแล้ว ชายวัยกลางคนเงียบไปพักหนึ่ง ในหัวเริ่มเกิดการโต้แย้งกันไปมา สุดท้าย
“ตกลงพรุ่งนี้พวกเราจะไปอ่างเก็บน้ำด้วยกัน”
หลังพูดคุยกันต่ออีกเล็กน้อย หลิวซิงก็เตรียมตัวลุกขึ้นเพื่อจะกลับบ้านของตนเช่นกัน ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะเดินออกไป หลิงซีกลับรีบหยิบธนบัตรส่วนหนึ่งจากกองเงินบนโต๊ะแล้วยื่นให้เขาทันที
“เดี๋ยวก่อน” หลิวซิงชะงัก “นี่ของนาย” เด็กหนุ่มมองธนบัตรในมือเธอ ก่อนขมวดคิ้วทันที
“นี่มันไม่เยอะไปเหรอ”
“ไม่เยอะไปหรอกครับ” เสี่ยวเป่ารีบพูดแทรก “พี่ซิงช่วยตั้งเยอะ!”
“ใช่ค่ะ” ซินเยว่พยักหน้ารับอย่างเห็นพ้อง “ทั้งหาที่ ทั้งช่วยขาย ทั้งเข็นรถอีก รวมถึงยังจับคนไม่ดีด้วย”
หลิวซิงยังคงยืนนิ่ง “นั่นเป็นเรื่องที่พี่ควรทำอยู่แล้ว”
“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ” หลิงซีพูดขึ้นช้า ๆ ดวงตาสบกับเขานิ่ง “นายลืมเหรอว่าตัวเองก็เป็นหุ้นส่วนด้วย”
คำว่า “หุ้นส่วน” ทำให้หลิวซิงนิ่งไปทันที เด็กหนุ่มไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะถูกนับรวมอยู่ในคำว่า “พวกเรา” จริง ๆ หลินซูอวี้ที่นั่งอยู่เห็นดังนั้นจึงยิ้มอ่อนโยนเอ่ยออกมาบ้าง
“รับไว้เถอะลูก” หล่อนยังคงพูดต่อเมื่อเห็นว่าเด็กตรงหน้ายังคงนิ่ง “เอาไว้ซื้อยาให้ยาย”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า “ยาย” ดวงตาที่มักนิ่งเฉยเสมอของเขาพลันสั่นไหวขึ้นมาวูบหนึ่ง สุดท้ายเจ้าตัวจึงค่อย ๆ ยื่นมือมารับเงินที่หลิงซีส่งให้
“ขอบใจ…” เสียงของเขาเบากว่าปกติ
“พรุ่งนี้พี่ซิงต้องมาช่วยอีกนะ!” เสี่ยวเป่าอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
“ใช่!” ซินเยว่รีบเสริม “มีพี่ชายซิงอยู่ ร้านของเราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ดีและมีคนมาหาเรื่อง”
“ตกลง” เด็กหนุ่มรับคำขณะกำเงินในมือเอาไว้แน่น เขารู้สึกว่าสิ่งที่เพื่อนวัยเด็กพูดเมื่อกลางวันดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว
เช้าของวันต่อมา...
หลิงซีลืมตาขึ้นแทบจะทันทีที่แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านสีซีดเข้ามาในห้อง เด็กสาวนั่งนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนรีบคว้าเพจเจอร์ที่วางไว้ข้างหมอนขึ้นมาดู
ติ๊ด…
[เวลาคงเหลือก่อนเหตุการณ์ลักพาตัว: 9 ชั่วโมง 41 นาที]
ดวงตาของเธอหรี่ลงทันที ‘ไม่ใช่ความฝัน’ เธอคิดพลางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนลุกจากเตียงอย่างรวดเร็วเพื่อไปจัดการธุระส่วนตัว โดยที่ในหัวยังคงเต็มไปด้วยภาพจากชาติก่อน ข่าวเด็กหาย… เสียงร้องไห้ของครอบครัว… รวมถึงภาพสวี่เจิ้งกั๋วที่เหมือนจะแก่ลงไปหลายปีเพียงชั่วข้ามคืน
“พี่ใหญ่! ตื่นหรือยัง!” เสียงเสี่ยวเป่าดังมาจากด้านนอกพร้อมเสียงเคาะประตูรัว ๆ
ปัง! ปัง! ปัง!
“ถ้านายเคาะแรงกว่านี้อีกนิด บ้านเราคงได้เปลี่ยนประตูใหม่ก่อนรวยแน่!” หลิงซีตะโกนกลับไป
คนเป็นน้องหัวเราะแหะ ๆ อยู่หน้าประตู ก่อนรีบพูดขึ้น
“พ่อให้มาตาม บอกว่าเดี๋ยวจะออกไปดูอ่างเก็บน้ำก่อน”
คนเป็นพี่รีบลุกขึ้นมาเปิดประตู “ตอนนี้เลยเหรอ”
“อือ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับแรง ๆ “พ่อบอกว่าถ้าเป็นเรื่องจริง จะได้ดูเส้นทางไว้ก่อน”
หัวใจของหลิงซีพลันอุ่นวาบเพราะดูเหมือน… พ่อจะเชื่อเรื่องความฝันของเธออย่างที่เขาพูดไว้ ไม่นานนักเธอก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากห้องที่ตอนนี้บนโต๊ะอาหารไม้เก่ากลางบ้านถูกจัดวางอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่หลินซูอวี้กำลังตักโจ๊กใส่ถ้วย ส่วนเหอจื้อเหวินนั่งขมวดคิ้วดูแผนที่เมืองเหยียนสุ่ยอย่างเคร่งเครียด แม้แต่หลิวซิงก็มาแล้วเช่นกัน
เด็กหนุ่มยืนพิงกำแพงนิ่งแต่ในมือมีสมุดเก่าเล่มหนึ่งที่เขาใช้จดเส้นทางรอบเมือง เมื่อเห็นหลิงซีออกมา เขาก็เงยหน้าขึ้น
“ฉันลองไปถามคนแถวอ่างเก็บน้ำมาแล้ว” ทุกคนล้วนมองเขาเป็นทางเดียวเมื่อได้ยินคำพูดนี้
“ช่วงบ่ายจะมีคนไม่เยอะ เพราะอากาศร้อน” เขาพูดต่อเสียงเรียบ “ถ้ามีรถตู้เข้าไปจอดจริง อาจจะไม่มีคนสนใจ”
สีหน้าของเหอจื้อเหวินเริ่มเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม ส่วนหลิงซี… ดวงตาของเธอก็เริ่มเย็นลงเช่นกัน ดูเหมือนครั้งนี้พวกเขาจะต้องมีแต่เผชิญหน้าเพียงอย่างเดียว
“ถ้าอย่างนั้นมาแบ่งงานกันค่ะ” อดีตผู้ช่วยนิติเวชสาวเอ่ยทำลายความเงียบออกมาก่อน
“เสี่ยวเป่า นายกับเสี่ยวเยว่ช่วยแม่เตรียมของขาย ส่วนพี่กับพ่อและอาซิงจะไปที่นั่น”
“ได้เลย!” คนเป็นน้องรับคำอย่างรวดเร็ว แม้สีหน้าจะอยากตามไปมากกว่าก็ตาม แต่ถึงกระนั้นเจ้าตัวก็สามารถแยกแยะได้
เหอจื้อเหวินพยักหน้ารับอย่างเห็นพ้องก่อนมองหลิวซิง
“เสี่ยวซิง… ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง ลุงคงต้องพึ่งสายตากับสติของเธอด้วย”
เด็กหนุ่มนิ่งไปอย่างคาดไม่ถึงที่ตัวเองถูกฝากความหวัง ก่อนตอบรับเสียงเบา
“ครับ”
หลิงซีเหลือบมองเพื่อนที่โตมาด้วยกันแล้วก็อดที่จะคิดถึงเรื่องอดีตขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ชาติก่อนหลิวซิงไม่เคยมีโอกาสเรียนต่อ เพราะหลังเรียนจบมัธยม เขาต้องออกทำงานหาเงินรักษายายทันที สุดท้ายจึงเข้าไปพัวพันกับโลกมืดทีละนิดเพื่อหาเงินจนกระทั่งตาย
พอคิดมาถึงตรงนี้หัวใจของเธอก็จมลง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จู่ ๆ ภาพหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ ภาพของหลิวซิงในเครื่องแบบตำรวจสีเข้ม ดวงตานิ่งเฉยแต่เฉียบคม เขายืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟไซเรน ไม่ใช่ในตรอกสกปรกอย่างชาติที่ผ่านมาบางที…
“อาซิง!”
“ว่า?”
“นายอยากเป็นตำรวจไหม”
คำถามของเธอทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบลงชั่วขณะ แม้แต่เหอจื้อเหวินยังเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวอย่างแปลกใจ ส่วนหลิวซิงเองก็ดูจะมีสีหน้าเปลี่ยนไปเหมือนไม่คิดว่าเธอจะถามเรื่องนี้ขึ้นมา
“ตำรวจ?” เด็กหนุ่มทวนเสียงต่ำ
“อือ” หลิงซีพยักหน้า “นายสายตาดี ใจเย็น สังเกตเก่ง แล้วก็กล้ากว่าคนทั่วไปอีก”
เสี่ยวเป่าที่นั่งซดโจ๊กอยู่รีบพยักหน้าตามอย่างเห็นพ้องเต็มที่
“จริง! ผมเห็นด้วย อย่างเมื่อวานตอนที่พี่ซิงตะครุบตัวคนร้ายผมรู้สึกว่าเขาเหมือนตำรวจนอกเครื่องแบบเลย!”
“หนูเห็นด้วย…” ซินเยว่รีบเสริมอย่างเห็นพ้อง
ส่วนผู้ที่ถูกพูดถึงกับนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ อย่างจนใจ ซึ่งท่าทางเช่นนี้ของเขา หลิงซีรู้ดีว่าเพื่อนผู้นี้กำลังกังวลเรื่องอะไร
“นายไม่ต้องคิดเรื่องเงิน ฉันบอกแล้วว่าพวกเราจะช่วยกันหา อีกอย่างโรงเรียนตำรวจมีทุน”
“พ่อเห็นด้วยนะ” เหอจื้อเหวินผู้เคยเลือกเส้นทางนี้มาก่อนพูดขึ้น “ลองดูก็ไม่เสียหายนี่ จบออกมามีงานทำ ต่อไปเธอกับยายจะได้ไม่ลำบาก ตอนนั้นหากลุง...” เจ้าตัวกลืนคำพูดลงคออย่างยากลำบาก
“พ่อครับ อนาคตผมจะเป็นตำรวจแทนพ่อเอง” เสี่ยวเป่าที่เห็นสีหน้าของผู้ให้กำเนิดโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ดีมาก! เจ้าลูกชาย” เหอจื้อเหวินยกขึ้นตบบ่าของเขา หากสังเกตให้ดีในดวงตาของชายผู้เป็นพ่อคล้ายมีน้ำตากลอกกลิ้งอยู่จาง ๆ
หลิวซิงมองภาพตรงแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง แสงแดดยามเช้าสาดผ่านหน้าต่างไม้เก่า ตกกระทบบนใบหน้าของคนในครอบครัวเหอ เขาได้ยินเสียงหัวเราะ ได้กลิ่นหอมของโจ๊กแม้ว่ากลิ่นอาหารเหล่านี้จะดูธรรมดาแต่กลับทำให้หัวใจของเขารู้สึกอุ่นอย่างประหลาด ความรู้สึกแบบนี้ เขาแทบลืมไปแล้วว่ามันเป็นอย่างไร
เด็กหนุ่มก้มหน้าลงแล้วกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว “ถ้ามีโอกาส…” เจ้าตัวเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ “ฉันก็อยากลองดู”
ทันทีที่สิ้นเสียง เสี่ยวเป่าก็ร้องเฮออกมาทันที “เยี่ยมเลย! ถ้าอย่างนั้นบ้านเราจะมีตำรวจตั้งสองคน!”
“ยังไม่ได้สอบเลยนะพี่รอง…” ซินเยว่รีบพูดดัก แต่รอยยิ้ม บนใบหน้ากลับปิดไม่มิดเช่นกัน
หลิงซีมองเพื่อนของเธอก่อนริมฝีปากจะแย้มบางออกมา ท่ามกลางความอบอุ่นของยามเช้า
ติ๊ด…
เสียงเพจเจอร์ในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ดวงตาของเธอเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เธอหยิบมันออกมาอ่านอย่างไม่รอช้า
[เวลาคงเหลือก่อนเหตุการณ์ลักพาตัว: 8ชั่วโมง 58 นาที]
เหลือเวลาไม่มากแล้ว เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเงยหน้าขึ้นมองทุกคน
“พวกเรากินข้าวก่อนเถอะค่ะ” เธอพูดเสียงเรียบ “จะได้มาวางแผนกัน ว่าจะทำยังไงดี”
น้ำเสียงของเธอทำให้บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เหอจื้อเหวินพับแผนที่เก็บในกระเป๋าเสื้อก่อนจะทำตามที่ลูกสาวบอก
“ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง…” ชายวัยกลางคนพูดเสียงต่ำ “พ่อจะไม่มีวันปล่อยให้เด็กคนนั้นหายไปต่อหน้าต่อตาเด็ดขาด”
กว่าการเปิดฐานคอนกรีตจะดำเนินมาถึงขั้นที่สามารถนำชิ้นส่วนโครงกระดูกออกมาได้อย่างปลอดภัยแต่ละชิ้นส่วน เวลาก็ล่วงเลยไปหลายชั่วโมงแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้สกัดปูนออกจนหมดในคราวเดียว หากแต่ค่อย ๆ เปิดพื้นที่ตามแนวร่างที่พวกเขาคำนวณไว้อย่างละเอียด รวมถึงยังต้องทำการบันทึกภาพ ตำแหน่ง ระดับความลึก และความสัมพันธ์ของกระดูกแต่ละชิ้นกับคอนกรีตโดยรอบเอาไว้ก่อนเคลื่อนย้ายทุกครั้ง ดังนั้นการทำงานจึงเป็นไปอย่างค่อนข้างช้าและถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีใครบ่น เพราะสำหรับทุกคนที่อยู่ตรงนี้ สิ่งที่ฝังอยู่ภายในฐานคอนกรีตไม่ใช่เพียงวัตถุพยานชิ้นหนึ่ง หากเคยเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีชื่อ มีครอบครัว และอาจมีใครบางคนเฝ้ารอการกลับมาของเขาหรือเธออยู่ที่ไหนสักแห่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่ทุกคนตรงนี้ทำได้ในเวลานี้คือพยายามพาร่างที่นอนทอดกายอยู่ใต้ปูนซีเมนต์มานานเกือบแปดปีออกไปจากที่แห่งนี้ให้สมบูรณ์อย่างที่สุด เพื่อที่สักวันหนึ่ง คนผู้นั้นจะได้มีชื่อของตัวเองกลับคืนมา และได้กลับบ้านเสียทีหลิงซียืนมองภาพการทำงานตรงหน้าด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย ตั้งแต่ช่วงสายจนถึงตอนนี้ เธอแทบ
หลังจากข้อความบนเพจเจอร์ดับลง หลิงซีก็เก็บมันกลับเข้ากระเป๋าเสื้อ ก่อนดึงความสนใจกลับมายังพื้นที่ตรงหน้าอีกครั้ง ขณะนั้นเสิ่นเจียอวี่กำลังบันทึกภาพในระยะกลางต่อจากภาพมุมกว้าง ส่วนเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุพยานเริ่มร่างตำแหน่งฐานราก แนวผนัง และจุดที่พบกระดูกลงบนแผนผังอย่างละเอียด ทุกขั้นตอนยังดำเนินไปโดยไม่มีใครแตะต้องสิ่งที่ฝังอยู่ในเนื้อหินหลิงซียืนนิ่งอยู่หลังแนวเส้นเชือกที่หลัวเหวินโจวกำหนดไว้ สมุดบันทึกในมือถูกเปิดกางค้าง แม้คลังความรู้ด้านนิติมานุษยวิทยาและการตรวจพิสูจน์โครงกระดูกที่ระบบมอบให้จะจัดเรียงเป็นระเบียบอยู่ในหัวชัดเจนมากกว่าเดิม แต่ทว่าเธอกลับยิ่งเพิ่มความระมัดระวังเป็นทวีคูณ เพราะการมีความรู้ ไม่ได้หมายความว่าเธอมีอำนาจก้าวล่วงหรือออกความเห็นตัดหน้าผู้เชี่ยวชาญ ยิ่งในบริบทนี้เธอเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ปีสองที่ได้รับอนุญาตให้ตามมาเรียนรู้งานเท่านั้น“เจียอวี่ ทางนั้นเรียบร้อยไหม” เสียงของหลัวเหวินโจวดังขึ้นท่ามกลางความคิดของเธอ“ภาพบันทึกสภาพเดิม ครบถ้วนแล้วครับอาจารย์หลัว” เสิ่นเจียอวี่ลดกล้องลงพลางเช็กฟิล์ม “ทั้งมุมกว้างและระยะกลางทุกมุม”หล
หลังก้าวพ้นห้องทำงานของหลัวเหวินโจว เฉินมู่ไป๋ก็นำหลิงซีลงมายังลานจอดรถด้านหลังอาคารสำนักงาน โดยที่ตรงนั้นมีรถตู้ขับเคลื่อนสี่ล้อสีเข้มของทีมชันสูตรภาคสนามจอดรออยู่ก่อนแล้ว ขณะที่ประตูท้ายรถได้ถูกเปิดอ้าออก เผยให้เห็นกล่องอุปกรณ์อะลูมิเนียมกับลังพลาสติกแข็งซ้อนกันแน่น รัดด้วยสายผ้าใบอย่างเป็นระเบียบ ชายหนุ่มรุ่นพี่หยิบสมุดรายการสิ่งของที่เขียนด้วยลายมือขึ้นมาไล่ตรวจทีละบรรทัด ขณะที่หลิงซียืนสังเกตอยู่ด้านข้าง รักษาระยะ ไม่ยื่นมือไปหยิบจับอะไรเองตามอำเภอใจ“ถุงมือยางสำรอง”“มีครบครับ”“กล้องถ่ายภาพเลนส์มาโคร แฟลช พร้อมม้วนฟิล์มสำรอง”“ตรวจเช็กแล้วครับ”“สเกลวัดขนาด ป้ายหมายเลขหลักฐาน ตลับเมตร แล้วก็สมุดร่างแผนผังที่เกิดเหตุ”เฉินมู่ไป๋ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังคงก้มลงเปิดกล่องเครื่องมืออีกใบเพื่อตรวจสภาพอุปกรณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน หลิงซีมองทุกท่วงท่าของรุ่นพี่อย่างตั้งใจ เพราะนี่คือสิ่งที่หม่าจิ้งหยวนพร่ำสอนเสมอว่า กระบวนการนิติเวชไม่ได้เริ่มต้นตอนก้าวข้ามเทปกั้นจุดเกิดเหตุ หากแต่เริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนล้อหมุน การขาดตกบกพร่องของอุปกรณ์เ
ช่วงเวลาเกือบสามสัปดาห์ที่หลิงซีเข้าออกศูนย์ตรวจพิสูจน์ทางนิติเวช สำนักงานความมั่นคงสาธารณะเมืองสือเจียจวง ตามการประกบของเฉินมู่ไป๋ ทำให้ตารางชีวิตในฐานะนักศึกษาแพทย์ปีสองแน่นขนัดกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดนอกจากวิชาเรียนบรรยายและชั่วโมงแล็บกายวิภาคศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแล้ว เวลาว่างเกือบทั้งหมดของเธอก็ถูกยกให้กับการเรียนรู้งานที่ศูนย์แห่งนี้ บางวันเธอนั่งอยู่มุมหนึ่งของห้องทำงาน คอยสังเกตการบันทึกรายงานผลทางนิติวิทยาศาสตร์และการจัดเก็บแฟ้มสำนวน บางวันได้ก้าวตามรุ่นพี่เข้าไปยืนดูการตรวจสภาพศพภายนอก หรือยืนฟังเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ถกเถียงกันเรื่องผลการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการที่นี่ไม่มีคดีสะเทือนขวัญผุดขึ้นมาทุกวัน ไม่มีเหตุการณ์ตื่นเต้นเร้าใจ และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครปล่อยให้นักศึกษาปีสองอย่างเธอแตะต้องวัตถุพยานชิ้นใดตามอำเภอใจแต่สำหรับหลิงซี นี่คือกระบวนการซึมซับระบบราชการและระเบียบวิธีปฏิบัติงานจริงของนิติเวชตำรวจ ซึ่งแตกต่างจากห้องแล็บของมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิงทางด้านของเฉินมู่ไป๋เองก็ไม่เคยผ่อนปรนมาตรฐานของตัวเองลงเลยเหมือนกัน“บรรยายสิ่งที่เห
หลังคดีของเฉินเจียหมิงปิดฉากลง หลิงซีก็ได้รับฟังบทสรุปทั้งหมดจากหม่าจิ้งหยวนในอีกหลายวันให้หลัง ทั้งพยานหลักฐานในโกดังร้าง รวมถึงคำให้การซัดทอดของคนในบ้าน ตลอดจนรอยเงื่อนงำทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ค่อย ๆ เชื่อมประสานเข้าหากัน ในที่สุดก็นำไปสู่การจับกุมตัวผู้กระทำผิดมารับโทษสำหรับเด็กสาว เรื่องราวในคดีนี้จบลงตรงที่ความจริงปรากฏและคนร้ายถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ทว่าสำหรับเฉินหยางกับหลี่ซูเจิน เธอไม่รู้เลยว่าตราบาปในใจของพวกเขาจะสิ้นสุดลงเมื่อใดอาจเป็นอีกหลายปี หรืออาจติดตัวไปตลอดชั่วชีวิตเพราะต่อให้ลากคอคนผิดมาลงทัณฑ์ได้ ต่อให้รู้ซึ้งว่าตลอดห้าวันที่หายตัวไปเฉินเจียหมิงต้องเผชิญกับสิ่งใดมาบ้าง ทว่าพ่อแม่คู่นั้นก็ไม่มีวันย้อนเวลากลับไปเปิดอ่านจดหมายฉบับนั้นให้เร็วกว่าเดิมได้อีกแล้วหลังจากผ่านพ้นมรสุมคดีนั้นไป มหาวิทยาลัยก็เปิดเรียนและจังหวะชีวิตของหลิงซีก็ค่อย ๆ หวนคืนสู่ความสงบช่วงเวลากลางวันเธอเข้าชั้นเรียนตามปกติ หากมีเวลาว่างก็แวะไปคลุกคลีอยู่ที่ภาควิชานิติเวชศาสตร์เพื่อช่วยงานและศึกษาเคสที่หม่าจิ้งหยวนมอบหมาย ส่วนช่วงเย็น หากไม่มีภาระที่ร้านของครอบครัว เ
ชั่วขณะนั้น หลี่ซูเจินแทบไม่อาจควบคุมตัวเองได้สัญชาตญาณของคนเป็นแม่ผลักดันให้เธอก้าวออกไปจากหลังมุมกำแพง กระชากหวังซิ่วหลานมาถามให้รู้เรื่องเดี๋ยวนั้นว่า “โกดัง” ที่สองแม่ลูกกำลังพูดถึงใช่สถานที่เดียวกับที่พบร่างของเจียหมิงหรือไม่ และทั้งคู่เกี่ยวข้องอะไรกับการตายของลูกชายเธอกันแน่แต่ก่อนที่เท้าจะก้าวเท้าออกไป หลี่ซูเจินกลับหยุดตัวเองไว้ได้เสียก่อนไม่ได้...หากสิ่งที่เธอได้ยินเกี่ยวข้องกับเจียหมิงจริง การออกไปเผชิญหน้าตอนนี้มีแต่จะทำให้ทั้งสองคนรู้ตัวหญิงวัยกลางคนกัดริมฝีปากแน่นจนเจ็บ พยายามกดทั้งความโกรธ ความเสียใจ และความหวาดกลัวที่กำลังตีขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนจะค่อย ๆ ถอยออกจากบริเวณนั้นอย่างระมัดระวังเมื่อคิดได้ดังนี้เธอจึงย้อนกลับมาตามทางเดิม กระทั่งผ่านประตูด้านหลังเข้ามาในบ้านแล้วรีบปิดมันลงเบา ๆ จากนั้นก็ตรงขึ้นไปยังชั้นสองโดยไม่พูดกับใครทันทีที่กลับเข้าห้องของลูกชาย สิ่งแรกที่หลี่ซูเจินทำคือหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาจากโต๊ะคราวนี้เธอไม่ลังเลอีกแล้วเธอเดินไปยังโทรศัพท์ภายในห้อง ก่อนยกหูขึ้นแล้วต่อสายออกไปยังกองตำรวจสืบสวนเม







