แชร์

5

ผู้เขียน: Scince
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2025-08-01 10:31:19

ย่าหลี่เหมือนจะตั้งสติได้ เป็นตาร้ายดียังไง ท่านก็ไม่มีวันยอมรับว่าลูกชายเป็นพวกนั้น ทั้งยังไม่มีวันยอมให้ใครมาพูดถึงลูกชายที่อนาคตกำลังไปได้สวยในทางไม่ดีด้วย

 "แม่เสี่ยวเฟิง นี่คือวิธีที่คนบ้านหลิวตอบแทนพวกเราอย่างนั้นเหรอ มาอยู่แค่ไม่กี่วันก็ใส่ร้ายลูกชายฉัน หล่อนสั่งสอนลูกสาวให้ปฏิบัติกับผู้มีพระคุณแบบนี้เหรอ" ประโยคสุดท้ายท่านหันไปตวาดใส่ลูกสะใภ้ที่ยืนตัวลีบอยู่มุมห้อง

เพราะลูกชายแต่งงานกับลูกสะใภ้คนนี้มาตั้งแต่ที่หล่อนหนีซมซานมายังเมืองแห่งนี้ ในตอนแรกก็โกหกว่าเป็นหญิงสาวยังไม่แต่งงาน แต่เพราะอาบน้ำร้อนมาก่อนจึงมองออก ทำให้ต้องสารภาพว่าเคยแต่งงานทั้งยังมีลูกติด แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้หอบลูกมาเป็นภาระเพิ่ม

แต่เพราะลูกชายรักผู้หญิงคนนี้มาก ท่านเลยขัดไม่ได้ แต่นับตั้งแต่นั้นมา หลิวซือก็อยู่ในโอวาท ภายใต้ความกดขี่จากคนบ้านหลี่มาโดยตลอด อาศัยเพียงความรักของสามีที่มีให้กับถึงอยู่รอดได้ไปวันๆ

หลี่เจียงผู้เป็นเสาหลักของบ้านขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าคมคายที่คล้ำแดดจากการทำงานหนักในโรงงานเหล็กกล้าตอนนี้แดงก่ำไปด้วยความโกรธระคนอับอาย

เขาไม่ได้สนใจว่าใครถูกใครผิด สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงอย่างเดียวคือความสงบสุขในบ้านกำลังถูกทำลาย และหน้าตาของเขาในฐานะผู้นำครอบครัวกำลังถูกหยามหมิ่น

"พอได้แล้ว" เขาตะคอกเสียงดัง "มีเรื่องอะไรทำไมไม่พูดจากันดี ๆ ต้องมาส่งเสียงเอะอะโวยวายให้ชาวบ้านเขาได้ยินกันทั้งหมู่บ้านเลยหรือยังไง"

เสี่ยวเหลียนยืนนิ่งอยู่ข้างๆ ยายหลิว แม้ใบหน้าจะซีดเซียวทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตรงไม่โค้งงอ สายตาของเธอประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเยือกเย็นราวกับผู้บัญชาการในสนามรบ ไม่ใช่เด็กสาวอายุ 15 ปี ที่เพิ่งรอดชีวิตจากการจมน้ำมาหมาดๆ นี่คือกระดานหมากใหม่ของเธอ และเธอกำลังอ่านเกมของฝ่ายตรงข้ามอย่างละเอียด

ย่าหลี่คือ ขุน ที่เอาแต่ใจและทรงอำนาจจอมปลอม อาศัยเพียงแค่ว่าตัวเองอาวุโส กดขี่ผู้อื่น พ่อเลี้ยงหลี่เจียงคือ เรือ ที่เดินตรงอย่างเดียว หูเบา เชื่อพวกพ้อง และยึดมั่นในศักดิ์ศรีของผู้ชายอย่างโง่งม ส่วนอาสามหลี่เซียน ม้า ที่เดินเฉียง ฉลาดแกมโกง รู้จักพลิกแพลงสถานการณ์เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และตอนนี้ 'ม้า' ตัวนั้นกำลังเล่นละครบทนางเอกผู้ถูกรังแกได้อย่างน่าสมเพช

"พี่ใหญ่ แม่คะ...ไม่ต้องพูดอะไรแล้วละค่ะ" อาสามกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่แฝงไว้ด้วยความเหนือกว่าอย่างมีชั้นเชิง  มั่นใจว่ายังไงแม่กับพี่ชายก็ต้องเข้าข้างตัวเอง

เธอปรายตามองเสี่ยวเหลียนและยายหลิวอย่างดูแคลน "ฉันคงจะหวังดีผิดคน แม้ว่าจะพยายามหยิบยื่นสิ่งดี ๆ ให้ แต่กันให้กับคนที่เขาไม่ต้องการ บางที...คนบางคนก็อาจจะพอใจกับชีวิตที่ต่ำต้อยของตัวเองจนมองไม่เห็นความหวังดีจากคนอื่น"

คำพูดของเธอเหมือนเข็มพิษที่เคลือบด้วยน้ำผึ้ง ไม่ได้หยาบคาย แต่กลับดูถูกเหยียดหยามได้อย่างเจ็บแสบที่สุด

‘ต่ำต้อยอย่างนั้นเหรอ’ เสี่ยวเหลียนคิดในใจ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ‘การมีชีวิตอยู่เพื่อความฝันของตัวเองมันต่ำต้อยตรงไหนกัน ถ้าเทียบกับการมีชีวิตอยู่เพื่อปกปิดความลับอันน่ารังเกียจของคนในครอบครัว แบบไหนกันแน่ที่เรียกว่าต่ำต้อย’

"พ่อคะ"

เสี่ยวเหลียนตัดสินใจเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน น้ำเสียงของเธอสงบนิ่งและชัดเจนจนน่าประหลาดใจ มันดึงความสนใจของทุกคนมาที่เธอได้ในทันที

"ฉันคิดว่าพวกเรากำลังหลงประเด็น เรื่องทั้งหมดนี้มีความเข้าใจผิดกันอยู่มากค่ะ"

หลี่เจียงเลิกคิ้ว "เข้าใจผิดอะไร อาสามก็ยืนอยู่ตรงนี้ เสื้อผ้าก็ยับย่นไปหมด จะบอกว่ามันเป็นความเข้าใจผิดได้ยังไง"

"เสื้อผ้าของอาสามยับก็จริง แต่อาจเป็นเพราะหล่อนพุ่งเข้ามาอย่างแรง แล้วฉันก็แค่ยกมือขึ้นป้องกันตัว" เสี่ยวเหลียนตอบอย่างใจเย็นราวกับกำลังอธิบายเรื่องดินฟ้าอากาศ "ฉันไม่ได้แตะต้องตัวอาสามแม้แต่ปลายเล็บ และไม่มีความคิดที่จะทำร้ายใคร อีกอย่างอย่าลืมสิคะว่าฉันกำลังป่วยอยู่ จะไปเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ไหนทำร้ายคนละคะ"

ตรรกะที่เรียบง่ายแต่หนักแน่นทำให้หลี่เจียงถึงกับชะงักไป เขามองหน้าเสี่ยวเหลียนอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง 

หลี่เซียนเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่เป็นใจก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที "แล้วเรื่องที่สองยายหลานกล่าวหาใส่ร้ายฉันกับน้องสี่ล่ะ นั่นเป็นความเข้าใจผิดด้วยไหม พวกเธอพูดจาดูหมิ่นน้องชายฉัน ทำให้เขาต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ทุกคนเองก็ได้ยินเต็มสองหู นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะคะพี่ใหญ่"

"กล่าวหาอย่างนั้นเหรอคะ" เสี่ยวเหลียนทวนคำอย่างใสซื่อ "ฉันกับยายแค่ตั้งข้อสังเกตตามความเป็นจริงเท่านั้นเองค่ะ อาสามบอกว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นเรื่องที่ดี เป็นการหยิบยื่นอนาคตที่สดใสให้กับฉัน แต่ยายแค่สงสัยว่า...ถ้ามันดีขนาดนั้นจริง ๆ ทำไมโอกาสดี ๆ แบบนี้ถึงไม่ตกไปถึงลูกสาวของผู้จัดการโรงงาน หรือลูกสาวของหัวหน้าหน่วยงานที่อาเล็กทำงานอยู่ละคะ พวกเธอเหล่านั้นมีทั้งชาติตระกูลและการศึกษาที่เพียบพร้อม เหมาะสมกับอาเล็กที่เป็นถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐมากกว่าเด็กกำพร้าพ่อจากชนบทอย่างฉันไม่ใช่เหรอ"

เธอหยุดพูดไปชั่วครู่ ปล่อยให้คำถามของเธอลอยค้างอยู่ในอากาศ สร้างความเงียบที่น่าอึดอัดใจให้กับฝ่ายตรงข้าม ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เรียบเรื่อยแต่เชือดเฉือนยิ่งกว่ามีดโกน

"หรือว่า โอกาสที่ดีเลิศนี้...มันมีเงื่อนไขบางอย่างที่คนอื่นเขารับไม่ได้ มีเพียงเด็กสาวที่จนตรอกและไม่มีทางเลือกอย่างฉันเท่านั้นที่เหมาะสมจะเป็นผู้รับมันไป"

"นี่หล่อน" ย่าหลี่โกรธจนหน้าเขียว เมื่อถูกเด็กเมื่อวานซืนต้อนจนให้จนมุม 

ท่านไม่มีปัญญาที่จะโต้เถียงด้วยเหตุผลอีกต่อไป จึงหันไปใช้ไพ่ใบสุดท้ายที่คิดว่าตนกุมอยู่ "ช่างปากกล้านักนะ อย่าลืมสิว่าพวกแกมากินนอนอยู่ในบ้านของใคร ถ้าไม่มีตระกูลหลี่ของฉันคอยให้ที่พักพิง ป่านนี้พวกแกสองคนยายหลานคงได้ไปนอนข้างถนนแล้ว คนไม่รู้จักบุญคุณคน"

นี่คือข้อกล่าวหาที่พวกเขาใช้เป็นอาวุธมาตลอด มันคือสิ่งที่ทำให้หลิวซือผู้เป็นแม่ต้องยอมจำนน และทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่าสองชีวิตที่ย้ายเข้ามาใหม่

แต่ครั้งนี้...อาวุธชิ้นนั้นกำลังจะย้อนกลับมาทำร้ายพวกเขาเอง

ยายหลิวซึ่งยืนเงียบอยู่นาน ก้าวออกมาข้างหน้าอย่างช้าๆ อย่างสง่างามราวกับต้นสนที่ยืนตระหง่านท้าทายพายุฝน ในมือของท่านถือห่อผ้าเก่าๆ ที่หยิบติดมือมาจากใต้หมอนเมื่อครู่นี้

"แม่เขยหลี่ คำว่าบุญคุณน่ะ อย่าได้เอามาพูดพร่ำเพรื่อให้มันเสื่อมราคาเลย" ยายหลิวเอ่ยเสียงเรียบ แต่ทุกคำพูดกลับหนักแน่นราวกับค้อนเหล็ก

ท่านค่อยๆ คลี่ห่อผ้าออกอย่างไม่รีบร้อน เผยให้เห็นธนบัตรจำนวนหนึ่งที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี "นับตั้งแต่วันแรกที่ฉันกับหลานสาวมาเหยียบที่นี่ ฉันได้มอบเงินจำนวน 15 หยวนให้กับลูกสาวไปแล้วไม่ใช่เหรอ"

หลิวซือถึงกลับเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นแม่ ในใจนึกตำหนิที่ท่านพูดเรื่องเงิน ทั้งยังให้คนพวกนั้นรู้ว่ามีเงินมากมาย พวกคลั่งกลิ่นของเงินต่อไปคงอยู่ไม่สุขแน่

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   120

    ช่วงดึกวันเดียวกันนั้น พ่อจางสังเกตเห็นความผิดปกติของภรรยา อยู่กินมานานเกือบสามสิบปี แค่อ้าปากก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร“มีเรื่องอะไรที่ผมไม่รู้หรือเปล่าครับ” พ่อจางกอดภรรยาจากทางด้านหลัง มั่นใจว่าคนข้างๆ ยังไม่นอน“…." มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา“วันนี้เจ้าลูกชายตัวดีมาคุยกับผม เรื่องที่ขอยืดเวลาให้กวงเอ๋อร์อยู่ที่นี่ก่อน ทางผมไม่ติดอะไรนะถ้าคุณจะอยู่กับหลานต่อ”“ฉันจะกลับบ้านค่ะ ถ้าพวกเขาไม่ยอมให้ฉันเอาหลานกลับ ก็ให้พวกเขาเลี้ยงกันเอง ฉันจะไม่ยุ่งแล้ว” แม่จางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงน้อยใจ“พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก ถ้าคุณอยากจะกลับเพราะคิดถึงผมก็แล้วไปเถอะ แต่อย่ากลับเพียงเพราะอยากประชดลูกเลย เสวี่ยอวี้อาจจะไม่เป็นไร แต่อย่าทำให้ลูกสะใภ้ลำบากใจ ได้ยินว่าเธอยินดีที่ให้กวงเอ๋อร์ไปชิงเต่า แต่เจ้าลูกชายตัวดีไม่ยอม” พ่อจางรับหน้าที่เป็นคนกลา

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   119

    สิงหาคม 1980ครบกำหนดที่จางเหยากวงต้องกลับไปชิงเต่ากับคุณย่าของเขาแล้ว เจ้าอ้วนยังไม่รู้ชะตากรรมว่าต่อไปตัวเองจะต้องอยู่ห่างจากพ่อแม่ ตอนนี้สองพ่่อลูกกำลังเล่นของเล่นบนเตียงกันอยู่“ผมจำได้ว่าเครื่องบินของกวงเอ๋อร์มีเยอะกว่านี้ไม่ใช่เหรอครับ” สองพ่อลูกชอบเล่นเครื่องบิน ก่อนนอนทุกคืนเขาจะต้องได้เล่นเครื่องบินกับพ่อก่อน แล้วค่อยให้ย่าจางพาไปนอน“ฉันเก็บลงกล่องบางส่วนแล้วละค่ะ” พูดถึงเรื่องนี้ทีไรก็รู้สึกจุกที่ลำคอทุกทีจางเสวี่ยอวี้ได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจ ให้ลูกชายเล่นเครื่องบินไปก่อน แล้วหันมาปลอบแม่ของลูกแทน “ถ้าอย่างนั้นไม่สู้เราคุยกับแม่ให้ท่านกลับไปชิงเต่าก่อนดีหรือเปล่าครับ ผมจะจ้างพี่เลี้ยงมาอยู่ประจำ คุณยายท่านจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเกินไป”ตอนนี้แม้ว่าที่บ้านของเขาจะมีแม่บ้าน แต่ทำงานเช้าเย็นก็กลับ หน้าที่เลี้ยงหลานเป็นของยายทวดและคุณย่า เขารู้ดีว่าพวกท

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   118

    จ้าวเสี่ยวเหลียนยุ่งอยู่กับการเลี้ยงลูกและเรียน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ลืมใส่ใจน้องสาว ตอนนี้หลี่เฟินสอบเข้ามหาวิทยาลัยมณฑลได้แล้ว เดิมทีแม่หลิวอยากให้มาอยู่กับพี่สาว จะช่วยเลี้ยงหลาน แต่เพราะมหาวิทยาลัยกับค่ายทหารอยู่ไกลกันเดินทางลำบาก เสี่ยวเหลียนเลยเลือกให้น้องสาวอยู่หอพักแทน วันหยุดถึงมาหลานสาว“ไอหยา…ตัวหนักกว่าครั้งที่แล้วอีกนะ” น้าสาวยิ้มกว้างเมื่อได้อุ้มหลานชายวัยสี่เดือน ตอนนี้เขาใส่เสื้อผ้าของเด็กหนึ่งขวบไปแล้วเรียบร้อย“เขาห้ามทักว่าเด็กอ้วนเดี๋ยวจะป่วย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย” ยายหลิวดุหลานสาว“จริงเหรอคะ เสี่ยวกวงของเราไม่อ้วนเลย ออกจะผอมไปด้วยซ้ำ ต้องกินเยอะๆ นะ” พอรู้ว่าหลานชายจะป่วยเพราะคำพูดของตัวเอง น้าสาวก็กลับคำเสียอย่างนั้นเสี่ยวเหลียนได้ยินแล้วก็ส่ายหน้า “เด็กคนหนึ่งจะป่วยก็คงไม่เกี่ยวกับคำพูดหรอก เป็นเพราะสภาพแวดล้อมแล้วก็สิ่งที่เขากินเข้าไปมากกว่า เจ็บป

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   117

    จ้าวเสี่ยวเหลียนอยู่โรงพยาบาล 3 วัน ถ้าเป็นคนอื่นคงออกตั้งแต่สองวันแรก แต่เพราะเป็นภรรยาของท่านนายพล เขาอยากมั่นใจก่อนว่าภรรยาและลูกปลอดภัย พ่อจางกับแม่จางมาถึงวันที่เสี่ยวเหลียนออกจากโรงพยาบาลพอดี จางเสวี่ยอวี้ตั้งชื่อลูกชายา จางเหยากวง“ไอหยา…เพิ่งคุยกันไม่กี่วันก่อนแท้ๆ หลานย่าก็รีบออกมาเสียแล้ว ไม่รอย่าเลย” ตอนนี้คุณแม่จางกำลังอุ้มหลายชายตัวอ้วนของท่านอยู่รีบอะไรกันละคะ ความจริงต้องออกตั้นแต่ช่วงต้นเดือนเสียด้วยซ้ำ อีกสองสัปดาห์ก้จะเปิดเทอมแล้ว ม่านม่านจะพักฟื้นทันหรือเปล่า" แม่หลิวมองหน้าลูกสาวที่กำลังอยู่เดือนด้วยความเป็นห่วง“นั่นสิ แล้วเรื่องอยู่เดือนจะทำยังไง” แม่จางถาม“สัปดาห์แรกน่าจะยังไม่มีอะไรหรอกค่ะ ยังไม่ต้องไปก็ได้ แต่หลังจากนั้นยังไงก็ต้องไปเพราะขึ้นปีสามแล้ว เนื้อหาเฉพาะมากขึ้น”“ไม่สู้ให้แม่พากวงเอ๋อร์กลับชิงเต่า พวกลูกจะไ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   116

    จางเสวี่ยอวี้ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาเห็นของเหลวกำลังไหลออกมาจากร่างกายของภรรยา ก่อนหน้านี้เธอมีอาการเจ็บท้องอยู่หลายครั้ง แต่พอเกิดขึ้นจริงเขากลับทำอะไรไม่ถูก“จางเสวี่ยอวี้ เอาของที่เตรียมไว้ไปใส่รถเร็วเข้า” ในจิตสำนึกของเธอแล้ว ตัวเองอายุเท่ากันกับสามี พอน้ำคร่ำแตก อาการเจ็บท้องคลอดของเธอก็ถี่ขึ้น จนเหงื่อท่วมตัวว่าที่คุณพ่อมือใหม่สะดุ้งกับคำสั่งของภรรยา “ได้” เขารีบเดินไปหิ้วกระเป๋าที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้นานแล้วขึ้นรถ ไม่นานก็กลับเข้ามาอุ้มภรรยาไปโรงพยาบาล“ไม่ต้องกลัวนะ ทำใจให้สบาย” ยายหลิวจับมือปลอบใจหลานสาวตลอดทาง โชคดีที่บ้านพักกับโรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลกันมาก ใช้เวลาเดินทางแค่ 5 นาทีก็มาถึงโรงพยาบาลตอนนี้เสี่ยวเหลียนถูกเข็นไปยังห้องคลอด จางเสวี่ยอวี้เดินไปตามหวังหว่านอินที่ห้องตรวจด้วยตัวเอง ทำเอาคนไข้แตกตื่นไปตามๆ กัน“นายใจเย็นๆ ก่อน ตอนนี้เธอ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   115

    กุมภาพันธ์ 1980ปิดเทอมฤดูหนาวเสี่ยวเหลียนไม่ได้กลับชิงเต่า เพราะจางเสวี่ยอวี้ไม่อยากให้เธอต้องเดินทางไกลช่วงที่หิมะตกหนัก“เข้าใจแล้วค่ะ วางแล้วนะคะ”“ใครโทรมาครับ” จางเสวี่ยอวี้เดินเข้ามาโอบเอวของภรรยา มือหนาลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นมานิดๆ ของภรรยา“แม่น่ะค่ะ โทรมากำชับ บอกว่าปิดเทอมนี้ไม่ต้องกลับบ้าน” เธอยิ้มตอบสามี รู้สึกดีทุกครั้งที่เขาลูบท้องลูกของพวกเธอ“ผมทำเรื่องขอย้ายไปอยู่บ้านเป็นหลังแล้ว คิดว่าสะดวกกว่าอยู่บนอาคาร”“ทำไมละคะ” เธอคิดว่าอยู่บนอาคารก็สะดวกดี ฤดูหนาวไม่ต้องคอยมากวาดหิมะบนหลังคา ติดแค่พื้นที่แคบไปสักหน่อยก็เท่านั้น“อยู่บ้านเป็นหลังดีกว่า อีกหน่อยคุณยายก็ต้องมาช่วยดูแลคุณ ท่านจะได้ไม่อึดอัดที่อยู่แต่บนอาคารอย่างเดียว”

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status