Share

5

Author: Scince
last update Petsa ng paglalathala: 2025-08-01 10:31:19

ย่าหลี่เหมือนจะตั้งสติได้ เป็นตาร้ายดียังไง ท่านก็ไม่มีวันยอมรับว่าลูกชายเป็นพวกนั้น ทั้งยังไม่มีวันยอมให้ใครมาพูดถึงลูกชายที่อนาคตกำลังไปได้สวยในทางไม่ดีด้วย

 "แม่เสี่ยวเฟิง นี่คือวิธีที่คนบ้านหลิวตอบแทนพวกเราอย่างนั้นเหรอ มาอยู่แค่ไม่กี่วันก็ใส่ร้ายลูกชายฉัน หล่อนสั่งสอนลูกสาวให้ปฏิบัติกับผู้มีพระคุณแบบนี้เหรอ" ประโยคสุดท้ายท่านหันไปตวาดใส่ลูกสะใภ้ที่ยืนตัวลีบอยู่มุมห้อง

เพราะลูกชายแต่งงานกับลูกสะใภ้คนนี้มาตั้งแต่ที่หล่อนหนีซมซานมายังเมืองแห่งนี้ ในตอนแรกก็โกหกว่าเป็นหญิงสาวยังไม่แต่งงาน แต่เพราะอาบน้ำร้อนมาก่อนจึงมองออก ทำให้ต้องสารภาพว่าเคยแต่งงานทั้งยังมีลูกติด แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้หอบลูกมาเป็นภาระเพิ่ม

แต่เพราะลูกชายรักผู้หญิงคนนี้มาก ท่านเลยขัดไม่ได้ แต่นับตั้งแต่นั้นมา หลิวซือก็อยู่ในโอวาท ภายใต้ความกดขี่จากคนบ้านหลี่มาโดยตลอด อาศัยเพียงความรักของสามีที่มีให้กับถึงอยู่รอดได้ไปวันๆ

หลี่เจียงผู้เป็นเสาหลักของบ้านขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าคมคายที่คล้ำแดดจากการทำงานหนักในโรงงานเหล็กกล้าตอนนี้แดงก่ำไปด้วยความโกรธระคนอับอาย

เขาไม่ได้สนใจว่าใครถูกใครผิด สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงอย่างเดียวคือความสงบสุขในบ้านกำลังถูกทำลาย และหน้าตาของเขาในฐานะผู้นำครอบครัวกำลังถูกหยามหมิ่น

"พอได้แล้ว" เขาตะคอกเสียงดัง "มีเรื่องอะไรทำไมไม่พูดจากันดี ๆ ต้องมาส่งเสียงเอะอะโวยวายให้ชาวบ้านเขาได้ยินกันทั้งหมู่บ้านเลยหรือยังไง"

เสี่ยวเหลียนยืนนิ่งอยู่ข้างๆ ยายหลิว แม้ใบหน้าจะซีดเซียวทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตรงไม่โค้งงอ สายตาของเธอประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเยือกเย็นราวกับผู้บัญชาการในสนามรบ ไม่ใช่เด็กสาวอายุ 15 ปี ที่เพิ่งรอดชีวิตจากการจมน้ำมาหมาดๆ นี่คือกระดานหมากใหม่ของเธอ และเธอกำลังอ่านเกมของฝ่ายตรงข้ามอย่างละเอียด

ย่าหลี่คือ ขุน ที่เอาแต่ใจและทรงอำนาจจอมปลอม อาศัยเพียงแค่ว่าตัวเองอาวุโส กดขี่ผู้อื่น พ่อเลี้ยงหลี่เจียงคือ เรือ ที่เดินตรงอย่างเดียว หูเบา เชื่อพวกพ้อง และยึดมั่นในศักดิ์ศรีของผู้ชายอย่างโง่งม ส่วนอาสามหลี่เซียน ม้า ที่เดินเฉียง ฉลาดแกมโกง รู้จักพลิกแพลงสถานการณ์เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และตอนนี้ 'ม้า' ตัวนั้นกำลังเล่นละครบทนางเอกผู้ถูกรังแกได้อย่างน่าสมเพช

"พี่ใหญ่ แม่คะ...ไม่ต้องพูดอะไรแล้วละค่ะ" อาสามกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่แฝงไว้ด้วยความเหนือกว่าอย่างมีชั้นเชิง  มั่นใจว่ายังไงแม่กับพี่ชายก็ต้องเข้าข้างตัวเอง

เธอปรายตามองเสี่ยวเหลียนและยายหลิวอย่างดูแคลน "ฉันคงจะหวังดีผิดคน แม้ว่าจะพยายามหยิบยื่นสิ่งดี ๆ ให้ แต่กันให้กับคนที่เขาไม่ต้องการ บางที...คนบางคนก็อาจจะพอใจกับชีวิตที่ต่ำต้อยของตัวเองจนมองไม่เห็นความหวังดีจากคนอื่น"

คำพูดของเธอเหมือนเข็มพิษที่เคลือบด้วยน้ำผึ้ง ไม่ได้หยาบคาย แต่กลับดูถูกเหยียดหยามได้อย่างเจ็บแสบที่สุด

‘ต่ำต้อยอย่างนั้นเหรอ’ เสี่ยวเหลียนคิดในใจ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ‘การมีชีวิตอยู่เพื่อความฝันของตัวเองมันต่ำต้อยตรงไหนกัน ถ้าเทียบกับการมีชีวิตอยู่เพื่อปกปิดความลับอันน่ารังเกียจของคนในครอบครัว แบบไหนกันแน่ที่เรียกว่าต่ำต้อย’

"พ่อคะ"

เสี่ยวเหลียนตัดสินใจเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน น้ำเสียงของเธอสงบนิ่งและชัดเจนจนน่าประหลาดใจ มันดึงความสนใจของทุกคนมาที่เธอได้ในทันที

"ฉันคิดว่าพวกเรากำลังหลงประเด็น เรื่องทั้งหมดนี้มีความเข้าใจผิดกันอยู่มากค่ะ"

หลี่เจียงเลิกคิ้ว "เข้าใจผิดอะไร อาสามก็ยืนอยู่ตรงนี้ เสื้อผ้าก็ยับย่นไปหมด จะบอกว่ามันเป็นความเข้าใจผิดได้ยังไง"

"เสื้อผ้าของอาสามยับก็จริง แต่อาจเป็นเพราะหล่อนพุ่งเข้ามาอย่างแรง แล้วฉันก็แค่ยกมือขึ้นป้องกันตัว" เสี่ยวเหลียนตอบอย่างใจเย็นราวกับกำลังอธิบายเรื่องดินฟ้าอากาศ "ฉันไม่ได้แตะต้องตัวอาสามแม้แต่ปลายเล็บ และไม่มีความคิดที่จะทำร้ายใคร อีกอย่างอย่าลืมสิคะว่าฉันกำลังป่วยอยู่ จะไปเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ไหนทำร้ายคนละคะ"

ตรรกะที่เรียบง่ายแต่หนักแน่นทำให้หลี่เจียงถึงกับชะงักไป เขามองหน้าเสี่ยวเหลียนอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง 

หลี่เซียนเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่เป็นใจก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที "แล้วเรื่องที่สองยายหลานกล่าวหาใส่ร้ายฉันกับน้องสี่ล่ะ นั่นเป็นความเข้าใจผิดด้วยไหม พวกเธอพูดจาดูหมิ่นน้องชายฉัน ทำให้เขาต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ทุกคนเองก็ได้ยินเต็มสองหู นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะคะพี่ใหญ่"

"กล่าวหาอย่างนั้นเหรอคะ" เสี่ยวเหลียนทวนคำอย่างใสซื่อ "ฉันกับยายแค่ตั้งข้อสังเกตตามความเป็นจริงเท่านั้นเองค่ะ อาสามบอกว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นเรื่องที่ดี เป็นการหยิบยื่นอนาคตที่สดใสให้กับฉัน แต่ยายแค่สงสัยว่า...ถ้ามันดีขนาดนั้นจริง ๆ ทำไมโอกาสดี ๆ แบบนี้ถึงไม่ตกไปถึงลูกสาวของผู้จัดการโรงงาน หรือลูกสาวของหัวหน้าหน่วยงานที่อาเล็กทำงานอยู่ละคะ พวกเธอเหล่านั้นมีทั้งชาติตระกูลและการศึกษาที่เพียบพร้อม เหมาะสมกับอาเล็กที่เป็นถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐมากกว่าเด็กกำพร้าพ่อจากชนบทอย่างฉันไม่ใช่เหรอ"

เธอหยุดพูดไปชั่วครู่ ปล่อยให้คำถามของเธอลอยค้างอยู่ในอากาศ สร้างความเงียบที่น่าอึดอัดใจให้กับฝ่ายตรงข้าม ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เรียบเรื่อยแต่เชือดเฉือนยิ่งกว่ามีดโกน

"หรือว่า โอกาสที่ดีเลิศนี้...มันมีเงื่อนไขบางอย่างที่คนอื่นเขารับไม่ได้ มีเพียงเด็กสาวที่จนตรอกและไม่มีทางเลือกอย่างฉันเท่านั้นที่เหมาะสมจะเป็นผู้รับมันไป"

"นี่หล่อน" ย่าหลี่โกรธจนหน้าเขียว เมื่อถูกเด็กเมื่อวานซืนต้อนจนให้จนมุม 

ท่านไม่มีปัญญาที่จะโต้เถียงด้วยเหตุผลอีกต่อไป จึงหันไปใช้ไพ่ใบสุดท้ายที่คิดว่าตนกุมอยู่ "ช่างปากกล้านักนะ อย่าลืมสิว่าพวกแกมากินนอนอยู่ในบ้านของใคร ถ้าไม่มีตระกูลหลี่ของฉันคอยให้ที่พักพิง ป่านนี้พวกแกสองคนยายหลานคงได้ไปนอนข้างถนนแล้ว คนไม่รู้จักบุญคุณคน"

นี่คือข้อกล่าวหาที่พวกเขาใช้เป็นอาวุธมาตลอด มันคือสิ่งที่ทำให้หลิวซือผู้เป็นแม่ต้องยอมจำนน และทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่าสองชีวิตที่ย้ายเข้ามาใหม่

แต่ครั้งนี้...อาวุธชิ้นนั้นกำลังจะย้อนกลับมาทำร้ายพวกเขาเอง

ยายหลิวซึ่งยืนเงียบอยู่นาน ก้าวออกมาข้างหน้าอย่างช้าๆ อย่างสง่างามราวกับต้นสนที่ยืนตระหง่านท้าทายพายุฝน ในมือของท่านถือห่อผ้าเก่าๆ ที่หยิบติดมือมาจากใต้หมอนเมื่อครู่นี้

"แม่เขยหลี่ คำว่าบุญคุณน่ะ อย่าได้เอามาพูดพร่ำเพรื่อให้มันเสื่อมราคาเลย" ยายหลิวเอ่ยเสียงเรียบ แต่ทุกคำพูดกลับหนักแน่นราวกับค้อนเหล็ก

ท่านค่อยๆ คลี่ห่อผ้าออกอย่างไม่รีบร้อน เผยให้เห็นธนบัตรจำนวนหนึ่งที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี "นับตั้งแต่วันแรกที่ฉันกับหลานสาวมาเหยียบที่นี่ ฉันได้มอบเงินจำนวน 15 หยวนให้กับลูกสาวไปแล้วไม่ใช่เหรอ"

หลิวซือถึงกลับเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นแม่ ในใจนึกตำหนิที่ท่านพูดเรื่องเงิน ทั้งยังให้คนพวกนั้นรู้ว่ามีเงินมากมาย พวกคลั่งกลิ่นของเงินต่อไปคงอยู่ไม่สุขแน่

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   120

    ช่วงดึกวันเดียวกันนั้น พ่อจางสังเกตเห็นความผิดปกติของภรรยา อยู่กินมานานเกือบสามสิบปี แค่อ้าปากก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร“มีเรื่องอะไรที่ผมไม่รู้หรือเปล่าครับ” พ่อจางกอดภรรยาจากทางด้านหลัง มั่นใจว่าคนข้างๆ ยังไม่นอน“…." มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา“วันนี้เจ้าลูกชายตัวดีมาคุยกับผม เรื่องที่ขอยืดเวลาให้กวงเอ๋อร์อยู่ที่นี่ก่อน ทางผมไม่ติดอะไรนะถ้าคุณจะอยู่กับหลานต่อ”“ฉันจะกลับบ้านค่ะ ถ้าพวกเขาไม่ยอมให้ฉันเอาหลานกลับ ก็ให้พวกเขาเลี้ยงกันเอง ฉันจะไม่ยุ่งแล้ว” แม่จางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงน้อยใจ“พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก ถ้าคุณอยากจะกลับเพราะคิดถึงผมก็แล้วไปเถอะ แต่อย่ากลับเพียงเพราะอยากประชดลูกเลย เสวี่ยอวี้อาจจะไม่เป็นไร แต่อย่าทำให้ลูกสะใภ้ลำบากใจ ได้ยินว่าเธอยินดีที่ให้กวงเอ๋อร์ไปชิงเต่า แต่เจ้าลูกชายตัวดีไม่ยอม” พ่อจางรับหน้าที่เป็นคนกลา

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   119

    สิงหาคม 1980ครบกำหนดที่จางเหยากวงต้องกลับไปชิงเต่ากับคุณย่าของเขาแล้ว เจ้าอ้วนยังไม่รู้ชะตากรรมว่าต่อไปตัวเองจะต้องอยู่ห่างจากพ่อแม่ ตอนนี้สองพ่่อลูกกำลังเล่นของเล่นบนเตียงกันอยู่“ผมจำได้ว่าเครื่องบินของกวงเอ๋อร์มีเยอะกว่านี้ไม่ใช่เหรอครับ” สองพ่อลูกชอบเล่นเครื่องบิน ก่อนนอนทุกคืนเขาจะต้องได้เล่นเครื่องบินกับพ่อก่อน แล้วค่อยให้ย่าจางพาไปนอน“ฉันเก็บลงกล่องบางส่วนแล้วละค่ะ” พูดถึงเรื่องนี้ทีไรก็รู้สึกจุกที่ลำคอทุกทีจางเสวี่ยอวี้ได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจ ให้ลูกชายเล่นเครื่องบินไปก่อน แล้วหันมาปลอบแม่ของลูกแทน “ถ้าอย่างนั้นไม่สู้เราคุยกับแม่ให้ท่านกลับไปชิงเต่าก่อนดีหรือเปล่าครับ ผมจะจ้างพี่เลี้ยงมาอยู่ประจำ คุณยายท่านจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเกินไป”ตอนนี้แม้ว่าที่บ้านของเขาจะมีแม่บ้าน แต่ทำงานเช้าเย็นก็กลับ หน้าที่เลี้ยงหลานเป็นของยายทวดและคุณย่า เขารู้ดีว่าพวกท

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   118

    จ้าวเสี่ยวเหลียนยุ่งอยู่กับการเลี้ยงลูกและเรียน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ลืมใส่ใจน้องสาว ตอนนี้หลี่เฟินสอบเข้ามหาวิทยาลัยมณฑลได้แล้ว เดิมทีแม่หลิวอยากให้มาอยู่กับพี่สาว จะช่วยเลี้ยงหลาน แต่เพราะมหาวิทยาลัยกับค่ายทหารอยู่ไกลกันเดินทางลำบาก เสี่ยวเหลียนเลยเลือกให้น้องสาวอยู่หอพักแทน วันหยุดถึงมาหลานสาว“ไอหยา…ตัวหนักกว่าครั้งที่แล้วอีกนะ” น้าสาวยิ้มกว้างเมื่อได้อุ้มหลานชายวัยสี่เดือน ตอนนี้เขาใส่เสื้อผ้าของเด็กหนึ่งขวบไปแล้วเรียบร้อย“เขาห้ามทักว่าเด็กอ้วนเดี๋ยวจะป่วย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย” ยายหลิวดุหลานสาว“จริงเหรอคะ เสี่ยวกวงของเราไม่อ้วนเลย ออกจะผอมไปด้วยซ้ำ ต้องกินเยอะๆ นะ” พอรู้ว่าหลานชายจะป่วยเพราะคำพูดของตัวเอง น้าสาวก็กลับคำเสียอย่างนั้นเสี่ยวเหลียนได้ยินแล้วก็ส่ายหน้า “เด็กคนหนึ่งจะป่วยก็คงไม่เกี่ยวกับคำพูดหรอก เป็นเพราะสภาพแวดล้อมแล้วก็สิ่งที่เขากินเข้าไปมากกว่า เจ็บป

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   117

    จ้าวเสี่ยวเหลียนอยู่โรงพยาบาล 3 วัน ถ้าเป็นคนอื่นคงออกตั้งแต่สองวันแรก แต่เพราะเป็นภรรยาของท่านนายพล เขาอยากมั่นใจก่อนว่าภรรยาและลูกปลอดภัย พ่อจางกับแม่จางมาถึงวันที่เสี่ยวเหลียนออกจากโรงพยาบาลพอดี จางเสวี่ยอวี้ตั้งชื่อลูกชายา จางเหยากวง“ไอหยา…เพิ่งคุยกันไม่กี่วันก่อนแท้ๆ หลานย่าก็รีบออกมาเสียแล้ว ไม่รอย่าเลย” ตอนนี้คุณแม่จางกำลังอุ้มหลายชายตัวอ้วนของท่านอยู่รีบอะไรกันละคะ ความจริงต้องออกตั้นแต่ช่วงต้นเดือนเสียด้วยซ้ำ อีกสองสัปดาห์ก้จะเปิดเทอมแล้ว ม่านม่านจะพักฟื้นทันหรือเปล่า" แม่หลิวมองหน้าลูกสาวที่กำลังอยู่เดือนด้วยความเป็นห่วง“นั่นสิ แล้วเรื่องอยู่เดือนจะทำยังไง” แม่จางถาม“สัปดาห์แรกน่าจะยังไม่มีอะไรหรอกค่ะ ยังไม่ต้องไปก็ได้ แต่หลังจากนั้นยังไงก็ต้องไปเพราะขึ้นปีสามแล้ว เนื้อหาเฉพาะมากขึ้น”“ไม่สู้ให้แม่พากวงเอ๋อร์กลับชิงเต่า พวกลูกจะไ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   116

    จางเสวี่ยอวี้ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาเห็นของเหลวกำลังไหลออกมาจากร่างกายของภรรยา ก่อนหน้านี้เธอมีอาการเจ็บท้องอยู่หลายครั้ง แต่พอเกิดขึ้นจริงเขากลับทำอะไรไม่ถูก“จางเสวี่ยอวี้ เอาของที่เตรียมไว้ไปใส่รถเร็วเข้า” ในจิตสำนึกของเธอแล้ว ตัวเองอายุเท่ากันกับสามี พอน้ำคร่ำแตก อาการเจ็บท้องคลอดของเธอก็ถี่ขึ้น จนเหงื่อท่วมตัวว่าที่คุณพ่อมือใหม่สะดุ้งกับคำสั่งของภรรยา “ได้” เขารีบเดินไปหิ้วกระเป๋าที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้นานแล้วขึ้นรถ ไม่นานก็กลับเข้ามาอุ้มภรรยาไปโรงพยาบาล“ไม่ต้องกลัวนะ ทำใจให้สบาย” ยายหลิวจับมือปลอบใจหลานสาวตลอดทาง โชคดีที่บ้านพักกับโรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลกันมาก ใช้เวลาเดินทางแค่ 5 นาทีก็มาถึงโรงพยาบาลตอนนี้เสี่ยวเหลียนถูกเข็นไปยังห้องคลอด จางเสวี่ยอวี้เดินไปตามหวังหว่านอินที่ห้องตรวจด้วยตัวเอง ทำเอาคนไข้แตกตื่นไปตามๆ กัน“นายใจเย็นๆ ก่อน ตอนนี้เธอ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   115

    กุมภาพันธ์ 1980ปิดเทอมฤดูหนาวเสี่ยวเหลียนไม่ได้กลับชิงเต่า เพราะจางเสวี่ยอวี้ไม่อยากให้เธอต้องเดินทางไกลช่วงที่หิมะตกหนัก“เข้าใจแล้วค่ะ วางแล้วนะคะ”“ใครโทรมาครับ” จางเสวี่ยอวี้เดินเข้ามาโอบเอวของภรรยา มือหนาลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นมานิดๆ ของภรรยา“แม่น่ะค่ะ โทรมากำชับ บอกว่าปิดเทอมนี้ไม่ต้องกลับบ้าน” เธอยิ้มตอบสามี รู้สึกดีทุกครั้งที่เขาลูบท้องลูกของพวกเธอ“ผมทำเรื่องขอย้ายไปอยู่บ้านเป็นหลังแล้ว คิดว่าสะดวกกว่าอยู่บนอาคาร”“ทำไมละคะ” เธอคิดว่าอยู่บนอาคารก็สะดวกดี ฤดูหนาวไม่ต้องคอยมากวาดหิมะบนหลังคา ติดแค่พื้นที่แคบไปสักหน่อยก็เท่านั้น“อยู่บ้านเป็นหลังดีกว่า อีกหน่อยคุณยายก็ต้องมาช่วยดูแลคุณ ท่านจะได้ไม่อึดอัดที่อยู่แต่บนอาคารอย่างเดียว”

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   113

    บรรยากาศบนโต๊ะอาหารถือว่าคึกคัก เสี่ยวเหลียนเองก็ปฏิบัติกับสามีเป็นปกติ จนคนอื่นคิดไม่ถึงว่าทั้งสองตึงใส่กัน จะมีก็แต่จางเสวี่ยอวี้เท่านั้นที่รู้ว่าไม่ปกติ“งบเท่าไหร่คะ” จื่อหรานพูดขึ้นคนแรก

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   112

    ทั้งที่เป็นข่าวดีของทั้งสองคน แต่สถานการณ์หลายวันที่ผ่านมากลับสวนทาง สองสามีภรรยาต่างเงียบใส่กัน จนกระทั่งเพื่อนของทั้งสองฝ่ายสังเกตได้“เหล่าจาง ข่าวเรื่องน้องสะใภ้ท้องดังไปทั่วทั้งค่ายทหาร ทุกคนต่างแสดงความ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   1

    ความเย็นยะเยือกคือสัมผัสแรก ปลุกเร้าสติที่กำลังจะเลือนหายของจ้าวเสี่ยวเหลียน ให้แทรกซึมผ่านเสื้อที่ทำจากฝ้ายเนื้อบางเข้าสู่ทุกอณูของร่างกาย ปอดของหญิงสาวแสบร้อนจากการสำลักน้ำเข้าไปจนเต็ม เธอพยายามจะกรีดร้อง แต่สิ่งที่ไหลทะลักเข้าไปในลำคอมีเพียงมวลน้ำอันเย็นเฉียบและขุ่นคลั่กของคลองส่งน้ำท้ายหมู่บ้าน

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   แนะนำ

    1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง“ปีนี้เสี่ยวเหลียนก็อายุย่าง 16 ปีแล้วสินะคะ” เสียงแหลมของอาสาม หลี่เซียน ซึ่งเป็นน้องสาวของพ่อเลี้ยงเอ่ยขึ้น ทำเอาทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นงงไปตามๆ กันจ้าวเสี่ยวเหลียน เด็กสาวอายุ 15 ปี อาศัยอยู่กับยายท

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status