LOGINการรอคอยสิ้นสุดลง เมื่อรัญตื่นขึ้นมาในเช้าวันพุธ วันนี้เธอดีดตัวลุกจากเตียงตั้งแต่นาฬิกายังไม่ปลุก ดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า เพราะมันเป็นเวลาตีห้า
ใช้เวลาไม่นานในการอาบน้ำแต่งตัว รัญก็พาตัวเองมาอยู่หน้าบ้านของสาวิตรีที่ยังคงปิดเงียบ
รัญญาวีร์จ้องมองไปยังประตูรั้วไม้ที่ยังคงคล้องโซ่สนิท แสงสลัวยามเช้าทำให้บรรยากาศดูเงียบเหงา แต่หัวใจของคนรอกลับเต้นระรัวด้วยความหวัง ห้าวันที่ผ่านมาเหมือนการตกนรกทั้งเป็นสำหรับคนที่ไม่เคยต้องรออะไรนานขนาดนี้มาก่อน
หากคำกล่าวที่ว่า เงินซื้อทุกอย่างได้เป็นความจริง รัญญาวีร์อยากคัดค้านเสียตอนนี้เลยว่า ประโยคนั้นใช้ไม่ได้กับผู้หญิงที่ชื่อ สาวิตรี
เวลาล่วงเลยไปจนแปดโมงเช้า...
ทุกอย่างรอบตัวยังคงนิ่งสนิท แดดเริ่มร้อนจัด จนกระทั่งเก้าโมง สิบโมง
และสิบเอ็ดโมง...
รถเก๋งสีขาวคันเล็กที่รัญเคยเห็นมันจอดอยู่ในโรงรถของบ้านพี่สาก็แล่นเข้ามาในซอย
รัญเด้งตัวขึ้นจากพื้นริมถนนหน้าบ้านสาวิตรีทันที เธอยืนมองอีกฝ่ายลงมาเปิดประตูรั้วบ้าน แล้วค่อย ๆ ขับรถเข้าไปในบ้านโดยไม่มีคำทักทาย
ราวกับว่า...ไม่รับรู้การมีอยู่ของคนที่ยืนอยู่หน้ารั้วบ้าน
แต่ถึงอย่างนั้น รัญก็ไม่ได้ท้อใจ เธอรีบเดินผ่านประตูรั้วไม้เข้าไป และช่วยดึงประตูรั้วบ้านปิดให้เสร็จสรรพ
ทันทีที่สาวิตรีเปิดประตูรถลงมา เธอก็ต้องชะงักกึกเมื่อปะทะเข้ากับร่างสูงที่ยืนฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีอยู่ตรงหน้า
“กลับมาแล้วเหรอคะ รัญมาหาพี่ทุกวันเลย”
รอยยิ้มและแววตาของรัญในวินาทีนั้นทำเอาสาวิตรีถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง มันไม่ใช่ยิ้มแพรวพราวแบบนักธุรกิจสาวเจ้าเสน่ห์ที่เธอเคยเห็น แต่มันคือยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งใจและดีใจอย่างปิดไม่มิด
เหมือนลูกหมาตัวโตที่นั่งรอเจ้าของกลับบ้านมาทั้งวันทั้งคืน ดวงตากลมโตคู่นั้นเปล่งประกายระยิบระยับพร้อมความดีใจที่ปิดไม่มิด
จะดีใจอะไรขนาดนั้น...
“มาทำอะไรแต่เช้า” สาวิตรีถามพลางขมวดคิ้ว
“มารอเป็นลูกมือพี่ไงคะ พี่ไม่อยู่บ้านตั้งห้าวัน รัญเหงานะรู้มั้ย”
สาวิตรีส่ายหน้าเบา ๆ และพึมพำกับตัวเองว่า
‘อย่างเธอเนี่ยนะจะเหงา’
รัญได้ยินประโยคนั้นแต่เธอเลือกจะแกล้งไม่ได้ยิน แล้วรีบเดินเข้าไปประชิดตัวพี่สาเพื่อเปลี่ยนเรื่องทันที
“ให้รัญช่วยนะคะ ดูสิ ของเต็มหลังรถเลย”
คนเด็กกว่าเอ่ยขึ้นเมื่อเดินไปหยุดข้าง ๆ สาวิตรีและอีกฝ่ายกำลังเปิดท้ายรถเพื่อเตรียมขนของออกมา
“พี่ทำเองได้น่า”
“แต่รัญช่วยดีกว่า”
รัญไม่รอให้พี่สาอนุญาต เธอกวาดสายตามองหลังรถที่เต็มไปด้วยแผงไข่ไก่สด ๆ ที่ยังมีเศษฟางติดอยู่ และแกลลอนนมจืดขนาดใหญ่หลายแกลลอนที่ดูเหมือนเพิ่งบรรจุมาใหม่ ๆ
“โห พี่ไปเหมาไข่ไก่กับนมมาจากตลาดที่ไหนคะเนี่ย เศษฟางยังติดอยู่เลย เก็บมาจากฟาร์มปะเนี่ย”
รัญญาวีร์ถามอย่างอารมณ์ดี สองมือก็ช่วยยกแผงไข่ไก่เดินตามสาวิตรีเข้าไปในบ้านอย่างระมัดระวัง
“ไม่ได้เหมามาจากตลาด ของพวกนี้มาจากฟาร์มของบ้านพี่น่ะ” สาวิตรีตอบเรียบ ๆ ขณะเอาแกลลอนนมสดเข้าแช่ตู้เย็น
“ฟาร์มเหรอคะ?” รัญเบิกตาโตด้วยความเซอร์ไพรส์ “บ้านพี่ทำเกษตรเหรอ”
“อื้ม ที่บ้านเลี้ยงโคนมกับไก่ไข่น่ะ ก็เลยมีวัตถุดิบพวกนี้อยู่ตลอด บ้านพ่อแม่พี่อยู่ต่างจังหวัด”
“อ้อ” รัญอ้าปากค้างเมื่อเข้าใจแจ่มแจ้ง “แบบนี้นี่เองพี่เลยมีวัตถุดิบส่งตรงจากฟาร์มมาใช้ที่ร้าน”
“ก็ประมาณนั้น”
รัญเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้รับรู้ข้อมูลเรื่องนี้ และเมื่อคิดย้อนไปถึงร้านของเธอ เจ้าตัวก็เริ่มเห็นข้อแตกต่าง
แม้ว่าวัตถุดิบที่ใช้จะเป็นประเภทเดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นความแตกต่างคือ...แหล่งที่มา
รัญญาวีร์ใช้เพียงแค่เงินเพื่อให้ได้มา และมั่นใจว่ามันดีที่สุด แต่สาวิตรีใช้ความทุ่มเทในการสรรหาสิ่งเหล่านี้ เธอยอมปิดร้านห้าวัน กลับบ้านที่ต่างจังหวัด ไม่สนใจรายได้หรือยอดขายในช่วงห้าวันที่จะหายไป
เพื่อกลับมาพร้อมกับวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี..
“น่าสนุกจังเลยค่ะ”
“หืม?”
สาวิตรีหันไปขมวดคิ้วมองกับประโยคที่อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“ก็บ้านพี่น่ะค่ะ ฟังดูน่าสนุกจัง วันหลังถ้าพี่สากลับไปเก็บไข่หรือรีดนมวัวอีก รัญขอไปด้วยนะคะ”
รัญถามเสียงอ่อน แววตาดูตื่นเต้นจริงจัง สาวิตรีนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอมองสำรวจคนตรงหน้าที่อยู่ในชุดเรียบง่ายแต่ยังดูดีเกินกว่าจะไปเดินลุยฟาร์มโคนม ก่อนจะเบือนหน้าหนีและไม่ตอบคำถามนั้น
“รับรองว่ารัญจะทำตัวให้มีประโยชน์ ไม่ดื้อไม่ซนเลยค่ะ”
เมื่อได้รับกลับมาเพียงความเงียบ รัญก็เอ่ยต่อ สาวิตรีจึงหันมามองด้วยสายตาดุ ๆ
“ถ้าอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ ก็ทำตอนนี้เลย”
“ได้สิคะ” รัญยิ้มกว้าง ท่าทีดูดี๊ด๊าสุด ๆ จนสาวิตรีต้องเบือนหน้าหนี “อยากให้ช่วยอะไร บอกมาเลยจ้าพี่คนสวยยย”
“นี่! อย่าเรียกพี่แบบนั้น” สาวิตรีหันมามองค้อน
“ก็พี่สวยจริง ๆ นี่นา คนอะไรหน้าเด้กเด็ก รัญคิดว่าพี่อายุยี่สิบกว่านะเนี่ย”
รัญญาวีร์ยังคงมีความสุขกับการได้เย้าแหย่อีกฝ่าย ต่างจากสาวิตรีที่ชักจะหงุดหงิดกับความซุกซนของผู้หญิงคนนี้
“เลิกพูดเล่นกับพี่ได้แล้วรัญ พี่ไม่ชอบ”
“ไม่ได้พูดเล่นค่ะ” คราวนี้รัญเอ่ยชัดถ้อยทุกคำ
“โอเค ไม่ได้พูดเล่นใช่มั้ย?”
สาวิตรีปิดตู้เย็นเสียงดังปัง หลังจากลำเลียงแกลลอนนมจืดเข้าไว้ด้านในครบทุกขวดแล้ว เธอมองรัญด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมาย ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ ชัด ๆ
“ถ้าไม่ได้พูดเล่นก็ตอบพี่มา เธอต้องการอะไร มายุ่งกับพี่ทำไม...?”
รัญญาวีร์เงียบไปเพียงอึดใจ ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ดูฝืดที่สุดเท่าที่สาวิตรีเคยเห็น
“รัญไม่ได้คิดไม่ดีกับพี่นะคะ รัญอยากรู้จักพี่”
“รู้จักแบบไหน” สาวิตรีถามต่อทันที
“ก็แบบ...เอ่อ ก็ทำความรู้จักกัน คุยกัน ไปกินข้าวกันได้ ไปไหนมาไหนด้วยกันได้ รัญมาช่วยพี่ที่ร้าน และพี่ก็ไปที่ร้านของรัญได้ ไหน ๆ เราก็ทำธุรกิจแบบเดียวกันนะคะ”
สาวิตรีเงียบไปครู่หนึ่ง ความระแวงในใจยังคงทำงานอยู่ เธอยังคงจำภาพของสายเรียกเข้าปริศนาที่ทำเอารัญลนลานได้ดี
“แต่พี่ว่าเราคุยกันชัดแล้วนะ”
“พี่สา...”
“อีกอย่าง...ถ้ามีใครอยู่แล้วก็อย่าทำความรู้จักพี่เพิ่มเลย พี่เองก็ไม่ได้ว่างมากที่จะมาคุยเล่นกับใคร”
รัญชะงักไปครู่หนึ่ง เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมาแล้วกดเข้าเมนูตั้งค่า ก่อนจะยื่นหน้าจอไปตรงหน้าสาวิตรี
“พี่สาดูนี่ค่ะ...”
สาวิตรีขมวดคิ้ว มองตามนิ้วเรียวที่เลื่อนหน้าจอรายการ รายชื่อที่บล็อก (Blocked List) ให้ดู ในนั้นมีชื่อ Baby และรายชื่อผู้หญิงอีกหลายคนที่รัญเคยคุยด้วยถูกบล็อกไปทั้งหมด
“หมายความว่าไง?” สาวิตรีเงยหน้าถาม เสียงยังคงเรียบเฉย “เธอจะคุยกับใคร คบกับใคร มันไม่เกี่ยวกับพี่เลยนะ”
“เกี่ยวค่ะ...” รัญจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนอายุมากกว่า “รัญอยากให้พี่สบายใจ และที่สำคัญ รัญไม่อยากเป็นคนที่ไม่รับผิดชอบความรู้สึกคนอื่นในสายตาพี่อีกแล้ว รัญจัดการทุกอย่างจบแล้วค่ะ รัญไม่ได้คุยกับใครอีกเลยนอกจากพี่”
สาวิตรีนิ่งเงียบไป หัวใจของเธอไหววูบอย่างบอกไม่ถูก เธอไม่รู้ว่าห้าวันที่ผ่านมาเด็กคนนี้ไปเข้าคอร์สขัดเกลาจิตใจที่ไหนมา ทำไมถึงดูโตขึ้นและจริงใจจนน่าตกใจแบบนี้ แต่กำแพงในใจที่สะสมมานานปีก็ยังไม่พังทลายลงง่าย ๆ
“พี่เจอคนแบบเธอมาเยอะแล้วรัญ คริสเองก็หนึ่งในนั้น ตอนอยากได้ก็ทำทุกอย่าง พอจะทิ้งก็ทิ้งง่าย ๆ การที่เธอบล็อกเบอร์คนอื่นไป มันไม่ช่วยให้พี่ไว้ใจเธอมากขึ้นหรอกนะ...และถ้าเธออยากรู้จักพี่ ตอนนี้เราก็รู้จักกันแล้ว ไม่ต้องทำอะไรมากกว่านี้แล้ว”
“ไม่เอาแบบนั้นสิคะ รัญอยาก-”
“พี่ไม่มีตัวเลือกอื่นให้หรอกนะ”
“โถ่พี่สา...อย่าใจร้ายกับรัญนักสิ ตอนนี้รัญไม่ได้คุยกับใครแล้วจริง ๆ ค่ะ”
หัวใจของรัญญาวีร์ห่อเหี่ยวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อเห็นปฏิกิริยาของคนตรงหน้าว่าไม่มีวี่แววจะเปิดใจให้เธอเลยแม้แต่น้อย
แต่จู่ ๆ ก็ดูเหมือนโชคจะเข้าข้าง เทวดาจะเห็นใจ เพราะเสียงของใครคนหนึ่งที่ดังขึ้นตรงประตูรั้วบ้าน ทำให้ทั้งสองคนต้องหันขวับไปมอง
“พี่สา! พี่สาเปิดประตูให้คริสหน่อยค่ะ”
สาวิตรีถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไม่รู้ว่าช่วงนี้ชีวิตเธอพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกหรือยังไง ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาอีกแล้ว
ให้ตายเถอะ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!!
“โจทก์เก่าของพี่นี่วอแวไม่เลิกเลยนะคะ ขนาดบอกไปว่าพี่มีแฟนแล้ว ก็เหมือนจะไม่เชื่อ”
“เดี๋ยวพี่จัดการเอง” สาวิตรีเอ่ยด้วยความมั่นใจ แม้ว่าในใจไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย
“อ๊ะ ๆ ไม่ได้สิคะ รัญอยู่ตรงนี้ทั้งคน จะปล่อยให้พี่จัดการเองได้ไง รัญต้องทำหน้าที่แฟนที่ดีหน่อยสิ”
“นี่ หยุดเลยนะ จะเล่นซนอะไรอีก”
“ไม่เล่นค่ะ ครั้งนี้เอาจริง...และพี่ต้องร่วมมือกับรัญ”
รัญญาวีร์พูดจบก็คว้าข้อมือสาวิตรีไว้เบา ๆ การกระทำนั้นทำให้หัวใจของเธออุ่นซ่านอย่างแปลกประหลาด และแทนที่จะปล่อยมือออกจากอีกฝ่าย คนอายุมากกว่ากลับปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่อีกคนต้องการ ตอนนี้เธอหมดแรงจะต่อต้านกับความเหนื่อยล้าในใจแล้วจริง ๆ
ค่ำคืนนี้ยาวนานกว่าปกติ แสงไฟนีออนสีชมพูหม่นจากป้ายร้านด้านล่างสาดสะท้อนขึ้นมาถึงหน้าต่างกระจกของห้องพักชั้นสาม กลายเป็นเงารำไรที่วาดผ่านเตียงกว้าง กลิ่นอายในห้องยังคงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างน้ำหอมแนวดาร์กของรัญญาวีร์และกลิ่นโลชั่นแป้งเด็กอ่อนนุ่มของสาวิตรี แต่วันนี้มีกลิ่นหอมของ ดอกกุหลาบอังกฤษ จากกระถางริมระเบียงที่รัญซื้อให้เมื่อวันวาเลนไทน์โชยเข้ามาด้วย เพิ่มบรรยากาศให้ความเงียบสงัดนี้ดูเย้ายวนใจมากกว่าที่เคยสาวิตรีเอนกายอยู่บนที่นอนหนานุ่ม เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เส้นผมยังมีความชื้นจาง ๆ ทิ้งตัวลงบนหมอนสีขาวสะอาด ร่างกายที่เคยล้าจากการทำขนมมาทั้งวันดูผ่อนคลายลงภายใต้ชุดนอนผ้าไหมลื่นสีครีม ทว่าความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อแรงยุบตัวของเตียงข้างกายบอกให้รู้ว่า เจ้าหมาป่า ในคราบหมาเด็กกำลังคืบคลานเข้ามาหา“พี่สาคะ...”รัญญาวีร์กระซิบ เสียงของเธอทุ้มต่ำและแหบพร่ากว่าปกติรัญขยับตัวเข้ามาชิดจนลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดอยู่ที่ซอกคอขาว เธอสวมเพียงเสื้อกล้ามตัวบาง และกางเกงนอนผ้าแพรขายาวที่สวมไว้อย่างหมิ่นเหม่ ผิวพรรณของรัญที่ได้รับการดูแลอย่างดีสะท้อนแสงไฟสลัวดูเนียนละเอียด แขนเรียวพาดผ่านเอว
แสงแดดยามบ่ายของเดือนเมษายนแผดเผาลงมายังผืนดินของฟาร์มเกษตรแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม แต่ความร้อนกลับไม่สามารถทำลายความสดชื่นและความรื่นเริงของเทศกาลสงกรานต์ไปได้วันนี้บรรยากาศรอบฟาร์มถูกตกแต่งด้วยพวงมโหตรซึ่งเป็นกระดาษสีสันสดใสที่พริ้วไหวตามสายลมเย็น ๆ ที่พัดมาจากทุ่งหญ้า กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกมะลิและน้ำอบไทยลอยฟุ้งไปทั่ว ผสมผสานกับกลิ่นหญ้าและกลิ่นอายของธรรมชาติที่คุ้นเคยวันนี้รัญสวมเสื้อยืดตัวหลวมทับด้วยเชิ้ตสีดำแขนสั้น กางเกงขาสั้นสีเบจ และรองเท้าแตะคีบสีน้ำเงิน ผมยาวสีดำถูกมัดรวบหลวม ๆเธอยืนหมุนตัวไปมาหน้ากระจกบานใหญ่ในห้องพักชั้นสองของบ้านไม้ทรงไทย พยายามจัดทรงผมหางม้าให้ดูเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใบหน้าที่เคยดูเคร่งขรึมในตอนทำงาน ตอนนี้กลับดูสดใสและตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด“ที่รักคะ รัญแต่งตัวแบบนี้ดูโอเคมั้ยคะ? เรียบร้อยพอมั้ยคะ”รัญหันไปถามคนรักที่กำลังนั่งทำขันน้ำอบอยู่บนเตียงสาวิตรียิ้มละมุน วันนี้เธออยู่ในชุดเสื้อลายดอกสีอ่อน กางเกงขาสั้นสีฟ้า ผมยาวประบ่าถูกรวบครึ่งศีรษะดูน่ารักมากทีเดียว“โอเคมากเลยค่ะ ดูสดใสเข้ากับเทศกาลดีออก พ่อกับแม่พี่ท่านไม่ถือสาเรื่องการแต่งตัว
ท้องฟ้าที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเช้าวันหยุดนี้ดูแจ่มใสเป็นพิเศษ รัญญาวีร์และสาวิตรีตัดสินใจจัดทริป ไหว้พระ 9 วัด เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตคู่และกิจการที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องวันนี้รัญอยู่ในชุดกางเกงผ้าลินินสีครีมดูทะมัดทะแมง เดินจูงมือคนรักที่สวมชุดผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตา ทั้งคู่ดูเหมือนกิ่งทองใบหยกที่เดินสายทำบุญด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาจนกระทั่งเดินทางมาถึงวัดที่ 9 ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่นอกเกาะเมือง บรรยากาศรอบข้างค่อนข้างร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ แต่ในความสงบนั้น รัญญาวีร์กลับสัมผัสได้ถึงสายตาแปลก ๆ จากใต้ต้นโพธิ์ใหญ่หน้าวิหาร“พี่สาคะ รัญว่าเราไหว้พระประธานข้างในเสร็จแล้วรีบกลับกันเถอะ รัญรู้สึกไม่ค่อยดีกับตรงนั้นเลย” รัญกระซิบบอกคนรัก“คิดมากไปรึเปล่าคะ นี่ในวัดนะคะไม่มีอะไรหรอก” สาวิตรียิ้มปลอบใจแต่ทันทีที่ทั้งคู่เดินก้าวพ้นประตูวิหารออกมาเพื่อจะไปยังที่จอดรถ หญิงชราท่าทางประหลาดที่สวมชุดนุ่งขาวห่มขาวแต่ดูมอมแมมก็เดินเข้ามาดักหน้า พร้อมกับจ้องเขม็งไปที่ทั้งคู่ด้วยสายตาที่ดูน่ากลัว“หยุดก่อนแม่หนู!” หญิงชราผู้นั้นตะโกนขึ้นจนนักท่องเที่ยวคนอื่นหันมามอง“ดวงของพวกแกสองคนน่ะ
บ่ายวันหยุดที่อากาศในกรุงเทพค่อนข้างร้อนระอุ รัญญาวีร์สังเกตเห็นความผิดปกติของแฟนสาวมาตั้งแต่ช่วงเช้า สาวิตรีเอาแต่นั่งจ้องหน้าจอมือถือพลางใช้นิ้วเลื่อนดูรูปภาพในโซเชียลมีเดียซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งก็แอบถอนหายใจยาวจนรัญที่กำลังนั่งจิบกาแฟอยู่ใกล้ ๆ ต้องละสายตาจากสมุดบัญชีร้านขึ้นมามอง“เป็นอะไรรึเปล่าคะที่รัก ตั้งแต่เช้ามาพี่ถอนหายใจไปแปดสิบครั้งแล้วนะคะ”“บ้า ไม่เยอะขนาดนั้นสักหน่อย” สาวิตรีหันไปมองค้อนแล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง“นั่นไง ถอนหายใจอีกแล้ว แล้วนั่นดูอะไรอยู่คะ”รัญขยับเข้าไปแล้วชะโงกหน้าดูหน้าจอมือถือของคนรัก ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และวัยรุ่นเจนซี (Gen Z) ที่กำลังฮิตเทรนด์ถือดอกบัวสีชมพูฉลุกลีบอย่างประณีต ถ่ายรูปคู่กับสถาปัตยกรรมวัดเก่าหรือกำแพงวังในชุดไทยประยุกต์ดูละมุนตา“นั่นมันคอนเทนต์ดอกบัวที่กำลังฮิตตอนนี้นี่คะ”รัญเองก็เห็นภาพเหล่านี้บ่อย ๆ ผ่านหน้าฟีดมือถือ เมื่อเห็นคนรักเลื่อนดูรูปภาพเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็พอจะเข้าใจสาเหตุที่ทำให้สาวิตรีถอนหายใจนับครั้งไม่ถ้วนในวันนี้“รูปพวกนี้สวยจังเลยนะรัญ ดอกบัวสีชมพูตัดกับผ้าสไบ พี่เห็นแล้วรู้สึกว่ามั
ทุกวันที่หนึ่งและสิบหกของเดือน ร้านเบเกอรีจะปิดทำการ ด้วยเหตุผลที่ว่า วันหวยออกบรรยากาศมักจะเงียบ และเพื่อให้พนักงานได้หยุดพักด้วยและวันนี้ก็เป็นวันที่สิบหก บรรยากาศภายในร้านจึงเงียบกว่าปกติ แสงแดดอ่อน ๆ ทอดผ่านกระจกหน้าร้านเข้ามายังเคาน์เตอร์ไม้ที่ไร้กลิ่นขนมปังอบใหม่ แต่กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นสะอาดของน้ำยาถูพื้นและกลิ่นหอมของดอกไม้จาง ๆรัญญาวีร์นั่งอยู่บนโซฟาในห้องพักชั้นสาม เธอส่องกระจกบานเล็กในมือพลางใช้นิ้วม้วนปลายผมที่เริ่มยาวระต้นคออย่างขัดใจ ผมทรงเดิมที่เคยเซตมาอย่างดีเริ่มดูยุ่งเหยิงและหนาเกินไปจนรำคาญสายตา“พี่สาคะ...” รัญเอ่ยเสียงลากยาว สองตาจ้องมองร่างบางที่กำลังนั่งอ่านนิตยสารเบเกอรีอยู่ข้าง ๆ“ว่าไงคะ” สาวิตรีละสายตาจากหน้ากระดาษ หันมามองแฟนเด็กที่ทำหน้ามุ่ย“รัญว่าผมรัญยาวไปแล้วค่ะ มันจิ้มคอจิ้มหูไปหมดเลย รัญอยากตัดผม...”“งั้นไปตัดพรุ่งนี้มั้ยคะ ตอนที่ออกไปซื้อของที่ห้าง รัญแวะไปตัดผมก็ได้ค่ะ พี่ไปซื้อของคนเดียวได้สบายมาก”สาวิตรีเสนอแนวทางอย่างใจดี แต่แฟนเด็กของเธอกลับส่ายหน้าพลางทำหน้ามุ่ย“ไม่เอาค่ะ รัญไม่อยากไป ไม่อยากเจอคนเยอะ ไม่อยากไปนั่งรอคิว” รัญขยับตัวเข้าไป
บรรยากาศในร้านขนมวันนี้อบอวลไปด้วยความหอมหวานมากกว่าปกติ กลิ่นสตรอว์เบอร์รีสดและช็อกโกแลตเกรดพรีเมียมลอยฟุ้งไปทั่วร้าน รัญญาวีร์สั่งตกแต่งร้านด้วยลูกโป่งหัวใจโทนสีชมพูและไฟนีออนรูปหัวใจสีแดงสลัว เพื่อต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่เวียนมาถึงลูกค้าคู่รักทยอยเข้ามาจับจองที่นั่งตั้งแต่ช่วงสาย เกี๊ยววิ่งวุ่นกับการเป็นตากล้องรับถ่ายรูปฟรี ในมือเธอมีกล้องถ่ายรูปโพลารอยด์ที่สามารถรอรับรูปได้เลย เป็นหนึ่งในสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการเป็นคู่แน่นอนว่ากิจกรรมนี้รัญเป็นคนคิด และจ้างเกี๊ยวมารับงานพิเศษ ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด ลูกค้าที่มาซื้อขนมปังวันนี้ต่างก็ยิ้มกริ่มกันทุกคน เพราะนอกจากได้ขนมปังอร่อย ๆ กลับบ้านแล้ว ยังได้ภาพถ่ายคู่กับคนรักที่มีฉากหลังเป็นร้านของรัญ กลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วยส่วนสาวิตรีก็ยุ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์กับการแพ็ก กล่องขนมเซตวาเลนไทน์ ซึ่งเธอคิดค้นขนมปังสูตรพิเศษที่สอดไส้สตรอว์เบอร์รีลูกโต และมีจำหน่ายแค่วันที่สิบสี่กุมภาพันธ์วันเดียวเท่านั้น จึงทำให้มียอดจองถล่มทลายรัญญาวีร์เดินตรวจความเรียบร้อยรอบร้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในมือของเธอถือไอแพดคอยเช็กคิวลูกค้า แต่สายตามักจะเ
“ฮ่า ๆ ใครเค้าพูดอะไรแบบนั้นกันล่ะ เราโดนพ่อพี่แกล้งแล้วล่ะ”สาวิตรีระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น เมื่อแฟนเด็กเล่าเรื่องราวการบีบนมวัววันนี้ให้ฟังตอนนี้เป็นเวลาสี่โมงเย็น หลังจากช่วยงานที่ฟาร์มจนเหงื่อซึม สาวิตรีก็พาคนรักมานั่งรับลมเย็น ๆ บนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะม่วง โดยมีภาพวิวตรงหน้าเป็นทุ่งหญ้ากว้
นาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่มตรง รัญญาวีร์นั่งหลังตรงแน่วแน่ ในมือถือปากกาพร้อมสมุดโน้ตเล่มโปรด บนโต๊ะเต็มไปด้วยโพสต์อิทสีสดใสที่เขียนข้อความกำกับไว้มากมาย ขณะที่สาวิตรีเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เดินออกมาเห็นสภาพแฟนเด็กก็ได้แต่อมยิ้ม“โห ต้องจริงจังขนาดนี้เลยเหรอคะ แค่จะไปเยี่ยมพ่อกับแม่พี่ ต้องติวเข้มขนาดนี้เลย?”ร
สาวิตรียืนอยู่หน้าบ้านไม้สองชั้น พื้นที่ที่เคยเป็นเซฟโซนและทุกอย่างให้กับเธอ วันนี้สายตาเธอมองมันด้วยความรู้สึกปนเป ใจหนึ่งก็ไม่อยากย้ายออกไป แต่ใจหนึ่งก็คิดว่านี่จะเป็นอีกก้าวในการเปลี่ยนแปลงของชีวิตรถกระบะรับจ้างคันใหญ่จอดเทียบหน้าบ้านไม้ที่สาวิตรีใช้ชีวิตมานับสิบปี รัญในชุดลำลองกระฉับกระเฉงกำลั
แสงไฟจากป้ายโฆษณาในห้างสรรพสินค้าสว่างไสวสวนทางกับบรรยากาศเงียบสงบในบ้านไม้ที่สาวิตรีเพิ่งจากมา ตอนนี้รัญญาวีร์ดูร่าเริงเป็นพิเศษ เธอเดินแกว่งแขนไปมาพลางฮัมเพลงเบา ๆ ขณะนำทางคนข้างกายไปยังโซนโรงภาพยนตร์ “พี่สารอตรงนี้นะ รัญไปซื้อตั๋วกับป๊อปคอร์นแป๊บเดียว ห้ามหนีกลับก่อนนะคะ” รัญกำชั







