登入"ก็แค่ทำทานให้หมามันกินมีอะไรให้ต้องเสียใจ"
กรอด เสียงกัดฟันกรอดของล่ามเล็ดลอดมาให้ได้ยินเขายืนจ้องตาฉันด้วยใบหน้าแดงก่ำแววตาของเขาวาวโรจน์เต็มไปด้วยไฟโทสะดีนะที่ตอนนี้เราอยู่กันหน้าล็อบบี้ของโรงแรม เพราะถ้าสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นตอนฉันอยู่กับล่ามแค่สองคนฉันคงโดนเขากระชากแขนหรือไม่ก็คงโดนบีบปากจนเจ็บร้าวให้สมกับความปากดีที่ฉันกล้าต่อปากต่อคำกับเขาไม่มีทางที่ฉันจะได้ยืนลอยหน้าลอยตาอยู่แบบนี้แน่ และฉันเองก็รู้ว่าตอนนี้ล่ามเองก็พยายามข่มอารมณ์ตัวเองอย่างหนักไม่ให้เข้ามากระชากตัวฉัน เขาโกรธจนตัวสั่นในขณะเดียวกันฉันเองก็โกรธเขาเหมือนกัน ทั้งที่เรื่องเมื่อคืนเขาเป็นคนเริ่มทุกอย่าง แต่สุดท้ายเขาก็โบ้ยความผิดทุกอย่างให้ความเมา ล่ามเอาฉันในตอนที่เขามีสติกลับกันเป็นฉันนี่สิที่สติไม่อยู่กับตัว เขาควรจะโทษความอยากส่วนตัวมากกว่าความเมาที่เขาอ้างนะเพราะเมื่อคืนฉันจำได้ว่าอีกคนน่ะไม่แตะสิ่งมึนเมาเลยสักนิดต่างจากฉันที่ยกเอายกเอาราวกับคนตาอดตาอยาก เขามันคนเห็นแก่ตัว และมักมากที่สุด "จะยืนจ้องหน้ากันอีกนานไหม จะกลับไหมบ้านน่ะ" ฉันเลิกคิ้วถามล่ามด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ แสร้งตีหน้าไม่พอใจใส่อีกคน "ฟู่วว" ล่ามเป่าลมหายใจออกมาเบา ๆ อย่างระบายอารมณ์ตรงเข้ามากระชากกระเป๋าออกจากมือฉันไปลากเอง ฉันเบะปากเดินตามหลังล่ามมาขึ้นรถอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลากว่าสองชั่วโมงแล้วมั้งตั้งแต่ออกจากโรงแรมที่ฉันกับล่ามไม่คุยกัน ฉันแอบเห็นว่าใครอีกคนคอยลอบมองฉันอยู่เป็นระยะระยะแล้วพ่นลมหายใจออกมาอยู่ตลอด "โกรธเหรอ" แล้วจู่ ๆ ก็เป็นล่ามที่ถามขึ้นมาก่อนฉันจึงหันไปมองเขา สายตาของล่ามโฟกัสอยู่กับท้องถนนไม่ได้หันมามองหน้าฉันสักนิด "โกธรเรื่องอะไร" ฉันถามออกไปทั้งที่รู้อยู่แก่ใจดีว่าล่ามหมายถึงเรื่องไหน "เรื่องเมื่อคืนไง" "ก็บอกแล้วไงทำทานให้หมามันกิน หมามันคงอดยาก" เอี๊ยด สิ้นสุดเสียงของฉันล่ามเบรกรถกะทันหันจนล้อรถเบียดเสียดไปกับถนนจนเกิดเสียงดัง "เรยา" ล่ามหันมามองหน้าฉันเค้นเสียงเรียกชื่อกันจนฉันขนลุกซู่ "ฉันไม่ใช่หมา" ล่ามตะโกนใส่หน้าฉัน "ไม่ใช่หมาแล้วอะไรเหี้ยเหรอ" ฉันตะโกนกลับเสียงดังไม่แพ้กัน สายตาของฉันกับล่ามฟาดฟันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ต่อให้ฉันรักเขามากแต่อย่าคิดว่าฉันจะยอมเขานะคะ ตาต่อตา ฟันต่อฟันนี่แหละค่ะวัดกันไปเลยว่าใครมันจะแน่กว่าใคร "สันดานหมากับเพื่อนก็ไม่เว้น" ฉันด่าต่อ "ก็ไม่เห็นว่าเมื่อคืนเธอจะปฏิเสธนะ" ล่ามแสยะยิ้มเย้ยหยันให้ฉันตอนที่พูดประโยคนี้จบเล่นเอาฉันสะอึกถึงกับไปไม่เป็น ฉันเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง "ถึงกับพูดไม่ออกเลยเหรอ" ล่ามยิ้มเยาะ ฉันเกลียดรอยยิ้มแบบนี้ของมันมากจริง ๆ รอยยิ้มที่เหมือนว่ามันกำลังอยู่เหนือฉัน "เธอจะซีเรียสทำไมเรยาเราก็แค่คนเมาเอากันเธอเสร็จฉันเสร็จเราแฟร์กันทั้งสองฝ่ายอย่าทำหน้าเหมือนจะตายราวกับว่าเมื่อคืนฉันเป็นคนข่มขืนเธอ แล้วอีกอย่างเราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่พี่น้องกันที่จะเอากันไม่ได้ เมื่อคืนเราก็แค่พลาด แค่พลาดเธอไม่จำเป็นต้องคิดมากอะไร" ".........." ฉันเบนหน้าหนีเพราะไม่อยากฟังคำพูดของคนที่ไม่มีสมองอย่างล่ามอีกแล้ว ยิ่งล่ามพูดล่ามก็ยิ่งดูทุเรศแต่ละคำช่างเห็นแก่ตัวเหมาะสมกับฉายามักมากที่ได้ติดตัวมาตั้งแต่วัยเยาว์จริง ๆ "ก็แค่พลาดกันครั้งเดียวเท่านั้นเลิกทำหน้าเหมือนโลกจะแตกสักที" "ก็ฉันบอกอยู่ไงว่าทำทาน" ฉันหันหน้ากลับมาพูดก่อนจะสะบัดหน้าหนีล่ามอีกครั้ง กรอด ได้ยินเสียงเขากัดฟันกรอด ปัก ตามมาด้วยเสียงทุบพวงมาลัยรถแรง ๆ ของล่ามก่อนที่เขาจะกระชากรถขับออกมาจากตรงนั้นด้วยความเร็ว เร็วถึงขนาดที่ว่าถ้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเตรียมจองศาลาไว้เผาฉันกับเขาได้เลย ทั้งที่ฉันพยายามไม่พูดถึงเรื่องเมื่อคืนทั้งที่อยากจะลืม แต่ไอ้ตัวต้นเรื่องก็เอาแต่พูดไม่หยุดพอฉันตอบโต้ด้วยคำพูดเผ็ดร้อนก็มาโมโหใส่ฟาดงวงฟาดงาอย่างกับช้างตกมันตลอดทางนั่งทำหน้าเหมือนลิงกังฉันที่มองก็ได้แต่ทำหน้าเบื่อหน่ายให้กับผู้ชายที่ชื่อว่าล่าม ครืดครืดดด ภายในรถตกคลุมไปด้วยความเงียบตลอดการเดินทางจนกระทั่งที่เสียงมือถือของล่ามดังฉันมองตามเสียงมือถือมองตามหน้าจอโทรศัพท์ของเขาที่กำลังโชว์ร่าชื่อของใครบางคน ล่าม: ครับเหมยอิง : .......... ฉันไม่รู้ว่าปลายสายพูดว่าอะไรเพราะไม่ได้ยินแต่ฉันเห็นว่าล่ามกำลังยิ้มกว้าง ล่าม: ได้ครับ พี่จะรีบกลับไปหา : ........... ล่าม: พี่ก็คิดถึงเหมยอิงเหมือนกัน ฉันเม้มปากกับคำพูดของล่ามรู้สึกเจ็บแปลบที่อกข้างซ้ายเหมือนขอบตาของฉันมันร้อนผ่าว : ........... ล่าม: ครับ จนเมื่อล่ามวางสายเขาหันมามองหน้าฉัน ฉันรีบเบนหน้าหนีไปอีกทาง "หิวไหม" ก่อนจะเป็นล่ามที่เอ่ยถาม "ไม่" ฉันตอบเสียงแข็งเปลี่ยนท่านั่งของตัวเองเป็นการนอนหันหน้าเข้ากับประตูรถแทนเพื่อซุกซ่อนน้ำตาที่กำลังไหลไม่ให้ใครอีกคนเห็น ทั้งคำพูด ทั้งการกระทำของล่ามเมื่อกี้ที่แสดงออกกับแฟนสาวมันเหมือนมีดแหลมที่กรีดลงมาที่อกของฉันให้เจ็บแปลบ ชาติที่แล้วฉันไปทำกรรมกับใครไว้นะชาตินี้ฉันถึงได้มารักคนที่เขามีเจ้าของอยู่แล้วและยิ่งตอนนี้ฉันกับล่ามมีอะไรกันมันก็ยิ่งเหมือนเพิ่มพันธะความรู้สึกของฉันที่มีต่อล่ามให้ทวีคูณเพิ่มขึ้นไปอีก รู้สึกอยู่แล้วก็รู้สึกเข้าไปอีก เจ็บอยู่แล้วก็ยิ่งเจ็บมากขึ้นไปอีกเหมือนตอนนี้ความรู้สึกของฉันมันจะคูณสอง พอฉันบอกไม่หิวล่ามเองก็ไม่เซ้าซี้ถามต่อ ภายในรถตกคลุมไปด้วยความเงียบอีกครั้งเงียบจนฉันรู้สึกอึดอัดอยากจะออกไปให้พ้นจากสถานการณ์แบบนี้ นาบนับหลายชั่วโมงจนกระทั่งล้อรถคันหรูที่ฉันนั่งอยู่จอดเทียบหน้าคอนโดของฉันล่ามช่วยฉันยกกระเป๋าลง เขาจะขึ้นไปส่งฉันที่ห้องแต่ทว่าฉันได้เอ่ยปฏิเสธไป ฉันกระชากกระเป๋าออกจากมือล่ามก่อนจะหันหลังเดินเข้าคอนโดของตัวเองไม่สนใจล่ามที่ยังยืนมองฉันอยู่ที่เดิมสักนิด ปัง บานประตูห้องปิดลงฉันเดินมาหย่อนก้นนั่งลงโซฟาด้วยสภาพเหนื่อยล้า ฉันเอนศีรษะพิงไปกับพนักโซฟาเงยหน้ามองเพดานห้องอย่างคนคิดไม่ตกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวฉันเผลอหลับไปตอนไหนตื่นมาอีกทีสภาพข้างนอกห้องก็ปกคลุมไปด้วยความมืดเหลือเพียงแสงไฟสลัวยามค่ำคืนเท่านั้นให้ได้เห็น ฉันใช้มือลูบหน้าตัวเองสองสามทีก่อนจะเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กงานเมื่อเช็กงานเสร็จฉันก็เข้าเฟซบุ๊กก่อนที่ฉันจะสะดุดกับโพสต์ของเหมยอิงที่โพสต์เมื่อสามสิบนาทีก่อนหน้า Mei Ying 30 minutes ไม่ได้เจอกันสองวันเหมือนสองปีคิดถึงบูบู้ที่สุดเลยค่ะ รูปภาพ ฉันมองภาพที่เหมยอิงลงด้วยความรู้สึกหลากหลายเป็นภาพที่เธอกำลังนอนซบอกล่ามและชุดที่ล่ามใส่ก็ยังเป็นชุดเมื่อตอนกลางวันเขาสองคนคงคิดถึงกันมากจริง ๆ ถึงได้รีบร้อนไปหากันมากขนาดนั้น "เหอะ" เห็นแบบนั้นฉันก็ได้แค่เค้นเสียงหัวเราะเยาะตัวเองกลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







