FAZER LOGINล่าม?: เรยา
?️ฉัน: ทำไมไอ้ล่าม ล่าม?: อย่าให้กูเจอนะมึง ล่ามส่งข้อความมาขู่ฉันตบท้ายด้วยการส่งอิโมจิหน้าโกรธควันออกหูมา ?️ฉัน: คนแบบมึงก็ดีแต่ข่มเหงผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างฉันนั่นแหละไอ้ควาย ฉันส่งข้อความตอบกลับล่ามด้วยความเดือดดาลด้วยถ้อยคำหยาบคายในแบบที่ฉันไม่เคยพูดกับมันเลยสักครั้ง ล่าม?: อย่าให้กูเจอ ฉันเบะปากให้กับข้อความของล่ามก่อนจะกดปิดเสียงโทรศัพท์ กดปิดแจ้งเตือนทางไลน์ของมันจากนั้นก็เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเดินกลับเข้ามาหาคนป่วยที่นอนดูทีวีอยู่ "ต่อเป็นภาระให้เรยาลางานรึเปล่า เรยากลับไปทำงานดีไหมต่อรู้สึกไม่ดียังไม่รู้" พอเห็นว่าฉันเดินกลับมาในห้องต่อที่นอนอยู่ก็หันมามองเอ่ยพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก "ต่อกลัวว่าเรยาจะมีปัญหากับเจ้านาย" "คิดมาก เจ้านายเราเป็นเพื่อนของพ่อเราเองท่านไม่กล้าไล่เราออกหรอก เพราะเรามันหลานรัก" ฉันฉีกยิ้มกว้างโชว์ฟันเรียงสวยให้ต่อไปหนึ่งกรุบเพื่อให้เขาคลายกังวลเลิกคิดมากเรื่องที่ฉันลางานมาเฝ้าเขา "อีกอย่างเราเต็มใจมาเฝ้าเธออยากไถ่โทษที่ทำให้เธอตกอยู่ในสภาพแบบนี้" "ขอบคุณครับพยาบาลจำเป็น" ต่อพูดแบบยิ้ม ๆ ก่อนจะพยักพเยิดไปทางกระเช้าผลไม้ที่ฉันหิ้วติดมือมาให้เขา "เราอยากกินผลไม้พยาบาลจำเป็นช่วยปอกให้คนไข้กินหน่อยนะครับ" "ได้สิคะคุณคนไข้" ฉันกับต่อยิ้มขำให้กับบทสนทนาของเราก่อนที่ฉันจะเดินไปหยิบผลไม้นำไปล้างแล้วนำกลับมาปอกให้ต่อกิน อยู่กับต่อฉันไม่รู้สึกอึดอัดเลยค่ะ สมองของฉันไม่ว่างให้ได้คิดเรื่องของล่ามเลยเพราะต่อน่ะชวนฉันคุยเก่งมากหาเรื่องตลกมาเล่าให้ฉันฟังจนฉันขำไปกับเรื่องเล่าของเขา จากวันนั้นที่ฉันมาเยี่ยมต่อวันนี้ก็นับเป็นเวลาสี่วันแล้ว อาการของต่อก็ดีขึ้นตามลำดับอีกไม่กี่วันก็สามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ส่วนขาของต่อที่เดี้ยงอยู่ก็คงต้องใช้ไม้เท้าช่วงพยุงไปก่อนจนกว่าต่อจะกลับมาเดินได้ตามปกติ พอได้ใช้ชีวิตอยู่กับต่อยี่สิบสี่ชั่วโมงเป็นเวลาหลาย วันความรู้สึกเก่า ๆ ที่เคยมีให้กันก็หวนกลับมา อย่างที่ฉันเคยบอกนั่นแหละค่ะว่าถ้าตอนนั้นต่อไม่หายไปจากชีวิตของฉันแฟนของฉันยังไงก็คือเขา และการที่ฉันตัดสินใจจะคบกับใครสักคนเป็นแฟนนั่นก็หมายความว่าฉันต้องมีความรู้สึกกับคนคนนั้นพอสมควร การได้กลับมาคุยกับต่อ การได้กลับมาเจอกันมันก็เหมือนฉันได้ปลดล็อกอะไรหลาย ๆ อย่างในสิ่งที่ฉันสงสัยกับตัวของเขา ความรู้สึกที่เคยมีให้มันก็ยังคงหลงเหลืออยู่ถึงไม่มากเหมือนตอนแรกแล้วก็ตาม ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ต่อก็ยังคงเป็นต่อ เป็นคนที่ฉันอยู่ด้วยแล้วสบายใจที่สุดไม่ต้องกังวล ไม่ต้องคิดมาก เป็นตัวของตัวเองในแบบที่ฉันเป็น "เรากลับมาคุยกันดีไหมครับเธอ" มือของฉันที่กำลังเช็ดตัวให้ต่ออยู่หยุดชะงักโดยอัตโนมัติฉันมองสบตาต่ออย่างไม่เชื่อหูตัวเองกับสิ่งที่เขาพูดเมื่อครู่ "เขาว่าเขายังรู้สึกกับเธออยู่ ถ้าเขาอยากกลับมาคุยกับเธออีกครั้งเธอจะรังเกียจไหม" ต่อพูดด้วยน้ำเสียงเว้าวอนส่งสายตาออดอ้อนมาให้เสมือนว่าต้องการให้ฉันใจอ่อน ฉันมองหน้าต่อนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ขบคิดกับตัวเองอยู่ในใจว่าฉันจะเอายังไงต่อดี "ได้ดิ เราจะรังเกียจเธอทำไม" ส่วนหนึ่งที่ฉันตัดสินใจแบบนี้เหตุผลหลัก ๆ ก็น่าจะมาจากล่ามผู้ชายมักมากในกามคนนั้นที่ฉันไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วยอีกต่อไป ผู้ชายที่มั่นใจนักหนาว่าฉันจะไม่มีใครตามคำที่เขาสั่ง ผู้ชายคนนั้นฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าล่ามรู้ว่าฉันตัดสินใจคบกับต่อเขาจะว่ายังไง "แต่เปลี่ยนจากคุยเป็นคบได้ไหม" ต่อเบิกตาโพลงมองฉันก่อนจะเอ่ยถามฉันด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ "จริงเหรอ เธอจะคบกับเขาอีกเหรอ" "อืม เราจะคบกับเธอ" ******** อีกด้าน ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่มีชื่อว่าล่ามเดินเข้ามาในห้องทำงานของพ่อตัวเองด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์พลางผลักประตูห้องทำงานพ่อเข้าไปอย่างไร้มารยาท พลั่ก ปัง ภาคีที่นั่งทำงานอยู่ก็เงยหน้ามองต้นตอของการเกิดเสียงดังก่อนจะทำหน้าเอือมระอาใส่เมื่อรูัว่าเป็นใครที่เปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานของเขาอย่างไร้มารยาท "หัดเคาะประตูบ้าง" "ผมไม่เคาะ" ล่ามตอบกลับคำพ่อทันทีก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปหาผู้เป็นพ่อที่นั่งทำงานอยู่เท้าแขนทั้งสองค้ำไปกับโต๊ะทำงานโน้มหน้าจ้องมองพ่อตัวเองตาเขม็ง "เรยาลางานไปไหนพ่อรู้ไหม" เป็นเวลาเกือบอาทิตย์แล้วที่เขาติดต่อเพื่อนสาวคนสนิทไม่ได้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์วันนั้น ตั้งแต่วันที่เรยาหนีเขาไปเขาทั้งกระหน่ำส่งข้อความหา ทั้งกระหน่ำโทรหาก็ไม่สามารถติดต่อหญิงสาวได้ ไปหาที่ห้องเธอก็ไม่อยู่ถามเจ้าหน้าที่คอนโดเขาก็บอกว่าไม่เห็นเธอกลับห้องมาหลายวันแล้ว เขาตามหาหญิงสาวจนหัวหมุนแต่ทว่าก็ไร้วี่แววของเธอนั่นยิ่งทำให้ล่ามกระวนกระวายใจอย่างหนักและอารมณ์เสียไม่น้อยที่เรยากล้าหนีเขาไปแบบนี้ ล่ามรู้เพียงแค่ว่าหญิงสาวได้โทรมาลางานกับผู้เป็นพ่อหนึ่งอาทิตย์เท่านั้นนอกนั้นเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหญิงสาวที่หายหน้าหายตาไปเลย "ไม่รู้" ภาคีตอบลูกอย่างไม่คิดจะสนใจอาการกระวนกระวายของลูกชายสักนิด ก้มหน้าทำงานต่อราวกับล่ามเป็นเพียงธาตุอากาศเป็นเพียงมลพิษเท่านั้น "จะไม่รู้ได้ไงพ่อเป็นคนให้เธอลางานอีกทั้งพ่อก็เป็นเจ้านายของเธอ" ยิ่งได้ยินคำตอบของพ่อล่ามก็ยิ่งโวยวายหนักขึ้นไปอีกพ่อคือความหวังเดียวของเขา คือคนที่จะให้คำตอบเขาได้ว่าเรยาหนีไปอยู่ที่ไหน "ก็กูไม่ได้ถาม" "แล้วทำไมพ่อไม่ถามล่ะ ตอนเธอโทรมาลางานพ่อไม่ถามเธอเลยหรือไงเป็นเจ้านายลูกน้องประสาอะไรพนักงานลางานเป็นอาทิตย์ไม่คิดจะถามหาเหตุผล" "ก็กูไม่ชอบเสือก" ภาคีตอบลูกชายด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งมองใบหน้าลูกชายเพียงคนเดียวด้วยสายตาเย้ยหยันไอ้ท่าทางเหมือนหมาบ้าแบบนี้ทำไมเขาจะมองไม่ออกว่าเพราะอะไรอย่าลืมสิว่าเขาเคยอาบน้ำร้อนมาก่อนและกว่าที่เขาจะหยุดอยู่กับดารกาภรรยาอันเป็นที่รักเขาก็เคยสุดมาก่อนเช่นกันให้จัดอันดับบุลคคลที่โคตรระยำเขาเองก็คงเป็นหนึ่งในนั้นแต่ ณ ปัจจุบันเขาน่ะเป็นสามีดีเด่นไปแล้ว "แต่พ่อก็ควรถามไง" "แล้วมึงจะกระวนกระวายใจทำไมหนูเรยาเขาจะลางานไปไหนมันก็เรื่องของเขาไหม มึงเป็นใครเป็นแค่เพื่อนไม่ใช่ผัวเขาสักหน่อย" "........." เจอประโยคนี้ของคนเป็นพ่อเข้าไปล่ามถึงกับพูดอะไรไม่ออกเขาสงบปากสงบคำแต่ทว่าสายตายังจดจ้องอยู่ที่ผู้เป็นพ่ออยู่ "ไว้เป็นผัวหนูเรยาเมื่อไหร่ค่อยมาโวยวายแบบนี้นะ" ภาคีเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ ปรายตามองผู้ร้ายปากแข็งอย่างล่ามด้วยความระอา ก็แค่พูดว่าชอบผู้หญิงที่ชื่อ เรยา มันยากตรงไหน ทำปากแข็งอยู่ได้น่ารำคาญจริง ๆ "แล้วใครบอกว่าผมไม่เป็น" ล่ามที่เพิ่งหาเสียงตัวเองเจอเอ่ยพูดออกมา "เป็นอะไรเป็นเพื่อนน่ะเหรอ" ล่ามชักสีหน้าใส่เมื่อพ่อเอาแต่ย้ำสถานะเขากับเรยาไม่หยุดก่อนจะเอ่ยตอบพ่อกลับด้วยเสียงดุดันว่า "เป็นผัว"กลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







