FAZER LOGIN"โอ้ย"
"โผล่หัวมาได้แล้วเหรอ หายหัวไปกกกับตัวผู้ที่ไหนมาล่ะ" หลังจากที่ล่ามเหวี่ยงตัวฉันจนชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงานเขาอย่างจังเขาก็พ่นคำถามอยาบคายใส่ฉันโดยไม่สนใจสักนิดว่าตอนนี้ฉันมีสีหน้าแบบไหนเจ็บไหมกับสิ่งที่เขาทำเมื่อกี้ ล่ามโน้มตัวลงมาหาฉันที่ยืนทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวดอยู่ เขากังขังฉันไว้ด้วยวงแขนแกร่งทั้งสองข้างไม่เว้นช่องว่างให้ฉันได้หนีไปไหน ฉันพยายามตั้งสติข่มความเจ็บของตัวเองไว้เงยหน้าสบตากับคนบ้าที่ลากฉันมาด้วยอารมณ์เดือดดาลเชิดหน้าตอบล่ามอย่างไม่นึกเกรงแววตาดุดันที่มองมาสักนิด "ฉันจะไปนอนกกกับผู้ชายคนไหนมันเกี่ยวอะไรกับนายไม่ทราบ" ฉันถามเขาพลางเลิกคิ้วอย่างยียวนไล่สายตามองคนตรงหน้าด้วยแววตาเรียบนิ่ง "เรยา" ล่ามตะเบ็งเสียงเรียกชื่อฉันเสียงดังลั่นอย่างสุดจะกลั้นอารมณ์เดือดดาลที่กักเก็บไว้รอวันระเบิดอยู่หลายวัน "เลิกบ้าได้สักทีเถอะล่าม เป็นบ้าอะไรนักหนา ไอ้อาการเหมือนหมาที่เป็นอยู่น่ะมันเกิดจากอะไร ที่โวยวายใส่ฉันจะเป็นจะตายโทรจิกยิ่งกว่าไก่ นายหึงฉันใช่ไหม" ฉันถามล่ามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ฉัน ไม่ ได้ หึง เธอ" ล่ามเน้นช้า ๆ ชัด ๆ ทีละคำเหมือนกำลังย้ำเตือนสติของฉันว่าเขาไม่ได้หึงหวงฉันเหมือนที่ฉันเข้าใจ "ไม่ได้หึงก็เลิกทำแบบนี้สักที เลิกเป็นบ้าแล้วเป็นคนที่มีเหตุผลเหมือนคนอื่นเขาบ้างเถอะล่าม" "ฉันก็แค่อยากรู้ว่าเธอหายไปไหน หายไปอยู่กับใครถึงได้ลางานนานขนาดนี้หรือว่าเธอไปกกอยู่กับไอ้หน้าอ่อนนั่นจริง ๆ" เขาจ้องหน้าฉันก่อนจะไล่สายตามองร่างกายฉันตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าเหมือนเขากำลังสำรวจร่างกายของฉันว่ามีอะไรผิดแปลกไปจากเก่ารึเปล่า "ดูโทรมไปเยอะเลยนะหายไปจัดหนักกันมาล่ะสิ" "ล่าม" ฉันตวาดใส่เขาที่เอาแต่พ่นถ้อยคำดูถูกใส่ฉันไม่หยุด ไม่คิดเลยว่าเขาจะเหยียดหยามฉันได้ขนาดนี้ตลอดเวลาที่เป็นเพื่อนกันมาเขาจะไม่รู้เลยเหรอว่าฉันเป็นคนแบบไหน ฉันมองล่ามด้วยสายตาตัดพ้อปนผิดหวังโดนคนตรงหน้าพ่นวาจาดูถูกไม่หยุดก็ทำให้ฉันอ่อนแอได้เหมือนกัน ฉันพยายามข่มน้ำตาไม่ให้มันไหลลงมาจนขอบตาฉันร้อนผ่าวไปหมด ฉันจะไม่มีทางร้องไห้ออกมาต่อหน้าล่าม ฉันจะไม่มีทางร้องไห้ต่อหน้าเขาต่อให้ใจฉันมันจะแหลกเหลวกับคำพูดของเขามากเท่าไหร่ก็ตาม ฉันจะไม่มีวันเสียน้ำตาให้กับผู้ชายคนนี้อีก "ทำไม" ล่ามเลิกคิ้วถามฉัน "ฉันพูดผิดตรงไหนก่อนออกจากบ้านมาทำงานเธอไม่ส่องกระจกดูสภาพตัวเองบ้างเหรอ สภาพเหมือนคนโดนรุมโทรมมาก็ไม่ปาน" เพียะ ความอดทนฉันขาดสะบั้นฉันฟาดฝ่ามือลงบนแก้มสากของล่ามอย่างจัง "หยุดพูดจาดูถูกกันสักที" "ทำไมฉันจะดูถูกเธอไม่ได้ง่ายกับฉันไม่พอยังถ่างขาไปนอนแบให้คนอื่นเอาอีก ผู้หญิงอย่างเธอนี่มันไม่มีค่าอะไรเลย" เหมือนมีดปักลงมากลางใจฉันซ้ำ ๆ เยื่อบาง ๆ ภายใต้ผิวหนังข้างซ้ายบีบรัดกันแน่นจนรู้สึกปวดหนึบ ฉันกำหมัดแน่นข่มความรู้สึกเสียใจของตัวเองไว้จนเนื้อตัวฉันสั่นเทา "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายไม่ทราบ การที่ฉันไปนอนแบให้ใครเอามันเกี่ยวกับนายตรงไหน เราเป็นอะไรกันถามหน่อยนายถึงจะเป็นจะตายขนาดนี้ เราเป็นแค่เพื่อนกันปะ" "แต่เธอเป็นของของฉัน เธอไม่มีสิทธิ์ไปนอนเอากับใครทั้งนั้น" มือหนากำรอบแขนฉันแน่นตอนพูดประโยคเมื่อกี้ออกมาล่ามจ้องมองฉันด้วยแววตาแข็งกร้าว "ฉันไม่ใช่ของของนาย" ฉันสวนล่ามกลับทันทีบอกย้ำให้เขาได้เข้าใจว่าฉันไม่ได้เป็นสิ่งของอย่ามายัดเยียดสถานะของเล่นให้ฉัน "เธอใช่ตั้งแต่ย่างกรายเข้ามาในชีวิตฉันแล้วเรยา" ล่ามตอบฉันด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "เธอเป็นของฉันตั้งแต่วันที่เธอย่างเข้ามาในชีวิตของฉันแล้ว" ฉันกับล่ามเราจ้องตากันแบบไม่มีใครยอมใครคำพูดของเขาทำฉันนั่งงันไปอย่างคนไปไม่เป็น 'ฉันเป็นของเขาตั้งแต่ก้าวมาในชีวิตเขาอย่างนั้นเหรอ' เหอะเป็นคำพูดที่ฟังดูตลกชะมัด ถ้าฉันเป็นของเขาตั้งแต่ตอนนั้นแสดงว่านั่นคือความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตและถ้าย้อนเวลากลับไปได้ฉันจะไม่พาตัวเองมาพัวพันกับคนพวกนี้เลย คนพวกนี้ที่รวมถึงคนอื่น ๆ ที่ไม่เคยนับฉันเป็นเพื่อนเลยสักครั้ง "หลายครั้งที่พวกฉันผลักไสเธอ แต่เป็นเธอทั้งนั้นที่ดันทุรังมาอยู่ตรงนี้เป็นหมากในเกมของพวกฉัน" ย้อนกลับเมื่อสี่ปีที่แล้ว ย้อนกลับไปเมื่อสี่ปีที่แล้วที่ล่ามกับเพื่อน ๆ ได้ช่วยชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งจากพวกนักเลงหัวไม้ที่พยายามลากเธอไปข่มขืน ผู้หญิงคนนั้นก็คือ เรยา หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา หลังจากช่วยชีวิตเรยาจากพวกนักเลงได้สำเร็จหญิงสาวก็เอาแต่ตามตื๊อล่ามกับเพื่อน ๆ ไม่เลิกเนื่องจากหญิงสาวอยากจะเป็นเพื่อนกับคนพวกนี้เพราะชีวิตในรั้วมหาลัยไม่มีใครอยากจะเป็นเพื่อนกับหญิงสาวคนนี้เลยสักคนเธอใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวจนกระทั่งมาเจอกับล่ามและเพื่อน ๆ เธอซาบซึ้งใจที่คนพวกนี้ช่วยเธอจากพวกนักเลงเลยคิดอยากจะเป็นเพื่อนกับพวกเขา เรยาตามตื๊อล่ามกับเพื่อนอยู่นานจนพวกเขายอมใจอ่อนยอมรับเธอมาเป็นสมาชิกด้วยอีกคน แต่ทว่าเรยาไม่เคยล่วงรู้เลยว่าเหตุผลจริง ๆ ที่คนพวกนี้ยอมรับเธอเข้าแก๊งค์ไม่ใช่เพราะเธอตามตื๊อจนน่ารำคาญ แต่เป็นเพราะเกมเดิมพันที่พวกเขาตั้งขึ้นต่างหากถ้าเกิดล่ามเผด็จศึกเรยาได้จนสำเร็จในเวลาที่เพื่อนกำหนดไว้ล่ามก็จะได้รับเงินเป็นการตอบแทน ซึ่งตอนนั้นล่ามตอบตกลงเพราะนึกสนุกกับเกมที่เพื่อนตั้งขึ้นเด็กอายุเพียงยี่สิบปีที่ไม่ได้คิดไตร่ตรองเรื่องนั้นอย่างรอบคอบตอบตกลงเพื่อนอย่างง่ายดาย แต่ทว่าเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ก็ไม่มีทีท่าว่าล่ามจะเผด็จศึกเรยาได้สักที เพราะว่าล่ามน่ะเกิดตกหลุมรักรุ่นน้องสาวที่ชื่อว่า เหมยอิง เกมเดิมพันพวกนั้นเลยถือว่าเป็นโมฆะแต่การเป็นเพื่อนกับเรยาก็คงดำเนินมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน และสิ่งที่ล่ามทำกับเรยา ณ ปัจจุบันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเกมเดิมพันเมื่อครั้นอดีตทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเกิดจากความรู้สึกจริง ๆ ที่เขามีต่อเธอ ความรู้สึกที่ซุกซ่อนไว้ภายใต้ก้นบึ้งของหัวใจโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว....กลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







