LOGINฉันจ้องมองโทรศัพท์มือถือของตัวเองอยู่ครู่ใหญ่เมื่อเห็นว่าล่ามแค่เพียงเปิดอ่านข้อความแต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาฉันจึงปิดโทรศัพท์แล้ววางไว้ตรงโต๊ะหัวเตียงพลางทิ้งตัวลงนอน
"เฮ้อ" ฉันถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายเมื่อจู่ ๆ ฉันก็เผลอคิดถึงหน้าล่ามขึ้นมา ฉันไม่น่าไปชอบล่ามมันเลยเนอะว่าไหมคะเพราะยังไงเรื่องของฉันกับเขาก็ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่ดี มีแค่ฉันที่รู้สึก มีแค่ฉันที่เจ็บอยู่ฝ่ายเดียว เป็นความรู้สึกแย่มาก แต่แปลกที่ฉันพาตัวเองออกมาจากความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้สักที มัวแต่คิดเรื่องของล่ามกว่าฉันจะข่มตาหลับก็ปาไปตีสามแล้วตื่นมาอีกก็หกโมงเช้า ฉันรีบลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนจะออกจากห้องลงมารอล่ามที่หน้าล็อบบี้ของคอนโด ใช้เวลารอไม่นานคนตัวโตก็ขับรถมาจอดฉันจึงเดินออกมาหาเขา ล่ามลงมาจากรถมาช่วยยกกระเป๋าฉันไปเก็บ ระหว่างรอเขาเก็บกระเป๋าฉันจึงเปิดประตูขึ้นรถมานั่งรอเขาแทน "หิวไหม" เป็นคำทักแรกของเขาหลังจากเข้ามานั่งในรถแล้วขับรถออกไปจากคอนโด "นิดหน่อย" "งั้นแวะหาอะไรทานกันก่อนแล้วกัน ฉันเองก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย" ฉันพยักหน้ารับแบบส่ง ๆ กับคำพูดของล่าม จนล่ามแวะจอดที่ร้านข้าวต้มแห่งหนึ่งฉันกับเขาก็ลงไปนั่งกินกันล่ามเป็นคนสั่งให้ฉันเองทุกอย่าง "ถ้วยหนึ่งไม่ใส่ขิงและพริกไทยนะครับ" ไม่ลืมที่จะบอกกับคนขายว่าไม่เอาขิง ไม่เอาพริกไทย เนื่องจากสองสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ฉันไม่ชอบและล่ามก็จำได้เสมอ ฉันมองหน้าเขานิ่ง ๆ โดยไม่พูดอะไรแต่ทว่าหัวใจกลับเต้นระส่ำไม่หยุด แค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขาใส่ใจมันก็ทำให้ใจฉันฟูฟ่องแล้วค่ะ เมื่อข้าวต้มมาเสิร์ฟฉันรีบโชยข้าวต้มเข้าปากอย่างคนหิวโหยไม่สนใจผมเผ้าที่รุงรังของตัวเองสักนิด แม้ว่าผมมันจะเข้าปากฉันก็ยังไม่สนใจทานข้าวต้มอย่างเอร็ดอร่อยต่อไปจนเหมือนล่ามจะทนกับสภาพของฉันตอนนี้ไม่ไหวเขาจึงลุกจากเก้าอี้ตัวเองเดินอ้อมมาด้านหลังของฉันก่อนจะรวบผมของฉันเป็นหางม้าแล้วใช้แมสที่เขาพกติดตัวมาถึงสองแผ่นมัดผมให้ฉันเนื่องจากไม่มีหนังยาง ทุกอย่างนิ่งงันมือที่กำลังจะตักข้าวเข้าปากหยุดชะงักฉันอึ้งกับการกระทำของล่ามมาก ๆ เนื่องจากการกระทำของเขาครั้งนี้มันเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เขายังไม่เคยทำให้ฉัน ปกติฉันรวบผมตัวเองดีทุกครั้งแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวที่ฉันรีบมากไปหน่อยจนลืมจัดการสภาพตัวเองให้เรียบร้อย จนเมื่อล่ามเดินกลับมานั่งที่เดิมสติที่หลุดลอยไปไกลของฉันถึงกลับมา ฉันมองหน้าล่ามด้วยความรู้สึกหลากหลายรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนผ่าวคล้ายกับกำลังเขินอายล่ามอยู่ยังไงยังงั้น "ขอบคุณนะ" ฉันกล่าวขอบคุณเขาเสียงแผ่ว "เห็นแล้วมันเกะกะลูกตา" ล่ามว่าพลันไหวไหล่อย่างไม่แยแสกับคำพูดของตัวเองก่อนจะก้มหน้าทานข้ามต้มของตัวเองต่อโดยมีฉันคอยลอบมองเสี้ยวหน้าของเขาเป็นระยะระยะพลางอมยิ้มให้กับความน่ารักของเขาเมื่อกี้เบา ๆ "ยิ้มอะไร" ฉันสะดุ้งเมื่อจู่ ๆ ล่ามก็เงยหน้าขึ้นมามองหน้าฉัน "เอ่อ ออ" เห็นดังนั้นฉันเลิกลั่กทำอะไรไม่ถูก "เปล๊า" ก่อนจะตอบเขากลับเสียงสูงหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดูดกลบเกลื่อนพิรุธของตัวเอง "หึ" ล่ามเค้นหัวเราะในลำคอก่อนจะส่ายหน้าให้ฉันอย่างเอือมระอา เมื่อทานข้าวเสร็จฉันกับล่ามก็ออกเดินทางกันต่อ วันนี้เรามาคุยงานกันที่เกาะเสม็ด คุุณอาคีท่านจะซื้อธุรกิจโรงแรมต่อจากเจ้าของเดิมที่ดูแลไม่ไหวท่านเลยให้ฉันกับล่ามมาดูหน้างานและพูดคุยเจรจากับคนขาย ซึ่งพอมาถึงที่หมายฉันว้าวมากเลยค่ะโรงแรมที่ว่าน่ะสวยมากแถมยังติดกับทะเลอีกด้วย ภายในบริเวณของโรงแรมก็มีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่เหมาะแก่การว่ายน้ำมากจนฉันรู้สึกตื่นเต้นไปหมด "ทำตัวเป็นนางบ้านนอกไปได้" แต่ก็ไม่วายที่ฉันจะโดนล่ามกระแนะกระแหน "ไม่ใช่แบบไหนสักหน่อย" ฉันหันไปยู่ปากใส่เขา ฉันไม่ได้บ้านนอกแบบที่เขาว่าสักหน่อยแต่เพราะตั้งแต่เรียนจบมาฉันก็เอาแต่ทำงานไม่มีเวลาได้ไปไหนพอได้มาสถานที่แบบนี้ที่บำบัดจิตใจได้ดีเลยทำให้ฉันตื่นเต้นเป็นธรรมดา "เอากระเป๋าไปเก็บสิ เดี๋ยวฉันจะพาไปซื้อชุดว่ายน้ำอยากว่ายน้ำไม่ใช่เหรอเห็นมองสระน้ำตาเป็นประกายเชียว" "จริงเหรอ" ฉันถลาเข้าไปเกาะแขนล่ามอย่างลืมตัวพลางเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนดีใจ "อือ" "เย่ ล่ามน่ะน่ารักที่สุดเลย" ด้วยความดีใจมากไปหน่อยทำให้ฉันเผลอเอามือจับแก้มล่ามทั้งสองข้างส่ายไปมาอย่างลืมตัวกลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







