LOGIN"กูไม่ได้สนใจใครขนาดนั้น"
เขาพูดเหมือนกำลังพูดเรื่องสภาพอากาศ ธรรมดาและว่างเปล่าเกินไป แต่ใจผมกลับนิ่งสนิทไปเลย
POV: Aiden
หลังจากประชุมเสร็จ พี่เลี้ยงแจ้งเรื่องห้องพักซึ่งแบ่งตามสถาบัน ภามกับคินอยู่ด้วยกัน ส่วนผมกับเซนก็ไม่ต้องเดา มหาวิทยาลัยปราณบุรีส่งมากันแค่นี้ ยังไงก็ต้องจับคู่กันเองอยู่แล้ว ห้องพักของพวกเราอยู่ชั้นเดียวกัน แต่คนละฝั่งทางเดิน
รีสอร์ตที่ดูสงบนิ่งจากภายนอก พอเข้ามาอยู่จริงกลับมีรายละเอียดซ่อนอยู่ทุกตารางนิ้ว กลิ่นอโรมาอ่อน ๆ ที่อบอวลตามโถงทางเดิน เสียงคลื่นที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างและแสงสีทองอบอุ่นจากโคมไฟ ทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อดึงจังหวะชีวิตของผู้มาเยือนให้ช้าลงตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มรับบริการด้วยซ้ำ
ผมนอนมองเพดาน นึกถึงโจทย์ที่พี่เลี้ยงพูดในห้องประชุม ไม่ใช่แค่ทำสปาแล้วจบ แต่ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้กลับไปในเวอร์ชันที่ดีขึ้น ยาก... แต่โคตรน่าสนุก ถ้าไม่ติดว่าในหัวผมตอนนี้มีแต่ชื่อ 'ภาม' วนอยู่เต็มไปหมด ผมคงมีสมาธิคิดงานได้มากกว่านี้
เซนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ มันยืนเช็ดผมอยู่หน้ากระจกอย่างใจเย็นเกินมนุษย์ ส่วนผมน่ะเหรอ... ใจเย็นไม่ลงแล้ว
"เออ มึงว่า..." ผมเว้นจังหวะ "คุณภามนี่เขามีแฟนยัง"
เซนยังไม่หันมา มันสะบัดผ้าขนหนูเบา ๆ
"มึงถามคำถามนี้รอบที่สองในรอบหนึ่งนาทีแล้วนะเด้น"
"ก็กูแค่อยากรู้ตามประสาคนต้องทำงานทีมเดียวกัน"
"อ๋อ..." มันลากเสียงยาว หันมามองยิ้ม ๆ "ทำงานทีมเดียวกันนี่ต้องเช็กสถานะหัวใจด้วย?"
ผมเด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันที
"มึงอย่าทำเสียงจับโป๊ะกูแบบนั้นดิ"
"แล้วกูจับได้ไหมล่ะ"
ผมหลุดหัวเราะกลบเกลื่อน "กูเนี่ยนะจะจริงจัง มึงก็รู้ว่ากูรักอิสระจะตาย"
ประโยคนั้นควรฟังดูมั่นใจ แต่เสียงผมดันเบาหวิวผิดปกติ
เซนเดินมานั่งลงที่ปลายเตียง คราวนี้แววตาซุกซนของมันเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมานิดหนึ่ง
"สายตามึงไม่ใช่เล่น ๆ แล้วเด้น กูเห็นมึงมองเขาตั้งแต่ในห้องประชุม ยันออกมาที่ล็อบบี้มึงยังตามไปแหย่เขาไม่เลิก ถ้าแบบนี้ไม่เรียกสนใจ มึงจะให้กูเรียกว่าอะไร"
ผมเงียบไป ความจริงมันคือความสนใจ... แต่ไม่ใช่ในแบบที่ผมคุ้นเคย ปกติถ้าผมเห็นใครน่ารักก็แค่มอง เห็นใครน่าสนใจก็แค่อยากคุย มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่กับภาม มันเหมือนมีอะไรบางอย่างสะกิดอยู่ในอกตั้งแต่วินาทีที่เห็นเขาใต้ต้นดอกเกด
"กูก็แค่..." ผมหาคำพูดที่เหมาะสมไม่เจอ
เซนยิ้มบาง ๆ "ระวังไว้หน่อยก็ดี คนแบบภามน่ะ ถ้ามึงตกหลุมไปแล้ว กูว่าปีนกลับขึ้นมายาก"
ผมนิ่งไป เพราะมันพูดถูกจนน่าหงุดหงิด ผมนึกถึงรอยยิ้มบางเบาตอนเขาประคองลูกนก นึกถึงเสียงนิ่ง ๆ ตอนพูดว่า "งั้นก็อย่าจีบ" นึกถึงใบหน้าเรียบเฉยที่ไม่เคยตั้งใจทำให้ใครใจสั่น คนอะไรอยู่เฉย ๆ ก็ดึงสายตาชะมัด
"ใครบอกว่ากูคิดจะปีนออกกันล่ะ" ผมพึมพำเบา ๆ
เซนหันขวับมามองทันที "หนักนะมึงน่ะ"
ผมยิ้ม "เออ กูก็เริ่มรู้สึกแล้วเหมือนกัน"
POV: Kin
อีกฝั่งหนึ่งของทางเดิน... ห้องของผมกับภาม ผมปิดประตูลงเบา ๆ วางกระเป๋าไว้ข้างเตียง
ห้องพักขนาดกว้างขวางทอดตัวยาวออกไปสู่ระเบียงรับลมทะเล แต่ทันทีที่มีภามอยู่ด้วย มวลอากาศรอบตัวกลับดูแคบลงอย่างประหลาด ผมเดินไปดึงผ้าม่านออก ปล่อยให้ลมภายนอกพัดเข้ามา ไม่รู้ว่าอยากรับลมจริง ๆ หรือแค่อยากหาอะไรทำเพื่อกลบเสียงหัวใจตัวเองกันแน่
"ได้อยู่ห้องเดียวกับมึงแค่สองคน... ก็ดีเหมือนกันนะ" ผมพูดลอย ๆ
ภามที่กำลังจัดของปรายตามามอง "ทำไม"
คำถามสั้นสนิทตามสไตล์ แต่ผมกลับต้องใช้เวลาครึ่งวินาทีเพื่อจัดการความรู้สึกตัวเอง
"ก็... สบายใจดี"
ภามไม่ตอบ เขาหันกลับไปหยิบเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าต่อ เงียบเหมือนเดิม นิ่งเหมือนเดิม แต่มุมปากของเขากลับขยับขึ้นนิดหนึ่ง... นิดเดียวเท่านั้นจนถ้าไม่สังเกตคงไม่มีทางเห็น
"มึงนี่นะ" ผมบ่นเบา ๆ ขณะนั่งลงที่ปลายเตียง "พูดน้อยไม่พอ เวลามึงไม่พูดก็ยังทำให้คนรอฟังทรมานอีก"
ภามพับเสื้อวางลงในตู้
"มึงพูดเยอะ"
ผมหัวเราะ "เออ รู้"
"น่ารำคาญ"
น้ำเสียงยังคงเรียบสนิท แต่ไม่ได้คมพอจะผลักใครออกไปจริง ๆ ผมรู้จักภามมานานพอจะรู้ว่าคำว่า 'น่ารำคาญ' ของเขามีหลายระดับ และประโยคเมื่อกี้... ไม่ได้แปลว่าไล่
ความเงียบทิ้งตัวลงระหว่างเรา มีเพียงเสียงลมพัดผ้าม่านและเสียงภามขยับของในกระเป๋าอย่างเป็นระเบียบ
ผมมองภาพนั้นนิ่ง ๆ ภามเป็นคนที่ดูเหมือนไม่ต้องการให้ใครดูแล แต่ในความจริง คนที่ดูเหมือนไม่ต้องการใครที่สุดนั่นแหละ ที่ทำให้คนอื่นอยากอยู่ข้าง ๆ มากที่สุด
"มึงโอเคเปล่าวะ" ผมถามขึ้นอย่างชั่งใจ
ภามหันมา "ทำไมต้องไม่โอเค"
"ก็... ต้องมานอนห้องเดียวกับกู"
ภามนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ "กูไม่ได้สนใจใครขนาดนั้น"
ผมเงยหน้าขึ้นทันที เขาพูดเหมือนมันเป็นแค่เรื่องสภาพอากาศ ธรรมดาเกินไป... แต่หัวใจผมกลับหน่วงจนก้าวขาไม่ออก คำตอบนั้นควรทำให้ผมโล่งใจเพราะอย่างน้อยภามก็ไม่ได้อึดอัด แต่มันกลับตอกย้ำสถานะของผมให้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม ดีแล้ว... อย่าสนใจใครเลย อย่ามองใครด้วยสายตาแบบนั้น และที่สำคัญ... อย่ามองกูด้วยสายตาแบบนั้นเลย เพราะแค่ได้อยู่ใกล้ขนาดนี้ มันก็เกินกว่าที่กูควรรู้สึกไปไกลแล้ว
ภามปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหันมามองผม "คิน พรุ่งนี้ประชุมกี่โมง"
ผมชะงักก่อนจะหลุดหัวเราะในลำคอ แน่นอน... สำหรับภาม สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องวนกลับมาเรื่องงานเสมอ
"เก้าโมง แต่ก่อนประชุมพี่เลี้ยงให้ลงไปดูสปาโซนกับห้องประเมินสุขภาพก่อน"
ภามพยักหน้า "ดี ต้องรู้ flow จริง ก่อนออกแบบประสบการณ์ให้ลูกค้า"
ผมมองเขาแล้วยิ้มมุมปาก "นี่แหละเหตุผลที่กูบอกว่ามึงเก่ง"
ภามเหลือบสายตามามอง "เริ่มอีกแล้ว น่ารำคาญ"
ผมหัวเราะเบา ๆ และครั้งนี้... ผมเลือกที่จะไม่เถียง
ถุงข้าวยังวางอยู่ข้างเตียงโดยไม่มีใครแตะ เซนหยิบขึ้นมาเปิดแล้วทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกได้ว่ามีอยู่“ข้าวเย็นแล้วมึง”“ไมโครเวฟไม่มีเหรอ”“มีที่ครัวรวมชั้นล่าง”“ไปอุ่นกัน”เซนลุกขึ้นถือถุงข้าวเดินนำ ผมเดินตามครึ่งก้าวด้านหลัง ระยะเดิมที่เคยเดินมาตลอดสองเดือนแต่วันนี้เขาเอื้อมมือมาจับข้อมือผมไว้ระหว่างลงบันได ไม่พูดอะไร แค่จับไว้เฉย ๆครัวรวมชั้นล่างว่างเปล่า มีเพียงแสงจากไมโครเวฟกะพริบอยู่ในความเงียบ กลิ่นอาหารเก่าจากตู้เย็นรวมลอยจาง ๆ เซนยืนพิงโต๊ะยาวกลางห้อง มือยังไม่ยอมปล่อยข้อมือผม“เดี๋ยวมึงต้องกลับแล้วใช่ไหม ขับรถดี ๆ ถึงคอนโดแล้วบอกกูด้วย”“กูอยู่ต่อได้อีกชั่วโมง”“อ๋อ ดีเลย”ผมหันไปมองเซนรีบเปลี่ยนคำ “หมายถึง...มึงยังไม่ได้กินอะไรเลย”“มึงก็ยังต้องอ่านหนังสือสอบพรุ่งนี้”เขาถอนหายใจ “เออ จริงด้วย ลืมเลยว่ามีสอบ”“ห้ามลืม”“ครับ”คำตอบหลุดออกมาเร็วจนเจ้าตัวชะงัก แก้มแดงขึ้นทันทีผมเลิกคิ้ว“กูไม่ได้ตั้งใจ”“กูยังไม่ได้พูดอะไร”“หน้าม
ห้องของเซนเรียบร้อยกว่าที่คิด หนังสือกองอยู่บนโต๊ะสองสามเล่ม เตียงเก็บผ้าห่มเป็นระเบียบ มีแก้วกาแฟวางข้างโน้ตบุ๊กกับกระดาษโน้ตเต็มผนังผมนั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวในห้อง ส่วนเซนนั่งตรงขอบเตียง ถุงข้าววางอยู่ข้างตัวโดยยังไม่เปิดเสียงแอร์ดังอยู่เหนือความเงียบ“มึงเลี่ยงกูอยู่” ผมพูดเซนไม่เงยหน้า “กูไม่ได้เลี่ยง กูแค่ยุ่ง ใกล้สอบ แถมต้องทำสรุปจบอีก”“มึงรู้ใช่ไหมว่ากูถามเอเดนได้ มึงสองคนเรียนที่เดียวกัน” ผมจับต้นแขนเขาไว้เมื่อเขาทำท่าจะหลบ“มองหน้ากู แล้วพูดอีกที”เขาเงยขึ้น แต่พอสบตากันจริง ๆ คำพูดกลับหายไปเซนถอนหายใจแรงครู่หนึ่ง มือบีบถุงข้าวแน่นกว่าเดิม ผมรอโดยไม่เร่ง เขาอ้าปากสองครั้งแล้วเงียบทั้งสองครั้ง“กูไม่ได้กลัวแค่ว่า มึงจะไม่ชอบกู” เขาพูดในที่สุดผมนิ่งฟัง“กูกลัวว่าที่มึงเริ่มหันมาใส่ใจกู เป็นเพราะคนที่มึงมองมาตลอดเลือกเอเดนไปแล้ว”ประโยคนั้นเป็นคำถามที่ผมเองเคยถามตัวเองเช่นกันเซนหัวเราะสั้น ๆ แต่เสียงไม่ขำ“กูไม่อยากเป็นคนที่อยู่ใกล้พอดี ตอนมึงกำลังต้องการใครสักคน”“มึง
มหาวิทยาลัยของเซนอยู่ห่างออกไปประมาณชั่วโมงครึ่งตลอดสองเดือนที่ทำโปรเจกต์ด้วยกัน เราเจอกันแทบทุกวัน เซนเคยชวนให้ผมแวะมาที่มหาวิทยาลัยเขาหลายครั้ง ผมตอบว่า “เดี๋ยวว่าง ๆ” ทุกครั้ง แล้วก็ไม่เคยมาคืนนี้ผมไม่รอให้ตัวเองว่างผมแวะซื้อข้าวกล่องจากร้านที่เซนเคยบอกว่าอร่อย เปิดโลเคชันหอที่เขาเคยส่งไว้ตอนบ่นว่ารถติดจนเกือบเข้าประชุมไม่ทัน แล้วขึ้นรถโดยไม่บอกล่วงหน้าเพราะถ้าบอก เขาคงหาเหตุผลให้ผมไม่ต้องมาก่อนออกรถ ผมเปิดแชตเก่าขึ้นมาไล่อ่านตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน... รูปแมวข้างทาง คลิปตลกที่ไม่ตลก และคำถามตอนตีสองว่าถ้าเป็ดตัวหนึ่งพูดได้ มันจะเลือกพูดภาษาอะไรตอนนั้นผมตอบไปว่ามันเป็นเป็ด ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีสิทธิ์เรียนหลายภาษาเซนส่งสติกเกอร์หัวเราะกลับมาสองตัว แล้วเอาเรื่องนี้ไปล้อผมต่ออีกสามวันผมเคยคิดว่าข้อความพวกนั้นไร้สาระแต่ทุกคืนที่งานหนัก ผมกลับเปิดมันอ่านซ้ำเสมอผมขับรถมาตามปกติ ไม่เร่งเกินกว่าสภาพถนนจะอำนวย แม้ความรู้สึกจะทำให้ระยะทางยาวนานกว่าความเป็นจริง ฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง ไอฝ
(ช่วงเทอมสุดท้ายของมหาวิทยาลัย หลังจบโปรเจกต์ฝึกงานที่ Wellness by the Sea)POV: คิน─── ✦ ✦ ✦ ───กลุ่มไลน์ “Destiny Project (ห้ามลบ)” มีข้อความใหม่แทบทุกวัน เอเดนส่งรูปอาหารกลางวัน ภามแชร์บทความเรื่องจิตวิทยาลูกค้าที่อ่านแล้วนึกถึงงาน บางวันมีรูปแมว มีมไร้สาระ หรือข้อความบ่นเรื่องอาจารย์ที่ไม่มีใครตอบเป็นเรื่องเป็นราวเป็นกลุ่มที่ไม่มีใครตั้งใจให้จริงจัง แต่ก็ไม่มีใครออกจากมันสักคนเช้านี้ภามส่งสติกเกอร์แก้วกาแฟ เอเดนพิมพ์ตามมาว่า “หิวอะ” แล้วส่งรูปข้าวมันไก่ติดกันสามรูปเซนไม่มีอะไรเลยผมมองหน้าจออยู่นานกว่าที่ควร ก่อนเลื่อนไปเปิดแชตส่วนตัว ข้อความล่าสุดที่ผมส่งเมื่อสองวันก่อนยังค้างอยู่ตรงคำว่าอ่านแล้ว ไม่มีคำตอบผมไม่ใช่คนชอบนับเรื่องที่ไม่มีเหตุผล แต่พอสังเกตเห็นครั้งแรกก็หยุดนับไม่ได้วันแรกหลังกลับมาเปิดเทอม เซนยังทักมาตอนเกือบเที่ยงคืน บ่นว่าอาจารย์คุมสอบเดินวนเหมือนผู้คุมเรือนจำ ส่งสติกเกอร์มาสิบกว่าอันรวด วันที่ห้า ข้อความเหลือแค่ “เออ” กับ “กูนอนก่อนนะ”วันที่สิบ
เซนหรี่ตา"มือมึงลั่นเป็นคนแก่จับได้ว่าลูกสาวมีแฟนเลยนะ""หุบปาก""ก็แม่นอยู่ดี"ผมก้มหน้ามองมือตัวเอง เสียงเพลงในหูฟังดังขึ้นเบา ๆ เป็นเพลงช้ากว่าที่คิด ไม่หวานจนเลี่ยน แต่มีจังหวะนุ่ม ๆ เหมือนแดดตอนเย็นบนถนนเอเดนไม่ได้มองผมตลอดเวลา เขาแค่นั่งอยู่ข้าง ๆ ปล่อยให้เพลงเดียวกันอยู่ระหว่างเรา เหมือนพื้นที่เล็ก ๆ ที่ไม่ต้องอธิบายให้ใครเข้าใจ"โอเคไหม"เขาถามเบา ๆ ผมพยักหน้า"อือ""ดีแล้ว"ผมหันไปมองเขาทันที"เลิกพูดดีแล้วแบบนั้นได้ไหม""แบบไหน""แบบที่เซนจะหันมาแซว"เซนยกมือจากเบาะหน้า"กูยังไม่ได้พูด!"คินตอบแทน"แต่มึงคิด""ทุกคนในรถนี้รู้จักกูดีเกินไปแล้ว"ขับออกมาได้พักหนึ่ง บรรยากาศในรถเริ่มเงียบลง เซนยังทำหน้าที่ดีเจ แต่เสียงพูดน้อยลงอย่างน่าประหลาด อาจเพราะคินขู่จะตัดบลูทูธสามครั้ง หรืออาจเพราะเขาเริ่มง่วง แดดบ่ายไหลผ่านกระจกเป็นแถบยาว ถนนทอดออกไปไกล เสียงเพลงในหูฟังเบาลงเมื่อเอเดนขยับตัวผมเหลือบมองจากหางตา เขานั่งพิงเบาะ หลับตา นิ่งผิดปกติ
เอเดนหันไปมอง"ช่วยอยู่ข้างกูบ้างก็ได้"ผู้จัดการหัวเราะเบา ๆ"แต่ความจริงคือคุณจำรายละเอียดลูกค้าได้ดี สังเกตพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่คนอื่นมองข้าม และดึงจังหวะทีมให้กลับมานิ่งได้"รอยยิ้มของเอเดนเบาลง"ขอบคุณครับ"ผมเหลือบมองเขา คนที่ดูเหมือนชิลกับทุกอย่าง จริง ๆ แล้วจำได้มากกว่าที่พูด ใส่ใจกว่าที่แสดง และบางครั้งก็จริงจังในแบบที่ทำให้คนข้าง ๆ รับรู้โดยไม่ต้องพูดเยอะ เหมือนเมื่อคืน เหมือนตอนถามว่า "อนุญาตไหม""คุณภาม กฤตภาส หนุ่มลูกครึ่งคนเดียวของทีม"ผมสะดุ้งนิดหนึ่งตอนชื่อของตัวเองถูกเรียก ผู้จัดการหันมามองผม"ภาม คุณเป็นคนพูดน้อยที่สุดในทีม"เซนขยับปาก คินยกปากกาขึ้นเตือน เซนเงียบ"แต่หลายครั้ง คุณเห็นความรู้สึกของลูกค้าชัดที่สุด คุณไม่ได้รีบแก้ ไม่ได้รีบสรุป แต่ฟังนานพอจะรู้ว่าคนตรงหน้าต้องการอะไรจริง ๆ""ขอบคุณครับ"ผมตอบเสียงเบา แต่คราวนี้ไม่ได้ก้มหน้าหนีผู้จัดการพยักหน้า ก่อนปิดแฟ้มลง"โดยรวม Destiny Project ผ่านได้ดีมากค่ะ ทั้งในเชิงออกแบบโปรแกรม การทำงานเป็นทีม และการรับมือก






![ผัวของผมมันคลั่งรักเกินไปแล้วนะ [YAOI]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
