LOGINแต่คนที่ดึงความสนใจผมไปได้มากที่สุดยังเป็นคนเดิม
ภามวางปากกาลงบนโต๊ะช้า ๆ เสียงคลิกเบา ๆ นั้นกลับดึงจังหวะทุกอย่างให้หยุดนิ่ง
"ต้องทำเป็นทีม?"
เสียงเขานิ่งสนิท
"ใช่ค่ะ ทุกคนต้องแชร์ไอเดียและร่วมมือกันออกแบบโปรเจกต์ ทุกขั้นตอน"
ภามพยักหน้าช้า ๆ ผมมองเขาแล้วหลุดยิ้ม
คนอะไร แค่ถามคำเดียวก็ทำให้ห้องดูจริงจังขึ้นได้
เซนเอนตัวไปด้านหลัง
"งั้นก่อนจะเริ่มรื้อโครงสร้าง เราต้องมีชื่อโปรเจกต์ก่อนนะ"
ผมพยักหน้า
"เอาแบบที่ลูกค้าเข้ามาแล้วรู้สึกเหมือนได้เปลี่ยนเป็นคนละคนดีไหม"
ทุกคนหันมามอง ผมพูดต่อ
"ไม่ใช่แค่มาซื้อบริการแล้วจบ แต่เหมือนได้รีเซ็ตตัวเองจริง ๆ ทั้งร่างกาย ความคิด แล้วก็ความรู้สึก"
คินพยักหน้าเบา ๆ
"เหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่"
คำว่าเริ่มต้นชีวิตใหม่วนอยู่ในหัวผมเหมือนจิ๊กซอว์ที่เกือบจะลงตัว จนกระทั่ง---
"Destiny"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นสั้น ๆ ผมหันไปมองภามทันที
เจ้าของเสียงยังคงสีหน้าเรียบเฉย เหมือนไม่ได้พูดอะไรสำคัญ
"โชคชะตาเหรอ"
ผมทวนคำ
ภามพยักหน้า
"Destiny เพราะ Wellness ไม่ใช่แค่การมานวดให้หายปวดเมื่อย"
เขาพูดช้า ๆ น้ำเสียงยังนิ่งเหมือนเดิม
"แต่คือการปรับ Holistic Wellbeing สมดุลองค์รวมทั้งกายและใจ บางคนมาที่นี่เพราะเหนื่อยกับอะไรก็ตามในชีวิต"
ภามเงยหน้าขึ้นมองจอ
"ถ้าเราทำให้เขาออกจากที่นี่ในเวอร์ชันที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้... มันก็คือการเปลี่ยนโชคชะตาเล็ก ๆ ของเขาเหมือนกัน"
ทั้งห้องเงียบไปครู่หนึ่ง แต่เป็นความเงียบที่ทุกคนกำลังซึมซับความหมายของมัน
ผมมองภามนิ่ง เพราะคำว่า Destiny เขาพูดมันเหมือนเชื่อจริง ๆ เหมือนเห็นภาพนั้นอยู่ในหัวก่อนทุกคน
เซนยิ้มมุมปาก
"Destiny Project... ฟังดูเหมือนชื่อซีรีส์ดังเลยว่ะ แต่ชอบนะ"
คินพยักหน้า
"ชัดเจนดีครับ"
ผมหันไปสบตากับภามอีกครั้ง เขาไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม แต่คำว่าโชคชะตาของเขายังตกค้างอยู่ในใจผมอย่างประหลาด
"โอเค"
ผมสรุป
"งั้นเอาชื่อนี้แหละ"
ทุกอย่างดูลงตัวอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าชื่อนี้ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรก เหมือนกับที่พวกเราสี่คนต้องมาเจอกันที่นี่
หลังประชุม ประตูเปิดออก ลมทะเลพัดเข้ามาจนผมต้องสูดหายใจลึกหนึ่งที เหมือนเพิ่งออกจากอะไรสักอย่าง
ผมหันไปหาสองคนจากเซนต์มิคาแอล แล้วรีบพูดก่อนใคร
"คุณภาม คุณคินครับ..."
ผมยิ้ม
"ไหน ๆ ก็ทีมเดียวกันแล้ว จะสุภาพไปอีกนานแค่ไหน"
เซนหัวเราะเบา ๆ ข้างหลัง
"กูรออยู่เหมือนกัน"
คินเลิกคิ้ว
ผมยิ้มกวน
"ขอใช้กู--มึงได้ไหม จะได้ไม่เกร็ง"
ผมเหลือบมองภาม เขายืนฟังเฉย ๆ ก่อนตอบสั้น ๆ
"ตามสบาย"
สั้น แต่พอ
เซนพยักหน้า
"กูเอาด้วย"
คินถอนหายใจเบา ๆ
"ถ้าทำให้งานง่ายขึ้น ก็โอเค"
ผมยิ้มกว้าง
"ดี งั้นเริ่มเลยนะ"
ผมก้าวออกนำ โดยมีเสียงฝีเท้าอีกสามคนตามมา จากคนแปลกหน้าที่ยังไม่รู้จักกันดี ตอนนี้มันยังไม่ใช่คำว่าทีมเต็มตัว
แต่ผมรู้
เรากำลังจะไปทางเดียวกันแล้ว
และไม่รู้ทำไม การเริ่มต้นครั้งนี้มันน่าสนุกกว่าที่คิดไว้เยอะเลย
ล็อบบี้ของรีสอร์ตเย็นกว่าด้านนอกทันทีที่พวกเราเดินเข้ามา ไม่ใช่แค่เพราะแอร์ แต่เพราะทุกอย่างในนี้ถูกจัดวางให้คนที่ก้าวเข้ามารู้สึกช้าลงโดยไม่รู้ตัว กลิ่นไม้หอมลอยจาง ๆ อยู่ในอากาศ ผสมกับกลิ่นซีทรัสสะอาด ๆ ที่แตะปลายจมูกแบบไม่รบกวนเกินไป
เสียงดนตรีเบามาก เบาจนเกือบเหมือนไม่มี แต่พอเงียบไปนาน ๆ ถึงรู้ว่ามันกำลังพยุงบรรยากาศทั้งห้องเอาไว้
แสงไฟสีอุ่นทอดลงบนพื้นหินเรียบเงา เฟอร์นิเจอร์สีครีมกับไม้โทนอ่อนทำให้ที่นี่ดูแพงแบบไม่ต้องพยายาม ไม่ใช่ความหรูที่ตะโกนใส่หน้า แต่เป็นความหรูที่ทำให้คนเผลอเบาเสียงลงเอง
ผมยืนพิงเคาน์เตอร์นิด ๆ ระหว่างรอกุญแจห้อง นิ้วเคาะผิวไม้เป็นจังหวะ สายตาเจ้ากรรมดันไหลไปหยุดที่เดิม
ภาม
เขายืนห่างออกไปไม่ไกล ท่ายืนเหยียดตรงนิ่งสนิท สีหน้าปกติของเขาเดาอะไรไม่ได้เลย เหมือนคนที่ต่อให้เอาพายุไปวางตรงหน้า ก็อาจจะแค่กะพริบตาหนึ่งทีแล้วถามว่า "มีอะไร"
ผมหรี่ตามอง ชั่งน้ำหนักบางอย่างในหัว แล้วก็ตัดสินใจขยับเข้าไปใกล้อีกนิด
"เออ..."
ภามปรายตามามอง
"เมื่อกี้ในห้องประชุมคนเยอะ กูฟังผ่าน ๆ ชื่อมึง พอ พาน หรือ ภอ สำเภา ยังไงนะ"
ผมถามออกไปหน้าตาเฉย ทั้งที่ชื่อภามวนอยู่ในหัวจนแทบจะสลักลงเส้นสมองแล้ว
ภามเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนตอบเสียงเรียบ
"ภาม ภอ สำเภา"
"อ๋อ ภาม"
ผมพยักหน้าช้า ๆ แกล้งทำเหมือนเพิ่งบันทึกข้อมูลลงเมมโมรี่
พอได้มายืนใกล้ ๆ ผมถึงได้กลิ่นหอมสะอาดจาง ๆ จากตัวเขา
ไม่ใช่น้ำหอมฉุน ๆ แต่เป็นกลิ่นเย็นนิด ๆ คล้ายเปปเปอร์มินต์ผสมอะไรบางอย่างที่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกสงบ
แปลกดี เพราะยิ่งอยู่ใกล้ ใจผมกลับยิ่งเต้นแรง
ปากมันไปไวกว่าสมอง
"หน้ามึงนี่..."
ภามมองนิ่ง
ผมยิ้ม
"แพงว่ะ"
ความเงียบตกลงกลางวงทันที
เซนที่ยืนอยู่ด้านหลังหลุดขำพรืด
คินหันขวับมามองเหมือนกำลังประเมินว่านี่คือสถานการณ์จีบ หรือสถานการณ์หาเรื่อง
ส่วนภาม... เขาจ้องผมตรง ๆ ไม่หลบตา
"งั้นก็อย่าจีบ"
เสียงเรียบ เย็น และตัดบทได้ไร้เยื่อใยมาก
ผมยิ้มมุมปาก ขยับเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง ไม่ใกล้จนเสียมารยาท แต่ใกล้พอให้เขารู้ว่าผมตั้งใจ
"ไม่ทันแล้วว่ะ"
คินสำลักไอเบา ๆ
เซนหัวเราะหนักกว่าเดิม
ภามหลับตาลงเสี้ยววินาที คล้ายกำลังระงับอารมณ์ ก่อนถอนหายใจออกมา
"น่ารำคาญ"
ผมเลยยิ้มค้างอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางกลิ่นไม้หอม แสงอุ่น และเสียงคลื่นที่ดังอยู่ไกล ๆ นอกกระจก
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เขาอาจไม่ได้อนุญาตอะไรเลย เขาบ่นว่าน่ารำคาญ แต่ไม่ได้เดินหนี
และสำหรับคนอย่างผม... แค่นั้นก็มากพอให้เริ่ม
ห้องของเซนเรียบร้อยกว่าที่คิด หนังสือกองอยู่บนโต๊ะสองสามเล่ม เตียงเก็บผ้าห่มเป็นระเบียบ มีแก้วกาแฟวางข้างโน้ตบุ๊กกับกระดาษโน้ตเต็มผนังผมนั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวในห้อง ส่วนเซนนั่งตรงขอบเตียง ถุงข้าววางอยู่ข้างตัวโดยยังไม่เปิดเสียงแอร์ดังอยู่เหนือความเงียบ“มึงเลี่ยงกูอยู่” ผมพูดเซนไม่เงยหน้า “กูไม่ได้เลี่ยง กูแค่ยุ่ง ใกล้สอบ แถมต้องทำสรุปจบอีก”“มึงรู้ใช่ไหมว่ากูถามเอเดนได้ มึงสองคนเรียนที่เดียวกัน” ผมจับต้นแขนเขาไว้เมื่อเขาทำท่าจะหลบ“มองหน้ากู แล้วพูดอีกที”เขาเงยขึ้น แต่พอสบตากันจริง ๆ คำพูดกลับหายไปเซนถอนหายใจแรงครู่หนึ่ง มือบีบถุงข้าวแน่นกว่าเดิม ผมรอโดยไม่เร่ง เขาอ้าปากสองครั้งแล้วเงียบทั้งสองครั้ง“กูไม่ได้กลัวแค่ว่า มึงจะไม่ชอบกู” เขาพูดในที่สุดผมนิ่งฟัง“กูกลัวว่าที่มึงเริ่มหันมาใส่ใจกู เป็นเพราะคนที่มึงมองมาตลอดเลือกเอเดนไปแล้ว”ประโยคนั้นเป็นคำถามที่ผมเองเคยถามตัวเองเช่นกันเซนหัวเราะสั้น ๆ แต่เสียงไม่ขำ“กูไม่อยากเป็นคนที่อยู่ใกล้พอดี ตอนมึงกำลังต้องการใครสักคน”“มึง
มหาวิทยาลัยของเซนอยู่ห่างออกไปประมาณชั่วโมงครึ่งตลอดสองเดือนที่ทำโปรเจกต์ด้วยกัน เราเจอกันแทบทุกวัน เซนเคยชวนให้ผมแวะมาที่มหาวิทยาลัยเขาหลายครั้ง ผมตอบว่า “เดี๋ยวว่าง ๆ” ทุกครั้ง แล้วก็ไม่เคยมาคืนนี้ผมไม่รอให้ตัวเองว่างผมแวะซื้อข้าวกล่องจากร้านที่เซนเคยบอกว่าอร่อย เปิดโลเคชันหอที่เขาเคยส่งไว้ตอนบ่นว่ารถติดจนเกือบเข้าประชุมไม่ทัน แล้วขึ้นรถโดยไม่บอกล่วงหน้าเพราะถ้าบอก เขาคงหาเหตุผลให้ผมไม่ต้องมาก่อนออกรถ ผมเปิดแชตเก่าขึ้นมาไล่อ่านตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน... รูปแมวข้างทาง คลิปตลกที่ไม่ตลก และคำถามตอนตีสองว่าถ้าเป็ดตัวหนึ่งพูดได้ มันจะเลือกพูดภาษาอะไรตอนนั้นผมตอบไปว่ามันเป็นเป็ด ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีสิทธิ์เรียนหลายภาษาเซนส่งสติกเกอร์หัวเราะกลับมาสองตัว แล้วเอาเรื่องนี้ไปล้อผมต่ออีกสามวันผมเคยคิดว่าข้อความพวกนั้นไร้สาระแต่ทุกคืนที่งานหนัก ผมกลับเปิดมันอ่านซ้ำเสมอผมขับรถมาตามปกติ ไม่เร่งเกินกว่าสภาพถนนจะอำนวย แม้ความรู้สึกจะทำให้ระยะทางยาวนานกว่าความเป็นจริง ฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง ไอฝ
(ช่วงเทอมสุดท้ายของมหาวิทยาลัย หลังจบโปรเจกต์ฝึกงานที่ Wellness by the Sea)POV: คิน─── ✦ ✦ ✦ ───กลุ่มไลน์ “Destiny Project (ห้ามลบ)” มีข้อความใหม่แทบทุกวัน เอเดนส่งรูปอาหารกลางวัน ภามแชร์บทความเรื่องจิตวิทยาลูกค้าที่อ่านแล้วนึกถึงงาน บางวันมีรูปแมว มีมไร้สาระ หรือข้อความบ่นเรื่องอาจารย์ที่ไม่มีใครตอบเป็นเรื่องเป็นราวเป็นกลุ่มที่ไม่มีใครตั้งใจให้จริงจัง แต่ก็ไม่มีใครออกจากมันสักคนเช้านี้ภามส่งสติกเกอร์แก้วกาแฟ เอเดนพิมพ์ตามมาว่า “หิวอะ” แล้วส่งรูปข้าวมันไก่ติดกันสามรูปเซนไม่มีอะไรเลยผมมองหน้าจออยู่นานกว่าที่ควร ก่อนเลื่อนไปเปิดแชตส่วนตัว ข้อความล่าสุดที่ผมส่งเมื่อสองวันก่อนยังค้างอยู่ตรงคำว่าอ่านแล้ว ไม่มีคำตอบผมไม่ใช่คนชอบนับเรื่องที่ไม่มีเหตุผล แต่พอสังเกตเห็นครั้งแรกก็หยุดนับไม่ได้วันแรกหลังกลับมาเปิดเทอม เซนยังทักมาตอนเกือบเที่ยงคืน บ่นว่าอาจารย์คุมสอบเดินวนเหมือนผู้คุมเรือนจำ ส่งสติกเกอร์มาสิบกว่าอันรวด วันที่ห้า ข้อความเหลือแค่ “เออ” กับ “กูนอนก่อนนะ”วันที่สิบ
เซนหรี่ตา"มือมึงลั่นเป็นคนแก่จับได้ว่าลูกสาวมีแฟนเลยนะ""หุบปาก""ก็แม่นอยู่ดี"ผมก้มหน้ามองมือตัวเอง เสียงเพลงในหูฟังดังขึ้นเบา ๆ เป็นเพลงช้ากว่าที่คิด ไม่หวานจนเลี่ยน แต่มีจังหวะนุ่ม ๆ เหมือนแดดตอนเย็นบนถนนเอเดนไม่ได้มองผมตลอดเวลา เขาแค่นั่งอยู่ข้าง ๆ ปล่อยให้เพลงเดียวกันอยู่ระหว่างเรา เหมือนพื้นที่เล็ก ๆ ที่ไม่ต้องอธิบายให้ใครเข้าใจ"โอเคไหม"เขาถามเบา ๆ ผมพยักหน้า"อือ""ดีแล้ว"ผมหันไปมองเขาทันที"เลิกพูดดีแล้วแบบนั้นได้ไหม""แบบไหน""แบบที่เซนจะหันมาแซว"เซนยกมือจากเบาะหน้า"กูยังไม่ได้พูด!"คินตอบแทน"แต่มึงคิด""ทุกคนในรถนี้รู้จักกูดีเกินไปแล้ว"ขับออกมาได้พักหนึ่ง บรรยากาศในรถเริ่มเงียบลง เซนยังทำหน้าที่ดีเจ แต่เสียงพูดน้อยลงอย่างน่าประหลาด อาจเพราะคินขู่จะตัดบลูทูธสามครั้ง หรืออาจเพราะเขาเริ่มง่วง แดดบ่ายไหลผ่านกระจกเป็นแถบยาว ถนนทอดออกไปไกล เสียงเพลงในหูฟังเบาลงเมื่อเอเดนขยับตัวผมเหลือบมองจากหางตา เขานั่งพิงเบาะ หลับตา นิ่งผิดปกติ
เอเดนหันไปมอง"ช่วยอยู่ข้างกูบ้างก็ได้"ผู้จัดการหัวเราะเบา ๆ"แต่ความจริงคือคุณจำรายละเอียดลูกค้าได้ดี สังเกตพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่คนอื่นมองข้าม และดึงจังหวะทีมให้กลับมานิ่งได้"รอยยิ้มของเอเดนเบาลง"ขอบคุณครับ"ผมเหลือบมองเขา คนที่ดูเหมือนชิลกับทุกอย่าง จริง ๆ แล้วจำได้มากกว่าที่พูด ใส่ใจกว่าที่แสดง และบางครั้งก็จริงจังในแบบที่ทำให้คนข้าง ๆ รับรู้โดยไม่ต้องพูดเยอะ เหมือนเมื่อคืน เหมือนตอนถามว่า "อนุญาตไหม""คุณภาม กฤตภาส หนุ่มลูกครึ่งคนเดียวของทีม"ผมสะดุ้งนิดหนึ่งตอนชื่อของตัวเองถูกเรียก ผู้จัดการหันมามองผม"ภาม คุณเป็นคนพูดน้อยที่สุดในทีม"เซนขยับปาก คินยกปากกาขึ้นเตือน เซนเงียบ"แต่หลายครั้ง คุณเห็นความรู้สึกของลูกค้าชัดที่สุด คุณไม่ได้รีบแก้ ไม่ได้รีบสรุป แต่ฟังนานพอจะรู้ว่าคนตรงหน้าต้องการอะไรจริง ๆ""ขอบคุณครับ"ผมตอบเสียงเบา แต่คราวนี้ไม่ได้ก้มหน้าหนีผู้จัดการพยักหน้า ก่อนปิดแฟ้มลง"โดยรวม Destiny Project ผ่านได้ดีมากค่ะ ทั้งในเชิงออกแบบโปรแกรม การทำงานเป็นทีม และการรับมือก
POV: Phamเสียงเครื่องเรือดังขึ้นในช่วงสาย คราวนี้ไม่ใช่เสียงสตาร์ตติด ๆ ดับ ๆ แบบเมื่อคืน แต่เป็นเสียงเครื่องยนต์ที่เดินนิ่ง สม่ำเสมอ เหมือนกำลังบอกว่าคืนติดเกาะของพวกเราจบลงแล้วจริง ๆ ช่างจากฝั่งยืนเช็ดมือกับผ้าขี้ริ้วอยู่ข้างเรือ กล่องเครื่องมือเปิดอ้าไว้บนพื้นไม้ ท่าทางของเขาสบาย ๆ ราวกับการลากเรือกลับฝั่งหลังคลื่นลมแรงเป็นเรื่องธรรมดา เซนยืนกอดอกมองอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าจริงจังเกินจำเป็น"พี่ครับ อาการหนักไหมครับ"ช่างเงยหน้าขึ้น"นิดหน่อยครับ กลับได้แล้ว"เซนถอนหายใจยาวเหมือนเจ้าของเรือ"โล่งอก ผมผูกพันกับเกาะนี้แล้ว"คินเหลือบมองมัน"มึงผูกพันกับการไม่ต้องประชุมมากกว่า""ก็จริง""ยอมรับง่ายไปไหม""คนเราโตขึ้นได้ภายในหนึ่งคืน คิน""เมื่อคืนมึงยังแย่งผ้าห่มภามอยู่""นั่นเรียก instinct survival"ผมยืนฟังสองคนนั้นเถียงกันอยู่ไม่ไกล กระเป๋าเป้สะพายอยู่บนไหล่ข้างหนึ่ง ลมทะเลตอนสายพัดแรงกว่าตอนกลางคืน แสงแดดตกลงบนพื้นไม้ของท่าเรือจนเห็นรอยเกลือแห้งติดเป็นคราบจาง
![สถานะลับ(รับ)สถานะรัก [เมะxเมะ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



![The Feast of Casier มื้อค่ำของคาเซียร์[Omegaverse]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


