FAKE LOVE #3
“ปล่อย!” เอวาหันไปตะคอกใส่ลูกน้องของคินที่ลากเธอขึ้นมาบนห้องแต่งตัว
“ออกไปก่อน” คินหันไปพูดกับลูกน้องแล้วมองไปที่หญิงสาวด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มราวกับไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ร้องไห้ทำไม เดี๋ยวเธอต้องไปร่วมงานแต่งฉันกับเจ้าสาวของฉันนะ”
“เลว!”
“เอาน่า ถึงฉันจะไม่ให้เธอเป็นเมียแต่ฉันก็มีอีกหนึ่งหน้าที่มาเสนอนะ”
“...”
“นางบำเรอ สนมั้ย?”
“...”
คินแสยะยิ้มพร้อมกับเดินไปนั่งบนโซฟาพร้อมกับรินเหล้าใส่แก้วด้วยท่าทีใจเย็น “ฉันว่าแบบเธอนี่...นางบำเรอน่าจะเหมาะกว่า!”
“พี่คิน!” เอวาตะคอกใส่ชายหนุ่มด้วยความโมโห “เชิญพี่ลงไปฉลองกับงานแต่งของตัวเองเถอะค่ะ และไอ้ตำแหน่งเจ้าสาวใครอยากได้ก็เอาไปเพราะตอนนี้เอวารู้สึกขยะแขยงมันเต็มทน!”
“ขยะแขยง? หึ ขยะแขยงงั้นหรอ นึกว่าจะอยากได้ตำแหน่งเจ้าสาวจนตัวสั่นซะอีก แต่ก็อย่างที่บอก อย่างเธอบางทีนางบำเรอยังสูงไปเลย”
“เอวาก็รู้สึกขยะแยงพี่เหมือนกันนั่นแหละ” เอวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
“ดีเลย ความรู้สึกแบบนี้แหละมันฉันชอบ มันสะใจดี” คินแสยะยิ้มแล้วลากหญิงสาวเข้าไปในโซนของห้องนอนแล้วรั้งหญิงสาวมากอดไว้จากทางด้านหลังก่อนจะกระซิบลงข้างหู “เมื่อเช้าฉันกับเจ้าสาวลองเตียงไปก่อนแล้ว นุ่มใช้ได้เลยนะ ดีกว่าโซฟาที่ห้องฉันเยอะเลย อยากจะลองดูหน่อยมั้ย”
“หยุด!” เอวาหันไปตวาดใส่ชายหนุ่มเมื่อมองไปยังเตียงที่เต็มไปด้วยรอยยับ และผ้าห่มที่ยังกองอยู่กับพื้น ภาพตรงหน้าทำให้หญิงสาวเดาได้ไม่ยากว่าเตียงนี้คงผ่านบทรักเร่าร้อนของทั้งคู่มา
“เธอเป็นนางบำเรอคนแรกเลยนะที่ฉันอนุญาตให้ลองเตียงเดียวกับเจ้าสาวของฉัน” คินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาพร้อมกับมือที่เลื่อนลูบไล้ไปที่สะโพกมน
“พี่คิน ฮึก สารเลว!” เอวาสะบัดตัวจากชายหนุ่มแต่กลับถูกคว้าแขนแล้วเหวี่ยงขึ้นไปบนเตียงอย่างง่ายดาย
“ใช่ ฉันมันสารเลว” คินขึ้นมาคร่อมบนตัวเอวาไว้ในขณะที่มือค่อยๆปลดกระดุมเสื้อตนเองช้าๆ “และไอ้สารเลวนี้แหละที่เป็นผัวของเธอ”
“พี่คิน อย่ามาทำอะไรเลวๆกับเอวานะ กรี๊ดด! ปล่อย พี่คินบอกให้ปล่อย!”
คินแสยะยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้านพร้อมกับมือที่ค่อยๆเลื่อนเข้าไปในเดรสยาวจนจะถึงชุดชั้นใน
“ปล่อย! พี่คินปล่อยเอวานะ กรี๊ดดด!”
พรึ่บบ!
.
.
เอวาลืมตาตื่นขึ้นมาจากสัมผัสไอเย็นของเครื่องปรับอากาศที่เคลื่อนมาปะทะกับใบหน้าและความเจ็บที่ข้อมือขวาของตนเอง “โอ้ย...” หญิงสาวร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวดเมื่อสัมผัสได้ว่ามีอะไรบางอย่างผูกมัดข้อมือเธอไว้แน่น “กุญแจมือ”
เอวานั่งตั้งสติมองไปรอบๆห้องที่เงียบสงบก่อนจะก้มลงสำรวจร่างกายตนเองและถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ ดวงตากลมโตกวาดสายตามองไปรอบๆและพบว่ามือขวาของตนเองถูกใส่กุญแจมืออยู่บริเวณหน้าต่างบานใหญ่ที่สามารถมองเห็นงานด้านล่างได้ชัดเจน “นี่ฉันรักคนหรือซาตาน ฮึก ทำไมเค้าถึงได้ใจร้ายขนาดนี้”
“ก็ดี เหมาะสมกันดี” ร่างบางมองไปยังเวทีที่เธอเป็นคนเลือกสรรทุกอย่างเองทั้งหมด ในงานๆนี้เธอเป็นคนเลือกทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้กระทั่งชุดที่เจ้าบ่าวใส่ก็เป็นชุดที่เธอเป็นคนออกแบบเอง “ทำไมถึงโง่แบบนี้เอวา ทำไมถึงไม่เอะใจอะไรเลยสักอย่าง” หญิงสาวนั่งหันหลังให้กับกระจกบานใหญ่พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาไม่ขาดสายและหัวใจที่แตกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า....
แกร๊ก!
เอวาหันไปมองธีระที่เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับช่างแต่งหน้าและชุดแต่งงาน
“นายให้ผมพาช่างมาแต่งหน้าให้คุณหนูแล้วลงไปที่งาน ก่อนงานจะเริ่มครับ”
“ไม่”
“ผมขอโทษครับคุณหนู แต่ผมขัดคำสั่งนายไม่ได้และถ้าคุณหนูไม่ลงไปผมว่า...”
“พี่ธีกำลังจะขู่เอวาหรอคะ”
“เปล่าครับ แต่ผมคิดว่าคุณหนูรู้ดีว่าผมกำลังจะสื่ออะไร” ธีระเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดเนื่องจากตนเองก็ผูกพันกับเอวาไปไม่น้อยกว่าคิน “อย่าขัดคำสั่งนายเลยครับคุณหนู ไม่อย่างงั้นผมต้องใช้วิธีอื่นซึ่งผมไม่อยากทำ”
เอวานั่งนิ่งมองธีระที่เดินมาปลดกุญแจมือก่อนที่ช่างแต่งหน้าจะมาบรรจงแต่งหน้าให้เธอที่ตอนนี้เครื่องสำอางค์ได้ถูกลบไปแปรเปลี่ยนเป็นรอยของคราบน้ำตาแทน....
.
.
เอวาเดินลงมายืนอยู่ด้านข้างเวทีตามคำสั่งของคิน หญิงสาวกวาดสายตามองไปยังแขกที่เต็มไปด้วยบุคคลที่ตนเองรู้จัก ทั้งคนที่เป็นเพื่อนสนิทของครอบครัวเธอ คนที่ทำธุรกิจกับบริษัทของครอบครัวเธอมานาน และใช่...ทุกคนล้วนสนิทกับพ่อของเธอ
“สวัสดีค่ะ ขอตอนรับทุกท่านเข้าสู่งานแต่งราวกับเทพนิยายในครั้งนี้ ตอนนี้ทุกท่านคงตื่นเต้นที่จะเจอกับบ่าวสาวแล้วใช่มั้ยคะ งั้นขอตอนรับเจ้าสาวและเจ้าบ่าวของเราขึ้นมาโชว์ตัวบนเวทีได้เลยค่ะ” สิ้นเสียงของพิธีกรเอวาถูกมือของใครบางคนคว้าขึ้นไปบนเวทีโดยไม่ทันตั้งตัว เสียงปรบมือร่วมยินดีและสายตาที่มองมาด้วยความชื่นชมเหมือนมีดที่กรีดลงบนใจหญิงสาวซ้ำแล้วซ้ำอีก...
“ขอบคุณทุกคนนะครับที่มาร่วมในงานมงคลครั้งนี้” คินยิ้มพร้อมกับกวาดสายตามองไปที่แขกแต่ละคน “สงสัยใช่มั้ยครับว่าสาวสวยคนนี้คือใคร ทุกคนต้องคิดว่าเธอคือเจ้าสาวของผมแน่ๆ”
“...” เสียงในงานเงียบสนิท แขกต่างพากันทำหน้าสงสัย บางรายหันไปกระซิบกันและมองมาที่เอวาด้วยอย่างโจ่งแจ้ง
“ทุกท่านคิดผิดครับ ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เจ้าสาวของผม” สิ้นเสียงของคินคนในฮอลล์ต่างพากันแตกตื่นและซุบซิบกันอย่างเห็นได้ชัด “เธอเป็นแค่อดีตคนสนิทของผมที่ไม่ยอมรับความจริงก็แค่นั้นเอง ที่ผมให้เธอขึ้นมาบนเวทีนี้เพียงแค่จะประกาศบอกกับทุกท่านรวมทั้งเพื่อความสบายใจของเจ้าสาวของผมว่าผมจะรักแค่เธอแค่คนเดียว” คินยิ้มแล้วหันไปมองที่เอวา “ส่วนผู้หญิงคนนี้ก็แค่อดีต...ที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ”
เอวายืนตัวแข็งมองสายตาของผู้คนที่มองมาที่เธอด้วยแววตาดูถูก เย้ยหยัน บางรายเป็นเพื่อนของพ่อที่เธอรู้จักเป็นอย่างดีกลับมองมาที่เธอพร้อมกับสายหน้าราวกับกำลังผิดหวัง ร่างบางยืนนิ่งด้วยหัวใจที่แตกสลาย หยดน้ำตาค่อยๆไหลลงมาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงสะอื้นที่ตอกย้ำถึงความโง่ของตนเอง
“ลงไป” คินหันไปมองหน้าเอวา “หมดเวลาของเธอแล้ว ลงไปซะ”
เอวายกมือปาดน้ำตาก่อนจะเดินลงมาจากเวที ร่างบางพยายามประคองร่างกายและหัวใจที่แตกสลายเดินออกมาจากงานท่ามกลางแขกที่จับจ้องมาที่เธอราวกับมองสิ่งที่น่าสมเพช
“หน้าตาก็ดี ไม่น่าเลยนะ สงสารพ่อแม่เลย”
“เกิดในชาติตระกูลที่ดีก็ไม่ได้การันตีว่าจะเป็นคนดีนะ”
“เสียใจแทนคุณอนันต์เลย ถ้าเค้ารู้เค้าคงใจสลาย”
“เสียชื่อวงศ์ตระกูลหมดเลย”
เอวากำมือแน่นพยายามพาตัวเองเดินผ่านเสียงซุบซิบของคนในสังคมที่ต่างต่อว่ามาที่เธอ
“เอาล่ะครับ งั้นต่อไปผมขอเชิญทุกท่านพบกับ ญาดา เจ้าสาวของผม”
เอวาหยุดนิ่งหันไปมองภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินขึ้นมาบนเวทีด้วยใบหน้าที่สดใส หญิงสาวที่คินดึงเข้าไปโอบกอดไว้แน่น หญิงสาวที่อยู่ในชุดแต่งงานที่เธอเป็นคนออกแบบเองกับมือ หญิงสาวที่เธอเฝ้าฝันมาทั้งชีวิตว่าอยากเป็น...
ร่างบางเดินเหม่อลอยออกมาจากโรงแรมก่อนจะไปหยุดอยู่ข้างถนนราวกับคนไร้สติ “มันเกิดอะไรขึ้น ฮึก ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ทำไม ฮึก กรี๊ดดด ทำไม!” เอวาทรุดตัวลงกับพื้นพร้อมกับปล่อยโฮออกมาเสมือนว่าโลกทั้งใบของเธอตอนนี้ได้พังทลายลงมาไม่เหลือชิ้นดี