Masuk“เพื่อนฉันน่ารักขนาดนี้ ทำกันได้ลงคอ” มุกเอื้อมมือมาเกี่ยวเส้นผมฉันเหน็บข้างใบหู เทียบกับมุกแล้วต่างกันโดยสิ้นเชิง บ้านเธอมีฐานะและใช้ข้าวของแพงๆ สำหรับฉันแพงสุดก็คือคงเป็นมือถือในราคาห้าพันกว่าบาทเท่านั้น เคยอยากได้เสื้อผ้าและรองเท้าสักอย่าง ยังต้องคิดแล้วคิดอีก เงินที่มีมันไม่ได้มีไว้สำหรับให้ฉันซื้อของใช้สุรุ่ยสุร่าย แต่ต้องเก็บเอาไว้เพื่อให้ปลายฟ้าต่างหาก “บอกพี่ครามเลย จำหน้าได้ปะ ให้พี่ครามจัดการ”
“ฉันไม่อยากเอาเรื่องเล็กน้อยไปบอกพี่ครามน่ะ เขาเรียนหนักก็พออยู่แล้ว” เมื่อคืนที่เมาก็คงจะหลังทำรายงาน ไปสังสรรค์กับเพื่อนเป็นปกติของพี่ครามนั่นแหละ ฉันไม่ได้อยู่กับเขาตลอดเวลานี่นา เขาจะไปสังสรรค์กับเพื่อนฉันก็ไม่เคยคิดจะว่าเลย ขอแค่เขาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับฉันก็เพียงพอ
“แล้วเมื่อไหร่หยาจะว่างไปเที่ยวกับเรา”
“ขอโทษนะ ฉันต้องทำงาน” บอกมุกเสมอว่าฉันแทบจะไม่มีเวลาให้กับใครเลย แม้กระทั่งพี่ครามเองก็เถอะ “เลิกเรียนฉันต้องไปทำงานที่ร้านปิ้งย่างด้วย”
“เฮ้อ แบบนี้พี่ครามเหงาแย่”
“เขาเข้าใจ”
บอกเพื่อนว่าแฟนของฉันน่ะเข้าใจว่าทำไมฉันถึงต้องทำงานงกๆ เพื่อหาเงินให้ได้มากที่สุด มันไม่ใช่แค่ว่าหาเงินได้เยอะแล้วจะต้องหยุด ฉันต้องหามันต่อไปเพื่อให้ได้เงินมาสำหรับค่าใช้จ่ายจิปาถะอีกมากมาย เกิดถึงวันที่ปลายฟ้าต้องรักษาตัว ค่าใช้จ่ายมันจะเยอะกว่าเดิมเป็นสิบเท่าเลยนะ
P’Khram : ข้าวต้มอร่อยมาก พี่กำลังไปเรียน ให้พี่แวะไปหาหนูไหม
Punya : ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูต้องไปทำงานที่ร้านปิ้งย่าง
P’Khram : งั้นคืนนี้พี่รอกินข้าวพร้อมหนูนะ พี่รักหนูนะปั้นหยา >.<
“พี่ครามเหรอ”
“อืม บอกว่ากำลังจะมาเรียน งั้นฉันไปก่อนนะมุก”
“โชคดีนะ ระวังด้วย”
ฉันโบกมือให้กับมุกและนั่งวินมอเตอร์ไซต์มาส่งที่ห้างสรรพสินค้า เข้าไปเตรียมตัวในร้านปิ้งย่างร้านดังที่มีคนมากินค่อนข้างเยอะ แต่จะเยอะสุดคือช่วงค่ำมากกว่า ฉันอยู่ช่วงเย็นดังนั้นจึงมีบางโต๊ะที่ว่างอยู่ สวมหมวกแก๊ปสีดำเก็บเส้นผมเรียบร้อยและผูกผ้ากันเปื้อนสีดำตรงเอว ยืนเก็บโต๊ะอยู่ตรงทางเข้า
“อยู่ร้านปิ้งย่าง มึงจะมาปะ” เสียงของลูกค้าทำให้ฉันเอี้ยวหน้าหันไปมองร่างสูงใหญ่สองคน แน่นอนว่าคุ้นอีกแล้วสิ สวมช้อปสีแดงเลือดหมู คนหนึ่งกำลังยืนต่อสายคุยกับปลายสายอีกคนก็ยกมือปิดปากหาว “มากับไอ้เจคอะดิ ไม่รู้ชวนมาแดกหรือมาหลับ เออไม่เป็นไร เจอกันที่สนามตอนทุ่มแล้วกัน กูขอหาอะไรลงท้องก่อน... มาสองคนครับน้อง”
“เชิญด้านในเลยค่ะ”
เขาวางสายและบอกจำนวนคนที่มา ฉันผายมือให้เขาไปนั่งโต๊ะสำหรับสองคนด้านในสุด อาหารถูกสั่งมาเต็มโต๊ะขณะที่ฉันยืนเสิร์ฟอาหาร รินน้ำชาให้พวกเขาซึ่งอีกคนนั่งเอาตะเกียบเขี่ยของบนเตาไปมาราวกับไม่สบอารมณ์
“แดกเดี๋ยวนี้เลยไอ้เวร เดี๋ยวโดนปรับนะมึง”
“สั่งมาเยอะ” เขาบอกเสียงเย็นชา “กูง่วง”
“ชาติที่แล้วมึงเกิดเป็นโคอาลาปะ นอนได้ทั้งวี่ทั้งวัน”
“โคอาลา?”
“เออ! หมีโคอาลานอนวันนะ 22 ชม.ต่อวันเลยนะ แต่สำหรับมึงน่ะ 25 ชม.” เมื่อรินชาเรียบร้อยฉันก็เข็นรถไปเก็บของหลังโต๊ะพวกเขา “วันนี้ไอ้คุณการินมันแปลกๆ ปะ ไม่สวมช้อปมาเรียน”
“อือ”
“ถ้าจะบ้า พอถามบอกลืม คนอย่างมันเหรอลืมช้อปกูไม่เชื่อหรอก แดก!”
ยืนฟังบทสนทนาไม่นาน ก็ได้ยินเสียงเพียงแค่ผู้ชายที่มีผมสีน้ำตาลเข้มเท่านั้น ไม่ติดว่าเขาพาเพื่อนมาด้วยฉันคงคิดว่าเขาคุยคนเดียวหรือไม่ก็คุยกับผีเสียมากกว่า เพื่อนของเขาไม่พูดไม่หือไม่อือและไม่อะไรเลย ฉันเห็นเขายกมือปิดปากหาว แถมยังจะนั่งหลับได้แม้อยู่ในร้านปิ้งย่าง เพิ่งเคยเจอผู้ชายขี้เซามาก่อนก็เขานี่ล่ะ
21.45 น.
“Marlboro menthol ซองหนึ่ง”
เวลาเดียวเป๊ะ... เขาคนนั้นที่เดินเข้ามาช่วยฉันวันนี้ คือคนๆ เดียวกับผู้ชายที่มาซื้อบุหรี่ที่มินิมาร์ท เขาสวมเพียงเสื้อยืดสีขาวตัวเดียวเท่านั้น พอเห็นเขาฉันก็พยักหน้ารับและหมุนตัวไปหยิบซองบุหรี่ เฉกเช่นเดิมคือก่อนจะได้คิดเงิน ร่างสูงก็หมุนตัวไปยังล็อกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและเลือกรสชาติเดิมคือรสหมูสับ
“ต้มให้ด้วย” พยักหน้ารับพลางคิดเงินที่มีบุหรี่ บะหมี่ถ้วยและเบียร์อีกสองกระป๋อง แถมโต๊ะที่นั่งก็ที่เดิม สูบบุหรี่ก็แบบเดิม ราวกับทุกอย่างมันวนลูปแบบเมื่อวานแทบจะทุกอย่างเลย
“ได้แล้วค่ะ” ถ้วยบะหมี่ที่ต้มเสร็จเรียบร้อยถูกดันไปตรงหน้าเขาที่ผละใบหน้าจากจอมือถือ คีบบุหรี่ออกจากมุมปากและจิ้มก้นกรองบนที่เขี่ย ขยับท่าทางเพื่อเตรียมตัวกินบะหมี่ถ้วย ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองพลางดันข้าวปั้นขนาดสามเหลี่ยมให้เขาที่กำลังคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก “พี่จะกินแต่บะหมี่ถ้วยอย่างเดียวไม่ได้นะคะ”
“...” เขาเลิกคิ้วขึ้นขณะมองข้าวปั้นสาหร่ายข้างในจะเป็นไส้ไข่หวานมายองเนส
“พี่ต้องกินข้าวด้วยค่ะ ท้องจะได้ไม่อืด” ใบหน้าหล่อเหลาแลดูเรียบนิ่ง เขาไม่ใส่ใจข้าวปั้นและก้มหน้าสูดเส้นบะหมี่ จนฉันหมุนตัวกลับมาข้างในตามเดิม บ้าจริงปั้นหยา! ไปออกความคิดเห็นแบบนั้นได้ยังไงกัน เขาจะกินจนท้องอืดตายก็ช่างเขาสิ เดี๋ยวก็ถูกหาว่าจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่องอีกนะ เฮ้อ
เขาจำฉันไม่ได้หรือไม่ได้ตั้งใจจะจำหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ทั้งที่เจอกันมาสองครั้ง เขากลับทำเหมือนไม่เคยเห็นหน้าฉันมาก่อน ทั้งที่เป็นตัวของฉันเองที่ดันจำใบหน้าหล่อๆ ของเขาได้ ทรงผมที่เป็นเอกลักษณ์และบุหรี่กลิ่นเมนทอลที่ติดจมูก เหมือนกับว่าพอได้กลิ่นก็นึกถึงเขาแค่คนเดียว
“หยา พี่มาแล้ว”
“สวัสดีค่ะพี่แตน นี่รายละเอียดช่วงกะของหนูค่ะ” ยื่นใบเช็กของให้กับพี่แตนที่จะมารับช่วงต่อ พี่แตนขอตัวเข้าไปด้านหลังเพื่อเตรียมตัว ส่วนฉันก็ต้องเข้าไปหยิบกระเป๋ากับถอดผ้ากันเปื้อนออก ยังไม่ทันเดินออกจากเคาน์เตอร์เลย เสียงอะไรบางอย่างกระแทกลงมาบนเคาน์เตอร์คิดเงิน ข้างๆ กันก็มีข้าวปั้นสามเหลี่ยม “เอ่อ...”
“ไปเถอะหยา พี่จัดการต่อเอง”
“ไม่” น้ำเสียงเข้มแหบพร่าปฏิเสธเสียงแข็ง พลางชี้นิ้วมาทางฉัน “ต้มให้หน่อย”
“เดี๋ยวดิฉันต้มแทนให้นะคะ พอดีน้องหมดเวลาทำงานแล้วค่ะ” ร่างสูงยกแขนทั้งสองพาดอก ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ฟังพี่แตนเลยสักนิด เขาเอาแต่จ้องหน้าฉันจนเหมือนเป็นการกดดันกลายๆ ว่า ‘ไม่ทำก็ไม่ไป’ จนฉันโบกมือให้กับพี่แตน
“ไม่เป็นไรค่ะพี่แตน เดี๋ยวหนูทำให้พี่เขาเองก็ได้ แปบเดียวเอง” พอสิ้นคำพูดฉันเขาก็หมุนตัวเดินออกไปพร้อมธนบัตรสีแดงสองใบวางไว้
“แปลกคนนะ” ใช่ค่ะพี่แตน แปลกมากๆ จนหนูเองก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน เพียงแค่ความคิดเท่านั้นฉันจึงเข้าไปด้านหลังร้านหยิบกระเป๋าสะพายบ่าและถอดผ้ากันเปื้อนยัดเข้าไปในล็อกเกอร์ เสร็จก็ออกมาต้มบะหมี่ให้กับเขาและถือข้าวปั้นสามเหลี่ยมติดมือมาด้วย “เงินทอนด้วยหยา”
รับเงินทอนดันประตูกระจกออกมาด้านนอก ทุกครั้งก็จะเห็นเขาสูบบุหรี่รออยู่ตลอด สูบเก่งมากสูบแบบซองหนึ่งหมดไปหลายมวนเลย ฉันเม้มริมฝีปากพลางเสมองถ้วยบะหมี่ก่อนหน้านั้นที่หมดไม่เหลือแม้กระทั่งน้ำ สำคัญเลยข้าวปั้นที่ฉันให้เขาก่อนหน้านั้นถูกแกะกินจนเหลือแค่เพียงพลาสติก
“บะหมี่มาแล้วค่ะ” วางถ้วยตรงหน้าเขาพร้อมข้าวปั้นและเงินทอนประมาณเจ็ดสิบกว่าบาท เขามองควันบะหมี่ที่ลอยคลุ้งส่งกลิ่นหอม จากนั้นก็หยิบข้าวปั้นมาแกะแบบไม่สนใจว่ามันจะเละหรือไม่เป็นทรง เพราะสิ่งที่เขาทำคือการใส่ข้าวปั้นลงไปในถ้วยด้วย กินเหมือนกับฉันเลยที่เอาข้าวปั้นใส่ลงไปในนั้นเพื่อเพิ่มอรรถรสแถมยังอิ่มท้องด้วย ดีกว่าให้เขากินแค่เส้นบะหมี่ถ้วยจนท้องอืด
“เอาไป” ดันเงินทอนมาตรงหน้าฉันอีกครั้ง และก้มหน้าก้มตากินบะหมี่ถ้วยโดยไม่สนใจว่าฉันจะอยู่หรือไป
“ขอบคุณนะคะ”
เป็นอีกครั้งที่เอ่ยขอบคุณ โดยไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ ฉันกระชับกระเป๋าผ้าและเดินผ่านรถหรูที่จอดหน้ามินิมาร์ท เป็นรถที่หรูหรามากราคาคงจะแพงน่าดูเลย ทำไมถึงมานั่งกินบะหมี่ถ้วยกันนะ มีเงินมากขนาดนั้นไปกินอาหารดีๆ ไม่ดีกว่าเหรอ ช่างเถอะ ไม่ใช่เรื่องของฉันนี่นา แต่เรื่องเสื้อช้อปของเขาจำเป็นต้องซักที่ร้านเจ๊นัตตี้ค่อยเอาไปคืนเขา
ซักที่ห้องพักไม่ได้เด็ดขาด พี่ครามรู้มีหวัง... ปัญหาตามมาแน่ถึงจะไม่ได้มีเรื่องเชิงนั้นเกิดขึ้นก็ตามที พี่ครามคงซักไซ้ถามมากกว่านี้และฉันไม่อยากให้เรื่องมันบานปลายจนกลายเป็นทะเลาะกัน ฉันยังต้องพึ่งพาเขาในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องนั้น เรื่องสำคัญที่ยังคงยึดติดฉันให้อยู่กับพี่คราม จนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย
*------------------------------------------------*
“ฟังพี่นะน้องปั้นหยา” พี่โฬมดึงสติฉันพลางยิ้มกริ่ม “มันไม่ดีหรอก หนูเชื่อพี่”“หนูอยากได้เงินนี่นา”“ต้องได้มาแบบที่ไม่ใช่เรื่องแบบนี้สิครับ พี่น่ะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่พอดีพี่มันเหี้ย โกงเรื่องพนันทุกอย่างก็แค่นั้น” ใบหน้าหล่อเหลาของพี่โฬมทำให้ฉันเม้มริมฝีปาก พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ “โดนคนมันท้าทายก็จัดให้สักหน่อย สุดท้ายพอพี่ได้ พี่ก็ลบเว็บทิ้ง จบ”“...”“อย่างหนูมันจะไม่ได้แค่ก้อนเดียวจบ คนเรามีความโลภอยู่ในตัวกันทุกคน อยู่ที่ว่าจะโลภมากหรือน้อย” คำสอนของพี่โฬมเกี่ยวกับเรื่องนี้ทำให้ฉันตระหนักขึ้นมาได้ว่าต่อให้อยากได้เงินแค่ไหน ไม่ควรทำเรื่องที่ทุจริตแบบนี้ “ที่ไอ้เกียร์มันห้าม มันแค่ไม่อยากให้หนูหลงทางผิดก็เท่านั้น เข้าใจมันหน่อยนะ”“ค่ะ”“มันเป็นพวกพูดไม่ค่อยเข้าใจ หนูคงรู้” ใช่ รู้ดีเลยล่ะ บางคำพูดของพี่เกียร์ถึงทำให้ฉันจับใจความได้ยากแบบสุดๆ “เชื่อมันเถอะครับ ทุกอย่างที่มันพูดมา มีเหตุผลไม่ใช่ไม่มี”พยักหน้ารับ มันก็คงถูกเหมือนที่พี่โฬมพูด ทุกคำพูดของพี่เกียร์ถึงจะเข้าใจได้ยาก แต่มันก็มีเหตุผลซ่อนอยู่ในนั้นโดยที่ฉันเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ จนต้องเจาะมันให้ลึกที่สุด“ไอ้เก
“แม่ง!”“มึงไม่เห็นหรือไง”“เห็น”“จะให้ปล่อย” ไม่รู้ว่าบทสนทนาเป็นไปในรูปแบบไหน ทว่าพอฉันเดินกลับมาที่เดิมพี่โฬมก็ฉีกยิ้มกว้างลุกขึ้นรับถาดจากมือฉันไป ทั้งที่เมื่อกี้ดูเหมือนจะทะเลาะกับพี่เกียร์อยู่เลย“โห น่ากินมากเลยครับ ซื้อมาเยอะขนาดนี้แทนที่จะชวนกูสักคำ ไม่มี”“ไม่ได้อยากกินกับมึง” เค้นเสียงแข็งใส่พี่โฬม จากนั้นฉันก็นั่งประจำที่เช็ดมือเรียบร้อยก็เตรียมแกะกุ้งให้กับพี่เกียร์ เมื่อได้ฉันก็วางบนจานให้เขาก่อนสองตัว “ไม่ต้องแกะ”“เอ๋? หนูจะแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคไงคะ”“ให้มันแกะเอง”“ขี้หวง” พี่โฬมเบ้ปากใส่พี่เกียร์ ดูเหมือนจะไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เลยแหะ เป็นเพราะพี่โฬมกับพี่เจคมาหรือเปล่า“หนูขอแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคนะคะ ไหนๆ มือก็เลอะแล้ว” ขอคนตรงหน้าที่คีบเนื้อวัวจิ้มน้ำจิ้มกินด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“จ่ายเงินกูมาด้วย”“น้องปั้นหยาก็กิน มึงไม่คิดบ้างอะ กับเพื่อนนี่เอาทุกดอกแล้วบอกเพื่อนกันนะ” ดูเหมือนคนข้างกายฉันจะโวยวายเสียยกใหญ่ “ใช่สิ กูมันไม่สำคัญกับมึงแล้วไง มีน้องปั้นหยาอยู่ด้วยทั้งคน เหอะ”“เป็นตัวเมีย” สนามรบในหม้อสุกี้ยังไม่จบไม่สิ้นสินะ ดูเหมือนจะมีแค่พี่เกียร์กับพี่โฬมที่จ้องหน้า
Gear Trick #13ก็อยากเป็นเราสองคนมาถึงซุปเปอร์มาเก็ตใกล้กับคอนโดของพี่เกียร์ เป็นแค่ชั้นเดียวทว่าพื้นที่คือกว้างมากเลยนะ ใช้เวลาเดินแค่ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ ฉันเข็นรถเข้ามาอันดับแรกเลยก็คือต้องดูพวกเนื้อสัตว์ก่อน ผักในตู้เย็นก็พอได้อยู่ซื้อไปเพิ่มอีกสักนิดก็น่าจะโอเค“เนื้อวัวด้วยไหมคะ”“อือ” ชูแพคเนื้อวัวให้พี่เกียร์ เขาพยักหน้ารับ ไหงกลายเป็นว่าพี่เกียร์เข็นรถเดินตามฉันไปทุกซอกทุกมุม“พี่เกียร์จ่ายนะคะ หนูจ่ายไม่ไหวแน่”“ลืมเอาเงินมา”“พี่เกียร์ พูดจริงเหรอคะ” ฉันถึงห่อเหี่ยวทันทีที่หยิบกุ้งสดขึ้นมา พอเห็นมุมปากยกขึ้นก็หรี่ตามอง “แกล้งหนูอีกแล้ว ทำไมชอบแกล้งหนูจัง”“อยากน่าแกล้ง” จะบอกว่าตัวฉันเองทำให้เขาอยากแกล้งมากขึ้นว่างั้นสิ ก็ไม่ได้ทำให้ตัวให้น่าแกล้งสักหน่อย พี่เกียร์ชอบใส่ร้ายกันตลอดนั่นแหละ“หนูขนไปเผื่อตุนไว้ให้พี่เกียร์ต้มใส่บะหมี่กินเองนะคะ”“ขนไปก็เท่านั้น” เขาบ่นพลางกวาดตามองไปทั่วโซนอาหารทะเล “ทำไม่เป็น”“หัดทำสิคะ หนูสอน”“ขี้เกียจ” เกลียดคำว่าขี้เกียจของเขาซะจริง ฉันเลือกของได้ครบตามที่ต้องการใช้เวลาไม่นานรถเข็นก็มีของสดเพียบ จากนั้นก็เดินนำพี่เกียร์ไปยังล็อกน้ำจิ้ม
“อ๋อ” ทำไมต้องลากเสียงยาวและไม่กล้าบอกไปตรงๆ ล่ะปั้นหยา “แฟนหนูน่ะค่ะ”“...” ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบนิ่งอยู่แล้ว ตอนนี้กลับนิ่งกว่าเดิม จนฉันสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างจากตัวพี่เกียร์ เป็นรังสีความเย็นที่แผ่ปกคลุมมาเผื่อฉันด้วย ทั้งที่นั่งหน้าร้านอากาศกำลังอุ่นพอดี“หนูไม่ได้บอก เพราะพี่ไม่เคยถามหนู” เหมือนถูกสายตาคมจ้องมองมาแทบจะฉีกร่างฉันให้กระจุยกระจาย“มันทำสินะ”“เมื่อวานเราทะเลาะกันนิดหน่อยน่ะค่ะ เขาเมาก็เลย...” พี่เกียร์หรี่สายตามองฉันพลางกัดฟันกรอด “หนูไม่เป็นอะไรค่ะ มันเป็นครั้งแรกด้วย”“อยากให้มีรอบสอง”“ไม่ใช่นะคะ” มันไม่มีรอบสองแน่ ถ้าหากเรื่องปลายฟ้าจบลง ฉันกับพี่ครามก็จบเช่นเดียวกัน “มันพูดยากน่ะค่ะที่จะต้องพูดออกไป”ว่าฉันกับพี่ครามเราคบกัน มันมีเหตุผลของฉันอยู่ในนั้นประมาณ 95% อีก 5% คือเขาเป็นที่พึ่งให้ในตอนแรกๆ พอเมื่อวานแผงฤทธิ์ก็เลยคิดใหม่ทั้งหมด เอาเป็นว่า 100% ที่คบกับเขาเพราะผลประโยชน์ของตัวเองล้วนๆพอเห็นสีหน้าพี่เกียร์นิ่งจนเหมือนหุ่น ฉันก็พยายามทำให้บรรยากาศสำหรับเรามันดีขึ้น “ไว้หนูพร้อมหนูจะบอก”“...”“ถึงตอนนั้นพี่เกียร์จะรอฟังหนูไหม” ไม่ได้อยากจะขอร้อง เห
Gear Trick #12เขาเป็นความสบายใจถึงแบบนั้นเมื่อคืนฉันเผลอนอนหลับในห้องน้ำ ดีนะที่ไม่ขาดใจตายซะก่อนเพราะเปิดหน้าต่างบานเล็กให้ลมเข้า พี่ครามยังนอนไม่ตื่นอยู่บนเตียง พอเขาหลับแบบนี้ฉันก็รีบอาบน้ำแต่งตัวสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินคอวีใหญ่กว่าตัวเล็กน้อยกับกางเกงยีนส์ทรงกระบอกสีเข้ม ผมเผ้าก็ไม่ได้มัดด้วยจึงปล่อยสยายเหน็บข้างใบหูฉันนั่งตวัดขาไขว่ห้างที่หน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ก้มหน้าอ่านในหนังสือในมือ เป็นหนังสือเกี่ยวกับการฮีลใจ ใช่ มันไม่ได้ฮีลใจได้ดีสักเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ทำให้ลืมเรื่องเมื่อคืนไปได้ข้าง บนโต๊ะมีแก้วโกโก้เย็นกับจานเค้กที่ถูกตักกินไปแค่คำเดียวผละใบหน้าจากหน้าหนังสือหยิบแก้วโกโก้ขึ้นดื่ม ฉับพลันก็มีร่างสูงสวมกางเกงยีนส์สีซีดและเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอกทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างฉัน ทันทีที่เห็นใบหน้าหล่อเหลาซึ่งมัดผมรวบเป็นมวย ด้านหน้าปล่อยเส้นผมลงมาและด้านบนมีแว่นกันแดดสีดำเหน็บบนศีรษะ รู้อะไรไหม... แค่เห็นหน้าเขา เรื่องเมื่อคืนก็ตีวุ่นเข้ามาอีกครั้ง“พี่เกียร์” เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “มาได้ยังไงคะ รู้ได้ไงว่าหนูอยู่ที่นี่”“ผ่านมา” ชี้นิ้วไปยังรถจากัวร์ที่จอดอยู่ริม
คำหยาบคายถูกขุดขึ้นมา คนๆ นี้ไม่ใช่คนที่บอกรักฉันมาตลอด ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่พลังบวกให้กับฉันและไม่ใช่แม้แต่คนที่เคยใช้คำหวานเพื่อปลอบใจ เป็นที่พึ่งเดียวให้กับฉัน ตอนนี้เขาเหมือนปีศาจร้ายที่พร้อมจะทำลายฉัน หากยังคงดื้อดึงและยืนยันที่จะไม่เลิกยุ่งเกี่ยวกับพี่เกียร์ ใช่ เขาไม่ได้คิด พี่เกียร์ไม่ผิดทำไมฉันจะต้องทำตามพี่ครามด้วย“ปล่อยหนูนะ หนูเจ็บ”“เดี๋ยวนี้กล้าขึ้นเสียงกับกูเหรอปั้นหยา!”ตุ้บร่างของฉันถูกเหวี่ยงไปนอนฟุบลงบนเตียง ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นนั่งดี พี่ครามก็ตามมาขึ้นคร่อมจนฉันเบิกตากว้างพลางส่ายหน้าไปมา เขาตรึงข้อมือฉันไว้เหนือหัว ฉับพลันก็โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ลำคอจนฉันรู้สึกขยะแขยงเจียนบ้า“ฮึก ปล่อยหนูนะ”“ถ้ายังไม่รับปากกูว่าจะเลิกยุ่งกับมัน เตรียมตัวตายคาเตียงได้เลย” ฉันไม่รู้ว่าที่พี่ครามเป็นแบบนี้เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเป็นเพราะนี่... คือธาตุแท้ของผู้ชายที่ตีหน้าแสนดีกับฉัน พอกลายร่างก็เปลี่ยนไปจนไม่ใช่คนๆ เดิมที่ฉันรู้จัก “บอกมาว่าจะเลิกยุ่งกับมัน!”“มะ ไม่ หนูไม่เลิก”“ได้ งั้นมึงก็อย่าหวังว่ากูจะปล่อยให้แม่งสุขสบายกับมันแน่” ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้พลางบีบปลายคางฉันจนเจ็บแ







