MasukGear Trick #4
21.45 น.
ผับ LC
แสงไฟจากป้ายร้านที่เป็นสีม่วงและสีแดงตัดกัน ทำให้รู้สึกแสบตาเล็กน้อยเมื่อเหลือบมองขึ้นบน ผู้คนกำลังกู่เข้าไปข้างในเพื่อเข้าไปดื่มหรือสังสรรค์กัน ที่นี่ค่อนข้างใหญ่และกว้างขวางมาก จนฉันเดินตัวลีบไปยังด้านหลังผับเพื่อมองหาเจ๊เป๊กกี้ พอเอ่ยถามกับพนักงานหลังร้านก็บอกให้เข้าไปข้างในได้เลย
“มาแล้วเหรอหยา”
“สวัสดีค่ะเจ๊” เจ๊เป๊กกี้รับไหว้ฉันและหันไปแนะนำให้รู้จักกับผู้จัดการผับ
“นี่คุณดล เป็นผู้จัดการผับติดต่อเจ๊ให้หาพนักงานสาวๆ มาช่วยงานหนึ่งวัน ให้พันห้าอีเจ๊นัตตี้บอกแล้วใช่ปะ”
“ค่ะเจ๊”
“งั้นก็ให้คุณดลเขาแนะนำนะ เจ๊มารอหล่อนแค่นี้ล่ะ ต้องกลับไปตัดชุดให้อีเจ๊ปากมอมก่อน” ฉันฉีกยิ้มให้กับเจ๊เป๊กกี้ที่ตบบ่าฉัน ให้หลังเจ๊เป๊กกี้เดินจากไป คุณดลเจ้าของร้านก็ให้ฉันสวมผ้ากันเปื้อนเอวช่วงเอวสีขาวติดโล้โก้ร้าน
“หนูต้องทำอะไรบ้างคะ”
“หนูชื่ออะไร”
“ปั้นหยาค่ะ” ให้คำตอบคุณผู้จัดการผับหรือคุณดลที่อายุอานามก็น่าจะประมาณ 40 ขึ้น เขาดูดีและดูสมาร์ทมาก
“หนูเคยเสิร์ฟเหล้ามาก่อนไหม”
“เคยบ้างค่ะ” ตามงานที่เจ๊นัตตี้หาให้นั่นแหละ ดังนั้นการมาทำงานเสิร์ฟที่ผับจึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับฉัน คุณดลพยักหน้ารับและอธิบายว่าฉันก็ทำหน้าที่เสิร์ฟ รับออร์เดอร์จนถึงเที่ยงคืนเขาจะให้ฉันกลับก่อนเพราะจริงๆ ผับจะปิดประมาณตอนตีสองครึ่ง เขาเห็นว่าฉันยังเด็กเลยบอกว่าไม่ต้องอยู่รอล้างแก้วก็ได้ ฉันก็เกรงใจเพราะได้เงินตั้งพันห้าเชียวนะ
“ตามนี้นะ หนูไม่ต้องคิดมากหรอก เอาจริงที่ขาดคือเด็กเสิร์ฟมากกว่า” พยักหน้ารับขณะเดินเข้ามาในผับที่เสียงเพลงเปิดบรรเลงดังขึ้น มองไปรอบๆ หรูหราจริงนั่นแหละ ชั้นบนเป็นชั้นของวีไอพีติดกระจกล้อมรอบให้มองเห็นด้านล่างด้วย “พนักงานประจำลาป่วยน่ะ หาคนแทนยาก”
“หนูยินดีค่ะ มีอะไรก็ติดต่อเจ๊เป๊กกี้ได้นะคะถ้าคนขาด หนูพร้อมค่ะ”
“หนูน่ารักมากเลยนะ เก่งแล้วก็ขยันด้วย” คุณดลเอ่ยปากชมฉัน อันที่จริงส่วนมากมีแต่คนชมฉันว่าน่ารักหลายคนแล้ว ทว่าฉันกลับมองว่าตัวเองไม่ได้น่ารักและไม่ได้สวยขนาดนั้น คงเพราะรู้สึกอยากทำตัวเป็นอากาศธาตุไม่อยากเป็นจุดสนใจสักเท่าไหร่ “เริ่มงานได้เลย”
คุณดลตบบ่าฉันและสั่งให้ฉันเริ่มทำงานของตัวเองได้เลย ฉันวิ่งวุ่นรับออร์เดอร์แทบจะทุกโต๊ะเต็มที่นั่งไปหมด จดจนมือเป็นระวิง เดินเสิร์ฟจนขาขวิดกันเป็นเกลียว เหนื่อยแค่ไหนหนักแค่ไหนก็ท่องไว้ว่าได้เงินพันห้าเชียวนะ! พันห้าเลย ได้มากกว่าไปทำมินิมาร์ททุกวันด้วยซ้ำ ดังนั้นสู้สิปั้นหยา! เธอเก่งอยู่แล้ว
“น้องเอาไปเสิร์ฟชั้นสองที วีไอพีโต๊ะ 1”
“ค่ะ” ฉีกยิ้มให้กับพี่พนักงานผู้หญิงชงเหล้า บนถาดมีแก้ววิสกี้สองใบกับขวดเหล้าราคาแพงหูฉีกและมีถังน้ำแข็งที่ทำเป็นแบบวงกลมเหมือนลูกแก้วขนาดยักษ์ แค่แปบเดียวก็ละลายเป็นน้ำถึงจะไม่เยอะก็เถอะนะ ฉันเดินขึ้นบันไดและใช้ไหล่ดันประตูเข้าไปจึงสอดสายตามองทุกคนที่หันมามองฉันเป็นตาเดียวกัน โซฟาตัวยาวติดผนังเป็นแบบตัว L มีชายหญิงนั่งนัวเนียกัน
จึงสอดสายตามองหาโต๊ะที่หนึ่ง เห็นติดกับริมกระจกพอดี ฉันจึงค่อยๆ เดินไประมัดระวังที่สุดเพราะถาดค่อนข้างหนักจากขวดเหล้าและถังน้ำแข็ง ฉันได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น ใครจะรู้ว่าอุตส่าห์เดินระวังแล้ว ดันรู้สึกเหมือนมีใครยืดขามาขัดจนฉันเดินสะดุด ของในถาดกระจัดกระจายไปด้านหน้า สำคัญเลยคือถังน้ำแข็งปลิวไปโดนตัวของใครบางคนที่นอนหลับอยู่บนโซฟาตัวยาว
ซ่า
“เฮ้ยน้อง เดินประสาอะไรวะเนี่ย!” หนึ่งในคนที่นั่งอยู่โดยมีฉันฟุบลงไปกองกับพื้นเอ่ยถามเสียงดัง สีหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งมองฉันพลางแสยะยิ้ม “รู้ไหมว่าทำให้ใครต้องหงุดหงิดเวลานอนน่ะ”
“คะ คือว่าหนู...” จะให้ปฏิเสธยังไงก็ไม่ได้สินะ บอกเหรอว่าใครก็ไม่รู้ยื่นขามาสกัดให้ฉันล้มหน้าคะมำ แต่ยังไม่ทันได้อธิบายร่างสูงที่สวมกางเกงยีนส์สีซีดกับเสื้อยืดสีดำ กำลังลุกขึ้นนั่งเอามือดึงเสื้อยืดที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำสะบัดมันเพื่อไม่ให้แนบเนื้อไปมากว่านี้
“กวนใจชะมัด” เขาบ่นพึมพำ ฉับพลันสายตาที่พร้อมจะฆ่าฉันให้ตายก็จ้องเขม็ง
“หนูขอโทษค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจ” รีบคลานเข่าไปหาเขาและหยิบผ้าขนหนูที่เหน็บเอวซับบนเสื้อของเขาอย่างร้อนรน “พี่อย่าบอกผู้จัดการเลยนะคะ หนูขอร้อง”
“...”
พนมมือไว้กลางอก ขืนเขาบอกผู้จัดการมีหวังสิ่งที่ทำมาสูญเปล่าแน่นอน ผู้ชายตรงหน้ามีใบหน้าที่คุ้นตาอย่างมากหากแต่ว่าเพราะแสงจากห้องวีไอพีทำให้มองเห็นไม่ชัดเท่าที่ควร จึงทำได้เพียงขอโทษขอโพยเขา ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สบอารมณ์เท่าที่ควร เอามือขวาพาดไปจับคอเสื้อยืดสีดำจากนั้นก็ถอดมันออกทางศีรษะ ท่ามกลางสายตาของฉันและทุกคน แม้ว่าภายในห้องจะเห็นแสงได้น้อยนิด
ร่างกายแกร่งกำยำบวกกับรอยสักตรงสีข้างด้านซ้ายเป็นรูปกุหลาบหนึ่งดอกและพาดไปถึงช่วงเอว ทำเอาฉันนิ่งไปทันทีขณะที่กำลังมองการกระทำของเขาที่ดึงผ้าขนหนูจากมือฉันไปเช็ดหน้าท้องแกร่งเป็นลอนซิกแพค เขาก็ไม่พูดไม่จาอะไร ทั้งที่เมื่อกี้ยังอารมณ์เสียอยู่เลย
“เหี้ยเจค มึงจะเล่นน้องเด็กเสิร์ฟเหรอวะ!” เสียงหนึ่งดึงสติฉันให้หันกลับไปมองว่าใครโผล่เข้ามา ก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาอีกคน “น้องปั้นหยา”
“พะ พี่โฬม”
“หนูมาทำอะไรที่นี่” พี่โฬมเดินมาทิ้งตัวนั่งยองๆ ตรงหน้าฉัน
“หนูมาทำงานค่ะ แล้วบังเอิญหนูสะดุดอะไรก็ไม่รู้เลยทำให้พี่เขาต้องเปียก”
“อ่า” ชี้นิ้วไปหาพี่คนที่กำลังเอาผ้าขนหนูเช็ดตัวและโยนผ้าใส่ตักฉันอย่างแรง จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องวีไอพีไปจนฉันหน้าไม่ดี
“คือหนูไม่ได้ตั้งใจนะคะ พี่เขาจะโกรธหนูไหมคะ”
“อย่าห่วงเลย มันแค่ไม่ชอบเวลามีอะไรมาสะกิดตอนนอนเฉยๆ” พี่โฬมระบายยิ้มอ่อนโยนมาให้ จากนั้นก็หันไปมองคนอื่นที่พอเห็นฉันกับพี่โฬมคุยกันเหมือนรู้จักก็รีบเบือนหน้าหนี “หนูสะดุดเหรอ”
“ค่ะ หนูระวังแล้วแต่เหมือนเดินเตะอะไรสักอย่าง”
“สะดุดขาหมาหรือเปล่า” คำพูดของเขาเล่นงานคนในห้องวีไอพีให้เบือนหน้าหนีราวกับไม่อยากมีเรื่องกับเขา จากนั้นต้นแขนก็ถูกดึงให้ลุกขึ้นยืน พี่โฬมโน้มตัวเก็บถาดยื่นมันมาให้ฉัน “หนูไม่ต้องกลัวนะ ไม่มีใครฟ้องผู้จัดการเรื่องนี้แน่”
“ขอบคุณนะคะพี่โฬม”
“หนูไปทำงานต่อเถอะ ตั้งใจล่ะ เด็กดี”
เขาดันหลังฉันให้เดินออกจากห้อง จังหวะที่เปิดประตูกำลังเดินออกไป เห็นถึงสีหน้าและแววตาที่แปรเปลี่ยนของพี่โฬมต่างจากสายตาที่เขามองฉันโดยสิ้นเชิง พอคิดว่าไม่น่าจะมีเรื่องอะไรต่อ ฉันจึงกลับมาทำงานของตัวเองต่อจวบจนเที่ยงคืนสิบห้านาทีพอดีเป๊ะ คุณดลบอกว่าฉันทำงานได้ดีมากและเสิร์ฟทันแทบทุกโต๊ะ เดินจนปวดขาก็อดทนดังนั้นพอได้รับเงินมาพันห้า ความเหนื่อยและความอ่อนล้าก็มลายหายเป็นปลิดทิ้ง
ออกจากผับฉันก็แวะตู้ธนาคารเพื่อเอาเงินหนึ่งพันฝากและอีกห้าร้อยเอาไว้ใช้ ยังไม่ถึงเวลาจ่ายค่าห้องและน้ำไฟ ดังนั้นพรุ่งนี้เป็นวันหยุด ทำงานที่มินิมาร์ทช่วงเย็นถึงสี่ทุ่มก็จะได้ค่าแรงเพิ่มจากวันปกติล่ะนะ
มาถึงห้องพักที่เป็นหอพักแบบราคาประหยัด ทว่าสะดวกสบายต่อการเดินทาง ห้องเองก็ไม่ได้เล็กขนาดนั้นนะ แถมยังมีสองชั้นและเราอยู่ชั้นบนห้องสุดท้าย ฉันเปิดประตูเข้าไปก็เห็นพี่ครามนอนอยู่บนเตียงกระดิกเท้าเปิดทีวีดูอะไรเรื่อยเปื่อย
“ยังไม่นอนอีกเหรอคะ”
“พี่รอหนู” เสมอไปยังโต๊ะญี่ปุ่นที่มีอาหารจัดเตรียมเอาไว้ ทำไมอาหารถึงได้มีแต่ของน่ากินทั้งนั้นเลยล่ะ
“วันอะไรคะ ทำไมอาหารถึงได้ดูน่ากินขนาดนี้” ทั้งเป็ดพะโล้ ต้มยำทะเลและอื่นๆ อีกมากมาย ฉันวางกระเป๋าลงบนเตียงและเดินไปชะโงกดูอาหาร
“ไปอาบน้ำ จะได้มากินพร้อมกัน” อย่างที่บอกนะถ้าหากเรื่องทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี บางทีอาจจะต้องคิดเรื่องของพี่ครามซะใหม่ อย่างน้อยพี่ครามก็เป็นที่พึ่งให้กับฉันมากจริงๆ “พรุ่งนี้วันหยุดพี่ไปค้างบ้านเพื่อนนะ มีรายงานต้องทำ”
“โอเคค่ะ”
ตอบตกลงและเข้าห้องน้ำมาอาบน้ำชำระร่างกาย ฉันก็สวมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นสีดำ ผมก็มัดรวบเป็นมวยไว้กลางศีรษะ ออกมาก็นั่งกินข้าวกับพี่ครามเขาก็คุยเรื่องเรียนบ้างอะไรบ้าง กระทั่งอิ่มท้องและเอาจานมาล้างตรงซิงค์ระเบียง ท่อนแขนแกร่งที่มีรอยสักตรงช่วงข้อมือก็โอบเอวฉันพร้อมสายลมเย็นๆ
“ปั้นหยา” รู้สึกว่าน้ำเสียงออดอ้อนแบบนี้ทำให้ฉันใจไม่ดีเอาเสียเลย กังวลแม้กระทั่งเรื่องที่พี่ครามอยากมีอะไรกับฉันแต่ก็โดนฉันปฏิเสธอยู่เสมอและที่สำคัญเลยก็คือเรื่องของ... “ขอยืมเงินหน่อย”
ผิดปากฉันซะที่ไหนกันล่ะ เมื่อล้างจานเสร็จก็พลิกตัวหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขาที่ฉีกยิ้มกว้างพลางทำหน้าไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด
“พี่เอาเงินที่ได้มาซื้อของกินดีๆ ให้หนูหมด พี่เหลือแค่สองร้อยเอง พรุ่งนี้ต้องทำรายงานด้วย”
“แล้วพี่ครามเอาไปซื้อมาทำไมคะ หนูกินอะไรก็ได้พี่ก็รู้”
“พี่อยากให้หนูกินของดีๆ นี่นา หนูผอมมาก พี่เป็นห่วง” คำว่าเป็นห่วงของพี่ครามทำให้หัวใจของฉันอ่อนยวบ “ขอโทษที่พี่รบกวนหนูอยู่เรื่อย ทั้งที่หนูก็ต้องหาเงินไปรักษาปลายฟ้า พี่มันโง่เอง”
“...” ใบหน้าหล่อเหลาเสมองไปยังวิวระเบียงด้านนอก
“ไม่เป็นไร พี่ยืมเพื่อนก่อนก็ได้ ถ้าหนูไม่มี”
หมับ
“ไม่ต้องค่ะ” คว้าข้อมือหนาเอาไว้ก่อนเขาจะได้เดินเข้าห้อง พี่ครามหันมามองฉันและถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เอาเท่าไหร่ หนูโอนให้”
“หนูน่ารักกับพี่เสมอเลยนะปั้นหยา” กระตุกร่างฉันให้เซเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดที่แสบอบอุ่น สองแขนของฉันยกขึ้นโอบกอดแผ่นหลังกว้างหลับตาพลางคิดได้อย่างเดียว ยังต้องใช้งานเขาเรื่องโรงพยาบาล ดังนั้นเงินน่ะหาใหม่ก็ได้ไม่เป็นไร ขอแค่เขาทำเรื่องไปโรงพยาบาลให้สำเร็จก็พอ นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการจากเขามาโดยตลอด
“พี่ครามก็อย่าลืมเรื่องที่หนูขอด้วย”
[50%]
*--------------------------------------------------*
มาหยุดที่หน้าห้องที่ต้องการจะมาในเวลาที่เร็วจี๋ แบบเวลาเดินเร็วมาก ยืนชั่งใจอยู่นานกว่าจะเอื้อมมือที่สั่นเทาไปกดกริ่งหน้าห้อง หัวใจเต้นตุ่มๆ ต่อมๆ ฉันไม่ได้หวังหรอกนะว่าสิ่งที่ตัวเองคิดกับที่เห็นมันจะสัมพันธ์กัน ขอแค่อย่าให้ฉันต้องเจอกับเรื่องร้ายอะไรอีกเลยได้ไหม แค่นี้ชีวิตของฉันมันก็แย่ไปหมดจนหาทางสว่างไม่เจอแล้ว“ยะ หยา มาได้ไง?”“มีเรื่องจะคุยด้วยน่ะ ขอเข้าไปหน่อยได้ไหม” มุกมองหน้าฉันขณะที่ไล่สายตามองเนินอกมีรอยจ้ำแดงอยู่ประมาณสองสามจุด ฉันเสมองมายังรองเท้าผ้าใบที่สงสัยมาตลอด ตอนนี้ฉันยิ่งมั่นใจเลยว่า...“โทษนะแฟนฉันอยู่ ไม่สะดวกน่ะ” ใบหน้าสวยของเพื่อนที่ต่อหน้าเหมือนหวังดี เป็นเพื่อนที่ดีมาตลอดซีดเผือดเมื่อเห็นว่าฉันไม่ยอมไป แถมยังกัดผนังในปากตัวเองจนเจ็บหนึบและสองมือก็กำหมัดเข้าหากันจนเล็บจิกลงบนผิวเนื้อ“ที่ไม่สะดวกเพราะแฟนเธอ... คือแฟนฉันใช่ไหม”“!”จังหวะที่มุกตกใจฉันก็ดันประตูเข้าไปในห้อง ก้มหน้าลงมองรองเท้าผ้าใบให้ชัดๆ จากนั้นก็เดินตรงไปยังห้องนอนเปิดประตูเข้าไปก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเสื้อผ้าที่พี่ครามใส่เมื่อคืนบอกว่าจะมาเที่ยวกับเพื่อนกระจัดกระจายเกลื่อนห้อง เสียงน้ำในห้อง
Gear Trick #16จับได้คาหนัง คาเขาดวงตาทอดมองจากฝั่งตรงข้ามที่ห่างไกลจากตรงนี้พอควร ผมโน้มตัวไปข้างหน้าสอดประสานมือของตัวเองเข้าหากัน มองร่างบอบบางที่ทำงานอยู่ในร้านปิ้งย่างด้วยสีหน้าที่หม่นหมอง แลดูไร้ความสุขใดๆ ก็ตามแต่ นี่น่ะเหรอ... ทำให้มันได้ทุกอย่าง ตัวเองก็ต้องมาลำบากทำงานงกๆ ทั้งที่ไอ้ครามมีเงินหลายแสนจากการที่ผมแข่งแพ้ยังจะคบกับมันต่อ... ผมไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าปั้นหยาดี นอกจะซื่อบื้อ ไร้เดียงสาและยังโง่เง่าจนอารมณ์ในอกร้อนรุ่มไปหมด อันที่จริงการกระทำของผมก็โคตรจะบ้า โกรธอยู่ก็ดันมายืนมองอยู่ได้ หากแต่ว่ากำลังจะหมุนตัวกลับห้อง จำต้องมองใครบางคนที่ท่าทางคุ้นๆ เดินมากอดปลอบปั้นหยาผู้หญิงคนนั้น ผมว่าผมเคยเห็นที่ไหนนะ “อ่า... แบบนี้เอง”รอยยิ้มกระตุกขึ้นทันที อันที่จริงผมน่ะเป็นพวกไม่ค่อยจำอะไรให้รกสมอง ถ้าหากเรื่องพวกนั้นไม่ระยำและชาติชั่วจริงๆ ผมเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเดินตามหล่อนที่ออกจากร้านปิ้งย่าง เดินตามให้ห่างที่สุดพอที่จะได้ยินหล่อนคุยกับปลายสาย“ทำไมคะ มุกอยากเจอนี่นา... พี่ครามสัญญาแล้วนะ ไม่รู้ล่ะยกเลิกนัดกับหยาเลย ไม่งั้นมุกให้อดทั้งอาทิตย์นะ”นี่เหรอปั้นหยา บุคคลที
คณะวิศวกรรมศาสตร์ใต้ต้นไม้มุมลับของตึกคณะ เป็นมุมที่ผมมักจะยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงนี้ เนื่องจากมีต้นไม้บดบังและมันค่อนข้างปิดบังสายตาของคนภายนอก มีเพียงแค่คนภายในที่เห็นว่าคนข้างนอกทำอะไรหรือกำลังเดินไปไหน ตอนนี้สายตาของผมเอาแต่ลอบมองร่างบอบบางคุ้นตากำลังนั่งอยู่ตรงโต๊ะหินอ่อนนานเกือบครึ่งชั่วโมง ชะโงกหน้ามองหาใครบางคนให้หลังจากเกิดเรื่องผมหายไปจากชีวิตของปั้นหยา แบบหายไปแทบจะไม่อยากเจอหน้า ไม่ไปที่มินิมาร์ทไม่ไปกินเหล้าที่ผับหรืออะไรก็ตามแต่ที่เธอไปในทุกๆ ที่ จนถึงตอนนี้ร่างเล็กไม่ย่อท้อต่อการเจอหน้าผม ปั้นหยามาที่คณะทุกวัน และเป็นทุกครั้งที่ผมไม่ยอมออกมาเจอเธอ มีเพียงแค่ไอ้โฬมที่เป็นฝ่ายปลอบใจคนตัวเล็กเธอดูเครียด ดูไม่สบายใจและดูเหมือนจะร้องไห้ตลอดเวลาที่ไม่เจอผม... สิ่งที่เธอทำมันกัดกินก้อนเนื้อซ้ายจนไม่เหลือชิ้นดี ผมยังคงตั้งคำถามกับปั้นหยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าทำไมเธอถึงต้องทนคบกับไอ้ครามด้วย คิดว่าเธออาจจะมีเหตุผลมากกว่านั้น สุดท้ายเหตุผลนั้นคืออะไรตอนนี้ผมก็ไม่ได้อยากจะรับรู้มันอีกต่อไปปั้นหยาคุยกับไอ้โฬมสักพักมันก็วางมือบนบ่าเล็กที่พยักหน้า จากนั้นก็ลุกขึ้นกระชับกระเป๋าที่ผมให้เดิ
: GEAR TALK :เพล้ง!“มึงโกรธที่มึงแพ้ครั้งแรกในชีวิต” เสียงของไอ้โฬมดึงสติของผมที่โยนขวดเหล้ากระทบกับกำแพง จนแตกละเอียด ทว่าความโกรธคุกรุ่นอีก เมื่อได้ฟังคำพูดต่อจากนี้ “หรือเพราะรู้ว่าน้องปั้นหยาเป็นแฟนกับไอ้คราม”โครม!“พอเลยไอ้เวร ของพี่กูฉิบหายหมดแล้ว”ผมไม่ฟังเสียงของไอ้โฬม ยกโต๊ะในห้องวีไอพีจนล้มระเนระนาดกระจัดกระจายเหมือนห้องโดนทำลายข้าวของ ใช่ ด้วยฝีมือและอารมณ์โกรธจนยับยั้งชั่งใจมันเอาไว้ไม่อยู่ ลมหายใจหอบถี่ยามนึกไปถึงภาพของปั้นหยาที่กลายมาทำงานเป็นเรซควีนข้างสนามแข่ง แถมยังหยิบธงสีแดงมาโบกทำให้ผมพ่ายแพ้ในการแข่งรถเป็นครั้งแรกในชีวิต ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมาผมชนะในการแข่งแบบ Circuit มาตลอดเด็กคนนั้นทำให้ผมแพ้... แพ้ราบคาบ ไม่เว้นแม้แต่เห็นเธออยู่กับใครบางคนที่ผมเกลียดมันเข้าไส้‘หนูของพี่ทำได้ดีมากจริงๆ’‘ปั้นหยา แฟนกูเองล่ะ’คำพูดของมัน สีหน้าที่เย้ยหยันของมันและทุกอากัปกิริยาที่แสดงออกมา ทำให้ผมโกรธจนระงับสติของตัวเองไม่ได้ ผมโกรธปั้นหยาไปแล้วเรียบร้อย ไม่ใช่แค่เพราะเธอโบกธงผิด เธอตั้งใจ... จะให้ผมคิดยังไงกันล่ะ เธอต้องการให้แฟนหนุ่มชนะพนันด้วยการโบกธงให้ผมแพ้ ไม่อย่าง
Gear Trick #15โบกธงผิด ชีวิตเปลี่ยนฉันยืนมองตัวเองในกระจกหลังจากที่เจ๊นัตตี้แปลงโฉมจากลูกเป็ดขี้เหร่ให้กลายเป็นเรซควีนข้างสนามได้สวยราวกับนางฟ้า เจ๊นัตตี้ถึงกับปรบมือภูมิใจในตัวของฉันมาก ผมสีดำถูกดัดลอนปล่อยสยายกลางแผ่นหลัง แต่งหน้าแบบจัดเต็มมากๆ แทบจะไม่เชื่อเลยว่านี่คือปั้นหยา เด็กสาวไร้ตัวตนที่พยายามทำมาตลอดชุดเรซควีนที่ได้มาเป็นแบบเสื้อกล้ามเอวลอยรัดหน้าอกคัพซีของฉันได้เด่นชัด เพิ่งจะเข้าใจคำพูดของเจ๊เป๊กกี้ว่าคัพซีน่ะใหญ่ ใช่ ใหญ่กว่าตัวฉันมาก เพราะฉันตัวเล็กทั้งแขนและขา กระโปรงตัดสีน้ำเงินขาวสั้นอวดเรียวขายาว สวมรองเท้าบูทยาวถึงเข่าสีขาว“หนูจริงเหรอเนี่ย”“ฉันบอกหล่อนแล้วไงว่าหล่อนน่ะน่ารัก หล่อนก็เอาแต่บอกว่าตัวเองไม่สวย”“เป็นพริตตี้ข้างสนามที่น่ารักที่สุดเลยนะพี่เต้”“นั่นดิ น่ารักเป็นบ้า” คุณเต้เอ่ยชมฉัน มันอายทุกครั้งเวลามีคนชมนะ ฉันได้แต่เม้มปากตัวเองก็เพราะว่าเงินห้าพันปะถึงทำให้ฉันต้องกลายมาเป็นเรซควีนจำเป็นเนี่ย “ไปกัน เดี๋ยวมึงบอกน้องเขาด้วยนะเรื่องธง”“ครับพี่เต้”คุณเต้เดินจากไปและให้พี่ผู้ชายคนนี้เดินนำฉันกับเจ๊นัตตี้ออกไปยังนอกสนาม เวลานี้เสียงเชียร์กำลังดังขึ้
“มีประโยคอะไรพูดให้กำลังใจบ้าง”“อืม” คำถามของพี่เกียร์ทำให้ฉันกลอกตาขึ้นบนพลางเม้มปาก ประโยคฮีลใจงั้นเหรอ? หรือให้กำลังใจ พี่เกียร์ต้องการกำลังใจใช่ไหม “ให้หนูพูดเหรอ”“ไม่งั้นจะถามทำไม” ยังจะมาทำหน้านิ่งใส่อีกนะ พี่เกียร์หยิบซองบุหรี่มาเคาะๆ หากแต่ว่าเหมือนบุหรี่จะหมดเขาก็เลยโยนมันทิ้งถังขยะ กลับมาจดจ้องมองฉันตามเดิม“พี่เกียร์อยากได้กำลังใจแบบไหนเหรอคะ หนูจะได้คิดประโยคถูก”“การแข่งขัน” แข่งขันเหรอ... เอาเป็นอะไรดีนะ สมองฉันก็ไม่ได้มีคำพูดอะไรที่มากมายขนาดนั้นไง แต่จำได้ว่าหนังสือฮีลใจที่อ่านร้านคาเฟ่ตอนนั้นก่อนที่พี่เกียร์จะมา มีประโยคหนึ่งที่ฉันจำได้แม่นเลย“Don’t worry too much.” (อย่ากังวลมากเกินไป) “I’m sure you can do it.” (ฉันมั่นใจว่าคุณทำมันได้)พี่เกียร์ได้ฟังถึงกับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยและต่อประโยคภาษาอังกฤษกับฉัน “sure” (แน่ใจ)“Yes, I am always by your side” (ใช่ค่ะ ฉันอยู่ข้างคุณเสมอ)“หึ”“Come on” (สู้ๆ) ฉีกยิ้มให้กับพี่เกียร์พร้อมชูกำปั้นให้เขา ไม่รู้หรอกนะว่าคำพูดของฉันมันจะเพียงพอเป็นกำลังใจให้กับเขาได้ต่อสู้หรือลงแข่งขันอะไรก็ตามแต่ หวังว่ามันจะพอทำให้พี่เกียร์สบา
Gear Trick #14I want a prize.น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบจนฉันจิกนิ้วลงบนขอบเคาน์เตอร์ครัว ลมหายใจหอบถี่ราวกับมันแทบจะช็อกตายคาครัวถ้าหากพี่เกียร์ยังคงเข้าใกล้มากกว่านี้ ‘มัดจำก่อนได้ไหม?’ ไม่เข้าใจถึงความหมายกระทั่งรับรู้ถึงริมฝีปากแดงคล้ำที่ร้อนระอุกดแนบลงบนผิวเนื้อ จนแก้มป่องๆ ของฉันยุบลงตามแรงกด
“ฟังพี่นะน้องปั้นหยา” พี่โฬมดึงสติฉันพลางยิ้มกริ่ม “มันไม่ดีหรอก หนูเชื่อพี่”“หนูอยากได้เงินนี่นา”“ต้องได้มาแบบที่ไม่ใช่เรื่องแบบนี้สิครับ พี่น่ะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่พอดีพี่มันเหี้ย โกงเรื่องพนันทุกอย่างก็แค่นั้น” ใบหน้าหล่อเหลาของพี่โฬมทำให้ฉันเม้มริมฝีปาก พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ “โดน
“แม่ง!”“มึงไม่เห็นหรือไง”“เห็น”“จะให้ปล่อย” ไม่รู้ว่าบทสนทนาเป็นไปในรูปแบบไหน ทว่าพอฉันเดินกลับมาที่เดิมพี่โฬมก็ฉีกยิ้มกว้างลุกขึ้นรับถาดจากมือฉันไป ทั้งที่เมื่อกี้ดูเหมือนจะทะเลาะกับพี่เกียร์อยู่เลย“โห น่ากินมากเลยครับ ซื้อมาเยอะขนาดนี้แทนที่จะชวนกูสักคำ ไม่มี”“ไม่ได้อยากกินกับมึง” เค้นเสียงแ
Gear Trick #13ก็อยากเป็นเราสองคนมาถึงซุปเปอร์มาเก็ตใกล้กับคอนโดของพี่เกียร์ เป็นแค่ชั้นเดียวทว่าพื้นที่คือกว้างมากเลยนะ ใช้เวลาเดินแค่ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ ฉันเข็นรถเข้ามาอันดับแรกเลยก็คือต้องดูพวกเนื้อสัตว์ก่อน ผักในตู้เย็นก็พอได้อยู่ซื้อไปเพิ่มอีกสักนิดก็น่าจะโอเค“เนื้อวัวด้วยไหมคะ”“อือ” ชูแพค







