تسجيل الدخول“ไม่ลืมครับ” เขาดันร่างฉันถอยห่างพลางโน้มใบหน้าหวังพิชิตริมฝีปาก พอเห็นว่าฉันเบือนหน้าหนีจึงพุ่งเป้ามายังพวงแก้มใสแทนและพรมจูบมาถึงซอกคอจนฉันเอามือดันไหล่หนาให้ถอยห่าง
“พอค่ะ หนูง่วงแล้ว พรุ่งนี้ต้องไปทำงานอีก”
“หนูโอนให้พี่คืนนี้เลยนะ เดี๋ยวหนูลืม”
เดินสวนเขาเข้ามาในห้อง ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงหยิบมือถือขึ้นมากดรหัสโดยที่พี่ครามกำลังยืนทาครีมที่หน้าอยู่โต๊ะกระจก ฉันกดโอนเงินให้กับเขาไปสองพันก็ยัดมันกลับเข้าไปใต้หมอน ไฟในห้องดับลงเหลือเพียงโคมไฟให้ความสว่าง นอนพลิกตัวตะแคงข้าง ก็รับรู้ถึงร่างสูงใหญ่ที่ซ้อนทับ มือหนาลูบไล้หน้าท้องฉันและลากไปถึงเรียวขายาว ใบหน้าหล่อเหลาซุกไซ้ซอกคอและพรมจูบจนฉันหลับตาลง
“พี่จะไม่ไหวแล้วนะ เมื่อไหร่หนูจะเป็นของพี่ปั้นหยา”
“...” ฉันยังคงเงียบ
“พี่รอหนูมาสามเดือนแล้วนะ” แสดงว่าตอนที่คบกันพี่ครามคิดเรื่องอย่างว่ากับฉันตลอดเลยงั้นสิ
“หนูง่วง”
แค่คำว่าง่วงทำให้เขาช็อตฟิลไปทันที พี่ครามถอนหายใจราวกับหมดอารมณ์และขยับไปนอนที่ของตัวเอง เป็นผลให้ฉันเสมองก็พบว่าเขานอนตะแคงข้างให้และแสงสว่างจากจอมือถือของเขาก็ทำให้รู้ว่าเขาคงจะหงุดหงิดไม่น้อยที่โดนฉันปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มันยังไม่ถึงเวลา... และมันต้องไม่ถูกเขาพรากไป ฉันคิดได้แค่นี้ เจ๊นัตตี้บอกยังไงฉันก็ควรเชื่อฟังคำของเจ๊มากกว่าฟังคำเชิญชวนหรือคำหวานเวลาต้องการของเขา ถึงจะไม่ประสีประสาเรื่องอย่างว่า ฉันเองก็ระวังตัวดีและปฏิเสธให้มันนุ่มนวลมากกว่าปฏิเสธแบบไร้เยื่อใย
21.45 น.
เมื่อเช้าพี่ครามรีบออกจากบ้านไปเพราะเพื่อนโทรตาม เราสองคนก็ไม่ได้คุยกันเรื่องเมื่อคืนหรอกนะ ดูเหมือนเขาได้เงินปุ๊บก็รีบไปเลย ส่วนเจ๊เป๊กกี้โทรหาฉันบอกว่าคุณดลชอบการทำงานของฉันมาก ดังนั้นถ้าหากคนขาดหรือพนักงานลา จะเรียกใช้งานฉันเหมือนเดิม ดีใจมากที่อย่างน้อยที่นั้นก็ให้เงินรายวันจำนวนเยอะมาก
ตุ้บ
เสียงของกระแทกบนเคาน์เตอร์ทำให้ฉันที่กำลังก้มๆ เงยๆ จัดของอยู่ด้านหลัง หันมาหวังจะคิดเงินให้กับลูกค้า ทว่าลูกค้าคนนี้เป็นคนเดิมและมาเวลาเดิม วันนี้เขาสวมเสื้อแจ็กเกตสีดำและข้างในเป็นเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์สีดำ วันนี้พี่เกียร์ไม่ได้ซื้อบุหรี่ จะมีก็แต่บะหมี่ถ้วยรสหมูสับกับข้าวปั้นสองอันเท่านั้น
“วันนี้พี่เกียร์ไม่เอาบุหรี่เหรอคะ” ฉันเอ่ยถามขณะยิงบาร์โค้ดเพื่อคิดเงิน เขาไม่ตอบคำถามฉัน จ่ายเงินและหยิบข้าวปั้นออกไปทิ้งไว้เพียงบะหมี่ถ้วยให้ฉันต้ม เลิกคิ้วขึ้นพลางยักไหล่ เคยชินกับเขาแล้วล่ะเรื่องพูดน้อยเนี่ย พอต้มบะหมี่ให้เขาเรียบร้อยก็ยกออกมาเสิร์ฟให้ แต่ที่เอาติดมือมาด้วยก็คือ... “ชาข้าวบาร์เลย์ค่ะ อันนี้หนูให้พี่เกียร์”
“...” เขาไม่พูดอะไรหยิบตะเกียบขึ้นเตรียมจะกินบะหมี่ ส่วนฉันก็หมุนตัวกำลังจะกลับเข้าไปประจำที่ “ไปไหนมา”
“คะ?” หันไปมองใบหน้าหล่อเหลาที่เอาข้าวปั้นสองอันใส่ลงไปในถ้วยบะหมี่ เมื่อกี้ฟังไม่ผิดใช่หรือเปล่า พอเห็นว่าพี่เกียร์ไม่หือไม่อือคงคิดว่าตัวเองหูแว่วไปเอง
“ไม่ตอบ”
“อ้าว พี่เกียร์ถามหนูเหรอคะ” ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง นี่เขาถามฉันจริงปะเนี่ย เพราะหันกลับไปเขาก็กินบะหมี่นิ่งๆ อะ คือฉันต้องฝ่ายอธิบายใช่ไหมเนี่ย เมื่อกี้เขาถามใช่ไหมว่าไปไหนมา “หนูไปทำงานที่ผับมาค่ะ ลางานที่มินิมาร์ท”
“อือ” พยักหน้ารับและตอบในลำคอ ฉันได้แต่ยกมือเกาท้ายทอยตัวเอง
“พี่เกียร์ก็มาที่มินิมาร์ทเหรอคะ เมื่อวาน”
“ไม่อร่อย” ฉันเบิกตากว้างเมื่อจู่ๆ เขาก็บอกว่าบะหมี่ที่ฉันต้มไม่อร่อย บ้าน่า ฉันก็ทำทุกอย่างเหมือนเดิมนะ “พนักงานคนนั้น”
“...”
“ต้มไม่อร่อย” ก็พูดให้มันชัดๆ สิ! คนยิ่งตกใจอยู่ ดูดิใจตกไปอยู่ตรงตาตุ่มแล้ว
“มันก็เหมือนกันนะคะ ต้มบะหมี่เทน้ำร้อน ใส่เครื่องปรุงก็จบ”
“ไม่เหมือน” ยังจะเถียงอีกเหรอ ฉันได้แต่ยืนมองหน้าเขาพลางทำหน้างอง้ำใส่ พูดด้วยก็ไม่ยอมมองกันนะคนเรา “เธอต้มอร่อย”
“หนูไม่ได้ทำอะไรเยอะเลยนะคะ อร่อยเพราะเครื่องแหละ” พี่เกียร์ไม่ตอบและไม่พูด คือจะให้ฉันยืนมองเขากินบะหมี่จนหมดเลยไหมเนี่ย ดีนะที่ไม่มีลูกค้า “พี่เกียร์จำหนูได้ไหมคะ หนูขอถามจริงๆ”
“จำอะไร”
“หนูไงคะ เราเคยเจอกัน” สงสัยอะว่าทำไมพี่เกียร์ทำเหมือนแบบไม่เคยเจอกับฉันมาก่อน ทั้งที่เจอกันที่มหาลัยแบบบังเอิญ ส่วนมินิมาร์ทพี่เกียร์ก็จะมาตอน 21.45 ทุกวัน ย้ำนะว่าทุกวันแบบเป๊ะๆ เลย “หลายครั้งแล้ว”
“เหรอ” คีบเส้นบะหมี่เข้าปากพลางพ่นลมร้อนเป็นไอออกมาและเคี้ยวหน้าตาย
“ก็พี่เกียร์เหมือนจำหนูไม่ได้ เลยสงสัยน่ะค่ะ” ว่าพี่น่ะเป็นพวกจำหน้าคนไม่ได้ใช่ไหม อยากจะถามแต่ก็ไม่ได้สนิทกันมากขนาดนั้นไง แค่เขาคุยด้วยก็ดีแค่ไหนแล้ว ปกติชีวิตฉันนะมีแค่พี่ครามกับมุกสองคนเท่านั้นในรั้วมหาลัย นอกนั้นเหรอฉันแทบจะกลายเป็นเงาที่ถ้าแสงไม่ส่องมาก็ไม่มีใครรู้ว่ามีตัวตน “จำหนูไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”
“...”
“หนูดีใจนะคะที่พี่เกียร์มาที่นี่ทุกวันเวลาสามทุ่มสี่สิบห้า” ทำให้ฉันเหมือนมีเพื่อนคุยเลย ถึงจะคุยคนเดียวและอธิบายคนเดียวก็เถอะนะ แถมยังซื้อของทุกอย่างเหมือนเดิมแทบไม่มีอะไรเปลี่ยน “กินให้อร่อยนะคะ หนูไปทำงานต่อแล้ว”
หมุนตัวกำลังจะเดินเข้าไปทำงานของตัวเองต่อ ทว่าคำพูดต่อจากนี้กลับทำให้ฉันนิ่งชะงัก “ทีหลังก็อย่าหาย”
“!”
“จะได้มาทุกวัน”
และแม้ว่าคำพูดที่แลดูแสนเรียบนิ่งและเย็นชา มันไม่ได้มีความพิเศษอะไรอยู่ในนั้น กลับทำให้ฉันค่อยๆ เอี้ยวหน้าไปมองเขา ปรากฏว่าพี่เกียร์ที่เคยเอาแต่จ้องมองอย่างอื่นมากกว่ามองหน้าฉัน ตอนนี้นัยน์ตาสีดำสนิทดูลึกลับคู่นั้นกลับจ้องมองฉันไม่วางตา ฉันฟังไม่ผิดใช่หรือเปล่า หูไม่ได้แว่วไปก่อนหน้านั้น
พี่เกียร์กำลังบอกว่าอย่าให้ฉันหายไปใช่ไหม ฉันเองก็ไม่ได้อยากหายไปไหนหรอก ถ้าหากมันจำเป็นฉันต้องเลือกทางที่ให้เงินมากกว่า ฉะนั้นต่อให้พี่เกียร์มาที่นี่ทุกวันแล้วไม่เจอกัน ฉันก็ต้องขอโทษที่เป็นฝ่ายหายไปแทน เพราะฉันไม่สามารถกำหนดให้ตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ตลอดเวลา อย่างงานที่ผับก็ฉุกละหุกจำต้องเลือกไปทำงานฝั่งนั้นก่อน ไม่ได้เห็นแก่เงิน แต่ที่ไหนได้เงินมากกว่าฉันจำเป็นต้องเลือก แม้ต้องทิ้งพี่เกียร์ให้กินบะหมี่ฝีมือพี่แตนก็ตามที
“หนูไม่รับปากนะคะ”
“...” น้ำเสียงแผ่วเบาเอื้อนเอ่ยออกไปและไม่สบเข้ากับดวงตาของเขาโดยตรง
“ที่ไหนมีงานให้หนูทำ หนูต้องไปค่ะ”
พอได้ฟังคำตอบพี่เกียร์ก็นิ่ง ไม่คิดจะพูดอะไรออกมาราวกับคำพูดก่อนหน้านั้นเป็นเพียงคำพูดที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป พี่เกียร์ก็หันไปโฟกัสขวดชาข้าวบาร์เลย์และเปิดฝากระดกมันดื่มจนครึ่งขวด จากนั้นก็ล้วงมือลงกระเป๋ากางเกงหยิบซองบุหรี่ที่ดูเหมือนจะมีอยู่เยอะเขาจึงไม่ได้ซื้อมัน ควันบุหรี่สีเทาพวยพุ่งเหนือศีรษะเขาก้มหน้ามองหน้าจอมือถือสุดหรู
หนูขอโทษนะพี่เกียร์ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องขอโทษเขาในใจทั้งที่ตัวเองไม่ได้เป็นฝ่ายผิดด้วยซ้ำ หลังจากฉันกลับเข้ามาทำงานเหมือนเดิม ร่างสูงที่นั่งให้อาหารย่อยเกือบสิบนาทีก็ลุกขึ้นเดินไปยังรถหรูของตัวเอง พลางขับออกไปจากหน้าร้านจนฉันขยับตัวเอนหลังพิงกับตู้ด้านหลังที่ใส่พวกบุหรี่หรือขวดเหล้าราคาแพง
‘ทีหลังก็อย่าหาย’
เฮ้อ ปั้นหยา... ลืมคำพูดพี่เกียร์ไปสักที
*---------------------------------------*
มาหยุดที่หน้าห้องที่ต้องการจะมาในเวลาที่เร็วจี๋ แบบเวลาเดินเร็วมาก ยืนชั่งใจอยู่นานกว่าจะเอื้อมมือที่สั่นเทาไปกดกริ่งหน้าห้อง หัวใจเต้นตุ่มๆ ต่อมๆ ฉันไม่ได้หวังหรอกนะว่าสิ่งที่ตัวเองคิดกับที่เห็นมันจะสัมพันธ์กัน ขอแค่อย่าให้ฉันต้องเจอกับเรื่องร้ายอะไรอีกเลยได้ไหม แค่นี้ชีวิตของฉันมันก็แย่ไปหมดจนหาทางสว่างไม่เจอแล้ว“ยะ หยา มาได้ไง?”“มีเรื่องจะคุยด้วยน่ะ ขอเข้าไปหน่อยได้ไหม” มุกมองหน้าฉันขณะที่ไล่สายตามองเนินอกมีรอยจ้ำแดงอยู่ประมาณสองสามจุด ฉันเสมองมายังรองเท้าผ้าใบที่สงสัยมาตลอด ตอนนี้ฉันยิ่งมั่นใจเลยว่า...“โทษนะแฟนฉันอยู่ ไม่สะดวกน่ะ” ใบหน้าสวยของเพื่อนที่ต่อหน้าเหมือนหวังดี เป็นเพื่อนที่ดีมาตลอดซีดเผือดเมื่อเห็นว่าฉันไม่ยอมไป แถมยังกัดผนังในปากตัวเองจนเจ็บหนึบและสองมือก็กำหมัดเข้าหากันจนเล็บจิกลงบนผิวเนื้อ“ที่ไม่สะดวกเพราะแฟนเธอ... คือแฟนฉันใช่ไหม”“!”จังหวะที่มุกตกใจฉันก็ดันประตูเข้าไปในห้อง ก้มหน้าลงมองรองเท้าผ้าใบให้ชัดๆ จากนั้นก็เดินตรงไปยังห้องนอนเปิดประตูเข้าไปก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเสื้อผ้าที่พี่ครามใส่เมื่อคืนบอกว่าจะมาเที่ยวกับเพื่อนกระจัดกระจายเกลื่อนห้อง เสียงน้ำในห้อง
Gear Trick #16จับได้คาหนัง คาเขาดวงตาทอดมองจากฝั่งตรงข้ามที่ห่างไกลจากตรงนี้พอควร ผมโน้มตัวไปข้างหน้าสอดประสานมือของตัวเองเข้าหากัน มองร่างบอบบางที่ทำงานอยู่ในร้านปิ้งย่างด้วยสีหน้าที่หม่นหมอง แลดูไร้ความสุขใดๆ ก็ตามแต่ นี่น่ะเหรอ... ทำให้มันได้ทุกอย่าง ตัวเองก็ต้องมาลำบากทำงานงกๆ ทั้งที่ไอ้ครามมีเงินหลายแสนจากการที่ผมแข่งแพ้ยังจะคบกับมันต่อ... ผมไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าปั้นหยาดี นอกจะซื่อบื้อ ไร้เดียงสาและยังโง่เง่าจนอารมณ์ในอกร้อนรุ่มไปหมด อันที่จริงการกระทำของผมก็โคตรจะบ้า โกรธอยู่ก็ดันมายืนมองอยู่ได้ หากแต่ว่ากำลังจะหมุนตัวกลับห้อง จำต้องมองใครบางคนที่ท่าทางคุ้นๆ เดินมากอดปลอบปั้นหยาผู้หญิงคนนั้น ผมว่าผมเคยเห็นที่ไหนนะ “อ่า... แบบนี้เอง”รอยยิ้มกระตุกขึ้นทันที อันที่จริงผมน่ะเป็นพวกไม่ค่อยจำอะไรให้รกสมอง ถ้าหากเรื่องพวกนั้นไม่ระยำและชาติชั่วจริงๆ ผมเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเดินตามหล่อนที่ออกจากร้านปิ้งย่าง เดินตามให้ห่างที่สุดพอที่จะได้ยินหล่อนคุยกับปลายสาย“ทำไมคะ มุกอยากเจอนี่นา... พี่ครามสัญญาแล้วนะ ไม่รู้ล่ะยกเลิกนัดกับหยาเลย ไม่งั้นมุกให้อดทั้งอาทิตย์นะ”นี่เหรอปั้นหยา บุคคลที
คณะวิศวกรรมศาสตร์ใต้ต้นไม้มุมลับของตึกคณะ เป็นมุมที่ผมมักจะยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงนี้ เนื่องจากมีต้นไม้บดบังและมันค่อนข้างปิดบังสายตาของคนภายนอก มีเพียงแค่คนภายในที่เห็นว่าคนข้างนอกทำอะไรหรือกำลังเดินไปไหน ตอนนี้สายตาของผมเอาแต่ลอบมองร่างบอบบางคุ้นตากำลังนั่งอยู่ตรงโต๊ะหินอ่อนนานเกือบครึ่งชั่วโมง ชะโงกหน้ามองหาใครบางคนให้หลังจากเกิดเรื่องผมหายไปจากชีวิตของปั้นหยา แบบหายไปแทบจะไม่อยากเจอหน้า ไม่ไปที่มินิมาร์ทไม่ไปกินเหล้าที่ผับหรืออะไรก็ตามแต่ที่เธอไปในทุกๆ ที่ จนถึงตอนนี้ร่างเล็กไม่ย่อท้อต่อการเจอหน้าผม ปั้นหยามาที่คณะทุกวัน และเป็นทุกครั้งที่ผมไม่ยอมออกมาเจอเธอ มีเพียงแค่ไอ้โฬมที่เป็นฝ่ายปลอบใจคนตัวเล็กเธอดูเครียด ดูไม่สบายใจและดูเหมือนจะร้องไห้ตลอดเวลาที่ไม่เจอผม... สิ่งที่เธอทำมันกัดกินก้อนเนื้อซ้ายจนไม่เหลือชิ้นดี ผมยังคงตั้งคำถามกับปั้นหยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าทำไมเธอถึงต้องทนคบกับไอ้ครามด้วย คิดว่าเธออาจจะมีเหตุผลมากกว่านั้น สุดท้ายเหตุผลนั้นคืออะไรตอนนี้ผมก็ไม่ได้อยากจะรับรู้มันอีกต่อไปปั้นหยาคุยกับไอ้โฬมสักพักมันก็วางมือบนบ่าเล็กที่พยักหน้า จากนั้นก็ลุกขึ้นกระชับกระเป๋าที่ผมให้เดิ
: GEAR TALK :เพล้ง!“มึงโกรธที่มึงแพ้ครั้งแรกในชีวิต” เสียงของไอ้โฬมดึงสติของผมที่โยนขวดเหล้ากระทบกับกำแพง จนแตกละเอียด ทว่าความโกรธคุกรุ่นอีก เมื่อได้ฟังคำพูดต่อจากนี้ “หรือเพราะรู้ว่าน้องปั้นหยาเป็นแฟนกับไอ้คราม”โครม!“พอเลยไอ้เวร ของพี่กูฉิบหายหมดแล้ว”ผมไม่ฟังเสียงของไอ้โฬม ยกโต๊ะในห้องวีไอพีจนล้มระเนระนาดกระจัดกระจายเหมือนห้องโดนทำลายข้าวของ ใช่ ด้วยฝีมือและอารมณ์โกรธจนยับยั้งชั่งใจมันเอาไว้ไม่อยู่ ลมหายใจหอบถี่ยามนึกไปถึงภาพของปั้นหยาที่กลายมาทำงานเป็นเรซควีนข้างสนามแข่ง แถมยังหยิบธงสีแดงมาโบกทำให้ผมพ่ายแพ้ในการแข่งรถเป็นครั้งแรกในชีวิต ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมาผมชนะในการแข่งแบบ Circuit มาตลอดเด็กคนนั้นทำให้ผมแพ้... แพ้ราบคาบ ไม่เว้นแม้แต่เห็นเธออยู่กับใครบางคนที่ผมเกลียดมันเข้าไส้‘หนูของพี่ทำได้ดีมากจริงๆ’‘ปั้นหยา แฟนกูเองล่ะ’คำพูดของมัน สีหน้าที่เย้ยหยันของมันและทุกอากัปกิริยาที่แสดงออกมา ทำให้ผมโกรธจนระงับสติของตัวเองไม่ได้ ผมโกรธปั้นหยาไปแล้วเรียบร้อย ไม่ใช่แค่เพราะเธอโบกธงผิด เธอตั้งใจ... จะให้ผมคิดยังไงกันล่ะ เธอต้องการให้แฟนหนุ่มชนะพนันด้วยการโบกธงให้ผมแพ้ ไม่อย่าง
Gear Trick #15โบกธงผิด ชีวิตเปลี่ยนฉันยืนมองตัวเองในกระจกหลังจากที่เจ๊นัตตี้แปลงโฉมจากลูกเป็ดขี้เหร่ให้กลายเป็นเรซควีนข้างสนามได้สวยราวกับนางฟ้า เจ๊นัตตี้ถึงกับปรบมือภูมิใจในตัวของฉันมาก ผมสีดำถูกดัดลอนปล่อยสยายกลางแผ่นหลัง แต่งหน้าแบบจัดเต็มมากๆ แทบจะไม่เชื่อเลยว่านี่คือปั้นหยา เด็กสาวไร้ตัวตนที่พยายามทำมาตลอดชุดเรซควีนที่ได้มาเป็นแบบเสื้อกล้ามเอวลอยรัดหน้าอกคัพซีของฉันได้เด่นชัด เพิ่งจะเข้าใจคำพูดของเจ๊เป๊กกี้ว่าคัพซีน่ะใหญ่ ใช่ ใหญ่กว่าตัวฉันมาก เพราะฉันตัวเล็กทั้งแขนและขา กระโปรงตัดสีน้ำเงินขาวสั้นอวดเรียวขายาว สวมรองเท้าบูทยาวถึงเข่าสีขาว“หนูจริงเหรอเนี่ย”“ฉันบอกหล่อนแล้วไงว่าหล่อนน่ะน่ารัก หล่อนก็เอาแต่บอกว่าตัวเองไม่สวย”“เป็นพริตตี้ข้างสนามที่น่ารักที่สุดเลยนะพี่เต้”“นั่นดิ น่ารักเป็นบ้า” คุณเต้เอ่ยชมฉัน มันอายทุกครั้งเวลามีคนชมนะ ฉันได้แต่เม้มปากตัวเองก็เพราะว่าเงินห้าพันปะถึงทำให้ฉันต้องกลายมาเป็นเรซควีนจำเป็นเนี่ย “ไปกัน เดี๋ยวมึงบอกน้องเขาด้วยนะเรื่องธง”“ครับพี่เต้”คุณเต้เดินจากไปและให้พี่ผู้ชายคนนี้เดินนำฉันกับเจ๊นัตตี้ออกไปยังนอกสนาม เวลานี้เสียงเชียร์กำลังดังขึ้
“มีประโยคอะไรพูดให้กำลังใจบ้าง”“อืม” คำถามของพี่เกียร์ทำให้ฉันกลอกตาขึ้นบนพลางเม้มปาก ประโยคฮีลใจงั้นเหรอ? หรือให้กำลังใจ พี่เกียร์ต้องการกำลังใจใช่ไหม “ให้หนูพูดเหรอ”“ไม่งั้นจะถามทำไม” ยังจะมาทำหน้านิ่งใส่อีกนะ พี่เกียร์หยิบซองบุหรี่มาเคาะๆ หากแต่ว่าเหมือนบุหรี่จะหมดเขาก็เลยโยนมันทิ้งถังขยะ กลับมาจดจ้องมองฉันตามเดิม“พี่เกียร์อยากได้กำลังใจแบบไหนเหรอคะ หนูจะได้คิดประโยคถูก”“การแข่งขัน” แข่งขันเหรอ... เอาเป็นอะไรดีนะ สมองฉันก็ไม่ได้มีคำพูดอะไรที่มากมายขนาดนั้นไง แต่จำได้ว่าหนังสือฮีลใจที่อ่านร้านคาเฟ่ตอนนั้นก่อนที่พี่เกียร์จะมา มีประโยคหนึ่งที่ฉันจำได้แม่นเลย“Don’t worry too much.” (อย่ากังวลมากเกินไป) “I’m sure you can do it.” (ฉันมั่นใจว่าคุณทำมันได้)พี่เกียร์ได้ฟังถึงกับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยและต่อประโยคภาษาอังกฤษกับฉัน “sure” (แน่ใจ)“Yes, I am always by your side” (ใช่ค่ะ ฉันอยู่ข้างคุณเสมอ)“หึ”“Come on” (สู้ๆ) ฉีกยิ้มให้กับพี่เกียร์พร้อมชูกำปั้นให้เขา ไม่รู้หรอกนะว่าคำพูดของฉันมันจะเพียงพอเป็นกำลังใจให้กับเขาได้ต่อสู้หรือลงแข่งขันอะไรก็ตามแต่ หวังว่ามันจะพอทำให้พี่เกียร์สบา
Gear Trick #14I want a prize.น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบจนฉันจิกนิ้วลงบนขอบเคาน์เตอร์ครัว ลมหายใจหอบถี่ราวกับมันแทบจะช็อกตายคาครัวถ้าหากพี่เกียร์ยังคงเข้าใกล้มากกว่านี้ ‘มัดจำก่อนได้ไหม?’ ไม่เข้าใจถึงความหมายกระทั่งรับรู้ถึงริมฝีปากแดงคล้ำที่ร้อนระอุกดแนบลงบนผิวเนื้อ จนแก้มป่องๆ ของฉันยุบลงตามแรงกด
“ฟังพี่นะน้องปั้นหยา” พี่โฬมดึงสติฉันพลางยิ้มกริ่ม “มันไม่ดีหรอก หนูเชื่อพี่”“หนูอยากได้เงินนี่นา”“ต้องได้มาแบบที่ไม่ใช่เรื่องแบบนี้สิครับ พี่น่ะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่พอดีพี่มันเหี้ย โกงเรื่องพนันทุกอย่างก็แค่นั้น” ใบหน้าหล่อเหลาของพี่โฬมทำให้ฉันเม้มริมฝีปาก พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ “โดน
“แม่ง!”“มึงไม่เห็นหรือไง”“เห็น”“จะให้ปล่อย” ไม่รู้ว่าบทสนทนาเป็นไปในรูปแบบไหน ทว่าพอฉันเดินกลับมาที่เดิมพี่โฬมก็ฉีกยิ้มกว้างลุกขึ้นรับถาดจากมือฉันไป ทั้งที่เมื่อกี้ดูเหมือนจะทะเลาะกับพี่เกียร์อยู่เลย“โห น่ากินมากเลยครับ ซื้อมาเยอะขนาดนี้แทนที่จะชวนกูสักคำ ไม่มี”“ไม่ได้อยากกินกับมึง” เค้นเสียงแ
Gear Trick #13ก็อยากเป็นเราสองคนมาถึงซุปเปอร์มาเก็ตใกล้กับคอนโดของพี่เกียร์ เป็นแค่ชั้นเดียวทว่าพื้นที่คือกว้างมากเลยนะ ใช้เวลาเดินแค่ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ ฉันเข็นรถเข้ามาอันดับแรกเลยก็คือต้องดูพวกเนื้อสัตว์ก่อน ผักในตู้เย็นก็พอได้อยู่ซื้อไปเพิ่มอีกสักนิดก็น่าจะโอเค“เนื้อวัวด้วยไหมคะ”“อือ” ชูแพค







