LOGINGear Trick #7
หรือจะตาฝาด
เขาจ้องหน้าฉันนิ่ง พลางนั่งตวัดขาไขว่ห้างและเอนหลังพิงด้วยท่าทางสบายใจเฉิบ พี่โฬมถือที่คีบอยู่หันมามองฉันด้วยสีหน้ามึนงง “น้องปั้นหยาต้องทำงาน ไม่ได้มีหน้าที่ย่างของให้มึงแดก”
“ไม่สน” ยักไหล่ไหวจนฉันทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ราวกับพี่สุได้ยินคำพูดของพี่เกียร์ จึงพยักหน้าให้เชิงบอกว่า ‘ไม่เป็นไร ลูกค้าไม่เยอะไปย่างเถอะ’ ก็ไม่ได้อยากจะย่างให้พี่เกียร์ไง พอหันไปสบตากับพี่เขา แหงสิ ไม่สนใจกันสักนิด เอาแต่ใจสุดๆ อยากจะบ้าตายเวลาเจอกับเขาเนี่ย!
“เรื่องมากฉิบหาย”
“หนูย่างให้เองนะคะ”
“ขอบคุณนะครับ ไอ้เวรทำให้น้องเขาต้องวุ่นวาย มึงให้ทิปน้องปั้นหยาเลย”
“มะ ไม่เป็นไรค่ะพี่โฬม มันเป็นหน้าที่ค่ะ” รับที่คีบจากมือพี่โฬมและยืนปิ้งเนื้อ ของสดต่างๆ ลงบนเตา พอเนื้อสุกกำลังดีฉันก็คีบลงจานให้พี่เกียร์ ตามด้วยพี่โฬมซึ่งดูเหมือนพี่สองคนจะไม่เรื่องมากว่าจะเอาสุกขนาดไหน พี่เกียร์ใช้ตะเกียบคีบเนื้อจิ้มน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้านเข้าปาก พลางเคี้ยวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“หนูทำงานหนักขนาดนี้ เอาเงินไปไหนเหรอ พี่ถามได้ไหม”
“เอ่อ...” คำถามของพี่โฬมทำให้ฉันไปไม่เป็นทันที “หนูมีเรื่องต้องใช้น่ะค่ะ มันจำเป็นมาก หนูขอไม่เล่านะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ พี่แค่ถามเพราะไม่รู้จะชวนหนูคุยเรื่องอะไรดี” พี่โฬมเป็นเหมือนแสงจริงๆ นะเหมือนกับว่าพอเห็นว่าฉันไม่สะดวกจะเล่าก็ไม่พลีพล่ามหรือซักไซ้เพื่อเอาคำตอบ “เก่งนะทำงานทุกอย่างเลย พี่ขอให้หนูผ่านเรื่องที่เจอไปให้ได้นะ”
“ค่ะ”
“หนูน่ารักขนาดนี้ หนูไร้ตัวตนในมหาลัยได้ไงอะ ใครบอกหนูเหรอ” ยังคงสงสัยเรื่องฉันอยู่สินะ
“ไม่มีใครบอกหรอกค่ะ หนูคิดของหนูเอง”
“มั่นใจหน่อยสิครับ รู้ไว้เลยว่าหนูน่ะน่ารักมากๆ และพี่ไม่เคยชมใครมาก่อน ถึงจะมีผู้หญิงมาล้อมรอบก็เถอะ” ควรดีใจใช่ไหมที่พี่โฬมชมกันขนาดนี้ เกินเบอร์ไปหรือเปล่า ยังไงซะฉันก็รู้สึกตัวเองเป็นแบบนั้นจริงนี่นา “จำไว้นะพี่โฬมเด็กวิดวะโยธา ไม่เคยชมใครว่าสวยหรือน่ารัก หนูคนแรก”
ฉันได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ ให้กับพี่โฬม จากนั้นก็ก้มหน้าย่างของให้กับพวกเขา แน่นอนว่ามีแค่พี่โฬมที่คุยอยู่คนเดียว เพราะพี่เกียร์เอาแต่จ้องหน้าจอมือถือของตัวเองทุกครั้ง นอกจากจะชอบกินบะหมี่ถ้วยกับข้าวปั้น ดูเหมือนพี่เกียร์จะกินอย่างอื่นเป็นแล้วสินะ นึกว่าจะกินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปจนตาย
“ว้าย”
เพล้ง!
สะดุ้งตกใจเมื่อพนักงานอีกคนที่ถือถาดมีแก้วเปล่าประมาณห้าใบ มันคงจะหนักเกินไปส่งผลให้แก้วหนึ่งใบกระเด็นออกจากถาดร่วงลงบนพื้นเศษแก้วกระจายอยู่ข้างๆ ขาฉัน
“ขอโทษด้วยค่ะ” เธอขอโทษขอโพยโต๊ะพี่โฬมและหันไปค้อมศีรษะให้กับลูกค้าโต๊ะอื่น พอทุกอย่างเงียบสงบ ฉันก็วางที่คีบลงบนจานรอง จากนั้นก็โน้มตัวหวังจะลงไปเก็บเศษแก้วขนาดใหญ่เผลอเหยียบไม่อยากจะคิดเลยนะว่าจะเป็นแผลเหวอะหวะขนาดไหน
หมับ
“อ๊ะ!”
“ไปเอาไม้กวาด” จู่ๆ มือซ้ายที่พันผ้าดันหน้าผากฉันรั้งเอาไว้ซะก่อน เพื่อหยุดยั้งมือที่กำลังจะเอื้อมหยิบเศษแก้ว สายตาคมตวัดมองฉันที่ยังคงนิ่งค้างราวกับกำลังอึ้งไปกับการกระทำของเขา
“อย่าหยิบเลยน้องปั้นหยา เดี๋ยวเศษแก้วบาดมือนะ”
“งั้นเราไปเอาไม้กวาดก่อนนะหยา”
“อืม” เพื่อนพนักงานขอตัวเข้าไปเอาอุปกรณ์มาเก็บกวาด ส่วนฉันก็ขยับมายืนตัวตรงและย่างเนื้อให้กับพี่เกียร์กับพี่โฬมที่นั่งเอามือผสานไว้ระหว่างปลายคาง
“แหม มือไวจริงนะไอ้เกียร์”
“...” พี่เกียร์ไม่ตอบอะไร กลับใช้มือซ้ายไถมือถือและมือขวาคีบของย่างกินด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“มึงใส่ใจคนรอบข้างด้วยเหรอ ไม่อยากจะเชื่อ” คำถามของพี่โฬมเป็นเพียงการตั้งสมุติฐานอยู่ฝ่ายเดียว เพราะคนถูกตั้งคำถามไม่พูดและไม่มองหน้าเพื่อนตัวเองด้วยซ้ำ คนฟังอย่างฉันต่างหากที่เอาแต่ก้มหน้าย่างของให้พวกเขาสองคน มันจริงเหรอที่พี่โฬมพูดว่าพี่เกียร์ไม่เคยใส่ใจคนรอบข้าง
การกระทำเมื่อกี้ของเขาคือคำตอบใช่ไหม เดี๋ยวนะปั้นหยาจะมาคิดเข้าข้างอะไรกันล่ะ แค่เรื่องบังเอิญต่างหาก ใช่แค่เรื่องบังเอิญเฉยๆ ไม่อะไรทำนองนั้นแน่นอน ผู้ชายอย่างพี่เกียร์ดีเกินกว่าจะมาเกลือกกลั้วกับผู้หญิงอย่างฉันด้วยซ้ำ เขาทั้งหล่อ รวยและทำอะไรก็มีแต่คนมอง คนสนใจ ต่างจากฉันที่ไร้ตัวตนและแทบจะไม่มีใครมองเห็น เลิกคิดอะไรที่มันไม่มีวันเป็นไปไม่ได้สักที สำคัญเลยเธอมีพี่ครามแล้วนะปั้นหยา...
“เนื้อไหม้”
“เอ๊ะ? ขอโทษค่ะ” พี่เกียร์ดึงสติฉันให้รีบคีบเนื้อที่ไหม้เกรียมออกมาวางในถ้วยใส่เศษอาหาร “หนูขอโทษ”
“ไม่เป็นไรครับ เนื้อชิ้นเดียวเอง” เป็นพี่โฬมที่ปลอบใจฉัน จากนั้นก็ลงมือย่างของให้พี่ทั้งสองคนต่อ ไม่ช้าลูกค้าก็ทยอยเข้ามาในร้าน จนฉันไม่มีเวลาไปดูแลพวกเขา จนกระทั่งพี่โฬมกับพี่เกียร์ลุกขึ้นไปจ่ายเงินตรงเคาน์เตอร์ ฉันค้อมศีรษะให้พวกพี่ทั้งสองคน สายตาของพี่เกียร์มองฉันแวบหนึ่งก็เดินนำร่างสูงของพี่โฬมที่โบกมือให้ฉันจนลับตา
“ปั้นหยา”
“คะพี่สุ” ผละสายตาและวิ่งมาหาพี่สุที่กวักมือเรียกพลางยิ้มกริ่ม “อะไรเหรอคะ”
“ลูกค้าช้อปแดงเลือดหมูให้ทิปหยา”
“ให้หนู” มึนงงไม่น้อยขณะชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง พี่สุจึงยื่นธนบัตรสีม่วงมาให้จนดวงตาของฉันลุกวาว ตั้งห้าร้อยเชียว ใจดีเกินไปแล้ว! แต่เดี๋ยวนะช้อปแดงเลือดหมู ที่มีมาก็แค่พี่เกียร์กับพี่โฬมสองคน “คนไหนเหรอคะ”
“คนที่มัดผม หล่อๆ หน้าตาหวานมาก แต่บุคลิกแสนจะแบดบอย”
“พี่เกียร์”
“รู้จักกันใช่ไหม?”
“อ่า เปล่าค่ะ แค่พี่เขาเรียนมหาลัยเดียวกับหนูน่ะค่ะ”
“น่ารักนะเนี่ย รู้จักมีเพื่อนต่างเพศ พี่คิดว่าหยาจะไม่มีใครสนใจ ที่ไหนได้มีหนุ่มหล่อสองคนสนใจอยู่นี่เอง”
“พี่สุก็พูดเกินไปนะคะ” เพราะเรื่องฉันคบกับพี่ครามไม่ได้บอกใครทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าอายหรืออะไร ฉันแค่ไม่จำเป็นต้องบอกมันให้ใครได้รู้ไง แค่ใช้ชีวิตทุกวันนี้คนเดียวจนคนรอบข้างคิดว่าฉันตัวคนเดียว ไม่มีเพื่อนและไม่มีใคร พอเห็นรู้จักกับหนุ่มวิศวะโยธาสุดหล่อก็คือตื่นเต้นกัน ไม่เว้นแม้แต่ตองเพื่อนที่ทำแก้วแตก
“เด็กวิศวะโยธาใช่ปะหยา”
“อือ” เพื่อนเกาะบ่าพลางส่ายหน้า “ทำไม?”
“วิศวะโยธา เจ้าชู้จะตายไป”
เจ้าชู้เหรอ
“ทั้งเจ้าชู้ สับรางเก่งและปาร์ตี้สุดๆ รุ่นพี่ฉันที่มหาลัยนะ สุดยอดเลยคบกับเด็กบริหารและคบซ้อนเด็กนิเทศ” ได้ฟังตองเล่าฉันก็ถึงกับนิ่งไปทันที ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย
“อาจจะเป็นบางคนหรือเปล่าตอง รูปหล่อสองคนนั้นไม่เห็นจะทำตัวทำนองนั้นเลย”
“พี่สุน่ะแก่แล้ว ไม่รู้อะไร” พี่สุถึงกับเท้าเอวมองตองจนยกมือไหว้ท่วมหัว “มันจริงนะ วิศวะโยธาทุกคนเจ้าชู้สุดๆ”
“...” มันจะจริงเหรอ
“มองแค่ภายนอกไม่ได้ ต้องมองให้ลึกสิ ไม่มีผู้ชายคนไหนแสดงออกหรอกว่าตัวเองเป็นคนยังไง” มันก็จริงอย่างที่ตองพูดนะ คนเราไม่ควรมองคนแค่ภายนอกและฉันที่ไม่ประสีประสาเรื่องแบบนี้ก็มองคนไม่ค่อยออกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นทำไมต้องเป็นวิศวะโยธาที่เจ้าชู้ สับรางเก่งและสายปาร์ตี้ด้วย “สายสังสรรค์ สายเที่ยวครบจบในวิศวะโยธา”
“แล้วแต่คนหรือเปล่า อย่าเพิ่งไปคิดว่าเด็กวิศวะโยธาจะเป็นแบบนั้นกันทุกคน”
“จะไม่คิดก็ตรงที่ว่าสองคนนั้นหล่อลากดินน่ะสิพี่สุ!” ตองขึ้นเสียงเล็กน้อยพลางตบมือลงบนเคาน์เตอร์บาร์ “คนหล่อน่ะตัวดีเลยจะบอกให้”
“...” ได้แต่ยืนฟังเงียบๆ โดยไม่ออกความเห็นอะไร
“คนหล่อจะมาสนใจสาวจนอย่างเราเหรอ ตอบเลยว่าไม่เด็ดขาด” ถูกอย่างที่ตองพูด นี่คือสิ่งที่ฉันเจียมตัวเองมาตลอดนั่นแหละ ถึงได้กลายเป็นคนที่ไร้ตัวตนในรั้วมหาลัยและไม่พยายามทำตัวเองให้เด่นเพราะนอกจากจะจน ทำงานทุกอย่าง ได้ไปเรียนมหาลัยเอกชน คงจะถูกมองไม่ดีอยู่แล้วล่ะ ซึ่งฉันต้องปกป้องเรื่องพวกนั้นไม่ให้เข้ามารบกวนจิตใจของฉัน “อาจจะเพราะอยากกินหยาหรือเปล่า ถึงทำเป็นตีสนิท”
“ไม่หรอก เธอน่ะคิดมากยัยตอง” พี่สุเอานิ้วจิ้มหัวของตองจนเอนเอียงตามแรงกด “ยังรู้จักเขาไม่ดีพอ ไม่ควรตัดสินอะไรเพียงเพราะวิศวะโยธาเจ้าชู้ทุกคน ถึงพี่จะเรียนจบอายุสี่สิบแล้วก็แยกแยะออก”
“โธ่ ก็มันจริงนี่นา” ตองเอามือลูบเส้นผมตัวเองทำบ่นอุบ
“มันไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะเป็นเหมือนกัน แค่ข่าวลือที่พูดปากต่อปาก บิดเบือนยังไงบ้างก็ไม่รู้” ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองเสมองพี่สุที่มองฉันแวบหนึ่งและหันไปมองตอง “จนกว่าจะเห็นกับตาตัวเอง ตอนนั้นค่อยคิดว่ามันคือเรื่องจริง”
“ค่า” ตองตอบรับเสียงยานคราง
“ไปทำงานกันได้แล้ว เสียเวลามายืนเม้าท์เรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ได้”
เราสองคนแยกย้ายกันมาทำงาน ส่วนฉันก็ดันเอาแต่นึกถึงคำพูดของตองว่า ‘วิศวะโยธาเจ้าชู้ทุกคน’ ปกติฉันไม่ค่อยเชื่ออะไรแบบนี้หรอกนะ พอตองพูดมันก็ชวนให้คิดเหมือนกัน หากแต่ว่าพี่สุพูดก็ถูกเหมือนกันว่าไม่เห็นกับตา อย่าเพิ่งไปเชื่อข่าวลืออะไรก่อนจะได้เห็นว่าสิ่งที่ลือกันมาคือเรื่องจริง
[50%]
*-----------------------------------------------------*
“ฟังพี่นะน้องปั้นหยา” พี่โฬมดึงสติฉันพลางยิ้มกริ่ม “มันไม่ดีหรอก หนูเชื่อพี่”“หนูอยากได้เงินนี่นา”“ต้องได้มาแบบที่ไม่ใช่เรื่องแบบนี้สิครับ พี่น่ะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่พอดีพี่มันเหี้ย โกงเรื่องพนันทุกอย่างก็แค่นั้น” ใบหน้าหล่อเหลาของพี่โฬมทำให้ฉันเม้มริมฝีปาก พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ “โดนคนมันท้าทายก็จัดให้สักหน่อย สุดท้ายพอพี่ได้ พี่ก็ลบเว็บทิ้ง จบ”“...”“อย่างหนูมันจะไม่ได้แค่ก้อนเดียวจบ คนเรามีความโลภอยู่ในตัวกันทุกคน อยู่ที่ว่าจะโลภมากหรือน้อย” คำสอนของพี่โฬมเกี่ยวกับเรื่องนี้ทำให้ฉันตระหนักขึ้นมาได้ว่าต่อให้อยากได้เงินแค่ไหน ไม่ควรทำเรื่องที่ทุจริตแบบนี้ “ที่ไอ้เกียร์มันห้าม มันแค่ไม่อยากให้หนูหลงทางผิดก็เท่านั้น เข้าใจมันหน่อยนะ”“ค่ะ”“มันเป็นพวกพูดไม่ค่อยเข้าใจ หนูคงรู้” ใช่ รู้ดีเลยล่ะ บางคำพูดของพี่เกียร์ถึงทำให้ฉันจับใจความได้ยากแบบสุดๆ “เชื่อมันเถอะครับ ทุกอย่างที่มันพูดมา มีเหตุผลไม่ใช่ไม่มี”พยักหน้ารับ มันก็คงถูกเหมือนที่พี่โฬมพูด ทุกคำพูดของพี่เกียร์ถึงจะเข้าใจได้ยาก แต่มันก็มีเหตุผลซ่อนอยู่ในนั้นโดยที่ฉันเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ จนต้องเจาะมันให้ลึกที่สุด“ไอ้เก
“แม่ง!”“มึงไม่เห็นหรือไง”“เห็น”“จะให้ปล่อย” ไม่รู้ว่าบทสนทนาเป็นไปในรูปแบบไหน ทว่าพอฉันเดินกลับมาที่เดิมพี่โฬมก็ฉีกยิ้มกว้างลุกขึ้นรับถาดจากมือฉันไป ทั้งที่เมื่อกี้ดูเหมือนจะทะเลาะกับพี่เกียร์อยู่เลย“โห น่ากินมากเลยครับ ซื้อมาเยอะขนาดนี้แทนที่จะชวนกูสักคำ ไม่มี”“ไม่ได้อยากกินกับมึง” เค้นเสียงแข็งใส่พี่โฬม จากนั้นฉันก็นั่งประจำที่เช็ดมือเรียบร้อยก็เตรียมแกะกุ้งให้กับพี่เกียร์ เมื่อได้ฉันก็วางบนจานให้เขาก่อนสองตัว “ไม่ต้องแกะ”“เอ๋? หนูจะแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคไงคะ”“ให้มันแกะเอง”“ขี้หวง” พี่โฬมเบ้ปากใส่พี่เกียร์ ดูเหมือนจะไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เลยแหะ เป็นเพราะพี่โฬมกับพี่เจคมาหรือเปล่า“หนูขอแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคนะคะ ไหนๆ มือก็เลอะแล้ว” ขอคนตรงหน้าที่คีบเนื้อวัวจิ้มน้ำจิ้มกินด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“จ่ายเงินกูมาด้วย”“น้องปั้นหยาก็กิน มึงไม่คิดบ้างอะ กับเพื่อนนี่เอาทุกดอกแล้วบอกเพื่อนกันนะ” ดูเหมือนคนข้างกายฉันจะโวยวายเสียยกใหญ่ “ใช่สิ กูมันไม่สำคัญกับมึงแล้วไง มีน้องปั้นหยาอยู่ด้วยทั้งคน เหอะ”“เป็นตัวเมีย” สนามรบในหม้อสุกี้ยังไม่จบไม่สิ้นสินะ ดูเหมือนจะมีแค่พี่เกียร์กับพี่โฬมที่จ้องหน้า
Gear Trick #13ก็อยากเป็นเราสองคนมาถึงซุปเปอร์มาเก็ตใกล้กับคอนโดของพี่เกียร์ เป็นแค่ชั้นเดียวทว่าพื้นที่คือกว้างมากเลยนะ ใช้เวลาเดินแค่ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ ฉันเข็นรถเข้ามาอันดับแรกเลยก็คือต้องดูพวกเนื้อสัตว์ก่อน ผักในตู้เย็นก็พอได้อยู่ซื้อไปเพิ่มอีกสักนิดก็น่าจะโอเค“เนื้อวัวด้วยไหมคะ”“อือ” ชูแพคเนื้อวัวให้พี่เกียร์ เขาพยักหน้ารับ ไหงกลายเป็นว่าพี่เกียร์เข็นรถเดินตามฉันไปทุกซอกทุกมุม“พี่เกียร์จ่ายนะคะ หนูจ่ายไม่ไหวแน่”“ลืมเอาเงินมา”“พี่เกียร์ พูดจริงเหรอคะ” ฉันถึงห่อเหี่ยวทันทีที่หยิบกุ้งสดขึ้นมา พอเห็นมุมปากยกขึ้นก็หรี่ตามอง “แกล้งหนูอีกแล้ว ทำไมชอบแกล้งหนูจัง”“อยากน่าแกล้ง” จะบอกว่าตัวฉันเองทำให้เขาอยากแกล้งมากขึ้นว่างั้นสิ ก็ไม่ได้ทำให้ตัวให้น่าแกล้งสักหน่อย พี่เกียร์ชอบใส่ร้ายกันตลอดนั่นแหละ“หนูขนไปเผื่อตุนไว้ให้พี่เกียร์ต้มใส่บะหมี่กินเองนะคะ”“ขนไปก็เท่านั้น” เขาบ่นพลางกวาดตามองไปทั่วโซนอาหารทะเล “ทำไม่เป็น”“หัดทำสิคะ หนูสอน”“ขี้เกียจ” เกลียดคำว่าขี้เกียจของเขาซะจริง ฉันเลือกของได้ครบตามที่ต้องการใช้เวลาไม่นานรถเข็นก็มีของสดเพียบ จากนั้นก็เดินนำพี่เกียร์ไปยังล็อกน้ำจิ้ม
“อ๋อ” ทำไมต้องลากเสียงยาวและไม่กล้าบอกไปตรงๆ ล่ะปั้นหยา “แฟนหนูน่ะค่ะ”“...” ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบนิ่งอยู่แล้ว ตอนนี้กลับนิ่งกว่าเดิม จนฉันสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างจากตัวพี่เกียร์ เป็นรังสีความเย็นที่แผ่ปกคลุมมาเผื่อฉันด้วย ทั้งที่นั่งหน้าร้านอากาศกำลังอุ่นพอดี“หนูไม่ได้บอก เพราะพี่ไม่เคยถามหนู” เหมือนถูกสายตาคมจ้องมองมาแทบจะฉีกร่างฉันให้กระจุยกระจาย“มันทำสินะ”“เมื่อวานเราทะเลาะกันนิดหน่อยน่ะค่ะ เขาเมาก็เลย...” พี่เกียร์หรี่สายตามองฉันพลางกัดฟันกรอด “หนูไม่เป็นอะไรค่ะ มันเป็นครั้งแรกด้วย”“อยากให้มีรอบสอง”“ไม่ใช่นะคะ” มันไม่มีรอบสองแน่ ถ้าหากเรื่องปลายฟ้าจบลง ฉันกับพี่ครามก็จบเช่นเดียวกัน “มันพูดยากน่ะค่ะที่จะต้องพูดออกไป”ว่าฉันกับพี่ครามเราคบกัน มันมีเหตุผลของฉันอยู่ในนั้นประมาณ 95% อีก 5% คือเขาเป็นที่พึ่งให้ในตอนแรกๆ พอเมื่อวานแผงฤทธิ์ก็เลยคิดใหม่ทั้งหมด เอาเป็นว่า 100% ที่คบกับเขาเพราะผลประโยชน์ของตัวเองล้วนๆพอเห็นสีหน้าพี่เกียร์นิ่งจนเหมือนหุ่น ฉันก็พยายามทำให้บรรยากาศสำหรับเรามันดีขึ้น “ไว้หนูพร้อมหนูจะบอก”“...”“ถึงตอนนั้นพี่เกียร์จะรอฟังหนูไหม” ไม่ได้อยากจะขอร้อง เห
Gear Trick #12เขาเป็นความสบายใจถึงแบบนั้นเมื่อคืนฉันเผลอนอนหลับในห้องน้ำ ดีนะที่ไม่ขาดใจตายซะก่อนเพราะเปิดหน้าต่างบานเล็กให้ลมเข้า พี่ครามยังนอนไม่ตื่นอยู่บนเตียง พอเขาหลับแบบนี้ฉันก็รีบอาบน้ำแต่งตัวสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินคอวีใหญ่กว่าตัวเล็กน้อยกับกางเกงยีนส์ทรงกระบอกสีเข้ม ผมเผ้าก็ไม่ได้มัดด้วยจึงปล่อยสยายเหน็บข้างใบหูฉันนั่งตวัดขาไขว่ห้างที่หน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ก้มหน้าอ่านในหนังสือในมือ เป็นหนังสือเกี่ยวกับการฮีลใจ ใช่ มันไม่ได้ฮีลใจได้ดีสักเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ทำให้ลืมเรื่องเมื่อคืนไปได้ข้าง บนโต๊ะมีแก้วโกโก้เย็นกับจานเค้กที่ถูกตักกินไปแค่คำเดียวผละใบหน้าจากหน้าหนังสือหยิบแก้วโกโก้ขึ้นดื่ม ฉับพลันก็มีร่างสูงสวมกางเกงยีนส์สีซีดและเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอกทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างฉัน ทันทีที่เห็นใบหน้าหล่อเหลาซึ่งมัดผมรวบเป็นมวย ด้านหน้าปล่อยเส้นผมลงมาและด้านบนมีแว่นกันแดดสีดำเหน็บบนศีรษะ รู้อะไรไหม... แค่เห็นหน้าเขา เรื่องเมื่อคืนก็ตีวุ่นเข้ามาอีกครั้ง“พี่เกียร์” เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “มาได้ยังไงคะ รู้ได้ไงว่าหนูอยู่ที่นี่”“ผ่านมา” ชี้นิ้วไปยังรถจากัวร์ที่จอดอยู่ริม
คำหยาบคายถูกขุดขึ้นมา คนๆ นี้ไม่ใช่คนที่บอกรักฉันมาตลอด ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่พลังบวกให้กับฉันและไม่ใช่แม้แต่คนที่เคยใช้คำหวานเพื่อปลอบใจ เป็นที่พึ่งเดียวให้กับฉัน ตอนนี้เขาเหมือนปีศาจร้ายที่พร้อมจะทำลายฉัน หากยังคงดื้อดึงและยืนยันที่จะไม่เลิกยุ่งเกี่ยวกับพี่เกียร์ ใช่ เขาไม่ได้คิด พี่เกียร์ไม่ผิดทำไมฉันจะต้องทำตามพี่ครามด้วย“ปล่อยหนูนะ หนูเจ็บ”“เดี๋ยวนี้กล้าขึ้นเสียงกับกูเหรอปั้นหยา!”ตุ้บร่างของฉันถูกเหวี่ยงไปนอนฟุบลงบนเตียง ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นนั่งดี พี่ครามก็ตามมาขึ้นคร่อมจนฉันเบิกตากว้างพลางส่ายหน้าไปมา เขาตรึงข้อมือฉันไว้เหนือหัว ฉับพลันก็โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ลำคอจนฉันรู้สึกขยะแขยงเจียนบ้า“ฮึก ปล่อยหนูนะ”“ถ้ายังไม่รับปากกูว่าจะเลิกยุ่งกับมัน เตรียมตัวตายคาเตียงได้เลย” ฉันไม่รู้ว่าที่พี่ครามเป็นแบบนี้เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเป็นเพราะนี่... คือธาตุแท้ของผู้ชายที่ตีหน้าแสนดีกับฉัน พอกลายร่างก็เปลี่ยนไปจนไม่ใช่คนๆ เดิมที่ฉันรู้จัก “บอกมาว่าจะเลิกยุ่งกับมัน!”“มะ ไม่ หนูไม่เลิก”“ได้ งั้นมึงก็อย่าหวังว่ากูจะปล่อยให้แม่งสุขสบายกับมันแน่” ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้พลางบีบปลายคางฉันจนเจ็บแ







