เข้าสู่ระบบ**เนื้อหาเกี่ยวกับการแพทย์ในเรื่องนี้เป็นเพียงการแต่งขึ้นเพื่อใช้ในบริบทของนิยาย ไม่สามารถใช้อ้างอิงหรือแทนการวินิจฉัยและรักษาโรคจริงได้ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน**
หลายวันต่อมา
หลังจากเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างเธอและผู้อำนวยการฟานอี้หญิงสาวก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่นึกถึงหน้าเขาอีก แต่ทำไม๊ทำไม ผอ. แบบเขาถึงขยันมาตรวจคนไข้จังเลย แถมโลกยังเหวี่ยงให้เธอกับเขาเป็นหมอในสายงานใกล้ ๆ กันอีก
"เฮ้อ...วันนี้จะต้องคอนเซาท์ไหมเนี่ย"
หญิงสาวถอนหายใจออกมาระหว่างเดินเข้าไปในโรงพยาบาล ถึงจะมีเรื่องให้เถียงกันบ่อยแค่ไหนแต่ทั้งเธอและเขาต่างก็ยอมรับลึก ๆ ในใจว่าอีกฝ่ายเป็นหมอที่เก่งในสายงานของตัวเองมาก ๆ
และถึงแม้ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเอกชนแต่คนไข้ในแต่ละวันนั้นไม่ได้น้อยไปกว่าโรงพยาบาลรัฐบาลเลย
คงเพราะการมีเทคโนโลยีและอุปกรณ์ครบครันมาก ๆ รวมถึงการดึงตัวแพทย์เก่ง ๆ ในแต่ละด้านมารวมกันไว้ทำให้โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้เหมือนเป็นศูนย์รวมของพวกหมอเก่ง ๆ ที่สมองไหลออกมาติ๊ง!
เมื่อลิฟต์มาถึงชั้นสิบร่างระหงในชุดสุภาพสวมทับด้วยเสื้อกาวน์ที่มีสัญลักษณ์ของโรงพยาบาล
Z international ก็เดินตรงไปที่ห้องตรวจ 307 ซึ่งเป็นห้องตรวจขนาดใหญ่สำหรับ 'คนไข้ VIP' ที่เธอต้องมาดูแลความเรียบร้อยในวันนี้ภายใต้สายตาของ "นายแพทย์ เหลียง เสี่ยวหยาง" อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมประสาท รวมถึงเป็นหนึ่งในทีมแพทย์อาวุโสของโรงพยาบาล Z international และหัวหน้าประจำแผนกอายุรกรรมอีกด้วยและไม่ใช่แค่นั้น...แต่เขายังเคยเป็นอาจารย์ของนักศึกษาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งอย่างจัสมินสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยเก่าแก่ของฮ่องกงอีกด้วย
"สวัสดีค่ะอาจารย์"
ทันทีที่หญิงสาวเดินเข้ามาในห้อง เธอก็ก้มหัวทักทายอดีตอาจารย์ผู้เคยสอนเป็นอันดับแรก แม้จะไม่ใช่ลูกศิษย์ที่เข้าตาสักเท่าไหร่เพราะเธอค่อนข้างเป็นเด็กมีความมั่นใจในตัวเองสูง และทำให้ผู้ใหญ่ไม่ค่อยเอ็นดูแต่เธอก็ยังให้ความเคารพเขาอยู่
"สวัสดี ตามสบายนะ"
"ค่ะ"
เธอพยักหน้ารับน้อย ๆ พร้อมทั้งเดินมานั่งที่โต๊ะตรวจเพื่อเริ่มซักประวัติคนไข้
"วันนี้อาการเป็นยังไงบ้างคะ ที่เคยผ่าตัดหลังไปเมื่อปีก่อนเนอะ"
จัสมินเริ่มซักประวัติคนไข้ที่ดูดีสมกับเป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวย เพราะเธอได้รับแจ้งมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าวันนี้จะมีคนไข้ VIP เข้ามาหนึ่งเคส
อันที่จริงเธอก็ไม่ค่อยชอบใจนักกับการมีอภิสิทธิ์ของคนร่ำรวย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือหนึ่งในกระบวนการทำงานของโรงพยาบาลเอกชนที่ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองและเธอก็ได้ตรวจขั้นต้นกับคนไข้คนนี้ไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
"สวัสดีครับคุณหมอ ตอนกินยาแก้ปวดมันก็ทุเลาลงนะครับ ตอนแรกคิดว่าดีขึ้นแล้วแต่ช่วงหลัง ๆ มันกลับมาปวดหนักกว่าเดิม โดยเฉพาะเวลานั่งประชุมนาน ๆ หรือขับรถ"
"เดี๋ยวหมอขอดูผลตรวจ MRI สักครู่นะคะ"
นัยน์ตากลมของจัสมินดูผลตรวจ MRI ที่ส่งมาจากรังสีแพทย์และประมวลผลในสมองไปด้วย
"อืม...เหมือนจะพบพังผืดนะ"
"พังผืด? มันเกิดขึ้นได้ยังไงครับคุณหมอ" คนไข้หนุ่มเลิกคิ้วขึ้นทันทีเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่เป็น
"คือปกติร่างกายของคนเรามันมีกลไกซ่อมแซมตัวเอง และในกรณีของคนไข้ที่ได้ผ่าตัดไปเมื่อปีก่อน ร่างกายก็เลยพยายามรักษาบาดแผลที่เกิดขึ้น...เวลาที่ร่างกายซ่อมแซมเส้นประสาทหรือเนื้อเยื่อในโพรงกระดูกสันหลัง มันจะสร้างเนื้อเยื่อพิเศษขึ้นมาปกป้องตัวเอง แต่ปัญหาคือพังผิดพวกนี้สามารถไปเกาะตามเส้นประสาทได้ ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรังค่ะ"
"หมายความว่าผ่าตัดไปแล้วแต่ร่างกายดันสร้างพังผืดขึ้นมางั้นเหรอครับ" ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาพยักหน้าตามการอธิบายอย่างละเอียดและเข้าใจง่ายของแพทย์หญิงที่สวยที่สุดที่เขาเคยเจอมา แม้ว่าจะประมาณการจากสายตาแล้วเธอน่าจะอายุไม่ถึงสามสิบแต่ความเก่งกาจนั้นเป็นที่เลื่องลือมากเลยทีเดียว
"ใช่ค่ะ และพังผืดเหล่านี้จะไปเบียดเส้นประสาททำให้เกิดอาการปวด"
"แล้วแบบนี้จะเป็นยังไงครับคุณหมอ ผมต้องผ่าตัดอีกแล้วเหรอ"
หลังจากฟังน้ำเสียงไม่สู้ดีของคนไข้จัสมินก็
พยายามวางแผนการรักษาในหัวและเขียนลงในกระดาษเพื่อให้เห็นภาพ เธอเป็นแพทย์อายุกรรมระบบประสาทที่มีความถนัดหลายด้าน ดังนั้นเธอจะต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดและทำให้คนไข้เสียเวลาและเจ็บตัวน้อยที่สุดให้"ไม่ต้องผ่าเปิดก็ได้ค่ะ คือมันมีวิธีรักษาแบบ Epidural Adhesiolysis1 อยู่ค่ะ เพราะพังผืดของคนไข้ไม่ได้เยอะมาก ถ้าให้หมออธิบายง่าย ๆ ก็คือการฉีดสลายพังผืดเพื่อลดการยึดเกาะ เครื่องมือที่ใช้มีขนาดเล็กมากค่ะไม่เกิน 2 มม."
"โห แบบนี้ผมก็ไม่ต้องเจ็บมากใช่ไหมครับ" นักธุรกิจหนุ่มหูผึ่งทันที ถ้าไม่ต้องผ่าตัดใหญ่แถมแผลเล็กมาก ๆ ก็หมายถึงความเจ็บที่น้อยลงและการฟื้นฟูร่างกายที่เร็วขึ้น
"ใช่ค่ะ แล้วก็ไม่ต้องพักฟื้นนานด้วยนะคะ ทำเสร็จแล้วกลับบ้านได้เลย หรือถ้าไม่สบายใจจะรอดูอาการหนึ่งคืนก็ได้ค่ะ แต่จริงๆ ปัญหาที่ตามมามันไม่ค่อยมีอะไรนะ"
"สักครู่นะครับคนไข้ หมอจัสมิน...ผมขอคุยด้วยสักครู่" ระหว่างที่จัสมินกำลังคุยกับคนไข้หมอเหลียงที่ฟังอยู่นานก็เดินเข้ามาขัดจังหวะ
"ได้ค่ะ รอหมอสักครู่นะคะ"
ร่างเล็กเดินตามหมอเหลียงออกมานอกห้องด้วยความมึนงง เพราะไม่รู้ว่าเมื่อกี้เธอทำอะไรผิดหรือเปล่า แต่เธอก็มั่นใจว่าฝีมือการรักษาของเธอไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย อันที่จริงการต้องตรวจคนไข้ภายใต้การควบคุมของหัวหน้าแผนกมันก็เป็นการดูถูกวิชาชีพเธออยู่นะ
"มีอะไรเหรอคะอาจารย์"
"เคสนี้ผมว่ารักษาแบบ Open ดีกว่านะ"
"ไม่จำเป็นเลยนี่คะ คนไข้อายุแค่ยี่สิบเก้าปี แล้วพังผืดก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น"
จัสมินตอบกลับด้วยความสัตย์จริง เธอเข้าใจว่าอาจารย์เหลียงนั้นเป็นแพทย์รุ่นเก่าที่มีการรักษาแบบดั้งเดิม แต่การผ่าตัดแบบ Open Surgery2 นั้นไม่ได้จำเป็นเลย
"แต่คุณจะเอาอะไรรับประกันว่าพังผืดจะไม่กลับมาอีก? ถ้าทำแค่ EA แล้วคนไข้ไม่หายคุณจะให้เขามานั่งฉีดยาทุกปีอย่างนั้นเหรอ"
"การทำ EA มีอัตราความสำเร็จสูงและเรามีแนวทางไม่ให้พังผืดกลับมา เช่น การทำกายภาพร่วมด้วย และที่สำคัญ...คนไข้จะเจ็บน้อยกว่า ฟื้นตัวเร็วกว่า ไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเปิด"
หลังจบประโยคอาจารย์ผู้มากประสบการณ์ก็มองอดีตลูกศิษย์ด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์นัก เพราะดูเหมือนเธอคนนี้จะไม่ได้เข้าใจการทำงานของโรงพยาบาลเอกชนเลย
"คนไข้คนนี้เป็นคนไข้ VIP..."
"..."
"คุณไม่คิดว่าเราจะต้องหาเงินเข้าโรงพยาบาลเหรอ"
"อะไรนะคะ"
"เฮียขอโทษนะที่วันนั้นพูดไปว่าสงสารเธอ""ไม่เป็นไรค่ะ เพราะนึกย้อนมาก็เข้าใจว่าสถานการณ์ตอนนั้นมันยากจริง ๆ "จัสมินเอ่ยตามความจริง...หลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์นั้นเธอก็คิดทบทวนทุก ๆ เรื่องในช่วงที่ห่างกันเธอเข้าใจในความยากลำบากของการเป็นผู้นำโรงพยาบาล ดังนั้นเธอจึงเข้าใจฟานอี้ทุกอย่างและไม่โกรธอะไรเลย"แต่เฮียจัดการให้หมดแล้วจัสมินกลับไปทำงานด้วยกันเถอะนะ พยาบาลกับหมอหมิงคิดถึงแย่แล้ว" ชายหนุ่มแซวคนรักด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย ตอนแรกเขาก็หึงเธอกับหมอหมิงมาก ๆ แต่พอได้รับรู้ความเป็นจริงเขาก็ไม่หึงอะไรแล้ว เพราะหมอหมิงเป็น LGBTQ ที่อ่อนโยนและชอบเล่นกับหมอท่านอื่นบ่อย ๆ เหมือนกัน"รวมถึงหมอฟานก็คิดถึงหมอจัสมินมาก ๆ พอไม่มีคนให้เถียงด้วยแล้วมันเหงา"เสียงใสหัวเราะออกมาเพราะเธอก็เป็นแพทย์มาหลายปีแต่ไม่เคยเถียงเรื่องการรักษากับใครมากเท่าเขาเลย แต่ก็ต้องขอบคุณการเถียงกันในทุกวันที่ทำให้เธอกับเขาได้มีวันนี้"ค่ะ จัสจะกลับไปทำงานให้ดีที่สุดแล้วปกป้องเฮียเองรวมทั้งปกป้องพยาบาลและแพทย์หญิงคนอื่นด้วย!""แต่ตอนนี้จัสต้องปกป้องตัวเองก่อนนะ""ทำไมเหรอคะ ว๊าย!"ระหว่างที่คนตัวเล็กกำลังมึนงงมือใหญ่ก็ฉวยโอ
เธอเรียกเขาเสียงกระเส่าพลางหันหน้าไปสบกับสายตาราวกับจะกลืนกินของเขา"น่ารังแก น่ารังแกที่สุด วันนี้เฮียจะรังแกจัสมินจนเดินไม่ได้เลย!"ฟานอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าไปด้วยแรงกามารมณ์เขายังคงฟอนเฟ้นก้อนเนื้อเนียนนุ่มน่าฟัดอยู่นานอีกหลายนาทีและจึงไล้เลียลิ้นร้ายลงมาจนถึงเนินเนื้ออวบอูมแสนเกลี้ยงเกลา"รู้ไหมว่าเฮียฝันว่าอะไร""มะ ไม่รู้ค่ะ""ฝันว่าได้ทำแบบนี้ไง"ว่าจบเขาก็สอดปลายลิ้นเข้าไปในช่องทางรักที่มีหยาดน้ำหวานไหลเคลือบและใช้ปลายนิ้วโป้งบดขยี้ลงไปที่ปุ่มกระสานอย่างรุนแรง"อ๊ะ เฮีย อย่านะคะ!"มือน้อยพยายามผลักศีรษะแกร่งออกเพราะการจู่โจมแบบนี้มันเสียวเกินไปเสียวจนเธอแทบขาดใจ...แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่หยุดรังแกอย่างที่เคยพูดไว้จริง ๆ เพราะลิ้นร้ายละเลงไปที่กลีบผการะรัวเร็วพร้อมทั้งสะกิดเขี่ยกดย้ำ ๆ ตรงจุดเสียวราวกับต้องการทรมานเธอให้ตายคาเตียง"อ๊า อื้อ เฮีย"ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอร้องครางออกมาพร้อมทั้งส่ายวนสะโพกจนลอยขึ้นจากโซฟา...มือใหญ่คอยบังคับจับกดให้เธอหนีจากการมอบความหฤหรรษ์นี้ไม่ได้เขากลั่นแกล้งเธออยู่นานพร้อมทั้งสอดนิ้วเข้าออกรัว ๆ จนหญิงสาวเสร็จสมตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มบทบรรเลงเพลงร
"และคุณคงต้องรับผิดชอบผมจนลงจากเตียงไม่ได้เลย""หืม นี่ขู่ฉันเหรอ ว๊าย!"ในขณะที่จัสมินทำใจกล้าไปท้าทายเขาเล่น ๆ แต่ดูเหมือนว่าคนตัวสูงจะ 'เอาจริง' เพราะพอลิฟต์เปิดปุ๊บเขาก็ช้อนตัวเธอขึ้นมาในอ้อมกอดและเดินตรงไปยังประตูห้องของเธออย่างรวดเร็ว"รหัสใหม่..."ติ๊ด!ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะบอกรหัสใหม่ของประตูแต่เธอก็ไม่รู้ว่าเขาทำได้ยังไงเพราะเขาประคองเธอไว้มือเดียวและใช้มือข้างที่ว่างไปกดรหัสเข้าห้องอย่างเชี่ยวชาญ..."รู้รหัสได้ยังไงคะ""ไม่วันเกิดพ่อก็วันเกิดแม่คุณนั่นแหละ""..."เขากล่าวตามจริงเพราะในตอนที่ไปสุสานเขาได้เห็นวันเกิดและวันเสียชีวิตของทั้งบิดาและมารดาของจัสมินเขาเลยจดจำใส่สมองมาไว้ตลอด"แบบนี้ฉันก็ไม่ปลอดภัยน่ะสิ ถ้าเมื่อคืนฉันไม่ไปง้อคุณ...คุณอาจจะบุกเข้ามาในห้องแล้วตีหัวฉันแบบในข่าวก็ได้นะ""ผมจะไปตีหัวคุณได้ยังไงแค่นี้ก็รักจนอยากกินคุณทั้งวันทั้งคืนอยู่แล้ว...""เข้าเวรมาทั้งคืนยังมีแรงอยู่หรือไง""ไม่ต้องห่วงผมมีแรงรังแกคุณได้ทั้งวัน"เขาก้มหน้าลงข้างหูเธอและกระซิบเสียงพร่าที่ร้อนฉ่าเหมือนเปลวไฟชะล้างความเย็นยามเช้าและใช้เท้าปิดประตูพร้อมวางร่างของเธอลงตรงโซฟาและจัดการถอดรอ
เหตุการณ์ในห้องประชุมวันนั้นภายหลังจัสมินกล่าวลาออกและเดินไปจากห้องประชุมบรรยากาศเงียบลงเล็กน้อยแต่เพียงชั่วครู่ เสียงซุบซิบก็ระเบิดขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่แม้ว่าเธอจะขอลาออกด้วยตนเอง แต่ก็ยังหนีไม่พ้นอคติของแพทย์บางคน"ถึงเธอจะขอลาออกแล้วแต่ผมยังยืนยันว่าเธอจะต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้" หมอเหลียงยังคงไม่ยอมแพ้ในการทำลายจัสมินเพราะสำหรับเขาการปกป้องโรงพยาบาลที่เปรียบเสมือนบ่อเงินบ่อทองนั้นสำคัญที่สุด"ที่หมอจัสมินกล่าวว่ามีพยานและหลักฐานจากกล้องวงจรปิดในโถงทางเดินที่สามารถเช็กสีหน้าในเหตุการณ์นั้นได้ ผมคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี"น้ำเสียงเรียบนิ่งดุจผืนน้ำกล่าวแม้จะเยือกเย็นแต่ก็คมกริบทางอารมณ์อย่างชัดเจน"หมอฟานจะฟ้องกลับคนไข้ VIP ที่บริจาคให้มูลนิธิของโรงพยาบาลปีละหลายสิบล้านอย่างนั้นเหรอ!""เขาไม่ใช่คนไข้ของเราตั้งแต่วันที่เขาลวนลามบุคลากรของโรงพยาบาลแล้ว""นี่คุณกำลังใช้เรื่องส่วนตัวมารวมกับการสอบสวนทางวินัยนะ! ท่านจางพูดอะไรหน่อยสิครับ"หมอเหลียงหันไปทางหัวโต๊ะที่มีจาง หลี่หมิง ผู้เป็นบิดาของฟานอี้และเจ้าของโรงพยาบาลนี้ แม้เขาจะเป็นคนพูดน้อยมาก ๆ แต่ก็อ่านสถานการณ์ได้อย่างเฉี
นอกจากจะไม่ได้รับคำตอบแล้วเขายังเดินกลับเข้าไปยังอีกห้องหนึ่งโดยไม่พูดอะไรกับเธอสักคำประตูห้องพักแพทย์ที่ถูกปิดลงทำให้จัสมินยืนตัวสั่นและน้ำตาร่วงเงียบ ๆ ราวกับหัวใจแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ตรงนั้น'ฉันมาช้าไปสินะ'หญิงสาวหลับตาลงและยืนนิ่งอยู่หน้าห้องพักแพทย์โดยปล่อยให้น้ำตาหลั่งรินเงียบ ๆ แม้ว่าบริเวณนี้จะยังมีพยาบาลและเจ้าหน้าที่คนอื่นอยู่แต่เธอก็ไม่อาจห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลได้เลย"ฮึก..."'ทำไมฉันไม่บอกรักคุณให้มันเร็วกว่านี้นะ'ความคิดในใจล่องลอยเข้ามาย้ำ ๆ ราวกับจะตอกย้ำว่าเธอทำผิดที่ผลักไสเขาไปเองจะมาร้องไห้ตอนนี้มันคงไม่ช่วยอะไรอีกแล้วเพราะเธอได้ทำสิ่งที่โง่ที่สุดลงไปมือน้อยกำรองเท้าส้นสูงที่ถอดระหว่างวิ่งมาแน่นเธอเดินหันหลังออกมาจากบริเวณห้องพักแพทย์ช้า ๆ และพยายามบอกตัวเองว่าอย่างน้อยเธอก็ได้พูดความรู้สึกกับเขาแล้วถึงจะเสียดายและเสียใจแต่เธอก็จะไม่บังคับให้เขาต้องมารักเธอตอบเพราะแค่ได้เห็นหน้าเขา...ก็เพียงพอแล้วในระหว่างที่เธอกำลังพาร่างกายที่หนักอึ้งไปด้วยความเจ็บปวดออกจากบริเวณนั้นเสียงที่อยากได้ยินมาตลอดก็ดังขึ้น..."มาบอกรักแล้วจะทิ้งผมหรือไง"จัสมินหันขวับทันทีดวงตาของเธอยังแด
"ไหน ๆ ทั้งโลกก็ต้องตายกันหมดแล้วยังไงก็ต้องจากกันในสักวันอย่างนั้นทำไมเราไม่ใช้เวลาที่เหลือให้มีความสุขที่สุดล่ะ""...""คนเราชอบกลัวความเสียใจในตอนจบจนลืมว่าความสุขมันอยู่ระหว่างทางต่างหาก" เอวาลินเสริมทัพเมื่อเห็นแสงที่นัยน์ตาสีเฮเซลของเพื่อนสาวที่กลับมาอีกครั้ง"ผู้ชายที่เธอเป็นโลกทั้งใบของเขา...แต่เธอกลับจะเอาเรื่องในอดีตมาขังเธอไว้อย่างนั้นเหรอ""อากงอาจจะทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวซวยและไร้ค่าแต่เขาไม่มีสิทธิ์กำหนดว่าเธอไม่คู่ควรที่จะมีความสุข"คำพูดของโซอี้ช่วยปลดล็อกโซ่ตรวนที่รัดแน่นในหัวใจของจัสมินออกจนเบาสบายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจริงสินะ...เธอผ่านการสูญเสียคนรักมาตั้งสามคนแล้วแต่เธอก็ยังคงหายใจอยู่แล้วทำไมเธอต้องใช้ชีวิตกับความกลัวบ้า ๆ ที่อากงแช่งเธอไปทั้งชีวิตด้วยล่ะ?ทำไมเธอต้องปล่อยให้คำพูดจากคนที่ไม่คิดจะเห็นเธอเป็นคนในครอบครัวล่ามโซ่เธอไว้ด้วย...ตอนแรกเธอคิดว่าการใช้ชีวิตคนเดียวกับความเศร้าใจมันคือการไว้ทุกข์ให้คนที่จากไปแต่เธอกำลังลืมไปว่าเธอก็เป็นแค่ลูกสาว หลานสาว และคนรักของใครคนหนึ่งเท่านั้นเธอมีก้อนเนื้อที่เรียกว่าหัวใจ...เธอเองก็สมควรได้รับความสุข เธอเองก็
พวกเขานอนกอดก่ายกันและกันอยู่นานกว่าที่ลมหายใจจะกลับมาเป็นปกติเพราะบทรักเมื่อครู่นั้นร้อนแรงและดิบเถื่อนเกินกว่าคืนไหน ๆ"เมื่อกี้คุณปล่อยข้างใน...""ผมขอโทษ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมไปเอายาให้""บ้า! ทำแบบนี้เขาก็รู้กันทั้งโรงพยาบาลพอดีสิ""รู้แล้วยังไง"คำพูดไม่ยี่หระของฟานอี้ทำให้จัสมินหัวใจเต้นแรงขึ้นมา
"นี่คุณ…"เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะเอ่ยคำที่ทำให้ไฟในร่างลุกโชนมากกว่าเดิม"ขึ้นห้องกันไหม?"น้ำเสียงหวานใสจากเจ้าของใบหน้าสวยจัดตามสไตล์สาวลูกครึ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกแปลก ๆ นิดหน่อย แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าเธอน่าจะเป็นสาวรับงานจากการสังเกตนัยน์ตาหวานเยิ้มที่ทอดมองเขามาตลอดหลายชั่วโมงแม้ว่า 'จาง
27 Night Clubเสียงดนตรีบรรเลงคลออยู่ในบรรยากาศแสงสลัวชวนให้ความคิดต่าง ๆ แล่นเข้ามาในหัว จัสมินนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์และหมุนแก้วค็อกเทลสีอำพันในมือเล่นไปมา'เก่งมาทั้งชีวิตแต่ดันโง่กับเรื่องไร้สาระแบบนี้...น่าสมเพช'เธอแค่นหัวเราะให้กับตัวเองก่อนจะกระดกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าปากในรวดเดียว แม้ว
โรงพยาบาล HK"ความดันดีอยู่นะคะ"เสียงหวานใสของ "จัสมิน มิคาอิลลอฟ (Jasmine Mikhailov)" แพทย์หญิงผู้เป็นเจ้าของตำนานเด็กอัจฉริยะของฮ่องกงที่สอบเข้าเรียนแพทย์ได้ตั้งแต่อายุสิบหก แถมยังเป็นลูกหลานของตระกูลตงที่มีความมั่งคั่งและทรงอำนาจ โดยเธอนั้นมีสายงานที่ฉีกไปจากลูกหลานคนอื่น ๆ ที่จะทำงานด้านธุรกิจ







