LOGIN"คนไข้คนนี้เป็นคนไข้ VIP..."
"..."
"คุณไม่คิดว่าเราจะต้องหาเงินเข้าโรงพยาบาลเหรอ"
"อะไรนะคะ"
"การผ่าตัดแบบเปิดได้ค่าเคสมากกว่า EA และคนไข้ก็ต้องนอนพักฟื้นนานขึ้นนั่นเท่ากับว่าโรงพยาบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกมากจากแค่เคสเดียว...คุณเป็นหมอที่นี่ดังนั้นคุณต้องคิดเรื่องพวกนี้ด้วย"
จัสมินแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เธอรู้ว่าหมออาวุโสบางคนสนใจเรื่องเงินมากกว่าคนไข้และนี่ก็คือโรงพยาบาลเอกชน แต่เธอคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าหมอเหลียงจะพูดออกมาตรง ๆ แบบนี้
"โรงพยาบาลเราทำเงินได้มหาศาลในแต่ละปีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ เรามีบริการตั้งมากมาย..."
"เราอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนนะ ไม่ใช่คลินิกฝึกหัดสำหรับทำความดีแต่ขาดทุน การผ่าตัดใหญ่ในรายนี้จะได้ทั้งค่าผ่าตัด ค่าวิสัญญี ค่าห้องพิเศษ ค่าบริการ ค่ายา และอื่น ๆ อีกมากมาย ยังไงเขาก็เป็นคนไข้ VIP แค่หมอยืนยันให้ผ่าเขาก็ยินดีจะจ่ายเงินก้อนโตอยู่แล้ว"
"..."
หญิงสาวเกิดอาการชะงักอยู่กับที่ทันทีที่ฟังประโยคพวกนั้นจบ เพราะการทำแบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับ...
"เราเป็นหมอไม่ใช่โจรนะคะอาจารย์ ถ้าจะให้หนูหลอกคนไข้เพื่อเงินหนูคงไม่สะดวกทำค่ะ...เพราะหนูไม่ได้เป็นพวกรีดไถ"
"!!!"
"คุณว่าผมเป็นโจรเหรอ?!" เหลียงโกรธจนเลือดขึ้นหน้าแต่พยายามระงับอารมณ์ไม่ให้เสียงดังไปมากกว่านี้ เขาก็พอรู้อยู่ว่าอดีตลูกศิษย์ที่เขาจำไม่มีวันลืมนั้นเป็นคนเถรตรงแค่ไหนแต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงขั้นหักหน้ากันขนาดนี้
"หนูไม่ได้บอกว่าอาจารย์เป็นโจรค่ะ หนูแค่พูดถึงวิธีที่อาจารย์จะทำซึ่งมันดูเหมือนพวกโจรดักปล้นเขาทำกันเฉย ๆ ค่ะ"
"คุณนี่ปากเก่งเหมือนสมัยเรียนเลยจริง ๆ คุณเป็นเด็กเรียนเก่งอันนั้นผมไม่เถียงนะ แต่เรื่องการใช้ชีวิตแบบที่หมอผู้ใหญ่เขาทำกันคุณคงต้องการเวลามากกว่านี้"
"..."
จัสมินกำหมัดแน่นเมื่อได้ยินประโยคดูถูกซึ่งหน้าจากอดีตอาจารย์ที่เคยสอนเธอมา...เด็กกว่าแล้วยังไง เด็กแล้วไม่มีปัญญารักษาคนไข้เหรอ เธอก็จบแพทย์มาด้วยความรู้ความสามารถมาเหมือนกัน
"ถึงหนูจะอายุยังไม่ถึงสามสิบ แต่หนูก็สอบติดแพทย์ตั้งแต่อายุสิบหก หนูเริ่มต้นเร็วกว่าหมอคนอื่นในรุ่นดังนั้นประสบการณ์หนูก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหมอที่อายุเท่ากันเลยหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ วิธีรักษาของหนูอาจจะทำยอดให้ไม่เท่าการผ่าตัดใหญ่แต่อาจารย์จะปฏิเสธเหรอคะว่ามันไม่ดีต่อคนไข้"
เธอตอกกลับหมอเหลียงอย่างแข็งกร้าว ไม่ใช่ว่าเธอไม่เข้าใจกระบวนการทำงานของโรงพยาบาลเอกชน แต่การหลอกให้คนไข้เจ็บตัวเพื่อเอาเงินแบบนี้มันไม่ถูกจรรยาบรรณ
"มีอะไรกันหรือเปล่าครับ" ก่อนที่การโต้เถียงระหว่างอาจารย์และอดีตลูกศิษย์จะร้อนแรงไปกว่านี้ ร่างสูงในเสื้อกาวน์สีขาวก็เดินเข้ามา และนั่นคือฟานอี้...ศัลยแพทย์ระบบประสาทผู้เป็นผอ. ของโรงพยาบาลแห่งนี้
"หมอฟานมาก็ดีเลย รบกวนช่วยดูเคสนี้หน่อยสิ ผมว่าหมอฟานน่าจะเชี่ยวชาญกว่าหมอเด็ก ๆ "
หมอเหลียงจงใจเน้นคำว่าเด็กใส่จัสมินซึ่งนั่นทำให้หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น เพราะเธอมักจะโดนครหามาตลอดว่ายังดูเด็กเกินไปและไม่น่าเชื่อถือ เธอรู้สึกเบื่อหน่ายกับการพิสูจน์ตัวเองให้ทั้งครอบครัวและคนทั้งโลกเห็น
เหมือนพยายามไปเท่าไหร่มันก็ไม่พอ ทั้งการสอบได้ที่หนึ่งมาทั้งชีวิต กวาดรางวัลทางวิชาการ สอบเข้าแพทย์ได้ตั้งแต่อายุสิบหก มีงานวิจัยตีพิมพ์ระดับนานาชาติ แต่ขีดจำกัดของการเป็นหมอผู้หญิงที่อายุน้อยก็ยังทำให้เธอดูด้อยอยู่เสมอ
"ขออนุญาตนะครับคนไข้...หมอฟานดูเคสนี้หน่อย ผมเสนอให้ผ่าตัดเปิด แต่หมอจัสมินยืนยันจะทำ EA ผมอยากให้คุณตัดสินใจ"
เมื่อได้ยินดังนั้นจัสมินก็ใบหน้าชาวาบยิ่งกว่าถูกตบ...นี่คือการไม่ให้เกียรติกันอย่างร้ายแรง! เพราะเธอเป็นเจ้าของเคสนี้ การตัดสินใจและความรับผิดชอบมันต้องเป็นของแพทย์หญิง จัสมิน มิคาอิลลอฟ ไม่ใช่หมอฟานอี้ที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาล!
"อ่า ได้ครับ" ฟานอี้ตอบตกลงพลางส่งสายตามาหาจัสมินก่อนจะเดินเข้าไปดู MRI ของคนไข้ แล้วหันไปหาเจ้าตัว
"เป็นยังไงบ้างครับ" ร่างสูงทำการอ่านรายงานผลตั้งแต่แรกและซักประวัติพร้อมตรวจทางกายภาพประกอบกับประมวลผล MRI ไปด้วย ความที่เขาเป็นศัลยแพทย์ระบบประสาทจึงมีความรู้ลงลึกเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี
"..."
จัสมินจ้องใบหน้าหล่อเหลาที่ขมวดคิ้วเขม็ง...เขาเป็นเจ้าของโรงพยาบาลนี่นะ คงไม่มีทางเข้าข้างเธอแน่ ๆ เพราะเขาก็ต้องเอาเงินไว้ก่อนสิถูกแล้ว
"EA ก็พอแล้วครับ"
"..."
จัสมินชะงักไปเล็กน้อย หัวใจดวงเล็กรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะสำหรับเธอนั้น การทำให้คนไข้เจ็บปวดและพักฟื้นน้อยที่สุดคือปฏิญาณของเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะยังหมั่นไส้หมอฟานอี้อยู่แต่เธอก็ยอมรับว่าการที่เขาตัดสินใจตามหลักการแพทย์โดยไม่มีอคตินับว่าน่าชื่นชม
"พังผืดที่เกาะยังไม่รุนแรงขนาดที่ต้องผ่าตัดเปิด EA สามารถลดอาการปวดและลดการยึดรั้งของพังผืดได้ คนไข้ไม่มีภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดใหญ่ ผมว่าเราไม่จำเป็นต้องให้คนไข้มาเสี่ยงกับภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเปิด"
"..."
แพทย์อาวุโสแอบกำหมัดแน่นเพราะรู้สึกเหมือนโดนหักหน้าโดยหมออายุน้อยทั้งสองคน แม้เขาจะยังไม่พอใจ แต่เมื่อหมอศัลยแพทย์ระบบประสาทยืนยันแบบนี้ เขาก็ไม่สามารถเถียงอะไรได้มากจึงทำได้เพียงเดินออกจากห้องด้วยความเสียหน้าขั้นสุด
"แต่นี่ก็เป็นเพียงความเห็นของผมเท่านั้น คนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจในครั้งนี้คือคุณหมอจัสมินที่เป็นเจ้าของเคสครับ" เขากล่าวพร้อมส่งสายตามายังจัสมินที่เป็นเจ้าของเคสโดยตรง
พอถูกเขาให้เกียรติแบบนี้แล้วก็รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยแฮะ...
"ค่ะ ถ้าให้หมอแนะนำก็คงเป็นการทำ EA"
"ถ้ามันไม่ต้องพักฟื้นนานและเจ็บน้อยผมก็ไม่ลังเลยเลยครับ" นักธุรกิจหนุ่มโพล่งขึ้นมาทันที อันที่จริงเขาเห็นด้วยกับจัสมินตั้งแต่แรกแล้วเพราะมันมีข้อแทรกซ้อนน้อยมาก
"ค่ะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวหมอนัดวันมาตรวจร่างกายอีกครั้งและค่อยทำหัตถการกันนะคะ"
"ได้เลยครับ ขอบคุณมากครับคุณหมอ" เขาก้มหัวให้หมอหน้าตาดีทั้งสองก่อนจะเดินตามพยาบาลออกไปเพื่อจัดการนัดวันมาทำหัตถการ
และตอนนี้ในห้องตรวจ VIP ที่เคยร้อนไปด้วยไฟก็เหลือเพียงจัสมินและฟานอี้เท่านั้น
"ยังไงก็...ขอบคุณนะคะที่เลือกวิธีฉัน" เสียงหวานเอ่ยขอบคุณจากใจจริง เพราะถ้าไม่มีบุคคลที่สามอย่างหมอฟานเข้ามาเกี่ยววันนี้คนไข้ของเธออาจจะต้องได้รับวิธีการผ่าตัดใหญ่ไปแล้วก็ได้
"ผมก็แค่เลือกแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้...ไม่ใช่เพราะคุณ"
"เอ้า!"
หมอนี่…ยังน่าหมั่นไส้เหมือนเดิมเลยสินะ ไม่น่าไปขอบคุณเลยจริง ๆ
"อ๋อ แล้วก็...คุณติดหนี้ผมนะ"
***
Epidural Adhesiolysis [1] หรือ EA : คือการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสันหลังเพื่อสลายพังผืด
Open Surgery [2] : การผ่าตัดแบบเปิด
"เฮียขอโทษนะที่วันนั้นพูดไปว่าสงสารเธอ""ไม่เป็นไรค่ะ เพราะนึกย้อนมาก็เข้าใจว่าสถานการณ์ตอนนั้นมันยากจริง ๆ "จัสมินเอ่ยตามความจริง...หลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์นั้นเธอก็คิดทบทวนทุก ๆ เรื่องในช่วงที่ห่างกันเธอเข้าใจในความยากลำบากของการเป็นผู้นำโรงพยาบาล ดังนั้นเธอจึงเข้าใจฟานอี้ทุกอย่างและไม่โกรธอะไรเลย"แต่เฮียจัดการให้หมดแล้วจัสมินกลับไปทำงานด้วยกันเถอะนะ พยาบาลกับหมอหมิงคิดถึงแย่แล้ว" ชายหนุ่มแซวคนรักด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย ตอนแรกเขาก็หึงเธอกับหมอหมิงมาก ๆ แต่พอได้รับรู้ความเป็นจริงเขาก็ไม่หึงอะไรแล้ว เพราะหมอหมิงเป็น LGBTQ ที่อ่อนโยนและชอบเล่นกับหมอท่านอื่นบ่อย ๆ เหมือนกัน"รวมถึงหมอฟานก็คิดถึงหมอจัสมินมาก ๆ พอไม่มีคนให้เถียงด้วยแล้วมันเหงา"เสียงใสหัวเราะออกมาเพราะเธอก็เป็นแพทย์มาหลายปีแต่ไม่เคยเถียงเรื่องการรักษากับใครมากเท่าเขาเลย แต่ก็ต้องขอบคุณการเถียงกันในทุกวันที่ทำให้เธอกับเขาได้มีวันนี้"ค่ะ จัสจะกลับไปทำงานให้ดีที่สุดแล้วปกป้องเฮียเองรวมทั้งปกป้องพยาบาลและแพทย์หญิงคนอื่นด้วย!""แต่ตอนนี้จัสต้องปกป้องตัวเองก่อนนะ""ทำไมเหรอคะ ว๊าย!"ระหว่างที่คนตัวเล็กกำลังมึนงงมือใหญ่ก็ฉวยโอ
เธอเรียกเขาเสียงกระเส่าพลางหันหน้าไปสบกับสายตาราวกับจะกลืนกินของเขา"น่ารังแก น่ารังแกที่สุด วันนี้เฮียจะรังแกจัสมินจนเดินไม่ได้เลย!"ฟานอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าไปด้วยแรงกามารมณ์เขายังคงฟอนเฟ้นก้อนเนื้อเนียนนุ่มน่าฟัดอยู่นานอีกหลายนาทีและจึงไล้เลียลิ้นร้ายลงมาจนถึงเนินเนื้ออวบอูมแสนเกลี้ยงเกลา"รู้ไหมว่าเฮียฝันว่าอะไร""มะ ไม่รู้ค่ะ""ฝันว่าได้ทำแบบนี้ไง"ว่าจบเขาก็สอดปลายลิ้นเข้าไปในช่องทางรักที่มีหยาดน้ำหวานไหลเคลือบและใช้ปลายนิ้วโป้งบดขยี้ลงไปที่ปุ่มกระสานอย่างรุนแรง"อ๊ะ เฮีย อย่านะคะ!"มือน้อยพยายามผลักศีรษะแกร่งออกเพราะการจู่โจมแบบนี้มันเสียวเกินไปเสียวจนเธอแทบขาดใจ...แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่หยุดรังแกอย่างที่เคยพูดไว้จริง ๆ เพราะลิ้นร้ายละเลงไปที่กลีบผการะรัวเร็วพร้อมทั้งสะกิดเขี่ยกดย้ำ ๆ ตรงจุดเสียวราวกับต้องการทรมานเธอให้ตายคาเตียง"อ๊า อื้อ เฮีย"ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอร้องครางออกมาพร้อมทั้งส่ายวนสะโพกจนลอยขึ้นจากโซฟา...มือใหญ่คอยบังคับจับกดให้เธอหนีจากการมอบความหฤหรรษ์นี้ไม่ได้เขากลั่นแกล้งเธออยู่นานพร้อมทั้งสอดนิ้วเข้าออกรัว ๆ จนหญิงสาวเสร็จสมตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มบทบรรเลงเพลงร
"และคุณคงต้องรับผิดชอบผมจนลงจากเตียงไม่ได้เลย""หืม นี่ขู่ฉันเหรอ ว๊าย!"ในขณะที่จัสมินทำใจกล้าไปท้าทายเขาเล่น ๆ แต่ดูเหมือนว่าคนตัวสูงจะ 'เอาจริง' เพราะพอลิฟต์เปิดปุ๊บเขาก็ช้อนตัวเธอขึ้นมาในอ้อมกอดและเดินตรงไปยังประตูห้องของเธออย่างรวดเร็ว"รหัสใหม่..."ติ๊ด!ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะบอกรหัสใหม่ของประตูแต่เธอก็ไม่รู้ว่าเขาทำได้ยังไงเพราะเขาประคองเธอไว้มือเดียวและใช้มือข้างที่ว่างไปกดรหัสเข้าห้องอย่างเชี่ยวชาญ..."รู้รหัสได้ยังไงคะ""ไม่วันเกิดพ่อก็วันเกิดแม่คุณนั่นแหละ""..."เขากล่าวตามจริงเพราะในตอนที่ไปสุสานเขาได้เห็นวันเกิดและวันเสียชีวิตของทั้งบิดาและมารดาของจัสมินเขาเลยจดจำใส่สมองมาไว้ตลอด"แบบนี้ฉันก็ไม่ปลอดภัยน่ะสิ ถ้าเมื่อคืนฉันไม่ไปง้อคุณ...คุณอาจจะบุกเข้ามาในห้องแล้วตีหัวฉันแบบในข่าวก็ได้นะ""ผมจะไปตีหัวคุณได้ยังไงแค่นี้ก็รักจนอยากกินคุณทั้งวันทั้งคืนอยู่แล้ว...""เข้าเวรมาทั้งคืนยังมีแรงอยู่หรือไง""ไม่ต้องห่วงผมมีแรงรังแกคุณได้ทั้งวัน"เขาก้มหน้าลงข้างหูเธอและกระซิบเสียงพร่าที่ร้อนฉ่าเหมือนเปลวไฟชะล้างความเย็นยามเช้าและใช้เท้าปิดประตูพร้อมวางร่างของเธอลงตรงโซฟาและจัดการถอดรอ
เหตุการณ์ในห้องประชุมวันนั้นภายหลังจัสมินกล่าวลาออกและเดินไปจากห้องประชุมบรรยากาศเงียบลงเล็กน้อยแต่เพียงชั่วครู่ เสียงซุบซิบก็ระเบิดขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่แม้ว่าเธอจะขอลาออกด้วยตนเอง แต่ก็ยังหนีไม่พ้นอคติของแพทย์บางคน"ถึงเธอจะขอลาออกแล้วแต่ผมยังยืนยันว่าเธอจะต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้" หมอเหลียงยังคงไม่ยอมแพ้ในการทำลายจัสมินเพราะสำหรับเขาการปกป้องโรงพยาบาลที่เปรียบเสมือนบ่อเงินบ่อทองนั้นสำคัญที่สุด"ที่หมอจัสมินกล่าวว่ามีพยานและหลักฐานจากกล้องวงจรปิดในโถงทางเดินที่สามารถเช็กสีหน้าในเหตุการณ์นั้นได้ ผมคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี"น้ำเสียงเรียบนิ่งดุจผืนน้ำกล่าวแม้จะเยือกเย็นแต่ก็คมกริบทางอารมณ์อย่างชัดเจน"หมอฟานจะฟ้องกลับคนไข้ VIP ที่บริจาคให้มูลนิธิของโรงพยาบาลปีละหลายสิบล้านอย่างนั้นเหรอ!""เขาไม่ใช่คนไข้ของเราตั้งแต่วันที่เขาลวนลามบุคลากรของโรงพยาบาลแล้ว""นี่คุณกำลังใช้เรื่องส่วนตัวมารวมกับการสอบสวนทางวินัยนะ! ท่านจางพูดอะไรหน่อยสิครับ"หมอเหลียงหันไปทางหัวโต๊ะที่มีจาง หลี่หมิง ผู้เป็นบิดาของฟานอี้และเจ้าของโรงพยาบาลนี้ แม้เขาจะเป็นคนพูดน้อยมาก ๆ แต่ก็อ่านสถานการณ์ได้อย่างเฉี
นอกจากจะไม่ได้รับคำตอบแล้วเขายังเดินกลับเข้าไปยังอีกห้องหนึ่งโดยไม่พูดอะไรกับเธอสักคำประตูห้องพักแพทย์ที่ถูกปิดลงทำให้จัสมินยืนตัวสั่นและน้ำตาร่วงเงียบ ๆ ราวกับหัวใจแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ตรงนั้น'ฉันมาช้าไปสินะ'หญิงสาวหลับตาลงและยืนนิ่งอยู่หน้าห้องพักแพทย์โดยปล่อยให้น้ำตาหลั่งรินเงียบ ๆ แม้ว่าบริเวณนี้จะยังมีพยาบาลและเจ้าหน้าที่คนอื่นอยู่แต่เธอก็ไม่อาจห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลได้เลย"ฮึก..."'ทำไมฉันไม่บอกรักคุณให้มันเร็วกว่านี้นะ'ความคิดในใจล่องลอยเข้ามาย้ำ ๆ ราวกับจะตอกย้ำว่าเธอทำผิดที่ผลักไสเขาไปเองจะมาร้องไห้ตอนนี้มันคงไม่ช่วยอะไรอีกแล้วเพราะเธอได้ทำสิ่งที่โง่ที่สุดลงไปมือน้อยกำรองเท้าส้นสูงที่ถอดระหว่างวิ่งมาแน่นเธอเดินหันหลังออกมาจากบริเวณห้องพักแพทย์ช้า ๆ และพยายามบอกตัวเองว่าอย่างน้อยเธอก็ได้พูดความรู้สึกกับเขาแล้วถึงจะเสียดายและเสียใจแต่เธอก็จะไม่บังคับให้เขาต้องมารักเธอตอบเพราะแค่ได้เห็นหน้าเขา...ก็เพียงพอแล้วในระหว่างที่เธอกำลังพาร่างกายที่หนักอึ้งไปด้วยความเจ็บปวดออกจากบริเวณนั้นเสียงที่อยากได้ยินมาตลอดก็ดังขึ้น..."มาบอกรักแล้วจะทิ้งผมหรือไง"จัสมินหันขวับทันทีดวงตาของเธอยังแด
"ไหน ๆ ทั้งโลกก็ต้องตายกันหมดแล้วยังไงก็ต้องจากกันในสักวันอย่างนั้นทำไมเราไม่ใช้เวลาที่เหลือให้มีความสุขที่สุดล่ะ""...""คนเราชอบกลัวความเสียใจในตอนจบจนลืมว่าความสุขมันอยู่ระหว่างทางต่างหาก" เอวาลินเสริมทัพเมื่อเห็นแสงที่นัยน์ตาสีเฮเซลของเพื่อนสาวที่กลับมาอีกครั้ง"ผู้ชายที่เธอเป็นโลกทั้งใบของเขา...แต่เธอกลับจะเอาเรื่องในอดีตมาขังเธอไว้อย่างนั้นเหรอ""อากงอาจจะทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวซวยและไร้ค่าแต่เขาไม่มีสิทธิ์กำหนดว่าเธอไม่คู่ควรที่จะมีความสุข"คำพูดของโซอี้ช่วยปลดล็อกโซ่ตรวนที่รัดแน่นในหัวใจของจัสมินออกจนเบาสบายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจริงสินะ...เธอผ่านการสูญเสียคนรักมาตั้งสามคนแล้วแต่เธอก็ยังคงหายใจอยู่แล้วทำไมเธอต้องใช้ชีวิตกับความกลัวบ้า ๆ ที่อากงแช่งเธอไปทั้งชีวิตด้วยล่ะ?ทำไมเธอต้องปล่อยให้คำพูดจากคนที่ไม่คิดจะเห็นเธอเป็นคนในครอบครัวล่ามโซ่เธอไว้ด้วย...ตอนแรกเธอคิดว่าการใช้ชีวิตคนเดียวกับความเศร้าใจมันคือการไว้ทุกข์ให้คนที่จากไปแต่เธอกำลังลืมไปว่าเธอก็เป็นแค่ลูกสาว หลานสาว และคนรักของใครคนหนึ่งเท่านั้นเธอมีก้อนเนื้อที่เรียกว่าหัวใจ...เธอเองก็สมควรได้รับความสุข เธอเองก็
พวกเขานอนกอดก่ายกันและกันอยู่นานกว่าที่ลมหายใจจะกลับมาเป็นปกติเพราะบทรักเมื่อครู่นั้นร้อนแรงและดิบเถื่อนเกินกว่าคืนไหน ๆ"เมื่อกี้คุณปล่อยข้างใน...""ผมขอโทษ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมไปเอายาให้""บ้า! ทำแบบนี้เขาก็รู้กันทั้งโรงพยาบาลพอดีสิ""รู้แล้วยังไง"คำพูดไม่ยี่หระของฟานอี้ทำให้จัสมินหัวใจเต้นแรงขึ้นมา
"จะเลือกอะไรระหว่างไปลงนรกกับฉันหรือจะเดินไปตลาดท่ามกลางแดดร้อน ๆ นี่"ฟานอี้เงียบกริบพูดอะไรไม่ออก...เขาพ่นลมหายใจออกมาและได้แต่พาตัวเองขึ้นซ้อนท้ายแบบไม่เต็มใจ รวมถึงพยายามนั่งให้ห่างจากแผ่นหลังบางให้มากที่สุด มือของเขาจับขอบเบาะอย่างแน่นเพราะเขาไม่รู้จะฝากชีวิตไว้กับร่างเล็กนี้ได้หรือไม่'ให้ตาย
"คุณตามฉันมาอย่างนั้นเหรอ!""หา หลงตัวเองไปไหม ผมจะตามคุณมาทำไมไม่ทราบ" คิ้วหนาขมวดหากันทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น นี่เธอเอาความมั่นใจมาจากไหน...แต่ก็คงมั่นใจพอสมควรแหละ ดูจากชุดนอนสีขาวบางเบาแสนน่าหงุดหงิดที่ใส่ก็พอจะทราบได้"แล้วทำไมคุณมาอยู่ที่นี่ล่ะ""ผมมากับไอ้ไท่...แฟนเพื่อนคุณไง""มากับพี่ชายอ
ครืด...หญิงสาวออกมาจากห้องตรวจถือซองเอกสารใบลาแน่นจนกระดาษแทบยับ เธอกังวลมากว่าหมอเหลียงจะไม่อนุมัติเพราะเขาไม่ชอบขี้หน้าเธออยู่แล้วก๊อก ก๊อก ก๊อกจัสมินเคาะประตูห้องของหมอเหลียงแต่ก็ไม่พบเสียงตอบรับ ไม่นานนักพยาบาลที่อยู่แถวนั้นจึงมาบอกว่าหมอเหลียงไม่ได้ตรวจคนไข้แล้ว แพทย์สาวเริ่มเหงื่อตกเพราะอี







