เข้าสู่ระบบ“สวัสดีครับ คุณนนท์ภัทร ว่าที่เจ้าตระกูลคนต่อไป”
“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าคุณคือคนที่ทำสัญญาหมั้นกับน้องชายของผมตอนเด็กใช่หรือไม่”
มอร์ซินเลือกที่จะทักทายก่อนเนื่องจากอีกฝ่ายมีศักดิ์เป็นว่าที่พี่เขย แม้ว่าตนเองจะอายุมากกว่าหนึ่งปี แต่ในทางธรรมเนียมแต่เดิมของพวกเรา อายุห่างกันไม่เกินสามปี นับว่าเป็นเพื่อนกันได้ ไม่ถึงขนาดกับต้องนับว่าใครเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้อง แต่เลือกให้ความเคารพลำดับญาติเป็นสิ่งสำคัญ
ผู้ชายคนนี้ไม่ง่ายเลยสักนิด ถึงจะไม่เคยเจอกันมาก่อนเลยสักครั้ง แต่การปฏิบัติตัว วางตัว ท่าทาง สีหน้า สมแล้วที่เกิดมาจากแดนของผู้ดีเก่า ช่างสมบูรณ์แบบจนน่าตกใจ ลูกหลานของขุนนางยังไงก็ยังคงสายเลือดที่เข้มข้นแม้ว่าจะไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองเท่าเมื่อก่อนสินะ นิสัยจะเป็นยังไงก็ช่าง แต่ความภูมิฐานแบบนี้น่าไว้วางใจได้หนึ่งอย่าง
“เรื่องเกี่ยวกับตัวของท่าน ผมทราบมาหมดทุกอย่าง รวมถึงอาการป่วยหลังจากเกิดอุบัติเหตุพร้อมกับน้องชายของผมด้วย ฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากทราบก็คือ”
“คืออะไรครับ คุณนนท์ภัทร”
“เรียกนนท์เฉยๆ ก็ได้นะ คุณอายุมากกว่าผมหนึ่งปี แต่สำหรับธรรมเนียมต่างชาตินั้นนับว่าเป็นเพื่อนกัน ถ้าไม่ได้เรียนมาจากที่เดียวกัน เพราะฉะนั้นผมอนุญาตให้เรียกชื่อแบบสนิทสนมได้ ส่วนคำว่าพี่เขยอย่าเพิ่งเรียกจนกว่าจะได้แต่งงานอย่างเป็นทางการ ผมยังไม่อยากนับญาติทางการเร็วเกินกำหนด”
“ตามที่คุณร้องขอครับ คุณนนท์”
สมกับเป็นว่าที่ผู้สืบทอดลำดับที่หนึ่งของตระกูล รับมือกับการพูดคุยกับเขาได้ดีเกินคาด แถมยังรู้เรื่องราวต่างๆ มากมายเป็นอย่างดี ท่าทางคงตามสืบมาหมดแล้ว สิ่งที่อยากรู้น่าจะเป็นเรื่องราวการเดินทางเมื่อห้าปีก่อน ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหล่าทายาทของทั้งสองตระกูลถึงมีสภาพแบบนี้ มันช่างเป็นอุบัติเหตุที่บัดซบสิ้นดี
“รบกวนเล่าเรื่องราวเมื่อห้าปีก่อนเกี่ยวกับน้องชายของผมทุกอย่าง รวมถึงอุบัติเหตุในครั้งนั้นด้วยครับ” นนท์ภัทรเผลอของขึ้นจนพูดภาษาไทยไปทั้งหมด
การพูดภาษาอื่นในเรื่องที่ต่างชาติไม่เข้าใจถือว่าผิดมารยาทอย่างมาก พลาดแล้วล่ะ! ความโกรธครอบงำจนลืมว่าอีกฝ่ายเป็นชาวต่างชาติ สมควรพูดภาษากลาง
“ขอโทษครับ โมโหจนลืมตัวไปหน่อย”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจที่คุณนนท์พูดทุกคำ”
อลันตัดสินใจเล่าเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับคู่หมั้นของตนเองให้ฟังทั้งหมด ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกจนถึงช่วงเวลาอุบัติเหตุ รวมถึงอาการป่วยของเขาและอีกฝ่ายว่าเป็นอะไรกันแน่ รวมถึงเรื่องที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้พบกันตลอดระยะเวลาห้าปี เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจของนภัทร รวมถึงยาตัวใหม่ที่หวังรักษาอาการของมอร์ซินให้หายเป็นปลิดทิ้ง
ปึง!
“เจ้าพวกสารเลวพวกนี้! มันน่าถูกล้างบางให้หมด!” นนท์ภัทรโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
เพราะไม่ว่าเขาจะถามพ่อกับแม่กี่ครั้งก็ได้รับคำตอบเหมือนเดิมว่ารอให้น้องชายอายุครบยี่สิบปีก่อนแล้วค่อยว่ากัน แต่ไม่คิดว่าระหว่างทางเดินทางไปมันจะอันตรายขนาดนี้ องค์กรบ้าพวกนั้นมันมีไว้เพื่ออะไรกันแน่ ถึงออกตามล่าคนทุกฐานะและตามฆ่าไม่เลือกแบบนี้ แต่ละคนไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันด้วยซ้ำ มันทำไปเพื่ออะไรกัน
“ไม่รู้ว่าพวกมันจะจ้องเล่นงานอีกไหม แต่ก็อย่ามานักเลย ผมไม่ได้ชอบต่อสู้ขนาดนั้น”
มอร์ซินบอกพลางถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เพราะหลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมาได้ไม่นาน ก็โดนเล่นงานเหมือนกัน
“ช่างเรื่องพวกมันไปก่อน ตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องพูดคุยกัน” นนท์ภัทรกลับมาทำตัวทางการอีกครั้ง
“เชิญพูดเรื่องของคุณมาเลยครับ ผมพร้อมรับฟังทุกอย่าง” เสียงทุ้มต่ำบอกพลางผายมือให้อีกฝ่ายด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อนอะไร
“จำประกาศของบุตรชายคนเล็กของตระกูลได้หรือไม่”
“จำได้ครับ เขาบอกว่าจะไม่ถอนหมั้นและแต่งงานกับคนที่เคยหมั้นไว้ตอนนั้น ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม”
“การพูดอยู่ฝ่ายเดียวไม่เป็นผลดีนัก ท่านล่ะอยากแต่งงานกับบุตรคนเล็กของตระกูลหรือไม่ การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นเด็ดขาด ผมกำลังพูดในนามตัวแทนของหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน”
ถึงขนาดอนุญาตให้ใช้อำนาจของตัวแทนตระกูลในการพูดคุยเรื่องแต่งงานในครั้งนี้งั้นเหรอ ในเมื่ออีกตระกูลให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ เขาเองก็ควรตั้งใจตอบอย่างจริงใจเช่นกัน เพราะไม่ว่าจะเมื่อห้าปีก่อนหรือปัจจุบัน มีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น
“บุตรคนที่ห้าของตระกูลอลัน ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะแต่งงานกับบุตรคนที่สองของตระกูลภูทนินทร์ จะไม่มีวันเปลี่ยนใจอย่างเด็ดขาด ขอพูดในนามลอร์ด อลัน เลอร์ มอร์ซิน”
“เป็นคำพูดที่เกิดจากการตัดสินใจเอง ไม่ใช่มีใครบังคับใช่หรือไม่”
“เป็นการตัดสินใจของผมแต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจทางตระกูลแต่อย่างใด”
“ต้องการแต่งงานแบบไหน ระหว่างแต่งเข้าตระกูลตนเองกับแต่งออกตระกูลตนเอง”
ช่างเป็นคำถามที่ดีและสำหรับคนอื่นอาจเป็นการตัดสินใจที่ยากเย็น แต่มันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นเรื่องนี้คำตอบจึงตายตัว
“แต่งเข้าตระกูลภูทนินทร์แต่ไม่เปลี่ยนนามสกุลครับ เนื่องจากเวลากลับบ้านเกิดจะสามารถใช้อำนาจบ้านส่วนของตระกูลเอาไว้ได้”
มอร์ซินรู้ว่าที่บ้านกำลังจะมีศึกภายในกันในเร็ววัน เพราะเหมือนแต่ละคนอยากเป็นเจ้าบ้านเสียเอง มากกว่ารับตำแหน่งรองลงมา เขาไม่ได้อยากรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ขนาดนั้น อยากทำหน้าที่ลูกชายที่ดี ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็เท่านั้น เพราะฉะนั้นการแต่งออกจากบ้านคือคำตอบสำหรับชีวิตที่เรียบง่าย และครอบครัวฝั่งนี้ดูสงบสุขกว่ามาก
“ถ้างั้นพวกเรามากินอาหารว่างรอกันดีกว่า อีกไม่นานก็น่าจะได้เจอน้องชายของฉัน”
“ครับ คุณนนท์”
แรงกดดันมหาศาลภายในห้องนั้นมากกว่าครั้งไหนที่เคยสัมผัสมา นภัทรนั่งตั้งใจฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของผู้นำตระกูล เกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่ความทรงจำของเขาขาดหายไปนั้นคือเรื่องอะไร รวมถึงสาเหตุในการไม่เล่าก่อนจะบรรลุนิติภาวะนั้นเกิดจากอะไร ชิ้นส่วนที่ขาดหายไปเริ่มกลับมาปะติปะต่ออีกครั้ง แต่ว่าความทรงจำนั้นของเขานั้นไม่ได้กลับมา
เพียงแต่รับทราบจากการถูกเล่าโดยผู้เป็นพ่อเพียงเท่านั้น และหลังจากนั้นก็มีเสียงการสนทนาระหว่างพี่ชายและคู่หมั้นทางสัญญาเมื่อห้าปีก่อนดังขึ้น บทสนทนาตั้งแต่แรกจนกระทั่งการกินอาหารว่างรอเขาไปหานั้น ไม่มีอะไรที่ไม่ได้ยินสักอย่าง มีเพียงหน้าตาเท่านั้นที่ไม่เห็นเพราะให้ฟังแต่เสียง แต่ตอนนี้พอจะรู้แล้วว่าคนๆ นั้นเป็นใครจากชื่อที่เอ่ยออกมาจากปาก
“คู่หมั้นของลูกเป็นผู้ชาย อยากจะยกเลิกการหมั้นที่เกิดจากผู้ใหญ่หรือเปล่า พ่อสามารถคุยกับเพื่อนพ่อให้ได้นะ ถ้าลูกชายของพ่อต้องการ”
“ไม่ครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ก็ไม่เปลี่ยนใจในเรื่องที่ตัดสินใจไปแล้วจากในงาน”
“ตอบได้ดี สมเป็นลูกชายของพ่อ ถ้างั้นลงไปกินอาหารเย็นแบบพร้อมหน้าพร้อมตากันทุกคนเถอะ”
นภัทรหันหน้าไปมองผู้เป็นพ่อด้วยความไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกไป จนกระทั่งลงมาถึงโต๊ะอาหารก็ถึงบางอ้อกับคำว่าพร้อมหน้าพร้อมตา หมายถึงครอบครัวของอีกฝ่ายด้วยไม่ใช่แค่เจ้าตัวเท่านั้น และดูจากสีหน้าของอีกคนนึงแล้วเขาพอจะเข้าใจได้ไม่อยากว่าตนเองไม่ใช่ผู้ประสบภัยเพียงคนเดียวบนโต๊ะอาหารแห่งนี้ ยังมีอีกคนที่น่าสงสารอยู่ฝั่งตรงข้ามอีกคน บอกไม่ถูกว่าจะดีใจหรือเสียใจดี
“เดินทางมาไกลคงเหนื่อยแย่ พักผ่อนและกินอาหารอย่างสบายใจเถอะครับ ผมเข้าใจทุกอย่างดี เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรหรอก” นภัทรเอ่ยทักด้วยท่าทีสุขุมแม้ว่าในใจอยากจะบ่นครอบครัวตนเองมากแค่ไหนก็ตาม แต่เขาพยายามอดทน
“ขอบคุณที่เข้าใจนะครับ มาทานอาหารกันอย่างสบายใจเถอะ” มอร์ซินไม่เคยคิดมาก่อนว่าการมีคู่หมั้นที่เฉลียวฉลาดรวมถึงสามารถอ่านสีหน้าของเขาออกได้ด้วยนั้น โคตรซึ้งใจมากแค่ไหนในตอนนี้
เพราะตอนแรกเขาคิดว่าคนอายุน้อยกว่าจะรู้เรื่องมื้ออาหารในครั้งนี้ แต่ดูจากสีหน้าและท่าทางที่เหมือนกันเลยเข้าใจ ว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดจากการนัดแนะของพวกผู้ใหญ่ โดยไม่เปิดช่องว่างให้พวกเขาได้พูดคุยกันเองก่อน แต่เลือกนัดรวมตัวกันก่อน แถมยังพากันคุยกันเองจนเหมือนลืมไปแล้วว่ายังมีลูกชายนั่งหัวโด่แบบนี้
ว่าที่พี่เขยก็ยังนั่งกินข้าวไปทำงานไปด้วยแบบหลุดโลกไม่ได้สนใจใครบนโต๊ะอาหารเลยสักนิด ราวกับว่าเป็นการนั่งให้เข้ากับบรรยากาศแต่ตั้งใจปล่อยให้คุยกันเองมากกว่า แต่การทำแบบนี้มันทำให้อึดอัดมากกว่าปล่อยให้ไปคุยกันเองมากกว่าอีก บางอย่างมันไม่จำเป็นต้องพูดต่อหน้าผู้ใหญ่ก็ได้ ไม่ใช่ว่ารับรู้ไม่ได้แต่นอกจากเหตุการณ์บนเครื่องบิน
เจอกันที่งานวันเกิดและกินข้าวตอนนี้ พวกเขายังแทบจะไม่รู้จักอะไรกันขนาดนั้นเลย สำหรับมอร์ซินนั้นค่อนข้างไว้ใจเด็กคนนี้ตั้งแต่ห้าปีก่อน แต่มันไม่ใช่สำหรับนภัทรที่ไม่มีความทรงจำสักอย่างเหลืออยู่เลย มันเป็นเพียงการเล่าปากเปล่าจากคนในครอบครัว และการพบเจอกันโดยบังเอิญก่อนหน้านี้เท่านั้น สำหรับนภัทรแล้วตัวตนของคู่หมั้นตนเองถือเป็นเพียงคนรู้จักผิวเผินมากกว่าคนสนิทซะอีก
“ได้คุยกันบ้างหรือยังล่ะ จะแต่งงานกันเมื่อไหร่ดี” มากาเร็ตถาม
“ยังเร็วเกินไปครับพ่อ / ยังเร็วเกินไปครับ” ทั้งสองตกใจจนตอบออกมาพร้อมเพียงกัน
“ขนาดตกใจยังตอบออกมาพร้อมกัน พวกลูกรู้ใจกันมากเลยนะเนี่ย” เชนเนสแอบแซวลูกชายและว่าที่ลูกเขยอีกคน
“สวัสดีครับ คุณนนท์ภัทร ว่าที่เจ้าตระกูลคนต่อไป”“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าคุณคือคนที่ทำสัญญาหมั้นกับน้องชายของผมตอนเด็กใช่หรือไม่”มอร์ซินเลือกที่จะทักทายก่อนเนื่องจากอีกฝ่ายมีศักดิ์เป็นว่าที่พี่เขย แม้ว่าตนเองจะอายุมากกว่าหนึ่งปี แต่ในทางธรรมเนียมแต่เดิมของพวกเรา อายุห่างกันไม่เกินสามปี นับว่าเป็นเพื่อนกันได้ ไม่ถึงขนาดกับต้องนับว่าใครเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้อง แต่เลือกให้ความเคารพลำดับญาติเป็นสิ่งสำคัญผู้ชายคนนี้ไม่ง่ายเลยสักนิด ถึงจะไม่เคยเจอกันมาก่อนเลยสักครั้ง แต่การปฏิบัติตัว วางตัว ท่าทาง สีหน้า สมแล้วที่เกิดมาจากแดนของผู้ดีเก่า ช่างสมบูรณ์แบบจนน่าตกใจ ลูกหลานของขุนนางยังไงก็ยังคงสายเลือดที่เข้มข้นแม้ว่าจะไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองเท่าเมื่อก่อนสินะ นิสัยจะเป็นยังไงก็ช่าง แต่ความภูมิฐานแบบนี้น่าไว้วางใจได้หนึ่งอย่าง“เรื่องเกี่ยวกับตัวของท่าน ผมทราบมาหมดทุกอย่าง รวมถึงอาการป่วยหลังจากเกิดอุบัต
ในสถานการณ์ที่เกิดความไม่สงบแบบนี้ กฎหมายเข้มงวดมากขึ้นบางอย่าง ผ่อนปรนบางอย่าง เพื่อปรับตัวให้เข้ากับเหตุการณ์ในยุคสมัยสามสหัสวรรษแห่งนี้ปฐมบทการพบเจอกันอย่างเป็นทางการ ของคู่หมั้นหมายตามเอกสารของทั้งสองตระกูล เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยขั้นสูงสุดบัดนี้ ถึงเวลาเปิดม่านการแสดงหวนคืนถึงเรื่องราวบางอย่างที่ถูกหลงลืมไปให้กลับมาอีกครั้ง “ยินดีด้วยนะครับ ที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่” ให้ตายเถอะ! การต่อสู้บนเครื่องบินมันยากลำบากทั้งสถานที่ สภาพความกดอากาศของความสูงเหนือพื้นดิน การสั่นสะเทือนของเครื่องบินระหว่างการต่อสู้ คนที่ทำได้สมบูรณ์แบบปานนั้นเป็นคนอดนอนมากกว่างั้นเหรอ ช็อกจนพูดอะไรไม่ออกแต่ยัง
“ก่อนจะเริ่มสอบปากคำ ผมมีเรื่องอะไรจะพูดสักหน่อย ได้หรือเปล่า” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยออกมา “เชิญครับ คุณชายนภัทร” “ขอคำถามสั้นๆ กระชับที่สุดและรู้เรื่องราวมากที่สุด ฉันอดนอนมาจะสองวันแล้วเพราะไปทำงานมา ดันมาเกิดไฮแจ็คบนเครื่องบินอีก อีกทีจะสามวันอยู่ร่อมร่อ ฉันต้องการนอน” สิ้นสุดคำพูดของทายาทลำดับที่สองของหนึ่งในเจ็ดตระกูล เหล่าตำรวจที่เร่งมาที่เกิดเหตุต่างพากันมองหน้าตาของอีกฝ่ายทันทีโดยมินัดหมาย กลับพบว่าคลับคล้ายคลับคลากับใครบางคนในกลุ่มของตนเองเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากไหน ตระกูลยิ่งใหญ่หรือคนทั่วไปในยุคนี้จะต้องโดนสอบปากคำกันทั้งหมด เพื่อปก
7 มกราคม พ.ศ.3610สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดูไบ “ดูท่าว่าต้องรออีกสองชั่วโมงครับ เนื่องจากสภาพอากาศไม่อำนวยให้บินได้ครับ คุณชายเล็ก” กันต์รายงาน “จองร้านอาหารตามที่สั่งไว้แล้วครับ ไปกันเลยไหม คุณชายเล็ก” แจ็คบอก “อยู่ข้างนอกพวกนายสองคนเรียกฉันว่าคุณภัทรก็ได้นะ ไม่ต้องเป็นทางการขนาดนั้น ไม่ไ
ณ ห้องทำงานนนท์ภัทร แกร๊ก! “รอสักห้านาที ขอปั๊มเอกสารพวกนี้ก่อน” นนท์ภัทรบอกโดยไม่ได้หันไปมองคู่สนทนาด้วยซ้ำ “รู้ได้ยังไงว่าเป็นผม พี่ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองด้วยซ้ำ” นภัทรถามด้วยความแปลกใจ เขายังไม่ทันเอ่ยปากอะไรออกไป ทำไมถึงมั่นใจนักว่าเป็นใคร หรือนี่จะเป็นความสามารถพิเศษของคนที่อายุมากกว่า ไม่เกี่ยวกับความฉลาดแต่เป็นความสุขุมของวัย “ฉันไม่รู้หรอกว่าเป็นแก”&nbs
3 มกราคม พ.ศ.3610 ราชอาณาจักรไทยกรุงเทพครบกำหนดการณ์ระยะเวลาสิบปี ในการบำบัดรักษาอย่างเป็นความลับมาตลอดในที่สุดบุตรชายคนเล็กของตระกูลภูทนินทร์หายขาดจากการแพนิคเรื่องอุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นที่เรียบร้อยในที่สุดเรื่องราวบางอย่าง สมควรเข้าที่เข้าทางของมันเสียที “มันถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราจะต้องเล่าเรื่องเมื่อสิบปีก่อนให้ลูกฟัง อายุของลูกคนเล็กโตพอจะแบกรับความทรงจำที่สูญหายไปได้สักที แม้ว







