เข้าสู่ระบบ“กลับกันเลยไหมอัญ” กันต์ตัดบท ถึงจะไม่ชอบผู้หญิง เขาก็ไม่ชอบให้ใครมาสนิทสนมกับยายเด็กแสบของเขา
“ไปเถอะค่ะ ไปก่อนนะพี่ปกป้อง แฟนอัญหึงแล้ว เดี๋ยวคืนนี้โดนทำโทษอีก” ประโยคหลังเธอพยายามกระซิบบอกปกป้อง แต่เหมือนคนอื่นจะแอบได้ยิน
“พูดเยอะ” คนบ่นถอดเสื้อสูท จากนั้นก็ใช้สูทตัวใหญ่คลุมคนพูดมากไว้
“พี่ร้อน ช่วยใส่ไว้หน่อย” เท่านั้นแหละ เรียกรอยยิ้มจากใบหน้าสาวน้อยได้ทันที
“บี๋ หวงก็บอกว่าหวง ไม่ต้องทำเป็นร้อนก็ได้ เมียไม่แซวหรอก”
“ที่พูดอยู่เนี่ย เขาเรียกว่าแซว”
“อ้าวเหรอ อัญไม่รู้นะเนี่ย แล้วคืนนี้ให้อัญไปค้างด้วยไหม” เธอกอดแขนเขาพร้อมทั้งออดอ้อนไม่หยุด
“ไม่ต้อง นอนห้องตัวเองเลย”
“แหม ๆ ห้องก็ติด ๆ กัน” อัญชญาพักคอนโดมิเนียมหรูใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ห้องขนาดหนึ่งร้อยตารางเมตร หนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องแต่งตัว สองห้องน้ำ
จะเรียกว่าบุพเพสันนิวาส หรือว่าเป็นกรรมของกันต์ อันนี้เขาก็ยังไม่แน่ใจ เพราะห้องเขาดันอยู่ตึกเดียวกับเธอ ชั้นเดียวกัน ห้องติดกัน
ชั้นที่อัญชญาพักมีเพียงสี่ห้อง และทั้งสี่หนุ่มอย่างอาชวิน กันต์ ธรรนธ์ และภรัณต่างจับจองไว้คนละห้อง
ธรรนธ์และภรัณไม่ได้มาพักอาศัยอยู่แล้ว เพราะทั้งสองคนไปอยู่ต่างจังหวัด นาน ๆ ครั้งถึงจะมาเยี่ยมเยียนเมืองหลวง อาชวินส่งต่อห้องให้อัญชญา ส่วนกันต์หลังกลับมาจากเกาหลีก็ตั้งใจมาพักที่นี่ กลายเป็นว่าเขามาอยู่ใกล้เธอไปโดยปริยาย
“อาบน้ำสระผมให้เรียบร้อย” เขาสั่งก่อนจะออกจากห้อง วันนี้ทั้งแต่งหน้าทำผม ไหนจะฝุ่นละอองที่เจอมาทั้งวันอีก เขาไม่อยากจะคิดว่าหัวยายนั่นจะเหม็นแค่ไหน
“พรุ่งนี้ค่อยสระ วันนี้ดึกแล้ว”
“สี่ทุ่มเอง สระแล้วก็เป่า ไม่นานหรอก” กันต์ยังพยายามหว่านล้อมให้เธอสระผมไม่หยุด
“ไม่เอา ง่วง”
“มันสกปรก เดี๋ยวก็เหม็นอีก” กันต์นึกเหนื่อยใจกับยายเด็กนี่ นี่เขากำลังคุยกับนักศึกษาปีสามหรือเด็กอนุบาลสาม
“งั้นบี๋สระให้หนูหน่อยได้ไหมคะ” เธอใช้เสียงออดอ้อนระดับสิบ ทำเอาคนฟังหัวใจกระตุกเล็กน้อย
“เรื่องอะไร พี่ไม่ใช่ช่างทำผม”
“ก็ไม่ใช่ช่างทำผม แต่เป็นแฟนไงคะ เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว” อัญชญาพูดพร้อมทั้งขยิบตาให้เขา ทั้งยังฮัมเพลงดังในอดีตให้เขาฟังอีกด้วย
“บ้าบอ ไม่อยากสระก็นอนทั้งอย่างนั้นแหละ” กันต์เดินออกจากห้องไปอย่างไม่พอใจ เรียกเสียงหัวเราะคิกคักของอัญชญา
“ทำเป็นโกรธ รู้หรอกว่าเขิน หูแดงขนาดนั้น”
เธอตะโกนตามหลังและรู้ว่าเขาได้ยินแน่นอน
“ไม่ได้เขิน” คนไม่ได้เขินก็รีบตอบกลับ เสียงปิดประตูห้องของเขาทำเอาอัญชญาหัวเราะชอบใจ
“ไม่ได้เขินเลย อีลุงบ้า”
กันต์ตื่นขึ้นเพราะเสียงเรียกเข้าจากเสียงกดกริ่งหน้าห้อง ชั้นนี้มีคนอยู่แค่เขากับเธอ คงจะเป็นใครไม่ได้ที่มาวุ่นวายกับเขาเวลานี้
“พี่จะนอน อย่ากวนได้ไหม” กันต์ยีหัวตัวเอง ลุกมาเปิดประตูห้อง ปากก็บ่นไปด้วย
“หืม...มึงคิดว่ากูเป็นใคร”
“ไอ้รัณ มึงมาได้ไง” กันตาสว่างขึ้นทันที เมื่อคนตรงหน้าไม่ใช่ยายเด็กแสบ แต่กลับเป็นเพื่อนเขา
“ห้องกูอยู่นี่ ทำไมกูจะมาไม่ได้” ภรัณยิ้มอย่างจับผิด มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาได้กลิ่นตุ ๆ
“แล้วไม่อยู่ห้องมึงล่ะ จะมาห้องกูทำไม” กันต์เดินตรงไปยังห้องครัว หาน้ำสักขวดดื่มแก้กระหาย
“ก็คิดถึงเพื่อนไงครับ ไม่ได้เจอกันนานแค่ไหนแล้ว” ภรัณกอดคอคนที่เพิ่งวางขวดน้ำบนไอส์แลนด์
“ขนลุก” กันต์ผลักเพื่อนออก ไอ้เพื่อนชั่วอย่างมันเนี่ยนะจะคิดถึงเขา
“ตกลงว่าไง คิดว่ากูเป็นใคร มึงอย่าเปลี่ยนเรื่อง”
“ไม่มีอะไร” กันต์ตอบ แต่ไม่ยอมสบตาเพื่อน
“มึงอย่าคิดจะโกหกคนเรียนต่อจิตวิทยาอย่างกู” ภรัณเรียนต่อในสาขาจิตวิทยาเพิ่มหลังจากจบปริญญาตรีบริหาร
“โวะ! ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ มึงคิดมาก”
“จะบอกดี ๆ หรือจะให้กูสืบเอง” คำขู่ของภรัณทำให้คนมีความลับกับเพื่อนได้แต่ถอนหายใจ
“มึงอยากรู้เองนะ กูไม่ได้บังคับ” กันต์กอดอกมองเพื่อนก่อนจะเดินกลับมายังห้องนั่งเล่น คนเรียนจิตวิทยาผู้อยากเผือกเรื่องชาวบ้านรีบเดินตามมา ภรัณนั่งลงไม่ห่างจากเพื่อน รอคอยอย่างมีความหวัง
“มึงจำน้องไอ้อาร์ตได้ไหม”
“จำได้ น้องอัญ อย่าบอกนะว่ามึงกับน้องเขา...” ภรัณทำหน้าตาตื่น นิ้วชี้สองนิ้วทั้งซ้ายทั้งขวาของเขาแนบชิดกัน เป็นสัญลักษณ์สื่อความหมายของมันได้อย่างดี
“เออ นั่นแหละ มึงห้ามบอกไอ้อาร์ตนะโว้ย แม่งมันยิ่งห้ามกูอยู่ด้วยว่าอย่ายุ่งกับน้องมัน ให้ดูแต่ตา มืออย่าต้อง แต่วันนั้นกูเมาไง กูแม่งเครียดฉิบหาย ทำยังไงดีวะ” คำถามของกันต์อาจไม่เข้าไปในโสตประสาทของคนที่เป็นนักจิตวิทยามากนัก เพราะตอนนี้ภรัณเองก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“กูไม่รู้ กูไม่เห็น กูไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น ถือว่าวันนี้ก็ไม่ได้มาห้องมึงนะ กูกลับก่อนดีกว่า เมียตามแล้ว” ภรัณรีบลุกขึ้นยืน โยนเผือกร้อน ๆ ที่เพิ่งได้รับฟังคืนกลับไปให้เจ้าตัว
“ผู้ชายจะเลี้ยงเด็กเป็นหรือเปล่า” ฟังจากคำพูดของเธอ ป้าแจ๊ดดูจะไม่ชอบหน้าพ่อกานต์สักเท่าไร “เคยเลี้ยงลูกอยู่ครับ ไม่ทราบว่าครูเคยมีลูกหรือเปล่าครับ” คำพูดฟังเหมือนคำถามทั่วไป แต่บาดลึกลงหัวใจของคนอย่างอาจารย์แจ๊ดหรือป้าแจ๊ดของอัญชญา เพราะเธอโสดสนิท ลูกสักคนไม่เคยมี จะมีได้อย่างไร ในเมื่อผัวสักคนยังไม่เคยมี “ป้ากลับก่อนนะอัญ ไว้จะแวะมาใหม่” คนไม่เคยมีลูกค้อนให้คนแก่หัวโล้น เคยมีลูกใช่ว่าจะเลี้ยงหลานเก่งกว่าเธอ คอยดูเถอะว่าใครจะเลี้ยงหลานได้ดีกว่ากัน “พ่อไปแกล้งป้าแจ๊ดทำไม” กันต์บ่นพ่อเบา ๆ ตอนที่ป้าแจ๊ดปั่นจักรยานออกจากเขตรั้วบ้านไปแล้ว “ไม่ได้แกล้ง ก็แค่ถามว่าเคยมีลูกไหม ทำไมต้องโมโหด้วย” “ลุงหนานกานต์มาแล้วก๋า กินข้าวเจ้า” เสียงสายใจแม่บ้านมาเรียกกานต์ไปรับประทานอาหารพร้อมกับตากับยาย ทางเหนือจะเรียกพระที่สึกแล้วว่าหนาน ถ้าอายุมากหน่อยก็เรียกลุงหนาน “เดี๋ยวนี้มีตำหน่งตำแหน่ง จากหลวงตากลายมาเป็นหนาน” กันต์แซวพ่อของตัวเอง ดูกานต์จะไม่ได้ใส่ใจ เดินเข้าใต้ถุนบ้านตรงไปยังห้องอาหารที่ติดห้องครัว “หนูขอจิ้นพ่อกานต์กับป้าแจ
“มากั๋นแล้ว” “อัญลูกรักของป้า” “ป้าแจ๊ด! คิดถึงจังเลย งือ” อัญชญาโผเข้ากอดแจ๊ดซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของแม่เธอ “ไม่ต้องคิดถึงเยอะตอนนี้ ป้ากลับมาอยู่บ้านเราแล้ว” “อ้าว! ป้าไม่เป็นอาจารย์แล้วเหรอคะ” ป้าแจ๊ดเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐในจังหวัดเชียงใหม่ อัญชญาเจอป้าแจ๊ดตอนเด็กที่เธอปิดเทอมและมาอยู่กับตายาย “แก่แล้ว เลิกทำดีกว่า เหนื่อยแล้ว” “อัญต้องบอกแม่แล้วว่าป้าแจ๊ดกลับมาอยู่บ้าน ดีเลย จะได้ช่วยเลี้ยงหลาน เนี่ย ๆ อัญจะท้องแล้วนะคะ” อัญชญามั่นใจว่าครั้งนี้อย่างไรก็ท้องแน่นอน “ท้องแล้วเหรอพ่อกันต์” ป้าแจ๊ดที่สนิทกับกันต์ด้วยเช่นกัน เพราะเขาเคยพาอัญชญาไปเยี่ยมภรัณที่เชียงใหม่ จึงได้มีโอกาศแวะไปหาป้าแจ๊ดด้วยเช่นกัน “ยังไม่รู้ครับป้า วันนี้แหละครับ” “อ้าว รออะไร รีบไปตรวจเลย ปวดฉี่หรือยัง ป้าอยากเลี้ยงหลานแล้ว” ป้าแจ๊ดรุนหลังอัญชญาไปทางห้องน้ำให้รีบไปตรวจ “เฮีย ตื่นเต้น” “เข้าไปตรวจทั้งสองคนเลย” ป้าแจ๊ดบอกเพราะห้องน้ำในบ้านมีขนาดใหญ่ เข้าไปพร้อมกันทั้งสองคนไม่ใช่ปัญหา
หลังจากที่ทั้งสองแต่งงานกันแล้ว ย้ายตัวเองมาอยู่ที่จังหวัดแพร่ ดูแล้วงานหลักของทั้งคู่คือการหาร้านกาแฟใหม่ ๆ ทดลองรสชาติ “หนูว่าตั้งแต่เรียนจบ หนูว่างมากเลย เครียดมากที่สุดน่าจะเป็นการหากาแฟกินนี่แหละคะ” อัญชญาบ่นกับสามีที่วันนี้แต่งตัวดีกว่าทุกวัน เพราะต้องเข้าโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไปตรวจโรงงานประจำเดือนแทนผู้เป็นตา “ดีแล้ว พี่อยากให้เราท้องเร็ว ๆ ไม่อยากให้เครียด” กันต์ว่าพลางลูบแก้วกาแฟ นึกถึงลูกสาวลูกชายในวันข้างหน้า “ยิ้มอะไรคะ” “คิดถึงลูกของเรา เฮียว่าต้องแสบเหมือนคนเป็นแม่แน่เลย” อัญชญาเบะปาก ใครกันแน่ที่แสบตอนเด็ก ๆ เขาก็ใช่ย่อยเถอะ “วันนี้จะกลับไปตรวจ หนูว่ารอบนี้น่าจะติดนะคะ เมนส์หนูไม่มาสองอาทิตย์แล้ว” หลังจากพยายามกันมาหลายเดือน อัญชญายังไม่ท้องสักที อาชวินก็เกทับกันต์หลายครั้งแล้ว นี่ใกล้จะปิดเทอมแล้ว เดี๋ยวเขากับอัญชญาต้องไปจับเด็กทั้งสามมาขังไว้ที่แพร่ ให้คนเป็นพ่อแม่ได้ทุกข์ใจเล่น “หรือเพราะพี่แก่แล้ว เลยติดยาก” กันต์อดโทษตัวเองไม่ได้ เพราะเขาอายุสามสิบกว่าแล้ว น้ำยาของเขาไม่ค่อยดีเหมือนไอ้พวกเพื่อนชั่วม
อยู่กับธรรมชาติ ป่าเขาและคนรัก ไม่ต้องมีรถติด ไม่ต้องมีประชุม “เฮียว่าเราจะคิดถึงแสงสีไหมคะ” อัญชญาถามเขาในขณะที่ทั้งสองกลับมาจากสัมภาษณ์ซีอีโอ ตอนนี้ทั้งสองแช่อยู่ในสระว่ายน้ำของคอนโด อย่างที่เคยบอกว่าชั้นนี้มีทั้งหมดสี่ห้องและมีสระว่ายน้ำที่ใช้ร่วมกัน แต่เพราะอีกสองห้องเป็นของภรัณและธรรนธ์ซึ่งทั้งสองแทบจะไม่ได้แวะมากรุงเทพฯ เลย ทำให้สระว่ายน้ำแห่งนี้ถูกครอบครองโดยสองหนุ่มสาวที่อยู่ประจำ “คิดถึงก็แค่บินมา เดี๋ยวนี้การเดินทางสะดวก” กันต์ว่า กดจมูกหอมแก้มว่าที่เจ้าสาวสองสามที “เนอะ คิดถึงก็แค่บินมา ปิดเทอมก็พาพวกเด็ก ๆ ไปขังไว้ที่โน่น” พวกเด็ก ๆ ที่ว่าไม่พ้นลูกของอาชวิน กันต์และอัญชญาวางแผนไว้แล้วช่วงปิดเทอมว่าจะขโมยลูกของอาชวินไปขังไว้ที่แพร่ จะว่าขังคงไม่ได้หรอก เพราะเด็ก ๆ ชอบมาก ไม่ว่าจะเป็นการเก็บปู ปลูกผัก ตกปลา หรือแม้แต่การไปขุดจิกุ๋ง “เฮียเคยคิดนะว่าอยากไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์แถวต่างจังหวัด แต่ตอนนั้นนึกภาพไม่ออกว่าจะต้องไปอยู่ที่ไหนและอยู่กับใคร” “แต่อัญคิดตลอดเลยนะว่าอยากไปอยู่กับตายายถ้าเรียนจบแล้ว และอยากอยู
“ตอนแม่คลอดพี่อาร์ต อายุแม่เพิ่งจะยี่สิบต้น ๆ พ่อแม่กับพี่อาร์ตอยู่ด้วยกันมาสามสิบกว่าปีแล้ว ส่วนฉันได้อยู่กับแม่กับพ่อแค่ยี่สิบปี หลายครั้งนะที่ฉันนึกน้อยใจ ทำไมฉันไม่ได้เห็นตอนพ่อกับแม่ยังเป็นหนุ่มสาว ฉันอยากใช้ชีวิตอยู่กับลูกนาน ๆ อยากเห็นเขามีลูกมีหลานโดยที่ฉันยังไม่รีบตาย” นี่คงเป็นความในใจที่อัญชญาไม่เคยได้บอกใคร สำหรับเธอเวลาต่างหากที่สำคัญกว่าทุกอย่าง และถ้าเสียไปแล้วไม่มีทางได้คืน “ความตายมันห้ามกันได้ที่ไหน” “นั่นสิ ไม่รู้หรอกว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ถ้ามีโอกาสก็รีบใช้อย่างที่ใจฝัน อย่ามัวแต่กลัว” อัญชญาส่งสายตาและคำพูดให้เพื่อนเข้าใจชีวิต “กลัวอะไรไม่ได้กลัว” คนร้อนตัวรีบออกตัวก่อนที่จะโดนเพื่อนว่า “จ้าไม่ได้กลัวเลย แทมมี่คนเก่ง” อัญชญาเย้าเพื่อน ไม่กลัว แต่กลับไม่เคยมีแฟน เล่นกับใครเขาไปทั่ว พอเขาจะเอาจริงวิ่งหนีไม่คิดชีวิต มีคนเคยพูดว่าแทมมี่เพื่อนเธอเป็นคนทอดสะพานให้อีกฝั่งแท้ ๆ แต่พอฝ่ายชายกำลังจะเดินข้ามสะพานกลับรีบยกสะพานขึ้น ทำให้อัญชญานึกถึงภาพสะพานที่จะมีระบบยกให้เรือวิ่งผ่าน นึกถึงผู้ชายพวกนั้นที่เพื่อนเธอทอด
แทมมี่มองบนหลายต่อหลายรอบเพราะความหมั่นไส้เพื่อนของตัวเอง กับแสงของแหวนที่แยงตาเธอไม่หยุด “นี่ ไฮโซอัญคะ หล่อนจะอวดไปถึงไหนคะ” “เพื่อนไม่ได้อวดค่ะแทมมี่ เพื่อนแค่กลัวไม่เห็น” “คุณไฮโซคะ ถ้าไม่เห็นก็ตาบอดแล้วค่ะ เพชรเม็ดเท่าไข่ห่าน แล้วนี่หล่อนยังวางทาบหน้าให้ส่องแดดอีก” แทมมี่บ่นความอวดแหวนที่มีผู้มาขอแต่งงานแล้ว วงเดียวไม่พอ ทั้งแหวนหมั้น ทั้งแหวนขอแต่งงาน ไม่รู้ว่าวันแต่งงานจะมีแหวนวันงานอีกหรือเปล่า “อิจฉาแหละดูออก” อัญชญาเบะปากให้เพื่อน “นี่ถ้าตบคนแล้วไม่โดนปรับ ฉันตบแกแล้ว เห็นแล้วหมั่นไส้” แทมมี่ยังบ่นไม่หยุด ถามว่าอิจฉาไหม ก็อิจฉาแหละ “อย่าเป็นนางร้ายสิ ฉันรู้ว่าแกรักฉัน ว่าแต่อยู่มาจนปีสี่แล้ว แทมมี่ของฉันทำไมยังไม่มีแฟน” อัญชญาแซวเพื่อน แทมมี่ทั้งสูงยาวเข่าดีตามสไตล์ลูกเสี้ยวที่มีเชื้อสายต่างชาติผสม “เอามาทำไมก่อน มีแฟนไปไหนก็ต้องขออนุญาต แถมไม่พอต้องคอยหึงหวง ถามก่อน จะมีไปเพื่อ? สู้อยู่สวย ๆ ให้ผู้ชายเสียดายเล่นไม่ดีกว่า อีกอย่างฉันอยากเป็นผู้เลือก ไม่ใช่เป็นคนถูกเลือก” แทมมี่พูดอย่างผู้หญิงยุคใหม่ที่ไม่ต







