LOGINสองสัปดาห์หลังเริ่มงาน ข้าวปุ้นค้นพบกฎสำคัญในการอยู่รอดกับออกัสสามข้อ ข้อแรกอย่าเชื่อทุกอย่างที่เขาพูด ข้อสองอย่าวางของกินไว้ใกล้มือเขา และข้อสุดท้าย ถ้าได้ยินคำว่า “มานี่หน่อย” ให้ถามก่อนทุกครั้งว่าจะให้ไปทำอะไร เพราะแปดสิบเปอร์เซ็นต์ไม่มีเรื่องงานส่วนอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์…ก็อาจไม่มีเหมือนกัน
“ข้าวปุ้น มานี่หน่อย”
เสียงเรียกดังขึ้นจากอีกฝั่งของห้องแต่งตัว คนที่กำลังเช็กตารางงานอยู่ชะงัก ก่อนเงยหน้าขึ้นเหนือกรอบแว่น “มีอะไรคะ”
ออกัสที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งเลิกคิ้ว “เดี๋ยวนี้ต้องถามก่อน?”
“ค่ะ”
“ทำไม”
“ปุ้นเรียนรู้แล้วค่ะ”
ช่างแต่งหน้าที่กำลังเก็บอุปกรณ์หลุดหัวเราะ ออกัสปรายตามอง ก่อนหันกลับมาหาสาวแว่น “มานี่”
“เรื่องงานไหมคะ”
“เรื่องงาน”
ข้าวปุ้นจึงยอมเดินเข้าไป “อะไรคะ”
“ใกล้อีก”
เธอขยับหนึ่งก้าว
“อีก”
“พี่พูดตรงนี้ก็ได้ค่ะ ปุ้นได้ยิน”
“มีอะไรติดหน้า”
คนตัวเล็กชะงัก รีบยกมือแตะแก้ม “ตรงไหนคะ”
“นี่”
ออกัสยื่นมือเข้ามาใกล้ ข้าวปุ้นยืนนิ่งอย่างไว้ใจ ก่อนนิ้วยาวจะหยิกแก้มเธอเบา ๆ แล้วดึง
“โอ๊ย! พี่ออกัส!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นทันที
ข้าวปุ้นรีบถอยหนี มือกุมแก้มตัวเอง “ไหนบอกมีอะไรติดหน้าคะ!”
“ก็มี”
“อะไร”
“แก้ม”
“แก้มมันก็ต้องติดหน้าปุ้นอยู่แล้วสิคะ!”
“อ้าวเหรอ”
“พี่!”
ออกัสหัวเราะจนไหล่สั่น ส่วนข้าวปุ้นยืนแก้มป่องด้วยความโมโห “พี่โกหกปุ้นอีกแล้ว”
“ใครบอกให้เชื่อ”
“พี่บอกว่าเรื่องงาน”
“งานดูแลผู้จัดการ”
“ปุ้นต่างหากที่เป็นคนดูแลพี่ค่ะ”
“งั้นดูแลหน่อย”
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วยื่นมือออกมา “โทรศัพท์”
ข้าวปุ้นหยิบให้
“น้ำ”
หยิบให้
“แว่น”
“แว่นอะไรคะ”
“ของเธอ”
หญิงสาวรีบถอยทันที “ไม่ให้ค่ะ”
ออกัสหลุดยิ้ม “รู้ทันแล้วนี่”
“พี่เคยเอาไปซ่อนแล้วค่ะ ปุ้นจำได้”
“ครั้งเดียว”
“ครั้งเดียวก็พอค่ะ ปุ้นมองอะไรไม่ชัด”
“สายตาสั้นเท่าไหร่”
“ไม่บอกค่ะ”
“ทำไม”
“เดี๋ยวพี่เอาไปล้อ”
“ฉลาดขึ้น”
“เพราะพี่เลยค่ะ”
ออกัสยกยิ้มอย่างพอใจ ไม่รู้ทำไมช่วงหลังเขาถึงชอบเวลาข้าวปุ้นเริ่มเถียงกลับมากกว่าตอนที่เธอยอมทุกอย่างเสียอีก อย่างน้อยตอนนี้พอโดนแกล้ง เธอก็ไม่ยืนงงอยู่ครึ่งนาทีเหมือนวันแรกแล้ว
“วันนี้มีอะไร”
“สิบเอ็ดโมงถ่ายแฟชั่นเซต บ่ายสองสัมภาษณ์ออนไลน์ ห้าโมงเย็นเดินทางไปงานเปิดตัวน้ำหอมค่ะ งานเริ่มหนึ่งทุ่มแล้วพรุ่งนี้มีถ่ายเอ็มวีตอนสิบโมง ปุ้นแจ้งรถไว้แปดโมงครึ่งแล้ว”
“คืนนี้ล่ะ”
“หมดงานประมาณสามทุ่มค่ะ”
“หลังจากนั้น”
ข้าวปุ้นก้มดูตาราง “ไม่มีแล้วค่ะ”
“ดี”
“พี่จะไปไหนต่อหรือเปล่าคะ”
“ทำไม”
“ปุ้นจะได้แจ้งรถ”
ออกัสเงยหน้ามองเธอ “ถ้าพี่ไปเที่ยว เธอไปด้วย?”
“ไม่ค่ะ”
“ตอบเร็วไปไหม”
“หมดเวลางานแล้วนี่คะ”
“ผู้จัดการไม่ต้องดูแล?”
“พี่สวยบอกว่าถ้าเป็นธุระส่วนตัวของพี่ ปุ้นไม่ต้องตามค่ะ”
“ถ้าพี่สั่งให้ตามล่ะ”
“ปุ้นจะถามพี่สวยก่อน”
“ฟ้องเก่ง”
“ปุ้นไม่ได้ฟ้องค่ะ”
“ทุกเรื่องต้องพี่สวย?”
“เพราะพี่สวยเป็นหัวหน้าปุ้นค่ะ”
“แล้วพี่ล่ะ”
ข้าวปุ้นคิดนิดหนึ่ง “เป็นคนที่ปุ้นดูแลค่ะ”
“ไม่ใช่หัวหน้า?”
“ไม่ใช่ค่ะ”
“งั้นเธอไม่ต้องเชื่อพี่?”
เธอนิ่งคิดจริงจังอีกครั้ง ก่อนพยักหน้า “ถ้าไม่เกี่ยวกับงานก็ไม่จำเป็นนี่คะ”
ออกัสหรี่ตามอง
ข้าวปุ้นเริ่มรู้สึกไม่ดีจึงกอดแท็บเล็ตแนบอก “พี่อย่าทำหน้าแบบนั้นนะคะ”
“หน้าแบบไหน”
“หน้าเหมือนกำลังคิดจะแกล้งปุ้น”
“รู้ด้วย?”
“เริ่มดูออกแล้วค่ะ”
“เก่ง”
มือใหญ่ยื่นมาหมายจะขยี้หัว แต่ข้าวปุ้นย่อตัวหลบอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งออกจากห้อง
“ไม่ให้จับค่ะ!”
เสียงหัวเราะของออกัสดังตามหลังมา
ช่วงสายสตูดิโอคึกคักกว่าปกติเพราะวันนี้มีนายแบบและนางแบบร่วมถ่ายหลายคน ข้าวปุ้นวิ่งประสานงานระหว่างทีมเสื้อผ้ากับช่างภาพจนแทบไม่ได้หยุดพัก ข้าวสวยติดประชุมกับแบรนด์อีกแห่งจึงฝากทุกอย่างไว้กับน้องสาวเต็มตัวเป็นครั้งแรก ตอนแรกเธอกังวลแต่พอเริ่มงานจริงกลับไม่มีเวลาคิดมาก ทุกอย่างต้องตรงเวลา เสื้อผ้าต้องพร้อม เครื่องประดับต้องครบและคนที่น่าปวดหัวที่สุดก็ยังคงเป็นคนเดิม
“พี่ออกัสคะ อีกห้านาทีเข้าฉากค่ะ”
ชายหนุ่มนั่งก้มหน้าเล่นโทรศัพท์อยู่บนโซฟา “อือ”
“พี่ได้ยินใช่ไหมคะ”
“ได้ยิน”
“งั้นลุกค่ะ”
“อีกห้านาที”
“อีกห้านาทีต้องอยู่หน้าเซต ไม่ใช่ค่อยลุกนะคะ”
ไม่มีปฏิกิริยา
ข้าวปุ้นยืนรอสามวินาที “พี่ออกัส”
เงียบ
“พี่ออกัสคะ”
ยังเงียบ เธอถอนหายใจก่อนรวบรวมความกล้าเอื้อมมือไปดึงโทรศัพท์ออกจากมือเขา คราวนี้ดวงตาเรียวเงยขึ้นทันที
“กล้าแย่งของพี่?”
ข้าวปุ้นกอดโทรศัพท์ไว้กับอก “คืนหลังถ่ายเสร็จค่ะ”
“เอามา”
“ไม่ค่ะ”
“ข้าวปุ้น”
“ถึงเวลาทำงานแล้วค่ะ”
ออกัสลุกขึ้นเต็มความสูงทันที คนตัวเล็กที่เมื่อครู่ยังกล้าหาญถอยหลังโดยอัตโนมัติหนึ่งก้าว
“กลัว?”
“ไม่ได้กลัวค่ะ”
เขาก้าวเข้าไปอีก เธอถอยอีก
“งั้นถอยทำไม”
“พี่ตัวใหญ่ค่ะ”
“เกี่ยว?”
“มันกดดันค่ะ”
มุมปากของออกัสยกขึ้น “เอาโทรศัพท์มา”
ข้าวปุ้นส่ายหน้า
“แน่ใจ?”
“ค่ะ”
เขาก้าวเข้าไปอีกจนแผ่นหลังเธอชนผนัง
หญิงสาวเงยหน้ามองคนที่สูงกว่าเกือบยี่สิบห้าเซนติเมตร ดวงตากลมเริ่มระแวง “พี่จะทำอะไรคะ”
“เอาของคืน”
“ถ่ายเสร็จปุ้นคืนค่ะ”
“ถ้าไม่ให้?”
“พี่ก็…”
ยังไม่ทันพูดจบมือใหญ่ก็ยื่นมาด้านข้าง ข้าวปุ้นรีบยกโทรศัพท์ขึ้นเหนือศีรษะสุดแขน ออกัสนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนหลุดหัวเราะ
“คิดว่าพี่หยิบไม่ถึง?”
“…”
จริงด้วย เธอสูงร้อยหกสิบ เขาเกือบร้อยแปดสิบห้า นี่เธอคิดอะไรอยู่ มือใหญ่คว้าโทรศัพท์กลับไปได้ง่าย ๆ แต่แทนที่จะเดินออกัสกลับยืนมองหน้าเธออย่างอารมณ์ดี
“เก่งขึ้น แต่ยังไม่ฉลาด”
“พี่!”
“อะไร”
“ปุ้นอุตส่าห์มาตามไปทำงานนะคะ”
“รู้”
“แล้วทำไมชอบกวน”
“ก็เวลาหงุดหงิดแล้วหน้าตลก”
ข้าวปุ้นเม้มปากทันที
“แบบนี้”
เขาใช้นิ้วแตะมุมปากเธอเบา ๆ
ข้าวปุ้นรีบปัดมือออก “อย่าจับหน้าปุ้นค่ะ”
“ทำไม”
“ไม่ชอบค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้เขาหยุดมือ น้ำเสียงไม่ได้โกรธ แต่จริงจังกว่าทุกครั้ง
“ไม่ชอบให้จับหน้า?”
“ค่ะ”
“โอเค”
ข้าวปุ้นกะพริบตาเล็กน้อย ไม่คิดว่าเขาจะยอมง่าย ๆ
ออกัสเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกง ก่อนเดินผ่านเธอไปทางเซต “ครั้งหน้าบอก”
หญิงสาวมองตามแผ่นหลังสูงแล้วรู้สึกแปลกนิด ๆ
ถึงจะชอบแกล้งจนบางครั้งน่ารำคาญ แต่พอเธอบอกว่าไม่ชอบจริง ๆ เขาก็หยุด บางทีเขาอาจไม่ได้แย่อย่างที่คิด ความคิดนั้นอยู่ได้ไม่ถึงสามชั่วโมงหลังจบงานถ่ายแบบ ทั้งทีมย้ายไปโรงแรมซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเปิดตัวน้ำหอมในช่วงเย็น ออกัสถูกพาไปแต่งหน้าเปลี่ยนชุด ส่วนข้าวปุ้นนั่งอยู่ด้านหลังห้องบอลรูม ก้มกินข้าวกล่องอย่างรีบ ๆ เพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก่อนต้องเตรียมศิลปินขึ้นงาน
“ข้าวปุ้น”
เธอชะงักทั้งที่ข้าวยังอยู่เต็มปาก ออกัสยืนอยู่ตรงหน้าในชุดสูทสีดำ ผมยาวถูกเซตให้เปิดใบหน้ามากขึ้นจนดูคมกว่าปกติ
หญิงสาวรีบเคี้ยวแล้วกลืน “คะ?”
“เนกไทเอียงไหม”
เธอมอง “นิดหนึ่งค่ะ”
“จัดให้หน่อย”
“เรียกพี่สไตลิสต์ดีกว่าไหมคะ”
“เขาไม่อยู่”
ข้าวปุ้นวางช้อนแล้วลุกขึ้น เธอเอื้อมมือจัดเนกไทให้ แต่ด้วยส่วนสูงที่ต่างกันมากจึงต้องเขย่งปลายเท้า
“ก้มหน่อยได้ไหมคะ”
“ไม่”
“ปุ้นเอื้อมไม่ถึง”
“ก็เขย่ง”
“เมื่อยค่ะ”
“ตัวเตี้ยเอง”
“ปุ้นไม่ได้เตี้ย”
ออกัสยิ้มก่อนยอมก้มลงเล็กน้อย ข้าวปุ้นตั้งใจจัดปมเนกไทโดยไม่ได้สังเกตเลยว่าใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันมากเพียงใด จนกระทั่งเสียงผู้หญิงดังขึ้นจากด้านหลัง
“กัส”
ข้าวปุ้นรีบปล่อยมือแล้วหันไป หญิงสาวรูปร่างสูงในชุดเดรสสีแดงเดินตรงเข้ามา เธอสวยโดดเด่นจนข้าวปุ้นจำได้ทันทีว่าเป็น ‘มีนา’ นักแสดงสาวที่เคยมีข่าวกับออกัสเมื่อหลายเดือนก่อน
“ไม่คิดว่าจะเจอกันที่นี่”
ออกัสยืดตัวขึ้น “มางาน?”
“อือ แบรนด์เชิญมา”
มีนาหันมองข้าวปุ้น “ใครคะ”
“ผู้ช่วย”
“อ๋อ”
สายตาของหญิงสาวมองข้าวปุ้นตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนยิ้มบาง ๆ “น่ารักดี”
ข้าวปุ้นยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีจ้ะ”
มีนาหันกลับไปหาออกัสแล้วจับแขนเขาอย่างสนิทสนม “คืนนี้ไปต่อไหม ไม่ได้เจอกันนานแล้ว”
ออกัสเหลือบมองข้าวปุ้นโดยอัตโนมัติ เธอกำลังมองนาฬิกา
“พี่ออกัสคะ อีกสิบห้านาทีต้องสแตนด์บายค่ะ”
“ได้ยินแล้ว”
“ปุ้นไปรอข้างเวทีนะคะ”
“เดี๋ยว”
“คะ?”
เขาไม่รู้เหมือนกันว่าเรียกไว้ทำไม อาจเพราะข้าวปุ้นทำเหมือนภาพผู้หญิงเกาะแขนเขาเป็นเรื่องธรรมดาเกินไป
“คืนนี้พี่อาจไปต่อ”
“ได้ค่ะ”
“กับมีนา”
“ค่ะ”
“กลับดึก”
“งั้นปุ้นแจ้งคนขับให้รอไหมคะ”
ออกัสเริ่มหงุดหงิด “ไม่ต้อง”
“แล้วพี่กลับยังไงคะ”
“มีนาไปส่งได้”
คนถูกพูดถึงยิ้มทันที “ได้สิ”
ข้าวปุ้นพยักหน้า “งั้นปุ้นแจ้งรถว่าหลังจบงานไม่ต้องรอพี่นะคะ”
เธอพูดจบก็เดินออกไปจริง ๆ ออกัสมองตาม
มีนาหันมองเขา “เป็นอะไร”
“เปล่า”
“ทำไมทำหน้าแบบนั้น”
“หน้าอะไร”
“เหมือนอารมณ์เสีย”
“ร้อน”
ทั้งที่เครื่องปรับอากาศในโรงแรมเย็นจนมีนาต้องห่มแขนตัวเอง หญิงสาวเลือกไม่ถามต่อ งานช่วงค่ำผ่านไปอย่างราบรื่น ออกัสยิ้มให้กล้อง พูดคุยกับพิธีกรและแฟนคลับเหมือนทุกครั้ง ข้าวปุ้นยืนอยู่ข้างเวทีคอยดูเวลาและเตรียมน้ำให้ ทันทีที่ลงจากเวทีรอยยิ้มของเขาก็หายไป
“น้ำค่ะ”
ข้าวปุ้นยื่นให้ เขารับไปดื่ม
“ผ้าค่ะ”
รับอีก
“โทรศัพท์ค่ะ”
รับ ทุกอย่างเรียบร้อยเกินไปจนคนถูกดูแลกลับหงุดหงิดกว่าเดิม
“ข้าวปุ้น”
“คะ”
“คืนนี้เธอไปไหน”
“กลับบ้านค่ะ”
“กับข้าวสวย?”
“พี่สวยมีนัดค่ะ ปุ้นกลับเอง”
“กับใคร”
“คนเดียวค่ะ”
“ทำไม”
ข้าวปุ้นงง “ก็ปุ้นกลับบ้านคนเดียวได้ค่ะ”
“ไม่มีใครมารับ?”
“ไม่มีค่ะ”
“แฟน?”
“ปุ้นไม่มีแฟน”
“คนคุย”
“ไม่มีค่ะ”
“คนจีบ”
คราวนี้เธอเริ่มขมวดคิ้ว “พี่ถามทำไมคะ”
“ถามไม่ได้?”
“ได้ค่ะ แต่ปุ้นไม่เข้าใจว่าเกี่ยวกับงานตรงไหน”
ออกัสเงียบไป จริง ไม่เกี่ยวเลย
“อยากรู้”
“ไม่มีค่ะ”
“ไม่มีสักคน?”
“ค่ะ”
“ชีวิตเงียบจัง”
“ปุ้นชอบค่ะ”
“ไม่เหงา?”
“ไม่ค่ะ”
“แล้วถ้ามีคนมาจีบ?”
เธอคิดเล็กน้อย “ถ้าชอบก็คงคุยค่ะ”
“ชอบแบบไหน”
“ไม่รู้สิคะ”
“หล่อ?”
“ไม่จำเป็นค่ะ”
“สูง?”
“ไม่จำเป็น”
“รวย?”
“ไม่ค่ะ”
“นายแบบ?”
ข้าวปุ้นหันมองเขาทันที “ทำไมต้องนายแบบคะ”
“ถามเฉย ๆ”
“ปุ้นไม่คิดว่าจะคบคนในวงการค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้เขานิ่ง
“ทำไม”
“วุ่นวายค่ะ”
“วุ่นวายยังไง”
“ก็อย่างพี่ไงคะ”
“พี่ทำไม”
“งานเยอะ คนรู้จักเยอะ มีข่าวกับผู้หญิงเยอะ ไปไหนก็มีคนมอง แล้วก็…” เธอหยุด
“แล้วก็?”
ข้าวปุ้นมองหน้าเขา “ชอบแกล้งคนอื่นค่ะ”
ออกัสหัวเราะในลำคอ “ถ้าไม่แกล้ง?”
“ก็ยังไม่ค่ะ”
“ไม่ชอบหน้าพี่?”
“ปุ้นไม่ได้บอกว่าไม่ชอบนะคะ”
“งั้นชอบ?”
“ทำไมพี่ชอบถามวนคะ”
เธอเริ่มงงจริง ๆ
ออกัสกำลังจะพูดต่อ แต่มีนาเดินเข้ามาพอดี “กัส ไปกันไหม”
ข้าวปุ้นหันมองนาฬิกา “งานหมดแล้วค่ะ”
“รู้”
“งั้นปุ้นกลับก่อนนะคะ”
“เดี๋ยว”
เธอหยุดอีกครั้ง “อะไรคะ”
“พี่ไม่ไปแล้ว”
มีนาชะงัก “อะไรนะ”
ข้าวปุ้นเองก็งง “ทำไมคะ”
“ขี้เกียจ”
“แต่เมื่อกี้—”
“เปลี่ยนใจ”
มีนามองหน้าเขาอย่างไม่พอใจเล็กน้อย “งั้นวันหลัง?”
“ค่อยคุย”
ออกัสหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาพาดแขนแล้วเดินนำออกไป
ข้าวปุ้นรีบตาม “พี่ออกัสคะ แล้วรถล่ะ”
“รถกลับไปแล้ว?”
“ปุ้นแจ้งว่าไม่ต้องรอ ตามที่พี่บอกค่ะ”
ชายหนุ่มหยุดเดิน ข้าวปุ้นหยุดตาม
“เรียกกลับมา”
“พี่เป็นคนบอกไม่ให้รอเองนะคะ”
“ก็เปลี่ยนใจแล้ว”
“แต่คนขับออกไปตั้งนานแล้วค่ะ”
“งั้นเรียกรถ”
“ให้พี่เหรอคะ”
“ให้เรา”
“เรา?”
ออกัสหันมามอง “เธอก็กลับไม่ใช่หรือไง”
“ค่ะ”
“ไปด้วยกัน”
“บ้านคนละทางนะคะ”
“ไปส่ง”
“ไม่ต้องค่ะ ปุ้นกลับเองได้”
“ข้าวปุ้น”
“คะ”
“เลิกเถียง”
“แต่—”
“หรือจะยืนคุยตรงนี้จนโรงแรมปิด”
สุดท้ายข้าวปุ้นก็ต้องเดินตามออกไปอย่างช่วยไม่ได้ ระหว่างนั่งรถกลับบรรยากาศเงียบกว่าปกติ ข้าวปุ้นนั่งริมหน้าต่าง ส่วนออกัสนั่งอีกฝั่ง เขาถอดสูทออกแล้วพับแขนเสื้อขึ้น ผมที่เซตมาเริ่มตกลงข้างใบหน้า
ข้าวปุ้นเหลือบมอง ก่อนถาม “พี่ไม่ไปกับพี่มีนาแล้วจริง ๆ เหรอคะ”
“อือ”
“ทะเลาะกันเหรอคะ”
“เปล่า”
“แล้วทำไมเปลี่ยนใจ”
“ขี้เกียจ”
“อ๋อ”
แค่นั้นอีกแล้ว
ออกัสหันมอง “ไม่ถามต่อ?”
“เรื่องส่วนตัวพี่นี่คะ”
“ถ้าอยากรู้ถามได้”
“ปุ้นไม่ได้อยากรู้ค่ะ”
คำตอบตรงเกินไปจนเขาหัวเราะออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ
“เธอนี่ทำร้ายความมั่นใจพี่เก่งนะ”
“ปุ้นทำอะไรคะ”
“ไม่มีอะไร”
หญิงสาวพยักหน้าแล้วหันกลับไปมองนอกหน้าต่าง ผ่านไปพักหนึ่งเสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้น
“ค่ะพี่นนท์…ปุ้นเลิกงานแล้วค่ะ”
ออกัสลืมตาขึ้นทันที
“พรุ่งนี้เหรอคะ…น่าจะว่างช่วงเย็นค่ะ…ได้ค่ะ”
สายตาของชายหนุ่มหันมอง ข้าวปุ้นยิ้มขณะคุยโทรศัพท์เป็นรอยยิ้มที่เขาแทบไม่เคยได้รับ เพราะส่วนใหญ่เวลาอยู่กับเขาเธอมักทำหน้าระแวงหรือไม่ก็หน้ามุ่ย
“ค่ะ ไว้เจอกันนะคะ”
เธอวางสาย
“ใคร”
ข้าวปุ้นหันมา “คะ?”
“พี่นนท์คือใคร”
“รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยค่ะ”
“ผู้ชาย?”
“ค่ะ”
“ไหนบอกไม่มีคนจีบ”
“พี่นนท์ไม่ได้จีบค่ะ”
“รู้ได้ไง”
“เขาเป็นพี่ที่ชมรมค่ะ”
“ผู้ชายโทรหาตอนสี่ทุ่มแล้วชวนเจอพรุ่งนี้?”
“เขาจะเอาหนังสือมาคืนค่ะ”
“ข้ออ้าง”
“พี่รู้จักเขาเหรอคะ”
ออกัสเงียบ
“ไม่รู้จัก”
“แล้วรู้ได้ยังไงว่าเป็นข้ออ้าง”
“ผู้ชายด้วยกันดูออก”
“แต่พี่ยังไม่เห็นเขาเลยนะคะ”
“ไม่ต้องเห็น”
ข้าวปุ้นมองอย่างงุนงง “พี่แปลก ๆ นะคะวันนี้”
“ตรงไหน”
“ไม่รู้ค่ะ”
ออกัสหันหน้าหนีไปทางหน้าต่าง เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้เพียงว่าพอได้ยินข้าวปุ้นพูดกับผู้ชายคนอื่นด้วยน้ำเสียงนุ่ม ๆ แถมยังยิ้มไปด้วย ความรู้สึกหงุดหงิดที่เกิดขึ้นตอนเห็นเธอไม่สนใจมีนากลับเพิ่มขึ้นอีก ไร้สาระ คงเพราะเหนื่อยรถจอดหน้าบ้านของข้าวปุ้นก่อน
หญิงสาวปลดเข็มขัดแล้วหันมายกมือไหว้ “ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”
“อือ”
“กลับดี ๆ ค่ะ”
เธอเปิดประตูลงจากรถ
“ข้าวปุ้น”
หญิงสาวหันกลับมา “คะ?”
ออกัสมองใบหน้าหวานภายใต้แว่นอยู่ครู่หนึ่ง
“พรุ่งนี้…”
“คะ?”
เขาเกือบจะพูดว่าอย่าไปเจอผู้ชายคนนั้น แต่สุดท้ายกลับเปลี่ยนคำ
“อย่าลืมชา”
ข้าวปุ้นพยักหน้าทันที “ชาอู่หลงไม่หวานค่ะ ปุ้นจำได้”
“อือ”
ประตูปิดลง ออกัสมองจนร่างเล็กเดินเข้าบ้าน ก่อนเอนศีรษะพิงเบาะแล้วถอนหายใจ ทั้งที่มีนาเป็นฝ่ายชวนเขาไปเที่ยวและถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงตอบตกลงโดยไม่คิดอะไร แต่คืนนี้เขากลับปฏิเสธผู้หญิงสวย ๆ คนหนึ่ง แล้วมานั่งรถส่งผู้ช่วยสาวแว่นกลับบ้านแทน แถมยังหงุดหงิดเพราะเธอมีนัดกับผู้ชายคนอื่นในวันพรุ่งนี้อีก ออกัสหลับตาลง
“เป็นบ้าอะไรวะ”
เขายังไม่รู้คำตอบ หรือบางทีอาจไม่อยากยอมรับมัน เพราะในความคิดของเขาตอนนี้ ข้าวปุ้นยังเป็นเพียงน้องสาวของเพื่อน เป็นผู้ช่วยคนใหม่ เป็นยัยแว่นที่แกล้งแล้วสนุก และที่สำคัญที่สุด… ไม่ใช่สเปก แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่คนที่ออกัสเคยบอกว่าไม่ใช่สเปก จะเริ่มรบกวนความรู้สึกเขามากขึ้นทีละนิด โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ชายคนอื่นเข้ามาอยู่ใกล้เธอ และคนที่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังหวง ก็มักหาเหตุผลให้ตัวเองได้เสมอว่า… เขาก็แค่อยากแกล้งเธอเท่านั้นเอง
เช้าวันถัดมาข้าวปุ้นมาถึงสตูดิโอพร้อมชาอู่หลงไม่หวานหนึ่งแก้วตามคำสั่ง แต่คนที่สั่งกลับยังไม่มา เธอวางแก้วไว้บนโต๊ะแล้วเริ่มเช็กตาราง วันนี้งานไม่หนักเท่าวันก่อน มีถ่ายภาพสำหรับนิตยสารช่วงสายและสัมภาษณ์สั้น ๆ ช่วงบ่าย หากทุกอย่างตรงเวลาเธอน่าจะเลิกงานก่อนหกโมงและทันไปเจอพี่นนท์ตามที่นัดไว้“มองนาฬิกาตั้งแต่เช้าเลยนะ”เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลังจนข้าวปุ้นสะดุ้ง เธอหันไปก็เจอออกัสยืนอยู่ใกล้กว่าที่คิด“พี่ออกัส มาไม่ให้เสียงเลยค่ะ”“มาไม่ให้เสียงคืออะไร พี่เดินเข้าประตูปกติ”“ปุ้นตกใจค่ะ”สายตาเขาเหลือบไปยังหน้าจอโทรศัพท์ในมือเธอ “วันนี้รีบ?”“นิดหน่อยค่ะ”“ไปไหน”“มีนัดค่ะ”“กับใคร”ข้าวปุ้นมองหน้าเขา ก่อนนึกถึงบทสนทนาเมื่อคืน “พี่นนท์ค่ะ”สีหน้าคนฟังเรียบลงเล็กน้อย “จำได้”“ปุ้นยังไม่ได้ถามเลยนะคะว่าพี่จำได้ไหม”“ก็พูดให้รู้”“อ๋อค่ะ”เธอวางโทรศัพท์แล้วหยิบชาให้ “ชาอู่หลงไม่หวานค่ะ”ออกัสรับมาแต่ยังไม่ดื่ม “นัดกี่โมง”“หกโมงครึ่งค่ะ”“ที่ไหน”“ร้านกาแฟแถวมหาวิทยาลัย”“ทำไมต้องร้านกาแฟ”“ก็เขาจะเอาหนังสือมาคืนค่ะ”“คืนตรงไหนก็ได้”ข้าวปุ้นขมวดคิ้ว “พี่นนท์บอกว่าจะเลี้ยงข้าวปุ้นด้วยค่ะ ไม่
สองสัปดาห์หลังเริ่มงาน ข้าวปุ้นค้นพบกฎสำคัญในการอยู่รอดกับออกัสสามข้อ ข้อแรกอย่าเชื่อทุกอย่างที่เขาพูด ข้อสองอย่าวางของกินไว้ใกล้มือเขา และข้อสุดท้าย ถ้าได้ยินคำว่า “มานี่หน่อย” ให้ถามก่อนทุกครั้งว่าจะให้ไปทำอะไร เพราะแปดสิบเปอร์เซ็นต์ไม่มีเรื่องงานส่วนอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์…ก็อาจไม่มีเหมือนกัน“ข้าวปุ้น มานี่หน่อย”เสียงเรียกดังขึ้นจากอีกฝั่งของห้องแต่งตัว คนที่กำลังเช็กตารางงานอยู่ชะงัก ก่อนเงยหน้าขึ้นเหนือกรอบแว่น “มีอะไรคะ”ออกัสที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งเลิกคิ้ว “เดี๋ยวนี้ต้องถามก่อน?”“ค่ะ”“ทำไม”“ปุ้นเรียนรู้แล้วค่ะ”ช่างแต่งหน้าที่กำลังเก็บอุปกรณ์หลุดหัวเราะ ออกัสปรายตามอง ก่อนหันกลับมาหาสาวแว่น “มานี่”“เรื่องงานไหมคะ”“เรื่องงาน”ข้าวปุ้นจึงยอมเดินเข้าไป “อะไรคะ”“ใกล้อีก”เธอขยับหนึ่งก้าว“อีก”“พี่พูดตรงนี้ก็ได้ค่ะ ปุ้นได้ยิน”“มีอะไรติดหน้า”คนตัวเล็กชะงัก รีบยกมือแตะแก้ม “ตรงไหนคะ”“นี่”ออกัสยื่นมือเข้ามาใกล้ ข้าวปุ้นยืนนิ่งอย่างไว้ใจ ก่อนนิ้วยาวจะหยิกแก้มเธอเบา ๆ แล้วดึง“โอ๊ย! พี่ออกัส!”เสียงหัวเราะดังขึ้นทันทีข้าวปุ้นรีบถอยหนี มือกุมแก้มตัวเอง “ไหนบอกมีอะไรติดหน
ผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์ ข้าวปุ้นเริ่มคุ้นเคยกับงานมากขึ้น จากวันแรกที่ต้องเปิดสมุดเช็กทุกอย่างตอนนี้เธอจำได้แล้วว่าออกัสต้องเตรียมอะไรบ้างในแต่ละวัน ช่วงเช้าไม่ดื่มกาแฟ ชอบชาไม่หวาน ไม่กินผักชี ต้องมีน้ำอุณหภูมิห้องติดรถ เสื้อสำหรับเปลี่ยนควรมีอย่างน้อยสองชุดและก่อนขึ้นงานต้องเตือนเรื่องโทรศัพท์ทุกครั้ง เพราะเจ้าตัวชอบวางทิ้งไว้แล้วจำไม่ได้ว่าอยู่ไหน สิ่งเดียวที่ข้าวปุ้นยังไม่ชินก็คือนิสัยของคนที่เธอต้องดูแล เพราะยิ่งผ่านไปหลายวันออกัสยิ่งดูเหมือนค้นพบงานอดิเรกใหม่ นั่นคือการหาเรื่องแกล้งเธอ“ข้าวปุ้น”“คะ”“แว่นเอียง”หญิงสาวรีบจับแว่นตัวเองทันที “เอียงเหรอคะ”“ซ้าย”เธอขยับ“เยอะไป ขวานิด”ข้าวปุ้นขยับกลับ“ขึ้นอีก”เธอดันขึ้น“ลงหน่อย”มือเล็กชะงัก ก่อนดวงตากลมหลังเลนส์จะค่อย ๆ หรี่ลง “พี่ออกัสแกล้งปุ้นหรือเปล่าคะ”คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้แต่งหน้าตอบหน้าตาย “เปล่า”“แต่ปุ้นรู้สึกว่ามันตรงตั้งแต่แรกแล้วนะคะ”“งั้นก็ตามนั้น”“…”ข้าวปุ้นมองเขาอย่างระแวง ขณะที่ช่างทำผมด้านหลังต้องก้มหน้ากลั้นหัวเราะ ออกัสทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หยิบโทรศัพท์มาเลื่อนดูสบายใจ ทิ้งให้สาวแว่นยืนจับกรอบแว่น
“ปุ้น พรุ่งนี้ไปทำงานกับพี่นะ”ช้อนที่กำลังจะเข้าปากหยุดค้างกลางอากาศ ข้าวปุ้นเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวผ่านแว่นกรอบบาง ดวงตากลมกะพริบช้า ๆ อยู่สองครั้งเหมือนกำลังประมวลผลประโยคเมื่อครู่ เธอเพิ่งกลับจากมหาวิทยาลัยหลังจัดการเรื่องเอกสารจบการศึกษาเสร็จได้ไม่ถึงครึ่งวันด้วยซ้ำ แผนชีวิตหลังเรียนจบที่วางเอาไว้คือการนอนตื่นสายหนึ่งอาทิตย์ ดูซีรีส์ที่ดองไว้ แล้วค่อยเริ่มหางานอย่างจริงจัง แต่ดูเหมือนแผนนั้นกำลังจะพังตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม“ทำงานอะไรคะ”“ผู้ช่วยพี่”“แต่ปุ้นเพิ่งเรียนจบนะคะ”“พี่รู้”“จบวันนี้เลยนะคะ”“ก็รู้”“แล้วพรุ่งนี้ทำงานเลยเหรอคะ”ข้าวสวยเงยหน้าจากโทรศัพท์มองน้องสาวแท้ ๆ ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ข้าวปุ้นตัวเล็กกว่าพี่สาวอย่างเห็นได้ชัดทั้งที่เกิดห่างกันเพียงสามปี แต่ถ้าไม่บอกว่าเป็นพี่น้องกัน คนส่วนใหญ่คงเดาไม่ถูก ข้าวสวยสูงเพรียว สวยเฉี่ยว แต่งตัวเก่ง ท่าทางมั่นใจและพูดจาฉะฉาน ส่วนข้าวปุ้นสูงเพียงร้อยหกสิบ ผิวขาว หน้าหวาน มีแว่นติดอยู่บนใบหน้าแทบตลอดเวลา วันนี้ยังถักผมเปียข้างหลวม ๆ ใส่เสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้น ดูอย่างไรก็เหมือนนักศึกษามากกว่าสาววัยทำงาน“พี่ให้วันหยุดแล้
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนตีห้าตรง ข้าวปุ้นควานมือออกจากผ้าห่มอย่างงัวเงีย กดปิดเสียงแล้วนอนนิ่งอยู่สามวินาทีก่อนดวงตาจะเบิกกว้างเมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันที่สองของการทำงาน และที่สำคัญกว่านั้นคือพี่สาวบอกเมื่อคืนว่า วันนี้เธอต้องเป็นคนดูแลออกัสมากขึ้นกว่าเมื่อวานร่างเล็กเด้งขึ้นจากเตียงทันที “ห้ามสาย…พี่ออกัสไม่ชอบคนมาสาย”เธอพึมพำสิ่งที่จดเอาไว้ในสมุดก่อนจะรีบคว้าแว่นมาใส่แล้ววิ่งเข้าห้องน้ำ หกโมงครึ่งข้าวปุ้นมาถึงจุดนัดหมายก่อนเวลาเกือบสี่สิบนาที ในมือข้างหนึ่งถือกระเป๋าของตัวเองอีกข้างถือชาไม่หวานที่แวะซื้อมาระหว่างทาง วันนี้เธอเลือกชาอู่หลงเพราะเมื่อคืนยืนคิดหน้าตู้เครื่องดื่มอยู่นานว่าคำว่า ‘อะไรก็ได้’ ของออกัสหมายถึงอะไรกันแน่ สุดท้ายเลยเลือกแบบที่ตัวเองคิดว่าปลอดภัยที่สุด รถตู้ยังมาไม่ถึง ข้าวปุ้นจึงนั่งรออยู่หน้าร้านสะดวกซื้อพลางเปิดตารางงานดูซ้ำ วันนี้ออกัสมีคิวถ่ายเอ็มวีตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงบ่ายสอง ต่อด้วยลองชุดสำหรับงานเปิดตัวแบรนด์และช่วงค่ำมีถ่ายภาพโปรโมตอีกหนึ่งเซตกว่าจะเสร็จน่าจะเกือบสี่ทุ่ม แค่วันที่สองเธอก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่สาวถึงบอกว่างานนี้เหนื่อยโทรศัพท







