LOGINข้าวปุ้นเพิ่งค้นพบว่า ตารางงานของนายแบบชื่อดังสามารถทำให้คำว่า ‘เหนื่อย’ ที่เธอเคยรู้จักดูเบาไปทันที เพราะตลอดสามวันที่ผ่านมา ออกัสมีงานต่อกันแทบไม่มีช่องว่าง วันแรกถ่ายโฆษณาตั้งแต่เช้าจนค่ำ วันที่สองบินไปถ่ายงานต่างจังหวัดแล้วกลับกรุงเทพฯ ตอนกลางคืน ส่วนวันนี้เริ่มแต่งหน้าตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ถ่ายแฟชั่นเซตช่วงเช้า ต่อด้วยงานอีเวนต์ตอนบ่าย และปิดท้ายด้วยการถ่ายโฆษณาที่คาดว่าจะเสร็จเกือบเที่ยงคืน คนที่บอกว่าเหนื่อยที่สุดกลับไม่ใช่ออกัส แต่เป็นผู้ช่วยตัวเล็กที่เดินตามเขาจนขาแทบลาก
“พี่ออกัสคะ”
“หือ”
“น้ำค่ะ”
ชายหนุ่มที่กำลังนั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้รับขวดไปทั้งที่ยังไม่ลืมตา ข้าวปุ้นยืนรอ หนึ่งนาที สองนาที เขายังถือขวดเฉย ๆ
“พี่ไม่ดื่มเหรอคะ”
“ฝา”
“คะ?”
“เปิดให้หน่อย”
หญิงสาวมองมือเขา “เมื่อยอีกแล้ว?”
“อือ”
“วันนี้เมื่อยจริงหรือแกล้งปุ้นคะ”
“วันนี้จริง”
น้ำเสียงเหนื่อยจนเธอไม่เถียงต่อ ข้าวปุ้นรับขวดกลับมาเปิดฝาแล้วส่งให้ เขาดื่มไปเกือบครึ่งขวดก่อนวางลง
“กินอะไรไหมคะ”
“ไม่”
“ตั้งแต่บ่ายพี่ยังกินไปนิดเดียวเองนะคะ”
“ไม่หิว”
“แซนด์วิชไหม”
“ไม่”
“กล้วย?”
“ไม่”
“โยเกิร์ต?”
“ข้าวปุ้น”
“คะ”
ออกัสลืมตาขึ้นช้า ๆ “เงียบห้านาทีได้ไหม”
หญิงสาวเม้มปากทันที
“ได้ค่ะ”
เธอหยิบสมุดกับโทรศัพท์แล้วเดินออกไปจากห้องเงียบ ๆ ออกัสมองตามก่อนหลับตาลงอีกครั้ง วันนี้เขาเหนื่อยจริง ๆ เหนื่อยจนไม่อยากคุยกับใคร ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขานอนไม่ถึงห้าชั่วโมงต่อคืน พอถึงกองก็ต้องแต่งหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้า ยืนหน้ากล้อง ยิ้มให้ทีมงาน พูดคุยกับลูกค้า ถ่ายคลิปเบื้องหลังและตอบคำถามเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา เขาชินกับมันแล้ว งานคือสิ่งที่เลือกเองและความดังที่ได้มาก็แลกกับชีวิตแบบนี้ เพียงแต่บางวันก็อยากเงียบ อยากนั่งเฉย ๆ โดยไม่ต้องมีใครถามว่าเหนื่อยไหม หิวไหม อยากกินอะไรหรือคืนนี้จะไปไหน
สิบนาทีต่อมาประตูเปิดอีกครั้ง ออกัสขมวดคิ้วทั้งที่ยังหลับตา
“บอกว่าเงียบห้านาที”
ไม่มีเสียงตอบ เขาลืมตาขึ้นข้าวปุ้นไม่ได้กลับมาคนที่เข้ามาคือช่างแต่งหน้าซึ่งมาหยิบกระเป๋าแล้วออกไปทันที ออกัสเหลือบมองนาฬิกา สิบสองนาทีแล้ว แปลก ปกติถ้าบอกห้านาทีพอครบห้านาทีหนึ่งวินาที ยัยแว่นก็ควรกลับมาเรียกเขาแล้ว ผ่านไปอีกห้านาที ยังเงียบ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนวางลงจะโทรเรียกทำไม ตัวเองเป็นคนไล่เธอออกไปแท้ ๆอีกสามนาทีผ่านไป
“ไปไหนวะ”
สุดท้ายคนที่อยากได้ความเงียบก็เป็นฝ่ายลุกออกจากห้องเสียเอง ข้าวปุ้นอยู่ไม่ไกล เธอนั่งอยู่บนลังอุปกรณ์ตรงทางเดินด้านหลังสตูดิโอ มีข้าวกล่องวางบนตัก มือหนึ่งถือช้อน อีกมือกดโทรศัพท์ แต่ศีรษะกลับค่อย ๆ ตกลงทีละนิด ออกัสยืนมองอยู่พักหนึ่ง เธอหลับทั้งที่ช้อนยังอยู่ในมือ ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ ก่อนใช้ปลายรองเท้าแตะรองเท้าผ้าใบของเธอเบา ๆ
“ข้าวปุ้น”
คนหลับสะดุ้งจนช้อนเกือบหล่น “คะ!”
เธอเงยหน้าพรวด พอเห็นว่าเป็นใครก็รีบจัดแว่น “ครบห้านาทีแล้วเหรอคะ”
“เกือบยี่สิบ”
“อ้าว”
“มานั่งหลับอะไรตรงนี้”
“ปุ้นไม่ได้หลับค่ะ”
“เมื่อกี้คอจะหักแล้ว”
“ปุ้นแค่พักสายตา”
“พร้อมข้าวในปาก?”
ข้าวปุ้นก้มมองกล่องข้าว “ปุ้นยังไม่ได้กินเลยค่ะ”
“แล้วทำไมไม่กิน”
“ง่วง”
ออกัสนิ่งมองใบหน้าที่ดูอ่อนล้าของเธอ ใต้ตาขาว ๆ มีรอยคล้ำบาง ๆ ที่ปกติถูกแว่นบังจนไม่ทันสังเกต
“เมื่อคืนกี่โมง”
“อะไรคะ”
“นอน”
“ประมาณตีหนึ่งค่ะ”
“ทำอะไร”
“กลับถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน ปุ้นอาบน้ำแล้วเช็กตารางวันนี้ต่อค่ะ”
“เช็กทำไม ตารางมีอยู่แล้ว”
“กลัวลืมค่ะ”
“แล้วตื่นกี่โมง”
“ตีสี่ครึ่ง”
คิ้วของออกัสขมวดทันที “นอนไปสามชั่วโมงครึ่ง?”
“ประมาณนั้นค่ะ”
“บ้าเหรอ”
“พี่ก็นอนน้อยเหมือนกันนี่คะ”
“พี่ชิน”
“ปุ้นก็กำลังชินค่ะ”
“ไม่ต้องชินเรื่องแบบนี้”
ข้าวปุ้นกะพริบตา
ออกัสถอนหายใจ ก่อนหยิบกล่องข้าวจากตักเธอ “ไป”
“ไปไหนคะ”
“ห้องพัก”
“แต่พี่อยากอยู่เงียบ ๆ”
“ตอนนี้ไม่อยากแล้ว”
เธอลุกตามอย่างงง ๆ พอกลับเข้าห้องออกัสวางกล่องข้าวลงบนโต๊ะแล้วชี้เก้าอี้
“กิน”
“พี่ล่ะคะ”
“ไม่หิว”
ข้าวปุ้นนั่งลง แต่ยังไม่เปิดกล่อง “งั้นพี่กินกับปุ้นไหมคะ”
“ไม่”
“ปุ้นกินไม่หมด”
“เมื่อกี้ยังบ่นหิว”
“ปุ้นไม่ได้บ่นค่ะ”
“ท้องร้อง”
เธอก้มมองท้องตัวเอง “พี่ได้ยินด้วยเหรอคะ”
“ทั้งกองน่าจะได้ยิน”
“ไม่ขนาดนั้นสักหน่อย”
ออกัสยิ้มมุมปาก
ข้าวปุ้นตักข้าวเข้าปากไปสองคำ ก่อนใช้ช้อนอีกคันตักไก่ทอดชิ้นหนึ่งแล้วยื่นไปทางเขา “กินไหมคะ”
“ไม่”
“อร่อยนะคะ”
“ไม่เอา”
เธอยื่นค้างไว้
“พี่ออกัสกินหน่อยค่ะ”
“ทำไมต้องกิน”
“พี่กินน้อยกว่าปุ้นอีก”
“ไม่หิว”
“คำเดียวก็ได้ค่ะ”
เขามองไก่ทอดบนช้อน ก่อนมองหน้าเธอ
“ถ้าไม่กิน ปุ้นจะยื่นอยู่อย่างนี้นะคะ”
“เดี๋ยวนี้บังคับพี่?”
“ค่ะ”
“เก่งขึ้นนะ”
“เพราะพี่เลยค่ะ”
ออกัสหัวเราะเบา ๆ ก่อนโน้มตัวไปกินไก่จากช้อน ข้าวปุ้นชะงัก เธอตั้งใจจะให้เขารับช้อนไปเอง ไม่ได้คิดว่าจะก้มมากินจากมือ
“อะไร”
“เปล่าค่ะ”
“หน้าแดง”
“ห้องร้อนค่ะ”
ออกัสเลิกคิ้วทันที
ข้าวปุ้นรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปก็รีบแก้ “ปุ้นหมายถึงกินของร้อนค่ะ!”
“ไก่เย็นแล้ว”
“งั้นเผ็ดค่ะ”
“ไม่เผ็ด”
“พี่อย่าจับผิดได้ไหมคะ”
เขาหัวเราะในลำคอ ก่อนนั่งลงฝั่งตรงข้าม “กินไป”
ครั้งนี้ออกัสไม่ได้แย่งขนม ไม่ดึงเปีย ไม่กวนให้เธอโมโห เพียงนั่งเล่นโทรศัพท์เงียบ ๆ ขณะข้าวปุ้นกินข้าว บรรยากาศกลับแปลกไป ไม่อึดอัด ทั้งที่ไม่มีใครพูดอะไร
พอข้าวปุ้นกินเสร็จ เธอเก็บกล่องแล้วถาม “พี่อยากนอนต่อไหมคะ”
“ไม่”
“อีกยี่สิบนาทีกว่าจะเรียกเข้าฉาก”
“นั่งเฉย ๆ”
“งั้นปุ้นออกไปข้างนอกนะคะ”
“ทำไม”
“พี่ชอบอยู่เงียบ ๆ”
“นั่งนี่แหละ”
ข้าวปุ้นชะงัก “แต่ถ้าปุ้นอยู่ พี่จะไม่ได้พัก”
“เธอพูดตลอดเวลาหรือไง”
“ก็ไม่ค่ะ”
“งั้นก็นั่ง”
เธอจึงลากเก้าอี้ไปนั่งอีกมุมหนึ่ง หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเช็กงานโดยไม่พูดอะไร ออกัสเอนศีรษะพิงโซฟาหลับตาลง ห้องเงียบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศกับเสียงนิ้วเล็กแตะหน้าจอเป็นครั้งคราว ผ่านไปพักใหญ่ข้าวปุ้นเงยหน้าขึ้น ออกัสหลับไปแล้วเวลานอนใบหน้าที่ปกติมักมีสีหน้ากวน ๆ หรือเย็นชาเวลาพ้นกล้องดูอ่อนลงมาก ผมยาวตกลงข้างแก้ม ริมฝีปากเม้มเล็กน้อย ข้าวปุ้นมองเพียงครู่เดียวก็รีบก้มกลับไปทำงาน เธอเพิ่งเข้าใจจริง ๆ วันนี้เองว่าคนที่ดูเหมือนมีพลังอยู่ตลอดเวลาก็เหนื่อยเป็น เวลาอยู่ต่อหน้ากล้องออกัสยิ้มได้เสมอ มีคนเข้ามาขอถ่ายรูปก็ยิ้ม ลูกค้าเรียกก็ยิ้ม ทีมงานชวนคุยก็พูดคุยได้ แต่พอประตูห้องปิดลงเขากลับแทบไม่พูดอะไร เมื่อก่อนข้าวปุ้นเคยคิดว่าเขาสองบุคลิก ตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่าอาจไม่ใช่ เขาแค่ใช้พลังทั้งหมดไปกับงาน แล้วเก็บความเงียบเอาไว้สำหรับตัวเอง โทรศัพท์บนโต๊ะสั่น ข้าวปุ้นรีบเอื้อมไปหยิบก่อนเสียงจะปลุกคนหลับ หน้าจอขึ้นชื่อผู้หญิงคนหนึ่ง
Mina
เธอจำได้ว่าเป็นมีนา ข้าวปุ้นไม่ได้กดรับเพียงลดเสียงแล้ววางกลับไว้เหมือนเดิม ไม่ถึงนาทีข้อความก็เด้งขึ้นมา เธอไม่ได้ตั้งใจอ่านแต่ข้อความแสดงอยู่บนหน้าจอ
คืนนี้เจอกันไหม
ข้าวปุ้นเลื่อนสายตาหนีทันที เรื่องส่วนตัวของเขาไม่เกี่ยวกับเธอ อีกไม่นานโทรศัพท์สั่นอีกครั้ง
ออกัสขยับตัว ก่อนลืมตาขึ้น “ใคร”
“พี่มีนาค่ะ”
“รับสิ”
“ของพี่นะคะ”
“ไม่อยากรับ”
“เขาโทรสองรอบแล้วค่ะ”
“ช่าง”
ข้าวปุ้นวางโทรศัพท์ลง
ออกัสมองเธอ “ไม่ถาม?”
“ถามอะไรคะ”
“เขาโทรมาทำไม”
“ปุ้นจะรู้ได้ยังไงคะ”
“ข้อความขึ้นไม่เห็น?”
เธอนิ่งไปนิดหนึ่ง “เห็นผ่าน ๆ ค่ะ แต่ปุ้นไม่ได้อ่าน”
“เขาชวนไปเจอ”
“อ๋อค่ะ”
“อ๋ออีกแล้ว”
“แล้วจะให้ปุ้นพูดอะไรคะ”
ออกัสหัวเราะอย่างหมดแรง “ช่างเถอะ”
เขาหลับตาอีกครั้ง
ข้าวปุ้นมองอยู่ครู่หนึ่ง “พี่จะไปไหมคะ”
ตาคู่เรียวเปิดขึ้นทันที “อยากรู้?”
“ถ้าพี่ไป ปุ้นจะได้จัดรถค่ะ”
รอยยิ้มที่เพิ่งปรากฏหายไป “เรื่องงานอีกแล้ว”
“ก็ปุ้นเป็นผู้ช่วยนี่คะ”
“ไม่ไป”
“ค่ะ”
“คืนนี้จะกลับบ้าน”
“ดีค่ะ จะได้นอน”
“เธอก็เหมือนกัน”
“ค่ะ”
ออกัสมองหน้าเธออยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร การมีข้าวปุ้นนั่งอยู่เงียบ ๆ ในห้องเดียวกันถึงไม่ได้รบกวนเขา ปกติเวลาเหนื่อยเขาไม่ชอบให้ใครอยู่ใกล้แม้แต่ข้าวสวยบางครั้งยังรู้ว่าควรปล่อยเขาไว้คนเดียว แต่กับข้าวปุ้นกลับต่างออกไป เธอไม่ถามเซ้าซี้ไม่พยายามชวนคุย ไม่ขอถ่ายรูป ไม่เอาใจเกินจำเป็นแค่นั่งทำงานของตัวเองอยู่มุมหนึ่ง แล้วน่าแปลกที่เขาไม่รู้สึกอยากไล่
“ข้าวปุ้น”
“คะ”
“มานี่หน่อย”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอย่างระแวง “เรื่องอะไรคะ”
“ไม่แกล้ง”
“แน่นะคะ”
“อือ”
เธอเดินเข้ามาหา “อะไรคะ”
ออกัสมองหน้าเธอก่อนยกมือขึ้น ข้าวปุ้นถอยทันที
“ไหนบอกไม่แกล้ง!”
“อยู่นิ่ง ๆ”
มือใหญ่แตะใต้ตาเธอเบา ๆ คนตัวเล็กชะงัก
“คล้ำ”
“คะ?”
“ใต้ตา”
“ก็ปุ้นนอนน้อยค่ะ”
“คืนนี้กลับถึงบ้านแล้วนอนเลย”
“ปุ้นต้องเช็กตารางพรุ่งนี้”
“ไม่ต้อง”
“แต่—”
“พี่จำตารางตัวเองได้”
ข้าวปุ้นทำหน้าไม่เชื่อ
“ทำหน้าอะไร”
“ปุ้นไม่มั่นใจค่ะ”
“ยัยแว่น”
“พี่ชอบลืมจริง ๆ นี่คะ”
“งั้นเช็กตอนเช้า”
“กลัวไม่ทัน”
ออกัสถอนหายใจ “ส่งมา เดี๋ยวพี่เช็กเอง”
เธอยิ่งมองอย่างไม่เชื่อ
“พี่จะเช็กตารางเองจริง ๆ เหรอคะ”
“อือ”
“ไม่โกหกนะคะ”
เขาชะงักเพียงนิดเดียว คำว่าไม่โกหกยังทำให้เขานึกถึงวันนั้นอยู่
“ไม่โกหก”
น้ำเสียงจริงจังขึ้นจนข้าวปุ้นพยักหน้า
“งั้นปุ้นจะส่งให้ค่ะ”
“ดี”
เขาเอื้อมมือไปขยี้หัวเธอเบา ๆ ตามความเคยชิน แต่คราวนี้ไม่ได้แรงจนผมยุ่ง
ข้าวปุ้นจับศีรษะตัวเอง “ไหนบอกไม่แกล้ง”
“ไม่ได้แกล้ง”
“พี่จับหัวปุ้น”
“จับเฉย ๆ”
“ต่างกันตรงไหนคะ”
“เบากว่าเดิม”
“ก็ไม่ควรจับอยู่ดีค่ะ”
“ทำไม”
“ผมยุ่ง”
ออกัสมองเปียข้างที่วันนี้เริ่มหลุดเพราะทำงานมาทั้งวัน “มันยุ่งอยู่แล้ว”
ข้าวปุ้นรีบจับเปีย “จริงเหรอคะ”
“อือ”
เธอหยิบโทรศัพท์เปิดกล้องหน้าดูทันที “ทำไมไม่บอกปุ้นตั้งแต่แรกคะ”
“ก็เพิ่งเห็น”
“ปุ้นเดินแบบนี้มาทั้งวันเลยเหรอ”
“น่าจะ”
“พี่ออกัส!”
“พี่ทำอะไร”
“พี่ต้องบอกสิคะ”
“ก็ไม่ได้แย่”
ข้าวปุ้นพยายามจัดผมอย่างลนลาน “ตรงไหนหลุดคะ”
“นี่”
ออกัสเอื้อมมือไปจับปอยผมข้างแก้มแล้วสอดกลับให้ คนตัวเล็กหยุดนิ่ง นิ้วของเขาแตะโดนแก้มเธอเพียงเล็กน้อย ออกัสเองก็หยุดเหมือนกัน ทั้งคู่สบตากันชั่วครู่ ก่อนข้าวปุ้นจะถอยออกหนึ่งก้าว
“เรียบร้อยไหมคะ”
“อือ”
“ขอบคุณค่ะ”
เธอรีบกลับไปนั่งที่เดิม ออกัสยกมือขึ้นแตะปลายจมูกตัวเองแล้วหันหน้าไปอีกทาง บรรยากาศเมื่อครู่แปลกจนเขาไม่อยากคิดต่อ โชคดีที่ทีมงานมาเรียกเข้าฉากพอดี การถ่ายทำลากยาวเกินกำหนด จากที่คาดว่าจะเสร็จเที่ยงคืนกลับยืดไปถึงเกือบตีหนึ่งครึ่ง
ตอนผู้กำกับพูดคำว่า “ผ่านครับ ขอบคุณทุกคน” เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วสตูดิโอ
ออกัสยกมือไหว้ทีมงานและขอบคุณทุกคนตามปกติ แม้สีหน้าจะเหนื่อยจนแทบไม่เหลือแรงยิ้ม ข้าวปุ้นเองก็ไม่ต่างกัน เธอเดินถือกระเป๋าสองใบตามหลังเขาไปที่รถ
“เอามา”
ออกัสยื่นมือ
“อะไรคะ”
“กระเป๋า”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“เอามา”
“ปุ้นถือได้”
เขาดึงใบใหญ่ไปจากมือเธอเอง
“พี่เหนื่อยกว่าปุ้นอีกนะคะ”
“แต่พี่แข็งแรงกว่า”
“ปุ้นก็แข็งแรงค่ะ”
“เมื่อเย็นใครนั่งหลับคาช้อน”
หญิงสาวเงียบ
“ขึ้นรถ”
ข้าวปุ้นทำหน้ามุ่ยแล้วขึ้นไปนั่ง ครั้งนี้ข้าวสวยไม่ได้มาด้วยเพราะกลับไปตั้งแต่ช่วงเย็น เหลือเพียงคนขับรถ ออกัส และข้าวปุ้น ไม่ถึงสิบนาทีหลังรถออก ข้าวปุ้นก็หลับศีรษะเอนซ้ายทีขวาทีตามทาง ออกัสมองอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายจึงขยับมานั่งใกล้ขึ้นเล็กน้อย รถเลี้ยว ศีรษะเล็กเอนมาทางเขาก่อนจะพิงลงบนต้นแขนพอดี ออกัสชะงัก เขาก้มมองข้าวปุ้นยังหลับสนิท ปกติเขาควรปลุกหรือไม่ก็ดันออก แต่วันนี้กลับปล่อยไว้ ผ่านไปอีกครู่ ศีรษะเธอค่อย ๆ ไหลลงมาถึงไหล่ ออกัสถอนหายใจเบา ๆ
“นอนเก่งจริง”
ไม่มีคำตอบ เขายกมือขึ้นถอดแว่นออกจากใบหน้าเธออย่างระวัง แล้วพับเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อของตัวเอง ไม่มีแว่นแล้วข้าวปุ้นดูเด็กกว่าเดิมอีก แก้มขาวแนบอยู่กับไหล่เขา ปอยผมจากเปียตกลงมาปิดใบหน้าบางส่วน ออกัสเอื้อมมือจะปัดออกแต่หยุด สุดท้ายก็ปัดให้อยู่ดี
“ยัยแว่น”
เขาเรียกเบามากคนหลับไม่รู้เรื่อง โทรศัพท์ของเขาสั่น มีนาส่งข้อความมาอีกครั้ง
ยังไม่นอนใช่ไหม
ออกัสมองเพียงแวบเดียว ก่อนกดปิดหน้าจอแล้วเก็บโทรศัพท์ คืนนี้เขาไม่อยากไปไหนจริง ๆ ไม่อยากคุยกับใคร ไม่อยากเจอใคร ความรู้สึกที่อยากมีเพียงความเงียบยังเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือในความเงียบนั้นมีคนหนึ่งพิงไหล่เขาอยู่ และเขากลับไม่รู้สึกรำคาญเลย รถมาถึงบ้านข้าวปุ้นเกือบตีสอง
“คุณออกัสครับ ถึงแล้วครับ”
คนขับพูดเบา ๆ
“ครับ”
เขาก้มมองคนข้างตัว
“ข้าวปุ้น”
เงียบ
“ถึงบ้านแล้ว”
ยังไม่ตื่น
ออกัสแตะแก้มเธอเบา ๆ “ข้าวปุ้น”
หญิงสาวขยับ ก่อนลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย “คะ…”
เธอขยับตัวแล้วเพิ่งรู้ว่าตัวเองพิงอะไรอยู่ พอเงยหน้าเห็นออกัสใกล้ ๆ ก็สะดุ้ง
“ปุ้นหลับเหรอคะ!”
“ไม่ หลับตาทำสมาธิสองชั่วโมง”
เธอยังง่วงจนไม่รู้ว่าโดนประชด “สองชั่วโมงเลยเหรอคะ”
ออกัสหลุดหัวเราะ “ตื่นก่อน”
ข้าวปุ้นขยี้ตา ก่อนชะงัก “แว่นปุ้นล่ะคะ”
“นี่”
เขาหยิบจากกระเป๋าเสื้อออกมา
“ไปอยู่กับพี่ได้ยังไง”
“พี่ถอดให้”
“ทำไมคะ”
“กลัวหัก”
ข้าวปุ้นรับมาสวม “ขอบคุณค่ะ”
เธอก้มเก็บกระเป๋า แต่พบว่ากระเป๋าใบใหญ่หายไป
“กระเป๋าปุ้นล่ะคะ”
“ท้ายรถ”
“ปุ้นลงไปเอา—”
“นั่ง”
ออกัสเปิดประตูลงไปเอง ไม่นานก็กลับมาพร้อมกระเป๋าสองใบ
ข้าวปุ้นรีบลงตาม “พี่ไม่ต้องถือให้ก็ได้ค่ะ”
“ถึงแล้ว”
“แต่—”
“เดินไหว?”
“ไหวค่ะ”
เธอก้าวไปสองก้าวแล้วเกือบสะดุดขอบทาง มือใหญ่คว้าแขนไว้ทันที
“นี่เรียกไหว?”
“ปุ้นมองไม่ชัดค่ะ”
“ใส่แว่นแล้ว”
“ยังง่วงค่ะ”
“ข้ออ้างเยอะ”
ถึงจะพูดอย่างนั้น เขาก็ยังถือกระเป๋าเดินไปส่งถึงหน้าประตูบ้าน
ข้าวปุ้นรับกระเป๋าคืน “ขอบคุณนะคะ”
“อือ”
“พี่ก็กลับไปนอนเลยนะคะ”
“รู้แล้ว”
“ห้ามเล่นโทรศัพท์ค่ะ”
“สั่งพี่?”
“ค่ะ พรุ่งนี้มีงาน”
“เดี๋ยวนี้กล้าสั่งใหญ่”
ข้าวปุ้นยิ้ม “ฝันดีค่ะพี่ออกัส”
เธอหันไปเปิดประตู
“ข้าวปุ้น”
หญิงสาวหันกลับ “คะ?”
ออกัสยืนอยู่ใต้แสงไฟหน้าบ้าน มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง เขาอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร สุดท้ายจึงถามเรื่องไร้สาระ
“พรุ่งนี้ถักเปียอีก?”
ข้าวปุ้นจับผมตัวเอง “น่าจะค่ะ”
“อือ”
“ทำไมคะ”
“เปล่า”
“งั้นปุ้นเข้าบ้านนะคะ”
“อือ”
เธอโบกมือเล็ก ๆ แล้วเดินเข้าไป ออกัสยืนรอจนประตูปิดจึงกลับขึ้นรถ ระหว่างทางกลับบ้านเขาพิงศีรษะกับเบาะหลับตาลง ภาพตลอดทั้งวันย้อนกลับมาอย่างไม่มีเหตุผล ข้าวปุ้นหลับคาช้อน ข้าวปุ้นยื่นไก่ทอดให้ ข้าวปุ้นนั่งเงียบอยู่มุมห้องตอนเขาหลับข้าวปุ้นพิงไหล่เขาบนรถ รวมถึงรอยยิ้มเล็ก ๆ ตอนบอกฝันดี มันไม่มีอะไรพิเศษเลย เป็นเพียงวันทำงานที่เหนื่อยมากวันหนึ่ง แต่สำหรับออกัสคืนนี้กลับไม่เหมือนทุกคืนที่ผ่านมา เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้ว่า การมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ โดยไม่เรียกร้องให้เขาต้องพูด ต้องยิ้ม หรือต้องเป็น ‘ออกัส นายแบบสุดฮอต’ ตลอดเวลา มันสบายกว่าที่คิด กับข้าวปุ้นเขาจะเงียบก็ได้ จะเหนื่อยก็ได้ จะหลับก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำให้เธอประทับใจ เพราะดูเหมือนต่อให้เขาพยายามเธอก็ไม่ได้ประทับใจเขาง่าย ๆ อยู่แล้วคิดถึงตรงนี้มุมปากของชายหนุ่มก็ยกขึ้นเล็กน้อย
“ยัยแว่น”
เขาพึมพำคนเดียวก่อนหลับตาลง ส่วนเรื่องที่ทำไมถึงจำได้ว่าเธอชอบถักเปีย ทำไมถึงไม่รำคาญตอนเธอพิงไหล่ หรือทำไมข้อความจากผู้หญิงคนอื่นคืนนี้ถึงไม่น่าสนใจเท่ารอยยิ้มตอนบอกฝันดี… ออกัสยังไม่คิดหาคำตอบ เพราะสำหรับเขาในตอนนี้ ข้าวปุ้นก็ยังเป็นเพียงผู้ช่วยคนหนึ่ง แค่เป็นผู้ช่วยที่อยู่ใกล้แล้วสบายใจมากกว่าคนอื่น เท่านั้นเอง
“ปุ้น พรุ่งนี้ไปเขาใหญ่กับออกัสนะ”ข้าวปุ้นที่กำลังดูตารางงานอยู่เงยหน้าขึ้นทันที “แล้วพี่สวยล่ะคะ”“พี่ไปไม่ได้”“ทำไมคะ”“ลูกค้าอีกเจ้าขอประชุมด่วน พี่ต้องอยู่กรุงเทพฯ”ข้าวปุ้นก้มมองตารางอีกครั้ง งานพรุ่งนี้เป็นงานถ่ายแคมเปญของรีสอร์ตหรู ใช้เวลาสองวันหนึ่งคืน ทีมงานส่วนใหญ่เดินทางไปตั้งแต่วันนี้ ส่วนเธอ ออกัส ช่างแต่งหน้าและทีมเล็กอีกสองสามคนจะตามไปตอนเช้า“ปุ้นไปคนเดียวได้ค่ะ”“คนเดียวที่ไหน”เสียงอีกคนดังมาจากโซฟาออกัสที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่เงยหน้าขึ้น “พี่ก็ไป”ข้าวปุ้นหันมอง “ปุ้นหมายถึงไม่มีพี่สวยค่ะ”“พูดเหมือนพี่ไม่ใช่คน”“ปุ้นไม่ได้หมายความแบบนั้น”“ทำหน้าเหมือนไม่อยากไปกับพี่”“ปุ้นก็ไปทำงานค่ะ จะไปกับใครก็เหมือนกัน”ออกัสหรี่ตา “เหมือนกัน?”“ค่ะ”“ถ้าเป็นคิมก็เหมือนกัน?”ข้าวปุ้นถอนหายใจ “เกี่ยวอะไรกับพี่คิมอีกแล้วคะ”ข้าวสวยหลุดหัวเราะ “มึงเลิกหาเรื่องน้องกูสักห้านาทีได้ไหม”“กูถามเฉย ๆ”“ถามทุกวัน”“แล้ว?”“รำคาญแทน”ออกัสยักไหล่แล้วกลับไปมองโทรศัพท์ข้าวสวยหันมาหาน้อง “พรุ่งนี้รถมารับเจ็ดโมง พักคืนหนึ่ง เสื้อผ้าปุ้นเตรียมเอง ส่วนของมันทีมสไตลิสต์จัดไว้หมดแล้ว”“ค่ะ”“
เช้าวันนี้ข้าวสวยใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็สังเกตเห็นความผิดปกติ ไม่ใช่จากน้องสาวแต่จากเพื่อนสนิทของตัวเอง“ข้าวปุ้น”“คะ?”“น้ำ”ข้าวปุ้นที่กำลังเช็กเสื้อผ้าอยู่หันกลับไปมอง ก่อนชี้ขวดน้ำบนโต๊ะข้างมือเขา “อยู่ข้างพี่ค่ะ”“รู้”“แล้วเรียกปุ้นทำไมคะ”“อยากให้หยิบ”หญิงสาวถอนหายใจ แต่ก็เดินไปหยิบให้ “นี่ค่ะ”“ขอบคุณครับ”ข้าวปุ้นชะงักเล็กน้อย ช่วงนี้ออกัสพูดขอบคุณบ่อยขึ้นจริง ๆ เธอกำลังจะเดินกลับ“ข้าวปุ้น”“อะไรอีกคะ”“ผ้า”“อยู่บนตักพี่ค่ะ”ออกัสก้มมอง ผ้าผืนเล็กวางอยู่บนตักจริง ๆ“อ๋อ”ข้าวปุ้นมองเขาอย่างสงสัย “พี่ง่วงอยู่หรือเปล่าคะ”“เปล่า”“งั้นปุ้นไปทำงานนะคะ”“อือ”เธอเดินออกไป ข้าวสวยที่ยืนกอดอกดูเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นเลิกคิ้วขึ้น“มึง”“อะไร”“เป็นง่อยเหรอ”ออกัสปรายตามอง “ปากดี”“น้ำอยู่ข้างมือ ผ้าอยู่บนตัก ยังเรียกน้องกู”“ก็เป็นผู้ช่วย”“ผู้ช่วย ไม่ใช่คนใช้”“มันก็หยิบให้”“เพราะมันใจดี”ออกัสไม่ตอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น ข้าวสวยยังไม่ไปไหน“แล้วเมื่อกี้มึงมองอะไร”“อะไร”“ตอนปุ้นเดินออกไป”“ก็มองเฉย ๆ”“มองจนคอแทบหมุนตาม”“เว่อร์”“กูรู้จักมึงมากี่ปี”“นานเกินไป”“กูก็ว่างั
หลังจากคืนที่เลิกกองเกือบตีสอง ข้าวปุ้นคิดว่าตัวเองคงตื่นไม่ไหวแน่ ๆ แต่เจ็ดโมงเช้าเธอกลับลืมตาขึ้นมาก่อนนาฬิกาปลุกเสียอีก สิ่งแรกที่ทำคือคว้าโทรศัพท์มาเช็กตารางงาน ก่อนจะนึกถึงคำสั่งเมื่อคืนขึ้นมาได้‘กลับถึงบ้านแล้วนอนเลย’เธอทำตามจริง ๆ เมื่อคืนหลังอาบน้ำเสร็จ ข้าวปุ้นไม่ได้เปิดตารางซ้ำเหมือนทุกวัน เพราะออกัสเป็นคนบอกว่าจะเช็กเอง แต่พอเปิดแชตขึ้นมาตอนเช้า เธอกลับเจอข้อความที่ถูกส่งมาตอนตีสองครึ่งออกัส : พรุ่งนี้ 11 โมง สตูฯ เดิมตามด้วยอีกข้อความออกัส : ไม่ต้องรีบมาและอีกหนึ่งนาทีต่อมาออกัส : 10.30 ก็พอข้าวปุ้นมองข้อความแล้วหลุดยิ้ม คนที่ปกติต้องให้เธอเตือนทุกอย่าง กลับเป็นฝ่ายส่งตารางมาเตือนเธอเสียเอง เธอพิมพ์ตอบข้าวปุ้น : รับทราบค่ะกำลังจะวางโทรศัพท์ ข้อความฝั่งตรงข้ามก็ขึ้นว่าอ่านแล้วทันที ข้าวปุ้นชะงักข้าวปุ้น : พี่ตื่นแล้วเหรอคะออกัส : อือข้าวปุ้น : นอนกี่ชั่วโมงคะออกัส : พอข้าวปุ้น : พอคือกี่ชั่วโมงเงียบไปครู่หนึ่งออกัส : เธอเป็นแม่พี่หรือไงข้าวปุ้นทำหน้ามุ่ยใส่หน้าจอข้าวปุ้น : ปุ้นถามเพราะเป็นห่วงเรื่องงานค่ะอีกฝั่งอ่านทันทีแต่ไม่ตอบ เธอจึงวางโทรศัพท์แล้วลุก
ข้าวปุ้นเพิ่งค้นพบว่า ตารางงานของนายแบบชื่อดังสามารถทำให้คำว่า ‘เหนื่อย’ ที่เธอเคยรู้จักดูเบาไปทันที เพราะตลอดสามวันที่ผ่านมา ออกัสมีงานต่อกันแทบไม่มีช่องว่าง วันแรกถ่ายโฆษณาตั้งแต่เช้าจนค่ำ วันที่สองบินไปถ่ายงานต่างจังหวัดแล้วกลับกรุงเทพฯ ตอนกลางคืน ส่วนวันนี้เริ่มแต่งหน้าตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ถ่ายแฟชั่นเซตช่วงเช้า ต่อด้วยงานอีเวนต์ตอนบ่าย และปิดท้ายด้วยการถ่ายโฆษณาที่คาดว่าจะเสร็จเกือบเที่ยงคืน คนที่บอกว่าเหนื่อยที่สุดกลับไม่ใช่ออกัส แต่เป็นผู้ช่วยตัวเล็กที่เดินตามเขาจนขาแทบลาก“พี่ออกัสคะ”“หือ”“น้ำค่ะ”ชายหนุ่มที่กำลังนั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้รับขวดไปทั้งที่ยังไม่ลืมตา ข้าวปุ้นยืนรอ หนึ่งนาที สองนาที เขายังถือขวดเฉย ๆ“พี่ไม่ดื่มเหรอคะ”“ฝา”“คะ?”“เปิดให้หน่อย”หญิงสาวมองมือเขา “เมื่อยอีกแล้ว?”“อือ”“วันนี้เมื่อยจริงหรือแกล้งปุ้นคะ”“วันนี้จริง”น้ำเสียงเหนื่อยจนเธอไม่เถียงต่อ ข้าวปุ้นรับขวดกลับมาเปิดฝาแล้วส่งให้ เขาดื่มไปเกือบครึ่งขวดก่อนวางลง“กินอะไรไหมคะ”“ไม่”“ตั้งแต่บ่ายพี่ยังกินไปนิดเดียวเองนะคะ”“ไม่หิว”“แซนด์วิชไหม”“ไม่”“กล้วย?”“ไม่”“โยเกิร์ต?”“ข้าวปุ้น”“คะ”ออกัสลืม
หลังเหตุการณ์วันนั้นออกัสเปลี่ยนไปนิดหน่อยนิดหน่อยจริง ๆ เพราะเขายังเรียกใช้ข้าวปุ้นเหมือนเดิม ยังชอบกวนประสาท ยังเรียกเธอว่ายัยแว่นหรือคนเตี้ยเป็นครั้งคราวและถ้ามีโอกาสก็ยังแย่งขนมจากมือเธอหน้าตาเฉย สิ่งเดียวที่หายไปคือการแกล้งเกี่ยวกับเรื่องงาน“พี่ออกัสคะ อีกครึ่งชั่วโมงต้องออกค่ะ”“ครับ”ข้าวปุ้นชะงัก เธอเงยหน้าจากแท็บเล็ตมองคนที่นั่งอยู่บนโซฟาอย่างไม่ไว้ใจ“อะไร”“พี่ตอบง่ายจังค่ะ”“แล้ว?”“ปกติต้องเถียงปุ้นก่อน”ออกัสเหลือบตามอง “อยากให้เถียง?”“ไม่ค่ะ”“งั้นก็ไปเตรียมของ”“ค่ะ”ข้าวปุ้นเดินออกไปสองก้าว“เดี๋ยว”เธอหยุดทันที “อะไรคะ”ออกัสชี้ไปที่โต๊ะ “ขนม”หญิงสาวมองถุงขนมของตัวเองแล้วรีบคว้ามากอดไว้ “ไม่ให้ค่ะ”“ยังไม่ได้พูดว่าจะเอา”“แต่พี่มองอยู่”“ขอชิ้นหนึ่ง”“พี่มีของพี่นะคะ”“ของเธออร่อยกว่า”“เหมือนกันค่ะ”“ไม่เหมือน”“ต่างตรงไหนคะ”ออกัสตอบโดยไม่ต้องคิด “แย่งมาอร่อยกว่า”ข้าวปุ้นถอนหายใจทันที “นิสัยไม่ดี”เธอหยิบขนมหนึ่งชิ้นยื่นให้ “เอาไปค่ะ”ชายหนุ่มกลับไม่รับ“อะไรอีกคะ”“ป้อน”“พี่มีมือค่ะ”“เมื่อย”“เมื่อกี้พี่ยังเล่นโทรศัพท์อยู่เลยนะคะ”“ตอนนี้เมื่อยแล้ว”ข้าวปุ้น
เช้าวันถัดมาข้าวปุ้นมาถึงสตูดิโอพร้อมชาอู่หลงไม่หวานหนึ่งแก้วตามคำสั่ง แต่คนที่สั่งกลับยังไม่มา เธอวางแก้วไว้บนโต๊ะแล้วเริ่มเช็กตาราง วันนี้งานไม่หนักเท่าวันก่อน มีถ่ายภาพสำหรับนิตยสารช่วงสายและสัมภาษณ์สั้น ๆ ช่วงบ่าย หากทุกอย่างตรงเวลาเธอน่าจะเลิกงานก่อนหกโมงและทันไปเจอพี่นนท์ตามที่นัดไว้“มองนาฬิกาตั้งแต่เช้าเลยนะ”เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลังจนข้าวปุ้นสะดุ้ง เธอหันไปก็เจอออกัสยืนอยู่ใกล้กว่าที่คิด“พี่ออกัส มาไม่ให้เสียงเลยค่ะ”“มาไม่ให้เสียงคืออะไร พี่เดินเข้าประตูปกติ”“ปุ้นตกใจค่ะ”สายตาเขาเหลือบไปยังหน้าจอโทรศัพท์ในมือเธอ “วันนี้รีบ?”“นิดหน่อยค่ะ”“ไปไหน”“มีนัดค่ะ”“กับใคร”ข้าวปุ้นมองหน้าเขา ก่อนนึกถึงบทสนทนาเมื่อคืน “พี่นนท์ค่ะ”สีหน้าคนฟังเรียบลงเล็กน้อย “จำได้”“ปุ้นยังไม่ได้ถามเลยนะคะว่าพี่จำได้ไหม”“ก็พูดให้รู้”“อ๋อค่ะ”เธอวางโทรศัพท์แล้วหยิบชาให้ “ชาอู่หลงไม่หวานค่ะ”ออกัสรับมาแต่ยังไม่ดื่ม “นัดกี่โมง”“หกโมงครึ่งค่ะ”“ที่ไหน”“ร้านกาแฟแถวมหาวิทยาลัย”“ทำไมต้องร้านกาแฟ”“ก็เขาจะเอาหนังสือมาคืนค่ะ”“คืนตรงไหนก็ได้”ข้าวปุ้นขมวดคิ้ว “พี่นนท์บอกว่าจะเลี้ยงข้าวปุ้นด้วยค่ะ ไม่







