ANMELDENปังๆๆ
“อาย่า! เปิดประตู!” มือเล็กบอบบางทุบลงรัวๆ เมื่อเคาะดีๆ แล้วเจ้าของห้องไม่ยอมเปิด
ปังๆๆ!!
แกร็ก!
“อะไรนักหนาเนี่ย!!”
หมับ!
“แกเอาของของฉันไปซ่อนไว้ที่ไหน!”
“พูดบ้าอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง!”
“บ้านหลังนี้นอกจากแกก็ไม่มีใครทำนิสัยแบบนั้นแล้ว”
“นี่! เธอกล้าด่าฉันเหรอ!?”
“เออ!” ฉันเชื่อเสมอว่าทุกคนมีความอดทน และเชื่อเสมอว่ามันต้องมีสักวันที่ทนไม่ไหว และวันของฉันก็มาถึงแล้ว
การที่เรามีพี่น้องถึงจะต่างพ่อต่างแม่ หากว่าจะอยู่กันอย่างสันติมันก็ทำได้ แต่บ้านฉันไม่ใช่แบบนั้น ฉันไม่เคยถืออภิสิทธิ์ที่ว่าตัวเองเป็นลูกของเมียหลวงเลยมีอำนาจมากกว่าลูกของเมียน้อย แต่สิ่งที่คนตรงหน้าทำกับฉันบางทีฉันก็อยากจะใช้อำนาจนั้นเหมือนกัน
เพราะตอนนี้ของสำคัญของฉันถูกคนตรงหน้าเอาไป และเธอปากแข็งไม่ยอมรับ ทั้งๆ ที่มีคนเห็นว่าเธอเอามันไปจริงๆ
“มีอะไรกันอาอิง อาย่า” แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ทำอะไร เสียงหวานนุ่มของคุณแม่ก็เอ่ยแทรกขึ้นมาซะก่อน นั่นทำให้การกระทำของฉันหยุดชะงักไปทันที
“แม่ใหญ่ก็ลองถามลูกสาวตัวเองดูสิคะ มายืนโวยวายอยู่หน้าห้องคนอื่นแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน มารยาทต่ำมาก” ยัยนี่เหมือนคนเกิดมาแล้วลืมมารยาทไว้ในท้องแม่ ฉันไม่เคยเห็นเลยจริงๆ ขนาดแม่ฉันแสนดีกับเธอทุกอย่าง แล้วดูสิ่งที่มันทำสิ
“มีอะไรกันอิง” คุณแม่เลือกที่จะหันมาถามฉัน ถึงแม้ว่าทุกครั้งที่ฉันกับอาย่ามีเรื่องกัน ฉันจะเป็นคนแรกที่โดนท่านดุก็เถอะ
“แม่ไม่ต้องห่วงหรอก อิงไม่ทำนิสัยชั่วๆ เหมือนที่ยัยบ้านี่พูดหรอก”
“อาอิง!”
“เหอะ!”
หมับ!
“แกจะไปไหน!” ฉันรีบคว้าแขนอาย่าไว้เมื่อเธอใช้โอกาสตอนที่ฉันโดนแม่ดุกำลังจะหันหลังกลับเข้าห้อง
พลั่ก!
“เลิกบ้าสักที! ฉันบอกว่าไม่ได้ทำก็ไม่ได้ทำสิ” แต่เธอสะบัดแขนของฉันออกสุดแรง จนฉันที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกับเซไปด้านหลัง
นั่นทำให้ความโมโหของฉันเพิ่มมากขึ้น ให้มันรู้ไปว่าฉันจะหาหลักฐานมามัดตัวยัยน้องเวรนี่ไม่เจอ
“ได้ จะเอาแบบนี้ใช่มั้ย?”
“จะทำอะ…อ๊ะ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!”
ฉันไม่ได้รอให้อาย่าพูดจบ เมื่อเธอเผลอฉันก็เดินกระแทกไหล่เข้าไปในห้องเธอทันที สายตากวาดมองคร่าวๆ ว่ามีมุมไหนที่พอจะเอาของของฉันไปซ่อนได้บ้าง
“อาอิงหยุด!”
กึก!
“ออกมาเดี๋ยวนี้!”
แต่แล้วเสียงประกาศิตก็คำรามขึ้นอีกครั้ง ปลายเท้าเล็กชะงักพยายามควบคุมสติอารมณ์ให้ตัวเองจิตใจเย็นลง ไม่บ่อยนักที่คุณแม่จะขึ้นเสียงแข็งใส่ฉันแบบนี้ เพราะในสายตาของท่านฉันจะเป็นไอ้ต้าวตัวเล็กตัวน้อยเสมอ
“…แกจำไว้เลยนะ” ก่อนจะเดินออกจากห้องฉันก็ไม่ลืมที่จะกัดฟันพูดกับตัวปัญหา ถึงแม้ว่าตอนนี้ทำได้เพียงแค่กำหมัดแน่นข่มอารมณ์ไว้ก็เถอะ
“เหอะ!”
“ตามแม่มา”
“สมน้ำหน้า หึๆ”
ทุกการกระทำของอาย่ามันทำให้ฉันเติบโตและเป็นคนที่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ เธอสอนให้ฉันรู้ว่าหากเราอ่อนแอเราก็จะถูกรังแกต่อไปไม่รู้จักจบ
ฉันยอมโดนหักค่าขนม ยอมโดนแม่ด่า และยอมกลายเป็นเด็กเกเรในบางครั้ง เพียงเพื่อไม่อยากเป็นคนขี้แพ้ที่ยอมให้น้องสาวต่างแม่รังแกอยู่ฝ่ายเดียว
•••••
สายลมพัดกระทบใบหน้า ฉันเงยขึ้นมองท้องฟ้าที่วันนี้มันปลอดโปร่งเหมือนรู้ว่าจิตใจของฉันมันขุ่นมัวเกินไป เกินจะรับไหวหากว่ามันจะขมุกขมัวไปด้วย
“ไหนบอกแม่สิ ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมไปทุบห้องน้องแบบนั้น”
ตอนนี้ฉันโดนแม่ลากมาสวดที่สวนดอกไม้ของท่านหลังคฤหาสน์หลังโตนี้ อยู่มาจนตอนนี้ฉันอายุ 18 ย่าง 19 ปีแล้ว น้อยครั้งมากที่ฉันจะมีความสุข
“อาอิง…”
“แม่รู้มั้ยว่าตอนนี้อิงจะไม่ได้เรียนในมหาลัยที่อิงฝันแล้ว”
“…ทำไม”
“แม่รู้มั้ยว่าคนที่แม่กำลังปกป้องมันทำอะไรกับของสำคัญของอิง”
“อาอิง…”
“พอร์ตฟอลิโอที่อิงจะเอาไปยื่นให้มหาลัย ตอนนี้มันหายไปแล้ว”
“…”
“แล้วแม่รู้มั้ยคะ…ว่าใครเป็นคนทำ?”
“…”
“อิงทำเองแหละ อิงไม่รอบคอบเอง” ฉันบอกแม่และหันไปยิ้มขำให้โชคชะตาชีวิตของตัวเองกับสายลมที่พัดผ่าน หลับตาลงช้าๆ ให้หัวสมองปลอดโปร่งเผื่อจะคิดหาวิธีอย่างอื่นต่อได้ เพราะตอนนี้ทุกอย่างมันอื้ออึ้งไปหมด
ทางของฉันตันสุดๆ
อาย่าอายุน้อยกว่าฉัน 1 ปี และอายุห่างจากเฮียอาไท 6 ปี แต่เหมือนว่าอะไรๆ ที่มันดีๆ จะติดตัวไปกับคนพี่หมดแล้ว จนมันตกไม่ถึงคนน้องอย่างอาย่าเลย
“น้องอิง…”
“ถ้าอิงเก็บของดีๆ ใครมันจะเอาไปได้”
“…”
“จริงมั้ยคะ?”
ฉันใส่ทุกความตั้งใจของตัวเองลงไปในพอร์ตเล่มนั้น เก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ กิจกรรมที่ตั้งใจทำเพื่อสร้างเครดิตดีๆ ให้กับตัวเอง
อีกแค่สองวันฉันก็จะได้เอามันไปยื่นให้ทางมหาลัยแล้ว สองวันแล้วแท้ๆ
“อิงไม่เรียนที่นั่นแล้วก็ได้ค่ะ”
“ว่าไงนะ?” คุณแม่อุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ เพราะท่านรู้ว่าที่นั่นคือมหาลัยแรกที่ฉันเลือก มันเป็นมหาลัยรัฐบาลที่นักศึกษาแข่งขันกันค่อนข้างสูง นั่นหมายถึงยากมากเช่นกันที่จะมีใครได้เข้าไปเรียน
“อาย่ารู้ว่าอิงจะเข้าเรียนที่นั่น”
“แม่จะไปถามอาย่าให้…”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ แต่อิงอยากขอร้องแม่อีกเรื่อง”
“เรื่องอะไรคะ”
“อิงจะไปเรียนอีกที่ แต่แม่ห้ามบอกให้ใครรู้จนกว่าอิงจะเป็นนักศึกษาของที่นั่นแล้ว”
บางทีความขี้อิจฉาของคนก็น่ากลัวเกินไปนะ โดยเฉพาะจากคนในครอบครัวเดียวกัน แต่ฉันไม่โทษเธอโดยตรงหรอก หากว่าเธอไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาแบบนั้น เธอจะมีนิสัยแบบนี้ได้ยังไงล่ะ
จริงมั้ย?
เย็นวันนั้น
ถามว่าเสียดายมั้ยที่ของสำคัญหาย แน่นอนฉันเสียดายและเสียใจมาก แต่จะให้หมกมุ่นจนเสียสติก็คงไม่ได้หรอก ชีวิตฉันต้องดำเนินต่อไป
“อ่าวคุณหนู…”
“คุณย่าอยู่มั้ยคะป้านิ่ม” ฉันเอ่ยถามคนสนิทของคุณย่าที่เดินสวนออกมาพอดี
คฤหาสน์หลังนี้แบ่งเป็นโซนเพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย อย่างที่บอกบ้านฉันเป็นครอบครัวใหญ่ นอกจากพ่อแม่ของฉัน และเมียอีกคนของคุณพ่อ ยังมีคุณปู่กับคุณย่าอาศัยร่วมอยู่ด้วย ครอบครัวเชื้อสายจีนก็งี้แหละ
และตอนนี้ฉันก็กำลังเดินไปที่บ้านพักของคุณย่าพิไลที่อยู่ติดกับทะเลสาบ ท่านไม่ได้อยู่ที่นี่ประจำหรอก อารมณ์บ้านพักตากอากาศน่ะ กลางคืนท่านก็กลับไปนอนกับคุณปู่ที่คฤหาสน์นั่นแหละ
“อยู่ค่ะ กำลังให้อาหารดุ๊กดิ๊กอยู่เลยค่ะ” สัตว์เลี้ยงแสนรักของคุณย่าคือพี่กระต่ายน่ะ ท่านรักพวกมันมาก ตอนนี้มีพี่ดุ๊กดิ๊กประมาณ 5 ตัวได้แล้วมั้ง
ดุ๊กดิ๊กคือชื่อของทุกตัว และเพื่อให้จำไม่ผิดจะมีสีต่อท้าย อย่างเช่นดุ๊กดิ๊กเทา ^^
ฉันเดินไปตามทางเดินที่ปูกระเบื้องอย่างดี เพื่อกันไม่ให้คุณย่าท่านลื่น บรรยากาศที่ติดกับทะเลสาบและมีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบให้ความรู้สึกสดชื่นมากๆ ไม่แปลกที่คุณย่าท่านรักและชอบมาอยู่ที่นี่มากกว่าคฤหาสน์หลังใหญ่
“ดุ๊กดิ๊กลาย อย่าดื้อสิลูก มาหาย่ามาๆ”
“คุณย่า” ฉันเอ่ยเรียกและเผยยิ้มกว้างเมื่อเห็นกระต่ายหลายตัวกำลังกระโดดวิ่งเล่นไปมารอบๆ ตัวของท่าน
“อ่าวอาอิง มาหาย่าเหรอลูก”
“ใช่ค่ะ คุณย่าทำภารกิจเสร็จยังคะ ให้อิงช่วยมั้ย?”
“เสร็จแล้ว กินกันอิ่มทุกตัวเลย”
“น่ารักมากเลยค่ะ”
“มาหาย่าถึงที่ ไม่รู้ว่าเด็กแถวนี้อยากได้อะไรหรือเปล่า หึๆๆ”
‘รู้ทันฉันตลอดเลย ^^’
“ไม่ได้อยากได้สิ่งของอะไรหรอกค่ะ อิงอยากมาขอความคิดเห็นจากคุณย่าเฉยๆ”
“เรื่องอะไรล่ะ มานั่งกับย่านี่มา” ฉันพยักหน้าและเดินไปนั่งบนพื้นใกล้ๆ ท่าน ก่อนจะคว้าดุ๊กดิ๊กลายตัวที่ซุกซนที่สุดมากอดไว้แนบอก
“อิงอยากย้ายไปอยู่ข้างนอกค่ะคุณย่า”
“…”
“อิงหมายถึงตอนเข้ามหาลัยค่ะ”
“ไปอยู่หอน่ะเหรอ?”
“ประมาณนั้นค่ะ แต่ไม่ใช่ในมหาลัยนะคะ”
“แล้วหนูจะอยู่ได้เหรอลูก”
“ต้องได้ค่ะ”
“มีเรื่องอึดอัดใจใช่มั้ย?”
“…”
“ย่าไม่มีปัญหา แต่หนูต้องไปขออนุญาตอีกคน”
“…”
“รู้ใช่มั้ยว่าปู่หวงเราที่สุด”
“…ค่ะคุณย่า”
คงเป็นอีกวันที่ฉันตื่นเต้นที่สุดวันนี้ฉันตื่นตั้งแต่แปดโมงเพื่อเตรียมตัวออกไปข้างนอกกับพี่ทิกเกอร์ ตั้งแต่เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ใช้เวลาเลือกชุดอยู่เกือบชั่วโมง มาวันนี้ก็ต้องคัดอีกรอบเพราะฉันอยากให้การเจอกันของเรามันน่าประทับใจทุกครั้งฉันแต่งหน้าอ่อนๆ ตามแบบสไตล์ของตัวเอง เน้นตรงหน้าแก้มให้เห็นสีชมพูระเรื่อกับริมฝีปากอวบอิ่มที่ทาลิปกลอสให้มันวาวน่ารัก และวันนี้ฉันก็เลือกมัดผมขึ้นเป็นหางม้าและลอนส่วนปลายให้ดูมีวอลุ่ม หน้าม้าซีทรูยิ่งทำให้ใบหน้าของฉันละมุนยิ่งขึ้น“เหมือนเด็กสามขวบเลยจริงๆ”ชุดที่ฉันเลือกใส่คือชุดเดรสแขนกุดสีขาวความยาวเหนือเข่าและกระโปรงก็ฟูเล็กน้อยด้วย เกิดมาขาสั้นเลยต้องใส่ส้นสูงเพ่ือเพิ่มความมั่นใจหันมองนาฬิกาอีกทีตอนนี้ก็ 11:45 เข้าไปแล้ว พี่ทิกเกอร์บอกว่าห้ามสาย แต่ฉันใช้เวลาตั้งแต่เช้าก็เกือบเสร็จไม่ทัน ‘นี่ฉันคงไม่เตรียมตัวเยอะเกินไปหรอกนะ’สองอาทิตย์แล้วที่ฉันได้เจอกับพี่ทิกเกอร์อีกครั้งหลังจากจบโรงเรียนมัธยมมา และนี่ก็เป็นครั้งที่สามที่เราได้เจอและได้พูดคุยกัน ไม่รู้ว่าเขาจะจำฉันได้บ้างมั้ย แต่สำหรับฉันทุกๆ วันความรู้สึกที่มีต่อพี่เขามันกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อ
‘ทำไมต้องตั้งใจขนาดนั้นวะ ก็แค่กำไลกากๆ’เห็นแล้วโคตรจะหงุดหงิด อากาศก็ร้อนฉิบหาย ดวงอาทิตย์อยู่กลางกบาลกูละมั้ง“เสร็จแล้ววว”เสียงเล็กๆ ดังแทรกอารมณ์ขุ่นมัวของผมขึ้นมา พอหันไปมองก็เห็นรอยยิ้มกว้างจนตาหยีของยัยจอมจุ้น ไม่รู้จะดีใจอะไรนักหนา ลูบอยู่นั่นแหละไม่จูบมันเลยล่ะจุ๊บ~“เฮียไทเกอร์ต้องชอบแน่ๆ เพราะหนูตั้งใจทำสุดฝีมือเลย”‘กูจะบ้าตาย’“เสร็จแล้วก็กลับ” ผมเอ่ยบอกและขยับตัวลุกขึ้น คว้าแก้วน้ำที่เหลืออยู่เล็กน้อยมากินต่อ ไม่มีมันผมคงหงุดหงิดมากกว่านี้เพราะขาดน้ำตาล“เฮียไทเกอร์ว่างวันไหนนะ จะได้เอาไปให้”“เอามา ฉันเอาไปให้มันเอง”“จะดีเหรอคะ?”“เออ เธอหามันไม่เจอหรอก”“แต่หนูโทร…”“มันไม่ว่าง”“อ่า…ก็ได้ค่ะ พี่อย่าลืมนะคะ บอกว่าหนูฝากมาให้ตั้งใจทำสุดฝีมือเลยด้วย”“เออๆ”“พูดไม่เพราะเลย”“บ่นอะไร กลับได้แล้ว”“ค่าาา~”พลั่ก!“อุ๊ย!”“ประชดเหรอ?”“เปล่าสักหน่อย”ทำตัวโคตรน่าหมั่นไส้ พอโดนจับได้ก็แบะปากคว่ำอย่างกับเด็กสามขวบ เหอะ!‘กูไม่เอาหรอกพี่สะใภ้แบบนี้’@คอนโดทิกเกอร์ กำไลกากๆ ที่ยัยเด็กนั้นทำตอนนี้อยู่ในกำมือของผมแล้ว กำลังคิดอยู่ว่าจะเอามันไปทิ้งที่ไหนดีไม่ให้เหลือหลักฐาน“
10:25 AMฉันนั่งพนมมือไหว้โทรศัพท์ของตัวเอง ภาวนาว่าขอให้แผนการสำเร็จเพราะตอนนี้ฉันต้องทักไปชวนพี่ทิกเกอร์แล้วLine : พี่ทิกเกอร์ AhhIng : พี่ทิกเกอร์คะวันนี้เป็นเช้าวันหยุด ฉันไม่รู้ว่าพี่เขาจะตื่นหรือยัง ไม่รู้ว่าจะไปรบกวนวันพักผ่อนของเขามั้ย ส่งไปแค่ข้อความสั้นๆ หากว่าเขาว่างเขาก็คงตอบกลับมาเองแต่ขอให้ตอบกลับมาเร็วๆ เถอะ ตอนนี้ฉันตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดโซฟาแล้วเนี่ยติ๊ง~“โอ๊ะ!” แค่ได้ยินเสียงข้อความดังขึ้นมา ฉันก็รีบคว้ามาเปิดดู และก็เป็นพี่ทิกเกอร์จริงๆ ด้วย “กรี๊ดดด~~~”P’Tigger : ว่า?ถึงจะเป็นแค่คำสั้นๆ แต่แค่นั้นหัวใจฉันก็ทำงานหนักแล้ว ใบหน้าร้อนผ่าว ร่างกายตื่นตัว แบบนี้สินะการนั่งรอข้อความของคนที่เราแอบชอบ ผ่านมาตั้งหลายปีฉันยังรู้สึกชอบพี่เขาอยู่แล้ว แถมตอนนี้ยังรู้สึกมากว่าเดิมอีกด้วยAhhIng : อาทิตย์หน้าพี่ว่างวันไหนคะถามกลับไปแล้วก็มานั่งลุ้นอีกว่าพี่เขาจะตอบกลับมาตอนไหน จะตอบว่าอะไร จนตอนนี้ฉันไถลตัวลงมานั่งบนพื้นพรมแล้วP’Tigger : ทำไมAhhIng : ไปเลือกของขวัญเป็นเพื่อนหนูได้มั้ยคะ?คงเป็นคำถามที่ตื่นเต้นและลุ้นระทึกที่สุด นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันจะได้ออกเดตแถมยังเป็นคน
“บอกแค่ว่าไม่อยากหมั้น” ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่า พี่ทิกเกอร์ขบกรามแน่นจนสันกรามเด่นนูนขึ้นมา ซึ่งสายตาของเขายังคงวางอยู่บนใบหน้าของฉัน“จะเป็นอะไรมั้ยถ้าหนูจะขอคอนแทคจากพี่ หนูอยากรู้เรื่องของเฮียไทเกอร์ค่ะ”“…”“พี่จะช่วยหนูมั้ยคะ?” ฉันถามและใช้ท่าประจำกายของตัวเองคือเอียงคอน้อยๆ รอคำตอบจากปากคนตัวสูง“…เอาไลน์เธอมา” เขาถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูสีดำสนิทไร้เคสป้องกันใดๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกง ฉันก็รีบหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาบ้างและเปิดคิวอาร์โค้ดให้พี่ทิกเกอร์สแกน“เพิ่มเพื่อนเลยค่ะ” ฉันเอ่ยบอกด้วยความตื่นเต้นแถมยังหลุดยิ้มกว้าง ไม่พอยังลืมตัวขยับไปยืนใกล้เขาและก้มมองโทรศัพท์ในมือหนา เพื่อดูว่าเขากดเพิ่มเพื่อนฉันหรือยัง “ส่งสติกเกอร์ให้หนูด้วย”“วุ่นวาย”“แงะ~” พอโดนว่าก็รีบเงยหน้าขึ้นไปแบะปากใส่เขาเหมือนกำลังงอแง แต่กลายเป็นว่าฉันได้เห็นรอยยิ้มแรกของเขาซะงั้น เพราะพี่ทิกเกอร์เขาหลุดยิ้มจนข้างแก้มบุ๋มลงไป แต่เพียงแค่เสี้ยววินาทีเขาก็รีบปรับสีหน้าและใช้ไหล่กระแทกฉันให้ถอยห่าง“อย่าเยอะ”“งั้นถ้าหนูอยากรู้ความเคลื่อนไหวของเฮียไทเกอร์ หนูทักหาพี่นะคะ
“ห๊าาา!!!” เพื่อนสองคนอุทานขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ตอนนี้พวกเราเลิกเรียนแล้วล่ะ ไม่มีคาบต่อเพราะอาจารย์ยกคลาสช่วงบ่าย ฉันคันปากอยากเล่ามาตั้งแต่เช้า เพิ่งจะมีโอกาสเอาตอนนี้“กะ…แกจะมีคู่หมั้นแล้วเหรอ?” มะนาวยกมือขึ้นทาบอก ท่าทางที่ดูโอเว่อร์ทำฉันหลุดขำพรืดออกมาโชคดีที่ร้านน้ำแข็งใสที่เรานั่งอยู่คนไม่เยอะ ไม่งั้นคงเรียกความสนใจได้ไม่น้อยกับเสียงเพื่อนทั้งสอง -_-“แกไม่ปฏิเสธเหรออาอิง” ส่วนเพลงขวัญหน้าตาดูจะซีเรียสมาก ฉันรู้เพราะเพื่อนคนนี้หวงเหมือนฉันเป็นลูกที่มันคลอดออกมา“ตอนแรกตั้งใจจะปฏิเสธนั่นแหละ”“แต่เพราะเป็นหมอนั่นแกเลยยอมรับ ง่ายไปมั้ย?” ฉันมีเพื่อนสนิทแค่สองคน ไม่แปลกที่เรื่องของคนที่ฉันชอบมะนาวกับเพลงขวัญจะรู้ นึกถึงตอนนั้นมะนาวยังแอบเอาของขวัญที่ฉันเตรียมไว้ไปใส่ในล็อกเกอร์ของพี่ทิกเกอร์อยู่เลย แค่คิดฉันก็เขินแล้ว -///-“งื้อออ~~ อย่าด่ากันสิ”“ฉันหมายถึงแกยอมรับง่ายไปมั้ย” มะนาวกรอกตามองบนใส่ฉันทันที นึกว่าเพื่อนจะด่าว่าฉันใจง่ายซะแล้ว ถึงมันจะจริงก็เถอะนะ ^^“ลองดูก็ไม่เสียหาย ฉันคุยกับคุณปู่กับป่ะป๊าแล้วด้วย ว่าถ้าเราสองคนเข้ากันไม่ได้พวกท่านต้อง
“แล้วเธออยากหมั้นกับคนที่ไม่รู้จักหรือไง”“หนูจำเป็น” ฉันตอบไม่เต็มเสียงและหันหน้าหลบสายตาเขา“ยังไง?”“เฮียรู้ใช่มั้ยว่าครอบครัวหนูไม่ค่อยเหมือนใคร”“พอรู้ แต่ไม่มาก” รู้มากรู้น้อยไม่สำคัญหรอก อย่างน้อยเขาก็รู้ มันก็ไม่ใช่ความลับที่จะบอกใครไม่ได้ แต่หากว่าพูดกับคนที่ไม่รู้เลยเขาคงคิดว่าฉันกุเรื่องขึ้นมาแน่ๆ“นั่นล่ะค่ะ ป่ะป๊ามีเมียสองคน ลูกชายคนโตของท่านเป็นลูกที่เกิดกับเมียอีกคน แม่ของหนูถึงจะเป็นเมียหลวงแต่กลับไม่มีลูกชายที่จะสืบทอดวงตระกูลได้” ฉันมองตาเขาตลอดตอนที่พูด พยายามสื่อให้รู้ว่าฉันไม่คิดจะโกหกเขาแม้แต่น้อย‘และฉันรู้ว่าเฮียไทเกอร์ฉลาดและมองคนออกแน่นอน’“...”“ที่หนูยอมรับหมั้น เฮียอาจจะคิดว่าหนูเห็นแก่ตัวก็ได้ เพราะมันเหมือนบ้านหนู...ไปจับน้องชายของเฮีย” ฉันเว้นวรรคเล็กน้อยกับประโยคนั้น แต่ปฏิกิริยาของเขายังคงนิ่งเฉย งั้นฉันจะคิดว่าเขาเชื่อและตั้งใจฟังฉันอยู่ละกัน“...”“แต่หนูไม่ได้คิดแบบนั้นนะคะ หนูไม่ได้คิดที่จะพึ่งพาบ้านของเฮียเลย”“อือ” คงเป็นเสียงแรกที่ออกมาจากปากของเขาตั้งแต่ฉันเริ่มอธิบาย อย่างน้อยเขาก็รับรู้แล้วละนะ“และก็เรื่องที่หนูทำ เฮียจะเชื่อมั้ยไม่รู้นะคะ







