ANMELDENคณะวิศวะฯ มหาวิทยาลัยเอกชน SKP
“แดกเหล้า!” เสียงทุ้มติดทะเล้นตะโกนขึ้นมาเมื่อเดินลงมาจากตึกเรียน วันนี้เป็นวันสอบวิชาสุดท้ายของภาคเรียน เป็นวันสุดท้ายในการเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สองของพวกเขาทั้งสี่คน
ทิกเกอร์ เจ้าของคำพูดนั้นเดินยิ้มร่ามือล้วงกระเป๋าอย่างอารมณ์ดี แค่คิดถึงน้ำเมาและเสียงดนตรีในการเฉลิมฉลองการสอบเสร็จของเขาและผองเพื่อน อะดีนาลีนในร่างกายก็พลุกพล่านไปหมด
“หึ!” แฝดพี่อย่างไทเกอร์กระตุกยิ้มมุมปากจนลักยิ้มข้างแก้มบุ๋มลึกลงไป สองคนเดินเคียงข้างกัน หน้าตาที่เหมือนกันราวกับแกะ หากไม่สนิทกับพวกเขาก็แทบจะแยกกันไม่ออก
คงมีแค่สีผมที่ของทิกเกอร์เป็นสีน้ำตาลเข้มแต่ของไทเกอร์เป็นสีดำธรรมชาติ ส่วนต่างที่พอให้ชาวบ้านได้แยกกันอยู่บ้าง นอกเหนือจากนั้นก็แทบไม่ต่างกันเลย
‘ยกเว้นนิสัย’
“กูจะเมาให้หัวราน้ำ มึง…ส่งกูด้วย” ลูกแพร สาวสวยคนเดียวในกลุ่มเอ่ยขึ้นมา เธอหันไปชี้บอกร่างสูงหน้านิ่งที่เดินอยู่ข้างๆ อย่างฟ้าคราม เพราะนอกจากพี่ชายของเธอแล้ว ก็ต้องเป็นเขานี่แหละที่ต้องเก็บเธอไปส่งบ้าน
“พี่มึง?”
“พี่พอร์ชไม่ว่าง”
“กูว่าง?”
“เออ!”
“…”
“หน้าที่มึงไงคะสุดหล่อ” ลูกแพรกระตุกยิ้มทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ใส่ เพราะถึงยังไงเพื่อนสุดหล่อของเธอก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว
“ขนลุก เลิกพูดดิ๊!” ทิกเกอร์ทำหน้าแหยมองหน้าเพื่อนทั้งสองสลับกันไปมา พวกเขาสนิทกันตั้งแต่เข้าปีหนึ่ง ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มถูกบ่มเพาะจนแข็งแกร่งทนมือทนเท้า
“เรื่องของมึงไอ้ขี้เหร่” ลูกแพรสวนกลับทันควัน เรื่องลับฝีปากเธอกับทิกเกอร์ถนัดอยู่แล้ว
“เดี๋ยวกูเตะผ่าหมากแม่งเลย”
“อ่อนโยนกับกูบ้าง กูเป็นผู้หญิงนะ”
“เหอะ! มึงน่ะเหรอ?”
“เออ!! เห้ย! ไปไหนน่ะ รอกูด้วย” ลูกแพรหันมองตามร่างสูงของฟ้าคราม เมื่อจู่ๆ เขาก็เดินแยกตัวออกไป ก่อนจะหันกลับมาชี้หน้าทิกเกอร์และวิ่งตามออกไปอีกคน
“เอารถมึงไปนะ” ทิกเกอร์เอ่ยขึ้นขณะที่เดินเคียงคู่กับไทเกอร์ตามเพื่อนทั้งสองไปที่ลานจอดรถ
“เออ” แฝดพี่รับส่งๆ รับรู้ความคิดของแฝดน้องดี ว่าคืนนี้มันคงเป็นอีกคนที่หัวจะราน้ำ
•••••
ร่างบางยืนทำใจอยู่หน้าห้องหนังสือของประมุขใหญ่ของบ้าน อาอิงประหม่าจนยืนนิ่งกำหมัดแน่นเธอไม่ได้กลัวแต่กังวลว่าคำขอของเธออาจจะไม่เป็นผล
ก๊อกๆๆ
“คุณปู่คะ อิงเข้าไปได้มั้ยคะ”
“เข้ามา”
เสียงทุ้มทรงพลังที่เอ่ยตอบรับทำอาอิงต้องหายใจเข้าเฮือกใหญ่เพื่อเรียกพลังความกล้า ก่อนจะหมุนลูกบิดและค่อยๆ เปิดประตูออกช้าๆ
ร่างสูงของชายวัยชราที่ยังคงดูแข็งแรงแม้อายุจะเข้าเลขหกแล้วก็เถอะ ประมุขของบ้านเฟยฉีหัวเรือใหญ่ของวรวงศ์พิพัฒน์ แค่ได้เห็นก็รับรู้ได้ถึงความน่าเกรงขาม
“คุณปู่ยุ่งอยู่มั้ยคะ อิงรบกวนมั้ย?”
“มานั่งนี่สิ”
“…ค่ะ” ร่างบางตอบรับเสียงประหม่า แม้จะรู้ว่าคนตรงหน้ารักและหวงตัวเองขนาดไหน เธอก็ไม่เคยออดอ้อนหาผลประโยชน์เข้าตัวเลยสักครั้ง
“มีเรื่องจะคุยกับปู่ใช่มั้ย?”
“นิดหน่อยค่ะ”
“อยากได้อะไร กระเป๋า รองเท้า หรือว่ารถสักคัน?”
“ทำไมคิดว่าอิงอยากได้สิ่งของเหมือนกับคุณย่าเลยล่ะคะ?”
“หึๆ ปู่แค่อยากเปย์หลาน”
“สิ่งที่อิงอยากได้ไม่ใช่สิ่งของหรอกค่ะ”
“แล้วอยากได้อะไร?”
“คุณปู่คะ…” อาอิงหายใจเข้าลึกๆ มองสบตาชายชราตรงหน้าที่มีศักดิ์เป็นปู่แท้ๆ ของตัวเอง ก่อนจะรวบรวมความกล้าเปล่งความต้องการของตัวเองออกมา “อิงขอไปอยู่นอกบ้านได้มั้ยคะ?”
“…”
“…”
“…”
“อิงหมายถึง ตอนเข้ามหาลัยค่ะ” เธอรีบอธิบายเมื่อต่างคนต่างเงียบและเอาแต่จ้องตากัน
“อยากย้ายไปอยู่คนเดียว?”
“ประมาณนั้นค่ะ”
“แต่บ้านเรามีคนขับรถนะ”
“ระยะทางไม่ใช่ปัญหาสำหรับอิงอยู่แล้วค่ะ”
“แต่ปัญหาอยู่ในบ้านใช่มั้ย?”
“…”
แม้ว่าหลานสาวจะไม่เคยพูดหรือบอก แต่ใช่ว่าท่านจะไม่รู้ ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านไม่เคยรอดพ้นจากสายตาหัวเรือใหญ่คนนี้ได้เลย
แต่ก็เข้าใจดีเพราะเด็กสองคนเกิดจากผู้หญิงคนละคนกัน การอบรมสั่งสอนที่ต่างกันทำให้นิสัยต่างกันสุดขั้ว
แต่คำว่าหลานท่านก็ทำได้เพียงมองอยู่ห่างๆ การปะทะกันของเด็กทั้งสองยังคงอยู่ในการควบคุม
“ได้มั้ยคะ?”
“ได้สิ”
“จริงเหรอคะ?” อาอิงตาโตหัวใจเต้นแรง ทั้งตื่นเต้นและดีใจ ไม่อยากจะคิดว่าความฝันของเธอจะเป็นจริงแล้ว
“แต่ปู่มีข้อแม้”
“คะ?” ใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้มค่อยๆ หุบลงช้าๆ เมื่อเห็นสายตาเจ้าเล่ห์ของคนตรงหน้า “ข้อแม้อะไรคะ?”
“หมั้นกับหลานชายเพื่อนสนิทของปู่”
“…!!!” เหมือนฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมของอาอิง เธอนิ่งสะตั้นไปหลายวินาที หาเสียงตัวเองไม่เจอ สติสะตังหลุดลอยออกจากร่างตามกลับแทบไม่ทัน
“ปู่มีเหตุผล”
“เหตุผลอะไรคะ?”
“เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของตัวหลานเอง”
“ใช่เหรอคะ?”
“ใช่สิ”
“อิงขอคำอธิบายเพิ่มได้มั้ยคะ?” เพราะนั่นคือชีวิตของเธอเลย จะให้เธอตกลงเพียงเพื่อผลประโยชน์อย่างเดียวคงไม่ได้
“นอกจากผลประโยชน์ที่หลานจะได้รับแล้ว แม่ของหลานก็จะได้รับไปด้วย”
“…”
“ถึงแม้ว่าอาหลินจะเป็นเมียหลวงที่ตบแต่งเข้ามาอย่างถูกต้อง แต่อย่าลืมว่าแม่ของหลานไม่มีลูกชายสืบทอดวงศ์ตระกูลให้อาตี้ หลานเข้าใจที่ปู่พูดมั้ย?”
“…ค่ะ”
“อาไทถึงแม้จะเป็นลูกนอกสมรส แต่เขาขยันและรักดีมาตลอด ไม่มีเหตุผลที่ปู่จะไม่รักหรือนึกรังเกียจเขาเลย”
“อิงรู้ค่ะ เฮียอาไทเป็นคนดี เป็นพี่ชายของอิงเหมือนกัน”
“รู้ถึงข้อเสียเปรียบของอาหลินแล้วหรือยัง?”
“…รู้ค่ะ” ทะเบียนสมรสไม่ได้การันตีถึงความสุขสบายหรือมั่นคงในอนาคต แม่ของเธอสู้ธัญญ่าเมียอีกคนของพ่อเธอไม่ได้แน่นอน
วันที่อาไทขึ้นเป็นใหญ่ วันนั้นแม่เธอคงลำบากที่สุด
“ไม่ต้องกังวล ปู่ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้หลานอยู่แล้ว”
“อิงขอคิดก่อนได้มั้ยคะ?”
“ไปดูตัวก่อนมั้ย ตกลงไม่ตกลงเราค่อยกลับมาคุยกันอีกที”
“…” อาอิงสบตาผู้เป็นปู่ เธอเข้าใจในทันทีว่าเรื่องทั้งหมดท่านเตรียมการไว้หมดแล้ว
ลำพังตัวเธอคงไม่เท่าไหร่หรอก สมบงสมบัติไม่ได้มีค่าเท่ากับการมีชีวิตในแบบที่เธออยากจะเป็น แต่มันคงไม่ใช่กับแม่ของเธอ แค่สามีมีเมียน้อย ต้องแบ่งความรักที่ท่านควรได้รับคนเดียวไปให้กับอีกคน แค่นี้ก็ทรมานและทุกข์ใจมากพออยู่แล้ว
ที่ผ่านมาทำตัวร่าเริงสดใส ไม่รู้ว่าข้างในเจ็บปวดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ไม่มีผู้หญิงคนไหนรับได้หรอกที่ต้องใช้สามีร่วมกับคนอื่น
“ก็ได้ค่ะ อิงจะไปดูตัว”
“เด็กดีจริงๆ”
“แต่ขอบอกไว้ก่อนนะคะ ถ้าไม่ถูกใจหรือปู่หาคนแปลกๆ มาให้ อิงไม่ยอมจริงๆ ด้วย”
“สายตาปู่ยังดีอยู่ อย่ามาดูถูกกันเชียว”
“ให้มันจริงนะคะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว”
“ว่าแต่ต้องไปเมื่อไหร่เหรอคะ?”
“ตอนแรกปู่จะให้เราไปเร็วๆ นี้เลย แต่ตอบแทนที่เป็นเด็กดี ปู่ให้เวลาหลานอีกหน่อยก็แล้วกัน”
“ดีเลยค่ะ”
“แต่ระหว่างนี้ห้ามมีแฟนโดยเด็ดขาด เข้าใจมั้ย?”
“เข้าใจค่ะ เรื่องนี้ไม่เคยอยู่ในหัวอิงอยู่แล้ว”
“ดีมาก ปู่ซื้อคอนโดให้เป็นของขวัญ”
“O.O!”
“อยากได้ห้องแบบไหน ขนาดเท่าไหร่บอกมา”
“จะ…จริงเหรอคะ?”
“แน่นอนสิ เอ๊ะ! ปู่ไปเลือกให้เองดีกว่า”
“คุณปู่คะ อิงมีเรื่องจะขอร้องอีกอย่างค่ะ”
“ว่ามาเลยๆ”
“เรื่องนี้เก็บเป็นความลับระหว่างเรานะคะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว ปู่รับปาก”
คงเป็นอีกวันที่ฉันตื่นเต้นที่สุดวันนี้ฉันตื่นตั้งแต่แปดโมงเพื่อเตรียมตัวออกไปข้างนอกกับพี่ทิกเกอร์ ตั้งแต่เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ใช้เวลาเลือกชุดอยู่เกือบชั่วโมง มาวันนี้ก็ต้องคัดอีกรอบเพราะฉันอยากให้การเจอกันของเรามันน่าประทับใจทุกครั้งฉันแต่งหน้าอ่อนๆ ตามแบบสไตล์ของตัวเอง เน้นตรงหน้าแก้มให้เห็นสีชมพูระเรื่อกับริมฝีปากอวบอิ่มที่ทาลิปกลอสให้มันวาวน่ารัก และวันนี้ฉันก็เลือกมัดผมขึ้นเป็นหางม้าและลอนส่วนปลายให้ดูมีวอลุ่ม หน้าม้าซีทรูยิ่งทำให้ใบหน้าของฉันละมุนยิ่งขึ้น“เหมือนเด็กสามขวบเลยจริงๆ”ชุดที่ฉันเลือกใส่คือชุดเดรสแขนกุดสีขาวความยาวเหนือเข่าและกระโปรงก็ฟูเล็กน้อยด้วย เกิดมาขาสั้นเลยต้องใส่ส้นสูงเพ่ือเพิ่มความมั่นใจหันมองนาฬิกาอีกทีตอนนี้ก็ 11:45 เข้าไปแล้ว พี่ทิกเกอร์บอกว่าห้ามสาย แต่ฉันใช้เวลาตั้งแต่เช้าก็เกือบเสร็จไม่ทัน ‘นี่ฉันคงไม่เตรียมตัวเยอะเกินไปหรอกนะ’สองอาทิตย์แล้วที่ฉันได้เจอกับพี่ทิกเกอร์อีกครั้งหลังจากจบโรงเรียนมัธยมมา และนี่ก็เป็นครั้งที่สามที่เราได้เจอและได้พูดคุยกัน ไม่รู้ว่าเขาจะจำฉันได้บ้างมั้ย แต่สำหรับฉันทุกๆ วันความรู้สึกที่มีต่อพี่เขามันกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อ
‘ทำไมต้องตั้งใจขนาดนั้นวะ ก็แค่กำไลกากๆ’เห็นแล้วโคตรจะหงุดหงิด อากาศก็ร้อนฉิบหาย ดวงอาทิตย์อยู่กลางกบาลกูละมั้ง“เสร็จแล้ววว”เสียงเล็กๆ ดังแทรกอารมณ์ขุ่นมัวของผมขึ้นมา พอหันไปมองก็เห็นรอยยิ้มกว้างจนตาหยีของยัยจอมจุ้น ไม่รู้จะดีใจอะไรนักหนา ลูบอยู่นั่นแหละไม่จูบมันเลยล่ะจุ๊บ~“เฮียไทเกอร์ต้องชอบแน่ๆ เพราะหนูตั้งใจทำสุดฝีมือเลย”‘กูจะบ้าตาย’“เสร็จแล้วก็กลับ” ผมเอ่ยบอกและขยับตัวลุกขึ้น คว้าแก้วน้ำที่เหลืออยู่เล็กน้อยมากินต่อ ไม่มีมันผมคงหงุดหงิดมากกว่านี้เพราะขาดน้ำตาล“เฮียไทเกอร์ว่างวันไหนนะ จะได้เอาไปให้”“เอามา ฉันเอาไปให้มันเอง”“จะดีเหรอคะ?”“เออ เธอหามันไม่เจอหรอก”“แต่หนูโทร…”“มันไม่ว่าง”“อ่า…ก็ได้ค่ะ พี่อย่าลืมนะคะ บอกว่าหนูฝากมาให้ตั้งใจทำสุดฝีมือเลยด้วย”“เออๆ”“พูดไม่เพราะเลย”“บ่นอะไร กลับได้แล้ว”“ค่าาา~”พลั่ก!“อุ๊ย!”“ประชดเหรอ?”“เปล่าสักหน่อย”ทำตัวโคตรน่าหมั่นไส้ พอโดนจับได้ก็แบะปากคว่ำอย่างกับเด็กสามขวบ เหอะ!‘กูไม่เอาหรอกพี่สะใภ้แบบนี้’@คอนโดทิกเกอร์ กำไลกากๆ ที่ยัยเด็กนั้นทำตอนนี้อยู่ในกำมือของผมแล้ว กำลังคิดอยู่ว่าจะเอามันไปทิ้งที่ไหนดีไม่ให้เหลือหลักฐาน“
10:25 AMฉันนั่งพนมมือไหว้โทรศัพท์ของตัวเอง ภาวนาว่าขอให้แผนการสำเร็จเพราะตอนนี้ฉันต้องทักไปชวนพี่ทิกเกอร์แล้วLine : พี่ทิกเกอร์ AhhIng : พี่ทิกเกอร์คะวันนี้เป็นเช้าวันหยุด ฉันไม่รู้ว่าพี่เขาจะตื่นหรือยัง ไม่รู้ว่าจะไปรบกวนวันพักผ่อนของเขามั้ย ส่งไปแค่ข้อความสั้นๆ หากว่าเขาว่างเขาก็คงตอบกลับมาเองแต่ขอให้ตอบกลับมาเร็วๆ เถอะ ตอนนี้ฉันตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดโซฟาแล้วเนี่ยติ๊ง~“โอ๊ะ!” แค่ได้ยินเสียงข้อความดังขึ้นมา ฉันก็รีบคว้ามาเปิดดู และก็เป็นพี่ทิกเกอร์จริงๆ ด้วย “กรี๊ดดด~~~”P’Tigger : ว่า?ถึงจะเป็นแค่คำสั้นๆ แต่แค่นั้นหัวใจฉันก็ทำงานหนักแล้ว ใบหน้าร้อนผ่าว ร่างกายตื่นตัว แบบนี้สินะการนั่งรอข้อความของคนที่เราแอบชอบ ผ่านมาตั้งหลายปีฉันยังรู้สึกชอบพี่เขาอยู่แล้ว แถมตอนนี้ยังรู้สึกมากว่าเดิมอีกด้วยAhhIng : อาทิตย์หน้าพี่ว่างวันไหนคะถามกลับไปแล้วก็มานั่งลุ้นอีกว่าพี่เขาจะตอบกลับมาตอนไหน จะตอบว่าอะไร จนตอนนี้ฉันไถลตัวลงมานั่งบนพื้นพรมแล้วP’Tigger : ทำไมAhhIng : ไปเลือกของขวัญเป็นเพื่อนหนูได้มั้ยคะ?คงเป็นคำถามที่ตื่นเต้นและลุ้นระทึกที่สุด นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันจะได้ออกเดตแถมยังเป็นคน
“บอกแค่ว่าไม่อยากหมั้น” ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่า พี่ทิกเกอร์ขบกรามแน่นจนสันกรามเด่นนูนขึ้นมา ซึ่งสายตาของเขายังคงวางอยู่บนใบหน้าของฉัน“จะเป็นอะไรมั้ยถ้าหนูจะขอคอนแทคจากพี่ หนูอยากรู้เรื่องของเฮียไทเกอร์ค่ะ”“…”“พี่จะช่วยหนูมั้ยคะ?” ฉันถามและใช้ท่าประจำกายของตัวเองคือเอียงคอน้อยๆ รอคำตอบจากปากคนตัวสูง“…เอาไลน์เธอมา” เขาถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูสีดำสนิทไร้เคสป้องกันใดๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกง ฉันก็รีบหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาบ้างและเปิดคิวอาร์โค้ดให้พี่ทิกเกอร์สแกน“เพิ่มเพื่อนเลยค่ะ” ฉันเอ่ยบอกด้วยความตื่นเต้นแถมยังหลุดยิ้มกว้าง ไม่พอยังลืมตัวขยับไปยืนใกล้เขาและก้มมองโทรศัพท์ในมือหนา เพื่อดูว่าเขากดเพิ่มเพื่อนฉันหรือยัง “ส่งสติกเกอร์ให้หนูด้วย”“วุ่นวาย”“แงะ~” พอโดนว่าก็รีบเงยหน้าขึ้นไปแบะปากใส่เขาเหมือนกำลังงอแง แต่กลายเป็นว่าฉันได้เห็นรอยยิ้มแรกของเขาซะงั้น เพราะพี่ทิกเกอร์เขาหลุดยิ้มจนข้างแก้มบุ๋มลงไป แต่เพียงแค่เสี้ยววินาทีเขาก็รีบปรับสีหน้าและใช้ไหล่กระแทกฉันให้ถอยห่าง“อย่าเยอะ”“งั้นถ้าหนูอยากรู้ความเคลื่อนไหวของเฮียไทเกอร์ หนูทักหาพี่นะคะ
“ห๊าาา!!!” เพื่อนสองคนอุทานขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ตอนนี้พวกเราเลิกเรียนแล้วล่ะ ไม่มีคาบต่อเพราะอาจารย์ยกคลาสช่วงบ่าย ฉันคันปากอยากเล่ามาตั้งแต่เช้า เพิ่งจะมีโอกาสเอาตอนนี้“กะ…แกจะมีคู่หมั้นแล้วเหรอ?” มะนาวยกมือขึ้นทาบอก ท่าทางที่ดูโอเว่อร์ทำฉันหลุดขำพรืดออกมาโชคดีที่ร้านน้ำแข็งใสที่เรานั่งอยู่คนไม่เยอะ ไม่งั้นคงเรียกความสนใจได้ไม่น้อยกับเสียงเพื่อนทั้งสอง -_-“แกไม่ปฏิเสธเหรออาอิง” ส่วนเพลงขวัญหน้าตาดูจะซีเรียสมาก ฉันรู้เพราะเพื่อนคนนี้หวงเหมือนฉันเป็นลูกที่มันคลอดออกมา“ตอนแรกตั้งใจจะปฏิเสธนั่นแหละ”“แต่เพราะเป็นหมอนั่นแกเลยยอมรับ ง่ายไปมั้ย?” ฉันมีเพื่อนสนิทแค่สองคน ไม่แปลกที่เรื่องของคนที่ฉันชอบมะนาวกับเพลงขวัญจะรู้ นึกถึงตอนนั้นมะนาวยังแอบเอาของขวัญที่ฉันเตรียมไว้ไปใส่ในล็อกเกอร์ของพี่ทิกเกอร์อยู่เลย แค่คิดฉันก็เขินแล้ว -///-“งื้อออ~~ อย่าด่ากันสิ”“ฉันหมายถึงแกยอมรับง่ายไปมั้ย” มะนาวกรอกตามองบนใส่ฉันทันที นึกว่าเพื่อนจะด่าว่าฉันใจง่ายซะแล้ว ถึงมันจะจริงก็เถอะนะ ^^“ลองดูก็ไม่เสียหาย ฉันคุยกับคุณปู่กับป่ะป๊าแล้วด้วย ว่าถ้าเราสองคนเข้ากันไม่ได้พวกท่านต้อง
“แล้วเธออยากหมั้นกับคนที่ไม่รู้จักหรือไง”“หนูจำเป็น” ฉันตอบไม่เต็มเสียงและหันหน้าหลบสายตาเขา“ยังไง?”“เฮียรู้ใช่มั้ยว่าครอบครัวหนูไม่ค่อยเหมือนใคร”“พอรู้ แต่ไม่มาก” รู้มากรู้น้อยไม่สำคัญหรอก อย่างน้อยเขาก็รู้ มันก็ไม่ใช่ความลับที่จะบอกใครไม่ได้ แต่หากว่าพูดกับคนที่ไม่รู้เลยเขาคงคิดว่าฉันกุเรื่องขึ้นมาแน่ๆ“นั่นล่ะค่ะ ป่ะป๊ามีเมียสองคน ลูกชายคนโตของท่านเป็นลูกที่เกิดกับเมียอีกคน แม่ของหนูถึงจะเป็นเมียหลวงแต่กลับไม่มีลูกชายที่จะสืบทอดวงตระกูลได้” ฉันมองตาเขาตลอดตอนที่พูด พยายามสื่อให้รู้ว่าฉันไม่คิดจะโกหกเขาแม้แต่น้อย‘และฉันรู้ว่าเฮียไทเกอร์ฉลาดและมองคนออกแน่นอน’“...”“ที่หนูยอมรับหมั้น เฮียอาจจะคิดว่าหนูเห็นแก่ตัวก็ได้ เพราะมันเหมือนบ้านหนู...ไปจับน้องชายของเฮีย” ฉันเว้นวรรคเล็กน้อยกับประโยคนั้น แต่ปฏิกิริยาของเขายังคงนิ่งเฉย งั้นฉันจะคิดว่าเขาเชื่อและตั้งใจฟังฉันอยู่ละกัน“...”“แต่หนูไม่ได้คิดแบบนั้นนะคะ หนูไม่ได้คิดที่จะพึ่งพาบ้านของเฮียเลย”“อือ” คงเป็นเสียงแรกที่ออกมาจากปากของเขาตั้งแต่ฉันเริ่มอธิบาย อย่างน้อยเขาก็รับรู้แล้วละนะ“และก็เรื่องที่หนูทำ เฮียจะเชื่อมั้ยไม่รู้นะคะ







