Masukหลายวันมานี้ทั้งสองเปลี่ยนสรรพนามเรียกกันเสียใหม่ โดยพิมมาดาแทนตัวว่าพี่อย่างเป็นธรรมชาติตั้งแต่ได้ข้อสรุปว่าจะอยู่กันแบบพี่น้อง ซึ่งฉลามเองก็ยอมทำตาม แต่เขาไม่เลิกคิดที่จะจีบเธอเพียงแต่ต้องเก็บงำเอาไว้ก่อน
“ผมก็เดาว่าพี่น่าจะทำเสร็จแล้ว เมื่อสักครู่กลิ่นต้มข่าไก่ลอยไปถึงห้องนอนผมพอดีเลย...” เขาเว้นจังหวะพลางสูดกลิ่นหอมชวนฝัน
“หิวหรือเปล่าล่ะ” พิมมาดาถามโดยไม่หันมามอง
“นิดหน่อยครับ” คำตอบนั้นสั้นทว่าหนักแน่น สายตาคมกริบจ้องมองแผ่นหลังและลำคอระหงของเธออย่างเอาจริงเอาจัง จนหญิงสาวรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลังและรีบขยับเสื้อเชิ้ตให้มิดชิดขึ้น
“วันนี้มีต้มข่าไก่ ปลากะพงทอดน้ำปลา แล้วก็นึ่งซีอิ๊วใส่ผักกาดขาวกับแครอทพอได้ไหมคะ” เธอเอ่ยเมนูยาวเหยียดเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า
“หน้าตาดูน่ากินมากครับ...” เขาขยับเข้ามาใกล้เพื่อช่วยยกจานอาหาร กลิ่นกายชายหนุ่มผสมกลิ่นแป้งอ่อนๆ ทำเอาหัวใจคนมองเต้นผิดจังหวะ
“คุณแม่ขา!!! พี่ฉลาม!!” เสียงใสของเจ้าเอยดังขัดจังหวะ พร้อมร่างเล็กที่วิ่งเข้ามากอดขาพี่ชายคนโปรด
“ว่าไงครับเจ้าเอย” เขาอุ้มเด็กน้อยขึ้นแนบอกด้วยท่าทางอ่อนโยน ก่อนจะส่งแกไปนั่งรอที่โต๊ะเพื่อหาโอกาสอยู่กับคุณแม่คนสวยสองต่อสองในครัว
“พี่ไม่รู้เลยว่า....เดี๋ยวนี้ลูกพี่ไปเชื่อฟังฉลามตั้งแต่ตอนไหน” ฉลามชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจหนุ่มกระตุกวูบเมื่อได้ยินคำนั้น
ระหว่างที่ช่วยกันยกสำรับอาหารตามกันออกมา พิมพ์มาดาก็เอ่ยถามอย่างกวนๆ
“พี่ถามหน่อยสิ ทำไมเธอถึงชื่อฉลามล่ะ ตอนตั้งท้องคุณแม่ฝันถึงฉลามบ่อยเหรอ”
“ไม่ใช่หรอกครับ” เขาหัวเราะหึๆ ในลำคอ ท่าทางดูอันตรายแต่ก็น่าหลงใหล
“พอดีผมมีพี่สาวคนโตชื่อปลาวาฬ ส่วนผมคนเล็กชื่อฉลาม... คงเพราะตอนเด็กๆ ผมมันแสบมั้งครับ”
เช้าวันหยุดที่ควรจะเงียบสงบ กลับถูกปลุกให้ตื่นฟื้นด้วยมวลความรู้สึกที่ร้อนแรงและเย้ายวนยิ่งกว่าวันไหน ๆ พิมมาดา อยู่ในชุดลำลองสีหวาน เนื้อผ้าคอตตอนบางเบาแนบสนิทไปกับเรือนร่าง อวดผิวพรรณเนียนละเอียดและส่วนโค้งเว้าภายใต้ร่มผ้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ
กลิ่นหอมกรุ่นของเนยและไข่ดาวที่กำลังสุกบนกระทะดูจะจืดจางลงไปในทันที เมื่อเสียงออดที่รั้วหน้าบ้านดังรัวกังวานลัดเลาะเข้าไปถึงภายในครัว พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงใหญ่ของเด็กหนุ่มข้างบ้านที่ยืนรออยู่ด้วยท่าทีมาดมั่น ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าที่ขับเน้นเสน่ห์ของเขาให้โดดเด่นจนเธอไม่อาจละสายตา
“ตื่นเช้าจังวันนี้” เธอเอ่ยทัก พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว ขณะที่หัวใจกลับเต้นรัวแรง
“ผมออกไปวิ่งมาครับ” ฉลามตอบพลางใช้ชายเสื้อยืดที่สวมอยู่เลิกขึ้นปาดเหงื่อจาง ๆ บนไรผม ท่วงท่านั้นเผยให้เห็นลอนหน้าท้องแกร่งที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ ผิวเข้มจัดของเขาดูขึ้นเงาเพราะหยาดเหงื่อสะท้อนแสงแดดยามเช้า ชุดกีฬาที่เขาสวมใส่นั้นเน้นย้ำความแข็งแรงของท่อนขาและแขนที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดนูน ดูดิบเถื่อนและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ทางเพศอย่างจงใจ
“วันหลังพี่ไปวิ่งด้วยกันนะครับ”
“เห็นทีจะไม่ได้ กลัวเจ้าเอยตื่นมาแล้วไม่เห็นแม่จะร้องไห้เอาน่ะสิ” พิมมาดาเปิดประตูรั้วให้ก็รีบเดินเข้าไปในครัวต่อ ระหว่างนั้นเธอต้องแสร้งก้มหน้าก้มตาจัดจานออมเล็ตอย่างเกรง ๆ เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตรง ๆ เพราะกลัวว่าเขาจะเห็นความเผลอไผลในดวงตาของเธอ สายตาที่แอบชื่นชมความหนุ่มแน่นนั้นมันช่างทรยศต่อมาดผู้จัดการธนาคารผู้เย็นชาเหลือเกิน
“แล้วนี่เจ้าเอยยังไม่ตื่นเหรอครับ?”
“จ้ะ วันหยุดก็ตื่นสายเป็นปกติแหละ” มารดาคนสวยตอบ ก่อนจะตักอาหารใส่จานแล้วนั่งลงทานมื้อเช้าไปพร้อมกับเขา ความใกล้ชิดที่เริ่มคุ้นเคยทำให้หัวใจของเธอเต้นในจังหวะที่ผ่อนคลายลง
“วันนี้ผมว่างพอดีเลย... เลยอยากชวนพี่พิมกับเจ้าเอยไปเที่ยวด้วยกัน” ฉลามเอ่ยขึ้นพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ในห้องครัว สายตาคมกริบของเขาจ้องมองตามแผ่นหลังบางที่กำลังวุ่นวายอยู่กับหน้าเตา
“เที่ยวไหนเหรอ?” พิมมาดาเลิกคิ้วถามพลางหันกลับมา แสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้ชุดนอนผ้าเนื้อบางของเธอเผยให้เห็นรอยหยักโค้งของเอวคอดรำไร
“วันนี้ผมว่างพอดีเลย... เลยอยากชวนพี่พิมกับเจ้าเอยไปเที่ยวด้วยกัน” ฉลามเอ่ยขึ้นพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ในห้องครัว สายตาคมกริบของเขาจ้องมองตามแผ่นหลังบางที่กำลังวุ่นวายอยู่กับหน้าเตา
“เที่ยวไหนเหรอ?” พิมมาดาเลิกคิ้วถามพลางหันกลับมา แสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้ชุดนอนเนื้อบางของเธอเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าชัดเจนจนชายหนุ่มต้องลอบกลืนน้ำลาย
“ถ้าบอกไปก็ไม่เซอร์ไพรส์สิครับ...” ฉลามส่งสายตาอ้อนวอนกึ่งท้าทาย
“แต่ถ้าไม่บอกก่อน พี่ก็ไม่ไปนะคะ” พิมมาดายืนกรานเสียงแข็งแต่แววตากลับสั่นไหวเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่คม
ฉลามหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้ามายืนซ้อนหลังเธอจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายแกร่ง เขาโน้มตัวลงกระซิบชิดใบหูจนพิมมาดาขนลุกซู่
“ผมอยากพาพี่พิมกับเจ้าเอยไปทะเลครับ...”
“ก็ต้องแล้วแต่เจ้าเอยนะ รายนั้นไปอยู่ที่ไหนนาน ๆ ไม่ได้หรอก” เธอแบ่งรับแบ่งสู้ พยายามซ่อนความปั่นป่วนด้วยการหยิบจับจานชาม
“งั้นสรุปว่าถ้าเจ้าเอยไป พี่พิมก็ไปใช่มั้ยครับ?” เขาหยั่งเชิงพร้อมรอยยิ้มผู้ชนะ
“อืม...” คำตอบสั้น ๆ ในลำคอเรียกยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบนหน้าคม
“งั้นผมขอตัวไปอาบน้ำสักครู่ แล้วจะรีบมาหานะครับ”
“พิม... คุณแพ้ท้องหรือเปล่า?” ฉลามเอ่ยถามขณะที่มองใบหน้าซีดเซียวของภรรยา พิมมาดาตวัดหางตาค้อนเขา แต่สายตานั้นไม่อาจทำให้เขารู้สึกเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย“ยังไม่แน่ใจค่ะ”“ผมอยากมีลูกกับคุณจังเลย พิมจ๋า” เขากระซิบเสียงพร่า พลางซุกหน้าเข้าหาซอกคอหอมกรุ่น“มีน้ำยาก็ทำสิคะ แต่เดี๋ยวค่ะ... ยังไม่ใช่ตอนนี้นะคะ” หญิงสาวพยายามดันใบหน้าของสามีออกห่างจากร่องอกอวบอิ่มของเธอ“โธ่... ผมก็อุตส่าห์ดีใจ” ฉลามถอนหายใจช้า ๆ ก่อนจะได้ยินเสียงเคาะประตู เขาเดินไปเปิดก็เห็นปลาวาฬยืนอยู่ตรงหน้า มือถือจานมะม่วงส่องประกายยั่วยวน“พี่เตรียมมาให้แล้ว เห็นบอกว่าอยากทานของเปรี้ยวใช่ไหม!” ปลาวาฬตะโกนบอกน้องสะใภ้ที่นั่งหน้าซีดอยู่บนโซฟาด้านใน ฉลามรีบรับจานมะม่วงมาถือไว้ก่อนที่พี่สาวจะได้เดินเข้ามาในห้อง“ขอบคุณครับพี่ เดี๋ยวผมป้อนเมียผมเอง” เขาพูดพลางส่งยิ้มกวน ๆ“แหม่! บริการทุกระดับเชียวนะ” ปลาวาฬอดแซวไม่ได้ ก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้สองสามีภรรยาได้อยู่กันตามลำพังฉลามเดินกลับมานั่งข้างพิมมาดา ป้อนมะม่วงเปรี้ยวจี๊ดเข้าปากภรรยาอย่างเอาใจ ไม่นานนักคุณพราวตะวันก็เดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเป็นห่วง“เป็นอะไรหรือเปล่าพิม ด
การฮันนีมูนที่ฟินแลนด์ไม่ใช่เพียงการพักผ่อน แต่คือการเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบ ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของเมืองเฮลซิงกิ พิมมาดาทอดสายตามองมหาวิหารสีขาวโดดเด่นและสถาปัตยกรรมสไตล์ออโธดอกซ์ขณะล่องเรือท่องเที่ยว ความสงบของทะเลบอลติกทำให้นึกถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึงที่นี่ถาวร“ถ้าช่วงใกล้คริสต์มาส คุณพาพิมไปเที่ยวทางเหนือได้มั้ยคะ”“ได้สิครับ แต่ก่อนหน้านั้นผมน่าจะกลับไปรับปริญญาพอดี เสร็จงานแล้วเราจะมาอยู่กันที่นี่ถาวรเลย คุณว่าไงครับ?” ฉลามถามพลางโอบไหล่ภรรยาไว้แน่น“ก็แล้วแต่คุณสิคะ พิมอยู่ที่ไหนก็ได้ถ้ามีคุณ” เธอตอบเสียงหวาน“หึหึ...ฉลามจะกินคุณทุกวันเลย?” สามีหนุ่มหยอดมุกเสี่ยวพลางยิ้มกริ่ม“ไม่หรอกค่ะ กินบ่อยเท่าไหร่ก็ได้ แต่ห้ามเบื่อ... โอเคไหมคะ?” พิมมาดาหันไปจ้องตาเขาอย่างจริงจัง จนฉลามต้องดึงเธอเข้ามากอดแนบอก “ผมไม่มีวันเบื่อคุณหรอกครับพิม ผมรักคุณแล้วก็เจ้าเอย และอีกอย่างผมก็อยากให้คุณอยู่ใกล้ๆ ลูก ขอบคุณที่ยอมทิ้งทุกอย่างที่เมืองไทยเพื่อมาสร้างครอบครัวกับผมนะครับ”ทั้งคู่คุยกันถึงแผนการท่องเที่ยวฤดูหนาวที่แลปแลนด์ ความตื่นเต้นที่จะได้พาเจ้าเอยไปดูแสงเหนือและนั่งรถลา
“โห่ ฮี้ โห่ ฮี้ โห่ ฮิ้ววว!” เสียงโห่ร้องกึกก้องกังวาลไปทั่วคุ้งน้ำดำเนินสะดวก ขบวนกลองยาวรัวจังหวะสนุกสนานเร้าใจ นำขบวนโดยเรือพายลำใหญ่ที่มี เพชรตะวัน หรือ ฉลาม ในชุดไทยประยุกต์สีขาวครีมดูหล่อเหลาสง่างามราวกับพระเอกวรรณคดี เขานั่งอยู่บนหัวเรือด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขที่สุดในชีวิต เบื้องหลังคือขบวนเรือนับสิบลำที่บรรทุกขันหมาก เงินทองสินสอดมหาศาล และพานพุ่มคาวหวานที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงมุ่งตรงสู่คุ้มรีสอร์ตไม้สักทองภายในงานพิมมาดา เจ้าสาวที่สวยสง่าในชุดไทยจักรีสีชมพูกลีบบัว ยืนกระวนกระวายด้วยความตื่นเต้นอยู่หลังบานเฟี้ยมไม้ นี่คืองานวิวาห์ครั้งที่สองที่เธอเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ หัวใจดวงน้อยสั่นรัวเมื่อได้ยินเสียงกลองยาวที่ใกล้เข้ามาทุกที“มาแล้วครับ! ขบวนเจ้าบ่าวมาแล้ววว!”เตโช เพื่อนสนิทของฉลามที่เป็นต้นเสียงตะโกนอย่างคึกคะนองอยู่บนเรือลำหนึ่ง เขาตื่นเต้นจนรีบยืนขึ้นกวักมือเรียกแขกเหรื่อ แต่ด้วยจังหวะที่เรือโครงเครงบวกกับการทรงตัวที่ไม่ดีพอ ร่างสูงหนาของเตโชจึงเสียหลักเซไปกระแทกกับหญิงสาวร่างเพรียวระหงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ จนพากันล้มตึงตูมมมม!เสียงน้ำแตกกระจายพร้อมกับ
บรรยากาศตึงเครียดภายในคฤหาสน์เมื่อค่ำคืนก่อนดูจะมลายหายไปพร้อมกับไอหมอกยามเช้า พิมมาดาส่งยิ้มละไมพลางเดินเคียงข้างร่างสูงสง่าลงมาจากบันไดวนหินอ่อน กลิ่นอายความรักจากการพลอดรักเมื่อครู่ยังคงอบอวลอยู่รอบตัวจนพวงแก้มของเธอซับสีระเรื่อ ฉลามอุ้มเจ้าเอยเอาไว้แนบอกกว้างอย่างหวงแหน ราวกับจะประกาศให้ทุกคนในบ้านรู้ว่านี่คือแก้วตาดวงใจของเขาทว่าที่เชิงบันได ทั้งสองกลับต้องชะงักเมื่อเห็น คุณพราวตะวัน ยืนรออยู่ แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้กลับอ่อนเชื่อมลงอย่างประหลาด“คุณแม่จะไปไหนครับ?” ฉลามเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกึ่งสงสัยกึ่งระแวดระวัง เขาขยับตัวเข้าใกล้พิมมาดาเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ“แม่ก็จะมาชวนฉลาม กับหนูพิม แล้วก็เจ้าเอยไปทานมื้อเช้าด้วยกันไงลูก” พราวตะวันแย้มรอยยิ้มที่พิมมาดาสัมผัสได้ถึงความจริงใจเป็นครั้งแรก ก่อนที่ผู้ใหญ่สาวจะหันมาหาว่าที่ลูกสะใภ้โดยตรง“หนูพิมจ๊ะ... เรื่องเมื่อวานแม่ต้องขอโทษด้วยนะลูกที่แม่พูดจาไม่ดีออกไปแบบนั้น เป็นเพราะแม่คิดน้อยไปหน่อย แม่ห่วงลูกชายจนหลงลืมความรู้สึกของหนู”คำกล่าวขอโทษที่ไม่มีใครคาดคิดทำเอาพิมมาดาตื้นตันจนขอบตาเกือบเบลอด้วยน้ำตา เธอรีบส่ายหน้าเบาๆ อย่างถ่อมต
ภายในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์ที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลับระอุไปด้วยอารมณ์ที่รุนแรงจากการโต้เถียงของคุณพงษ์เพชรและคุณพราวตะวัน แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงส่องให้เห็นใบหน้าดุดันของผู้เป็นสามีที่ยืนจ้องมองภรรยาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง“ก็ลูกอุตส่าห์พาแฟนกลับบ้านมาหาเราทั้งที แล้วเจ้าฉลามก็ไม่ได้มาคนเดียวสักหน่อย พาพิมกับลูกมาหาเราด้วย แล้วคุณไปพูดแบบนั้นได้ยังไง! คิดถึงหัวอกลูกผู้หญิงด้วยกันบ้างสิพราว! และอีกอย่างเจ้าฉลามก็ไม่ได้รักยัยหนูเลน่าของคุณเลยสักนิด ผมบอกไว้ตรงนี้เลย” พงษ์เพชรตวาดเสียงกร้าว“แต่ผู้หญิงคนนั้น... เธอกำลังจะหลอกลูกชายเรานะคะ” พราวตะวันเริ่มเสียงสั่น ยอมออ่อนข้อลงเมื่อเห็นสามีเอาจริง“คุณรู้ได้ยังไงว่าเขาหลอก! หนูพิมอาจจะรักลูกเราจริง ๆ ก็ได้ แล้วมันก็คือความสุขของลูก คุณไม่ควรเข้าไปขวาง” พงษ์เพชรเอ่ยถึงพิมมาดาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง เขาเห็นความอ่อนน้อมและกิริยาที่พิมมาดาสอนเจ้าเอยมาอย่างดี เด็กน้อยน่ารักไร้เดียงสาคนนั้นทำให้เขารู้สึกถูกชะตาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เล่นด้วย“ก็ปลาวาฬบอกว่าเธออายุมากกว่าลูกเรานะคะพราวว่าแม่คนนี้ต้องเป็นไก่แก่แม่ปลาช่อนแน่ ๆ เจ้าฉลามคงไม่ทันเล
ทว่าในขณะที่บรรยากาศกำลังนิ่งสงบ เจ้าเอยตัวน้อยที่นอนอยู่ข้างๆ ก็ขยับกายตื่นขึ้นมา พิมมาดารีบหันไปโอบกอดลูกสาวไว้แน่นเพื่อปลอบประโลม ฉลามเองก็เอื้อมวงแขนแกร่งไปโอบกอดทั้งคุณแม่และคุณลูกไว้พร้อมกัน เจ้าเอยเอานิ้วก้อยของเขาไปกุมไว้แน่น ก่อนจะดึงมือบางของมารดามาสัมผัสประสานนิ้วก้อยของเขาเข้าด้วยกัน“คุณพ่อฉลามอย่าดุคุณแม่นะคะ วันนี้คุณแม่ร้องไห้ไม่หยุดเลย” เสียงใสไร้เดียงสาทำเอาหัวใจคนฟังสะท้าน“คุณพ่อไม่ได้ดุคุณแม่นะครับ และตอนนี้คุณพ่อกับคุณแม่ก็เข้าใจกันแล้ว” เขาตอบพลางสบตาพิมมาดา“จริงเหรอคะ... ถ้างั้นคุณแม่กับคุณพ่อห้ามปล่อยมือออกจากกันนะคะ”“ได้สิครับเจ้าเอย พ่อให้สัญญา” ฉลามรีบบอกก่อนจะก้มลงหอมแก้มทั้งคู่คนละฟอดใหญ่ เพียงไม่นานเด็กน้อยก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปอีกครั้ง“ลูกหลับแล้ว... งั้นก็คงถึงเวลาของเราแล้วล่ะ” ครั้งนี้ฉลามไม่รอช้าและไม่สนเสียงค้านแผ่วเบา เขาโผเข้าหาพิมมาดาอย่างหิวโหย ริมฝีปากหยักประกบลงบนเรียวปากบาง ดูดซับความหวานอย่างหนักหน่วงจนเกิดเสียงน่าอาย ลิ้นร้อนสอดลึกเข้าสู่โพรงปากนุ่มอย่างชำนาญ มือหนาเริ่มดึงทึ้งชุดนอนบางเบาจนขาดพ้นร่างระหง ก่อนจะขยับกายหนาขึ้นทาบทับลงบนตัว







