FAZER LOGINฉันพยายามลืมเรื่องที่พี่โอบพูดแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานที่ปรึกษาชั่วโมงละสองร้อยบาทต่อไป ในเมื่อตอนนี้ฉันมีเวลาและกำลังไหวเท่านี้ก็ต้องกัดฟัน
วันเสาร์ฉันมีนัดนอกสถานที่ คุณคุณสายฟ้านัดหมายให้ฉันไปนั่งรับฟังเขาปรับทุกข์ที่ห้องซ้อมดนตรีแห่งหนึ่ง เขายินดีจ่ายค่าเดินทางให้ฉันหนึ่งพันบาท ไหนๆ วันเสาร์ก็ว่างอยู่แล้ว ก็เลยไม่อยากปฏิเสธเงินค่าเดินทางที่ได้มากกว่าค่าจ้าง
ฉันมาถึงสถานที่นัดหมายเวลาบ่ายโมง ห้องซ้อมดนตรีแห่งนี้อยู่ใน..บ้านชั้นเดียวหลังหนึ่ง ฉันคิดว่ามันจะอยู่ในอาคารพาณิชย์เสียอีก
"อยู่ในบ้านเหรอ"
"ปันปันใช่ไหมครับ"
ในขณะยืนงงอยู่ ประตูเหล็กบานเล็กก็ถูกเปิดพร้อมกับผู้ชายรูปร่างผอมสูงโผล่หน้าออกมา
"ใช่ค่ะ"
"เข้าข้างในเถอะ ผมอยากคุยกับคุณจะแย่อยู่แล้ว"
มือใหญ่หยาบกร้านยื่นออกมาคว้าแขนฉันให้เข้าไปด้านในประตูรั้ว อย่างแรกที่ฉันเห็นคือสุนัขพันธุ์พิทบูลอยู่ในกรงสี่ตัว บ้านปิดประตูเอาไว้แน่น บนพื้นมีเศษใบไม้แห้งมากมาย เสียงสุนัขเห่ามาพร้อมกับลมพัดเบาหวิวชวนให้รู้สึกวังเวง ฉันยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองไปมา
"ทางนี้ครับ"
เฮือก! ฉันสะดุ้งเมื่อเสียงพูดนั้นดังใกล้เกินไปราวกับพูดอยู่ข้างหู หันมองก็พบว่าคุณสายฟ้าในชุดสบายๆ เสื้อยืดสีดำกางเกงขาสามส่วนเดินไปทางขวามือซึ่งเป็นห้องที่ต่อเติมแยกออกไปจากตัวบ้าน
"เชิญครับ เราจะคุยกันในนี้ครับ"
คุณสายฟ้ายิ้มที่ดูเป็นมิตร พาสองขาของฉันให้ก้าวเดินตามเขาเข้าไปในห้องแล้วนั่งลงบนโซฟาหนังสีดำติดหน้าประตูบานเลื่อน ตรงหน้าเป็นเครื่องดนตรีครบวงจร ขวามือเป็นตู้เย็น ถัดไปเป็นห้องน้ำ คุณสายฟ้ายืนก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าตู้เย็นก่อนจะปิดมันแล้วถือน้ำเปล่าแบบขวดมาให้
"พอดีผมไม่ได้ออกไปข้างนอก มีแต่น้ำเปล่า คุณปันปันดื่มได้ใช่ไหมครับ"
"น้ำเปล่าก็พอค่ะ"
น้ำขวดนั้นถูกวางนิ่งเพราะฉันไม่ได้คิดจะดื่มอยู่แล้ว
"คุณสายฟ้ามีปัญหาอะไรระบายมาได้เลยนะคะ ปันเป็นผู้ฟังที่ดีค่ะ"
เมื่อชายหนุ่มนั่งลงโซฟาอีกตัว ฉันก็ถามถึงปัญหาไม่ให้เสียเวลา
"ปัญหาของผมคือ..นกเขาไม่ขันครับ"
"อะไรนะคะ" ฉันตกใจกระถดตัวหนี
"ปัญหาหนักเลยนะครับ ปันปันพอจะมีวิธีไหนช่วยผมได้บ้างไหมครับ"
"มะ ไม่มีค่ะ"
รับรู้ถึงอันตรายก็ตอนนี้ คุณสายฟ้าถลามานั่งโซฟาตัวเดียวกับฉันให้ฉันรีบกระเด้งตัวลุกขึ้นยืนทันที
"ลองดูก่อนสิครับ ผมอยากมีเซ็กซ์มากเลย แต่ทำยังไงมันก็ไม่ขัน ไม่เชื่อดูสิครับ"
ทันใดกางเกงเอวยางยืดก็ถูกถลกลง บางอย่างในนั้นที่ไม่มีแม้แต่กางเกงในโอบอุ้มเด้งออกมาโชว์ตัว
"เฮ้ย! มันแข็งเพราะปันปันชัวร์เลย" คุณสายฟ้ายิ้มที่ดูโรคจิต
"แข็งก็เรื่องของแก ไอ้สารเลว"
ฉันไม่รอให้เขาทำอะไรต่อก็เปิดประตูห้องซ้อมดนตรีวิ่งออกมา อีกนิดก็จะถึงประตูเหล็กสีดำตัวฉันกลับถูกโอบกอดจากด้านหลัง
"ช่วยผมก่อนสิปันปัน น้ำเดียวก็ได้"
"ไม่ช่วย! ช่วยด้วยค่ะ ช่วยฉันด้วย"
ตะโกนร้องแข่งกับเสียงหมาเห่า พยายามดีดดิ้นทั้งจิกทั้งข่วน คุณสายฟ้าก็พยายามจะลากฉันกลับไปทางเดิม
ที่แท้มันก็หลอกฉันมาปล้ำ!! โง่จริงๆ ยัยปันปัน
"กรี๊ดๆๆๆ กรี๊ดๆๆ"
แต่แล้วไม่รู้อะไรดลใจให้ฉันกรีดร้องเหมือนคนบ้า รวบรวมแรงดีดดิ้นเหมือนผีเข้า ไอ้สารเลวตกใจปล่อยฉันหมอบลงกับเขา เขาเองก็ถลาล้มหงายหลังตีหลังกาม้วนหลายตลบ ฉันเลยใช้จังหวะนี้ลุกขึ้นยืนแล้วเตะผ่าหมากในตอนที่เขากำลังจะลุกขึ้นเต็มแรง
“อ๊าก!” ไอ้สารเลวคุกเข่าลงกุมเป้าร้องทรมาน
“สมน้ำหน้า!” ฉันเปิดประตูเหล็กแล้วรีบออกมาจากบ้าน ใส่เกียร์แมววิ่งหนีตายไม่คิดชีวิต จนมั่นใจว่าห่างจากบ้านหลังนั้นไกลโขก็หยุดวิ่งยืนหอบหายใจพลางหันหลังมอง
"ไอ้สารเลวเอ๊ย!"
ดีนะที่ฉันให้ลูกค้าโอนเงินค่าจ้างมาก่อน ไม่อย่างนั้นฉันคงสาปแช่งเจ็ดวันเจ็ดคืนแน่
หายเหนื่อยฉันก็ก้าวเดินต่อ มองบ้านหลังใหญ่สองข้างทางแล้วชวนให้นึกถึงบ้านหลังเก่าของตัวเองที่ตอนนี้ถูกขายทอดตลาดเป็นของคนอื่นไปแล้ว
คิดถึงบ้าน คิดถึงชีวิตดีๆ และคิดถึงพ่อกับแม่ในบางครั้ง
ฉันก้มหน้าลงใช้นิ้วชี้ปาดไล้เช็ดน้ำตาตรงหางตา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเบื้องหน้าตั้งใจจะกดเรียกรถมารับ
แต่เหมือนตาจะฝ้าฟางเลยแหะ..
ทำไมฉันถึงเห็นพี่โอบกับรถของเขาอยู่ข้างหน้าห่างไปไม่กี่เมตรเองล่ะ ฉันขยี้ดวงตามองดู พี่โอบก็ยังคงยืนอยู่ ข้างกันมีพี่สิงห์แฟนชูครีมอยู่ด้วย
ไม่ได้ตาฝาด เป็นพี่โอบจริงๆ เขายืนกันอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง แต่ตอนนี้ความสนใจของพวกเขามาอยู่ที่ฉัน และมองไกลๆ จะเห็นว่าพี่โอบขมวดคิ้วงุนงง ส่วนพี่สิงห์เลิกคิ้วขึ้นสงสัย
จนฉันเดินเข้าไปเรื่อยๆ มาหยุดยืนตรงหน้าพี่โอบ เขายังคงขมวดคิ้วมุ่น ต่างจากฉันที่จู่ๆ ดวงตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
ที่พี่โอบถือปืนจ่อขมับในบ่อน ฉันดันนึกอยากให้เขาเอาไปจ่อหน้าผากไอ้สายฟ้าบ้าง
ยิ่งนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ในอกก็แสบร้อน น้ำตาไหลลงอาบแก้มทั้งที่ฉันยังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉย แต่ไม่มั่นใจเลยว่าตัวเองแสดงแววตาอย่างไร ท่อนแขนแกร่งข้างขวาจึงอ้าออกจากตัวยื่นมาด้านหน้าเล็กน้อย
วินาทีนี้ฉันเหมือนเจอท่อนไม้ให้เกาะหลังจากลอยคออยู่กลางทะเลมานาน ฉันโผเข้าหาท่อนแขนพี่โอบ ทิ้งใบหน้าซบมันแล้วปล่อยโฮออกมาทันที
"ฮึก! ฮือ!"
น่าแปลกที่เวลานี้ฉันกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวพี่โอบ อยากกอดเขาแน่นๆ อยากใช้แขนรองรับน้ำตา ไม่ได้โอบกอดฉันกลับ ทำเพียงวางมือลงบนบ่าแล้วใช้นิ้วโป้งลูบไล้เบาๆ กลับทำให้รู้สึกอุ่นใจอย่างน่าประหลาด
"เอาไว้ค่อยมาดูวันหลัง มึงพาน้องกลับไปส่งก่อน"
สิ้นประโยคของพี่สิงห์ ท่อนแขนแกร่งก็โอบรัดเอวคอดยกตัวฉันสองเท้าลอยขึ้นพามาขึ้นรถ พี่โอบวางให้ฉันนั่งบนเบาะแล้วค่อมตัวลงรัดเข็มขัดนิรภัยให้ ใบหน้าของเขาขึงขัง เหมือนใคร่รู้แต่ยังไม่อยากถามตอนนี้ ฉันเองก็ยังไม่อยากพูดเรื่องนี้ต่อหน้าพี่สิงห์เช่นกัน
วันนี้โอบไม่ได้ไปบ่อนเพราะเขาไม่มีเวลาเหลือพอ หลังจากเข้าไปขลุกตัวอยู่ที่ผับ K Night ในฐานะหุ้นส่วน โอบไม่ลืมส่งแชทบอกสิงหราชให้เก็บเรื่องที่เจอปันปันวันนี้เป็นความลับแล้วขับรถออกจากผับมากับเจไดตรงไปยังซอยหนึ่งในเวลาเที่ยงคืนภายในซอยเงียบสงัดด้วยบ้านหลังน้อยหลังใหญ่ส่วนมากแล้วจะเป็นบ้านคนมีเงินที่มักไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครรถคันสีดำไม่เปิดแม้แต่ไฟหน้ารถกลืนไปกับความมืดจอดนิ่งสนิทห่างจากบ้านชั้นเดียวประตูรั้วเหล็กสีดำราวหนึ่งร้อยเมตร ชายสองคนสวมใส่หมวกแก๊ปลงจากรถมายืนสูบบุหรี่อยู่ด้านหน้าจ้องมองไปยังบ้านหลังนั้น"ใครมันกล้ามากระตุกตีนมึงวะ" เจไดสงสัยโอบบอกเขาแค่ว่าให้มาช่วยจัดการคน มีเรื่องกันเมื่อกลางวัน แต่ไม่ได้ขยายความว่าเป็นใครและมีเรื่องอะไรกัน"ในนั้นมีคนอยู่คนเดียวกับพิทบูลสี่ตัว""แล้วมึงต้องการอะไร""ให้มันไม่กล้าไปพล่านกับใครได้อีก"คนพูดสูดบุหรี่เข้าปอดหนักๆ ก่อนจะพ่นควันขึ้นด้านบนแล้วนึกถึงสภาพกระเซอะกระเซิงของปันปัน ความโมโหก็วิ่งมาสุมอยู่ในอกไม่ต่างจากลาวา"ใครที่ว่าใช่มึงไหม""ไม่ใช่"เจไดเกาหัว โอบพูดเหมือนว่าไม่ได้มาเอาคืนให้ตัวเองอย่างนั้น"มึงขยายความได้ไหม กูจะได้ช่ว
พี่โอบจูบฉันอีกครั้งเหิมเกริมหนักด้วยเรียวลิ้นสอดเข้ามาหยอกล้อในโพรงปาก ฉันเป็นเด็กดีนั่งนิ่งให้เขาทำตามใจและเรียนรู้ไปในคราวเดียวกันครั้นได้ยินเสียงครางต่ำในลำคอหนา พี่โอบก็ผละออกแล้วจับใบหน้าฉันให้หันกลับมาทางเดิม"เล่ามาได้แล้ว"จูบขนาดนั้นฉันจะยังจำอะไรได้ไหมล่ะฉันเอนตัวพิงซบเหมือนเดิม อย่างแรกควรพูดให้เขารู้ว่าฉันมีปัญหาทางการเงินเพราะอะไร"เมื่อปีที่แล้วบ้านปันล้มละลายค่ะ พ่อแม่ไปต่างประเทศแล้วทิ้งเงินไว้ให้หนึ่งก้อน ตอนนี้เงินหมดแล้ว ปันเลยต้องดิ้นรนหาเงิน"พี่โอบไม่ได้ตอบโต้ แต่มือใหญ่ที่ลูบวนอยู่ที่หน้าท้องบอกให้รู้ว่าเขาฟังอยู่"ปันรับงานเป็นที่ปรึกษาปัญหาชั่วโมงละ 200 บ. ปกติจะคุยผ่านมือถือ จะคุยต่อหน้าเฉพาะนักศึกษาในมอ แต่วันนี้เห็นว่าเป็นวันเสาร์ ปันเลยไปรับงานข้างนอก เขาบอกสถานที่เป็นห้องซ้อมดนตรี ปันไม่คิดว่าห้องนั้นจะอยู่ในบ้านที่มีรั้วทึบ และไม่รู้ว่าปัญหาของเขาคือ..นกเขาไม่ขัน"มือใหญ่หยุดชะงัก ฉันเงยหน้ามองพี่โอบ เขาก็ก้มหน้าลงมาเช่นกัน"ต่อ""มันบอกนกเขาไม่ขัน แต่พอมันถอดกางเกงออกมาก็ตั้งโด่เหมือนของพี่เลย แบบนี้เขาเรียกขันใช่ไหมล่ะคะ มันบอกให้ปันช่วยหน่อย ปันเลย
รถเคลื่อนตัวออกมาได้ห้านาทีฉันก็ยกฝ่ามือขึ้นมาปาดเช็ดน้ำตาแล้วใช้มันปิดใบหน้ากดความรู้สึกย่ำแย่ เหตุการณ์เมื่อครู่เลวร้ายยิ่งกว่าพ่อแม่ทิ้งเอาไว้คนเดียวเสียอีก ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าฉันช่วยตัวเองออกมาไม่ได้จะเป็นอย่างไร"ไปไหนมา"ในที่สุดก็มีคำถามจากพี่โอบ ฉันสูดน้ำมูกแรงๆ แล้วเอามือออกจากใบหน้าหันมองเขา"ไปทำงานค่ะ""งานอะไร"เขาไม่ได้มองหน้าฉันนะ แต่ใบหน้ายังคงขึงขังคิ้วขมวด"งานที่ปรึกษา""แล้ว?""ปันถูกลูกค้าหลอกมาปล้ำ"เสียงของฉันสั่นพยายามกลั้นที่สุด พี่โอบยังคงมองตรงไปข้างหน้าแล้วเงียบไปตั้งแต่นั้นไม่มีคำถามใดต่อ จากนั้นความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้นไปพร้อมกับบรรยากาศในรถคุกรุ่นด้วยอารมณ์บางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกร้อนๆ หนาวๆและฉันก็คิดว่าพี่โอบคงจะพาไปส่งอะพาร์ตเม้นต์ แต่กลับคิดผิดเมื่อรถเข้ามาจอดนิ่งสนิทในลานจอดรถใต้อาคารคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งฉันไม่ได้ถามว่าที่นี่่ที่ไหน พาฉันมาที่นี่ทำไม และเขาเองก็ยังคงเงียบและนั่งนิ่งมานานกว่าห้านาทีแล้วเป็นฉันเองที่ทนกับความอึดอัดนี้ไม่ไหวจึงยื่นมือไปจับท่อนแขนหนาเอ่ยทำลายความเงียบ"พี่โอบมีแฟนไหม"เขาหันมาสบตาทันที"มีแฟนไหมคะ""ถามเพื่อ?""ถามเ
ฉันพยายามลืมเรื่องที่พี่โอบพูดแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานที่ปรึกษาชั่วโมงละสองร้อยบาทต่อไป ในเมื่อตอนนี้ฉันมีเวลาและกำลังไหวเท่านี้ก็ต้องกัดฟันวันเสาร์ฉันมีนัดนอกสถานที่ คุณคุณสายฟ้านัดหมายให้ฉันไปนั่งรับฟังเขาปรับทุกข์ที่ห้องซ้อมดนตรีแห่งหนึ่ง เขายินดีจ่ายค่าเดินทางให้ฉันหนึ่งพันบาท ไหนๆ วันเสาร์ก็ว่างอยู่แล้ว ก็เลยไม่อยากปฏิเสธเงินค่าเดินทางที่ได้มากกว่าค่าจ้างฉันมาถึงสถานที่นัดหมายเวลาบ่ายโมง ห้องซ้อมดนตรีแห่งนี้อยู่ใน..บ้านชั้นเดียวหลังหนึ่ง ฉันคิดว่ามันจะอยู่ในอาคารพาณิชย์เสียอีก"อยู่ในบ้านเหรอ""ปันปันใช่ไหมครับ"ในขณะยืนงงอยู่ ประตูเหล็กบานเล็กก็ถูกเปิดพร้อมกับผู้ชายรูปร่างผอมสูงโผล่หน้าออกมา"ใช่ค่ะ""เข้าข้างในเถอะ ผมอยากคุยกับคุณจะแย่อยู่แล้ว"มือใหญ่หยาบกร้านยื่นออกมาคว้าแขนฉันให้เข้าไปด้านในประตูรั้ว อย่างแรกที่ฉันเห็นคือสุนัขพันธุ์พิทบูลอยู่ในกรงสี่ตัว บ้านปิดประตูเอาไว้แน่น บนพื้นมีเศษใบไม้แห้งมากมาย เสียงสุนัขเห่ามาพร้อมกับลมพัดเบาหวิวชวนให้รู้สึกวังเวง ฉันยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองไปมา"ทางนี้ครับ"เฮือก! ฉันสะดุ้งเมื่อเสียงพูดนั้นดังใกล้เกินไปราวกับพูดอยู่ข้างหู หันมองก็พบว
ฉันคิดผิดที่ว่าไม่มีธุรกงการอะไรกับพี่โอบอีกเพราะกลับมาถึงห้องถึงเพิ่งรู้ตัวว่าคืนของให้พี่โอบไม่หมดฉันหยิบพวงกุญแจเกียร์ที่วางอยู่บนชั้นหนังสือข้างโต๊ะขึ้นมาดู ลืมไปเสียสนิทว่าตอนซักเสื้อฉันเอามันมาวางไว้ตรงนี้"หรือเขาจะโทรมาทวงเกียร์"ใช่แน่ๆ ฉันนั่งทำใจอยู่สักพักก็หยิบมือถือมาโทรหาพี่โอบ รอสายไม่กี่วินาทีทางนั้นก็รับสาย"เดี๋ยวเอาพวงกุญแจไปคืนให้พรุ่งนี้ค่ะ"พูดจบฉันก็วางสายไม่รอฟังว่าพี่โอบจะตอบกลับว่าอย่างไรติ๊งๆ ไม่เกินคาดว่าต้องมีข้อความตามมา ฉันไม่ได้เปิดอ่าน แต่อ่านจากแจ้งเตือนบนหน้าจอคนโหด : เป็นแรปเปอร์?คนโหด : พรุ่งนี้บ่ายสองจะรอที่ตึกวิศวะ"ไปให้โง่ทำไม"แต่เพราะความกลัวว่าเขาจะบุกไปหาถึงตึกคณะ ฉันเลยเลือกจะมาหาพี่โอบเองดีกว่า บ่ายสองฉันก็มาเกาะอยู่ต้นไม้หน้าตึกวิศวกรรมศาสตร์ สวมวิญญาณพวกถ้ำมองมองหาคนหน้าโหดเอี๊ยด!เสียงล้อยางบดเบียดถนนพร้อมกับรถที่มาจอดเทียบบดบังการมองเห็น ฉันตัวชาวาบขนลุกเพราะรถคันนั้นเป็นของพี่โอบ เขาเปิดกระจกรถแล้วกระดิกนิ้วชี้เรียว..ฉันชิ! ตาดีเชียวฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เดินอย่างเชื่องช้าเข้่าไปหาเขา และคงไม่ทันใจนั่นแหละ พี่โอบถึงได้ลงจากรถม
หลังจากดีดดิ้นอยู่บนบ่าแกร่งจนเหนื่อย ฉันก็ถูกพี่โอบเหวี่ยงเข้ามานั่งในรถ พอเป็นอิสระฉันก็เบี่ยงตัวหนีด้วยความหวาดกลัวตัวสั่น"ปืนไม่ได้จ่อหัวเรา จะกลัวเพื่อ?""พี่เป็นคนถือปืนจะไปเข้าใจอะไร"ฉันหลบหลีกดวงตาคมน่ากลัวก้มมองรองเท้าแก้วที่เหลือข้างเดียว มันน่าจะหล่นระหว่างทางที่เดินมา"ปันอยากได้รองเท้าคืนค่ะ""เราควรออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด"พี่โอบรัดเข็มขัดนิรภัยให้ฉันเสร็จก็หยัดยืนขึ้นเตรียมปิดประตู แต่ฉันก็ปลดมันออกแล้วผลักประตูดึงดัน"พี่อยากไปก็ไปเลยค่ะ ปันจะไปเอารองเท้า เอาของๆ ปันในนั้น"ฉันหย่อนขาลงจากรถ ก่อนจะได้ยืนขึ้นคนโหดที่อยู่ไม่ไกลกลับจับมันมาวางที่เดิม มือใหญ่สอดรับปลายคางมนบีบแน่น"เตือนอีกครั้งว่าอย่าดื้อกับพี่ถ้าไม่อยากเจ็บตัว""ฮึก! ฮึก!"ความน่ากลัวและคำข่มขู่เรียกเสียงสะอื้นไห้ น้ำตาร่วงเผาะเป็นเม็ดๆ อาบแก้ม ฉันก็แค่จะไปเอาของ ทำไมถึงต้องมาข่มขู่กันด้วยเหมือนว่าพี่โอบจะไม่ชอบน้ำตาเท่าไหร่ เขาดึงมือออกด้วยแรงหงุดหงิดแล้วปิดประตูอย่างแรง ฉันยกมือขึ้นปิดใบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น พยายามสลัดความหวาดกลัวเท่าไหร่ก็สลัดไม่ได้ เขาเป็นนักศึกษานะ ทำไมถึงมีปืน ทำไมถึงกล้าทำ







