ANMELDENรถเคลื่อนตัวออกมาได้ห้านาทีฉันก็ยกฝ่ามือขึ้นมาปาดเช็ดน้ำตาแล้วใช้มันปิดใบหน้ากดความรู้สึกย่ำแย่ เหตุการณ์เมื่อครู่เลวร้ายยิ่งกว่าพ่อแม่ทิ้งเอาไว้คนเดียวเสียอีก ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าฉันช่วยตัวเองออกมาไม่ได้จะเป็นอย่างไร
"ไปไหนมา"
ในที่สุดก็มีคำถามจากพี่โอบ ฉันสูดน้ำมูกแรงๆ แล้วเอามือออกจากใบหน้าหันมองเขา
"ไปทำงานค่ะ"
"งานอะไร"
เขาไม่ได้มองหน้าฉันนะ แต่ใบหน้ายังคงขึงขังคิ้วขมวด
"งานที่ปรึกษา"
"แล้ว?"
"ปันถูกลูกค้าหลอกมาปล้ำ"
เสียงของฉันสั่นพยายามกลั้นที่สุด พี่โอบยังคงมองตรงไปข้างหน้าแล้วเงียบไปตั้งแต่นั้นไม่มีคำถามใดต่อ จากนั้นความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้นไปพร้อมกับบรรยากาศในรถคุกรุ่นด้วยอารมณ์บางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ
และฉันก็คิดว่าพี่โอบคงจะพาไปส่งอะพาร์ตเม้นต์ แต่กลับคิดผิดเมื่อรถเข้ามาจอดนิ่งสนิทในลานจอดรถใต้อาคารคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง
ฉันไม่ได้ถามว่าที่นี่่ที่ไหน พาฉันมาที่นี่ทำไม และเขาเองก็ยังคงเงียบและนั่งนิ่งมานานกว่าห้านาทีแล้ว
เป็นฉันเองที่ทนกับความอึดอัดนี้ไม่ไหวจึงยื่นมือไปจับท่อนแขนหนาเอ่ยทำลายความเงียบ
"พี่โอบมีแฟนไหม"
เขาหันมาสบตาทันที
"มีแฟนไหมคะ"
"ถามเพื่อ?"
"ถามเพื่อจะได้ถามคำถามต่อไป ตกลงมีแฟนไหมคะ ที่โทรเข้ามาวันนั้นชื่อเจนใช่แฟนพี่ไหมคะ"
คราวนี้หัวคิ้วขมวดหนัก
"ปันไม่ได้จะแอบฟังแต่บลูทูธมันเชื่อมให้ได้ยิน สรุปว่า.."
"ไม่มี"
"ชัวร์นะ"
"ขอคำถามต่อไป"
"ถ้างั้นพี่..ยังเลี้ยงปันได้อยู่ไหม"
"ไม่กลัวแล้ว?"
"กลัว..แต่ปันเหนื่อยแล้ว"
คิดว่าน้ำตาและเสียงสะอื้นหมดไปกับระยะเวลา แต่พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ฉันก็ร้องไห้อีกหน
"คนเรามีทางเลือกมากมาย ปันเองก็มี..แต่ปันเหนื่อยแล้ว ฮึก!"
ฉันโผเข้าหาพี่โอบอีกครั้งซบใบหน้าร้องไห้กับท่อนแขนหนาให้น้ำตาทำเสื้อของเขาเปียกแฉะ
"ตอบหน่อยสิคะ พี่ยังเลี้ยงปันได้ไหม"
ไม่มีคำตอบเสียทีฉันเลยเงยหน้าขึ้นคาดคั้น หากเขาปฏิเสธ ฉันจะได้ไม่ตื้อแล้วคิดหาทางต่อไป
พี่โอบใช้ดวงตาคมดุจ้องมองให้ฉันเดาไม่ออกว่าแววตานี้แฝงความคิดใดอยู่ ทุกวินาทีที่เฝ้ารอคำตอบช่างยาวนานและทรมาน ฉันยอมลดศักดิ์ศรีเพื่อความอยู่รอดของตัวเองแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคนๆ นี้แล้ว
"พี่โอบ..."
"ที่นี่คอนโดพี่ ขึ้นไปนอนพัก"
และนี่คงจะเป็นคำตอบ จากที่ควรดีใจ ฉันกลับน้ำตาไหล นั่นเท่ากับว่าศักดิ์ศรีของฉันถูกลบหายด้วยการเอาร่างกายเข้าแลกกับเงิน มันไม่เคยอยู่ในหัวของฉันเลย แต่ฉันยอมเพราะเหนื่อยแล้วจริงๆ
ฉันเดินตามการจับจูงของพี่โอบขึ้นมาชั้นบน ตลอดการเดินฉันมองมือใหญ่ที่กอบกุมมือเล็กๆ ของฉัน มันอุ่นจนน่าประหลาด ปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่วันสองวันนี้ฉันกลัวเขาแทบบ้า
เมื่อเข้ามาในห้องได้พี่โอบก็ปล่อยมือฉัน...
วูบหนึ่งฉันใจหาย มองตามมือข้างนั้นจนสุดสายตาที่เขาเดินเข้าไปในห้องครัว
หรือว่า..อันตรายที่สุดจะเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดอย่างเคยได้ยินมา
"ไปอาบน้ำมานอนพัก"
พี่โอบเดินออกมาพร้อมกับขวดน้ำเปล่ายื่นให้ รับมันมาถือแล้วมองไปรอบๆ ห้องชุดที่มีขนาดใหญ่พออยู่สองคนได้สบาย หวนให้นึกถึงคอนโดที่ฉันเคยอยู่ตอนมีอันจะกิน ป่านนี้เจ้าของใหม่คงจะอยู่อย่างสุขสบายไปแล้ว
"แต่ปันไม่มีเสื้อผ้า"
"เดี๋ยวก็ไม่ต้องใส่แล้วไม่ใช่?"
ฉ่า! แก้มฉันร้อนฉ่าทันทีที่เข้าใจประโยคนี้ได้ง่ายๆ ฉันหลุบตามองปลายเท้า เขิน อาย ละอายใจและหวาดกลัวผสมปนเปในความรู้สึก
"หรือจะให้พี่อาบให้"
"คะ?" ฉันเงยหน้าตกใจ
"ก็เห็นยืนนิ่งไม่ไปสักที"
"ปันทำใจอยู่ค่ะ"
"ไปนั่งแช่น้ำอุ่นทำใจดีกว่ายืนให้เมื่อย" พี่โอบเอียงหัวไปทางห้องหนึ่ง "ในห้องนั้น"
ห้องเชือด เอ๊ย! ห้องนอนเขาล่ะมั้ง
ฉันทำตามคำสั่งเพราะคงถอยไม่ได้แล้ว ลองให้พี่โอบเลี้ยงดู หากไม่ดีฉันก็แค่ขอให้เขาเลิกเลี้ยงเท่านั้นแหละ
ในห้องที่พี่โอบให้เข้ามาคือห้องนอนของเขาตามคาด ทุกอย่างภายในห้องเป็นสีดำปนสีเทาบ่งบอกตัวตนเจ้าของได้ดีเยี่ยม ฉันไม่ได้คิดซุกซนสำรวจสิ่งของในห้อง ถอดเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ขายาววางเอาไว้บนเตียงนอนผ้าปูที่นอนสีเทาแล้วเดินเข้ามาในห้องน้ำ ขวามือมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่อยู่ ฉันนั่งลงขอบอ่างแล้วเปิดน้ำอุ่น ระหว่างนั่งรอก็มองไปยังฐานอ่างล้างมือ ตรงนั้นมีโฟมล้างหน้าวางอยู่มากกว่าสามหลอด มีโทนเนอร์ คลีนซิ่งและกระปุกสำลีด้วย
"หน้าโหดโหมดเจ้าสำอางเหรอเนี่ย"
แกร๊ก! ประตูถูกผลักเข้ามาทำฉันสะดุ้ง ตกใจกว่านั้นคือผู้ชายตัวโตที่เข้ามาหลังจากประตูเปิดอ้า ฉันเบิกตากว้างก้มหน้าหลุบตามองท่อนขาตัวเอง สองแขนยกขึ้นกอดอกบดบังหน้าอกเปลือย เปลือยเหมือนพี่โอบที่เดินโทงๆ เข้ามาหา
"อ๊ะ!"
เขาอุ้มฉันขึ้นโดยไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้า ฉันตกใจผวาโอบรัดรอบคอหนา เผลอทำตาดุใส่คนโหดด้วย พอเห็นคนโหดทำหน้าตาดุกว่าฉันก็รีบหลบหนี หัวใจในอกเต้นรุนแรงที่คิดว่าหากพี่โอบยังคงจ้องมองเหมือนจะกินฉันอยู่แบบนี้ มันคงได้ระเบิดแน่
แต่ไม่นานเขาก็วางฉันให้นั่งลงในอ่างที่ระดับน้ำสูงขึ้นปกปิดหน้าอก ฟองจากครีมอาบน้ำลอยจางๆ ไม่ได้ช่วยปกปิดเรือนร่างของฉันได้
ช่างเถอะ! เหมือนที่เขาพูดว่าเดี๋ยวก็คงไม่ได้ใส่เสื้อผ้า เมื่อกี้เขาก็คงเห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
"ขยับหน่อย"
มือใหญ่แนบแผ่นหลังผลักดันให้ฉันขยับตัวไปข้างหน้า คนตัวโตก็ก้าวขาลงมานั่งในอ่างด้านหลัง เข้าที่เข้าทางก็จับเอวฉันแล้วดึงให้ถอยหลังมาแนบชิดก้นนุ่มนิ่มชนเข้ากับของใหญ่โตให้ฉันสะดุ้งครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่แค่นั้นยังเอามือแนบลำคอผลักให้ฉันเอนตัวพิงซบเขาด้วย
สบายจัง..
ฉันงอขาแล้วเอนตัวพิงซบพี่โอบมากขึ้นก่อนจะปิดเปลือกตาลง พอได้น้ำอุ่นกับเบาะพิงใหญ่โตก็อยากจะหลับมันเดี๋ยวนี้
"เล่าให้ฟังหน่อย"
"เรื่องวันนี้เหรอคะ"
"เรื่องไหนก็ได้"
"จำเป็นต้องรู้ข้อมูลของเด็กที่จะเลี้ยงใช่ไหม ถามก่อนได้ไหมคะ"
"ว่า?"
"เคยเลี้ยงเด็กมากี่คนแล้วคะ"
"คนเดียว"
ฉันลืมตาเบี่ยงหน้ามอง แต่ไม่ทันได้สบตาดีด้วยซ้ำ พี่โอบก็จูบฉัน ริมฝีปากแนบประกบกะทันหันทำฉันตัวเกร็งแข็งทื่อ ไม่รู้จะจับอะไรเลยจับมือใหญ่ที่แนบตรงเอวบีบแน่นหลับตาปี๋ ไม่นานลำตัวก็รู้สึกวูบวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเมื่อริมฝีปาหนาขยับดูดดึงขบกัดเบาๆ ฉันไม่เคยรู้เลยว่าการจูบจะทำให้ช่องท้องปั่นป่วนได้ขนาดนี้ และไม่น่าเชื่อว่ามันจะช่วยให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายได้ง่าย ทว่าเมื่อเขาผละออกแล้วใช้ดวงตาคมมีเสน่ห์จ้องลึกนัยน์ตาฉันแล้วเอื้อนเอ่ย
"เลี้ยงคนเดียวคือปันปัน"
ร่างกายก็กลับมาเกร็งเครียดอีกครั้งพร้อมหัวใจที่ซาบซ่านอย่างบอกไม่ถูก
วันนี้โอบไม่ได้ไปบ่อนเพราะเขาไม่มีเวลาเหลือพอ หลังจากเข้าไปขลุกตัวอยู่ที่ผับ K Night ในฐานะหุ้นส่วน โอบไม่ลืมส่งแชทบอกสิงหราชให้เก็บเรื่องที่เจอปันปันวันนี้เป็นความลับแล้วขับรถออกจากผับมากับเจไดตรงไปยังซอยหนึ่งในเวลาเที่ยงคืนภายในซอยเงียบสงัดด้วยบ้านหลังน้อยหลังใหญ่ส่วนมากแล้วจะเป็นบ้านคนมีเงินที่มักไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครรถคันสีดำไม่เปิดแม้แต่ไฟหน้ารถกลืนไปกับความมืดจอดนิ่งสนิทห่างจากบ้านชั้นเดียวประตูรั้วเหล็กสีดำราวหนึ่งร้อยเมตร ชายสองคนสวมใส่หมวกแก๊ปลงจากรถมายืนสูบบุหรี่อยู่ด้านหน้าจ้องมองไปยังบ้านหลังนั้น"ใครมันกล้ามากระตุกตีนมึงวะ" เจไดสงสัยโอบบอกเขาแค่ว่าให้มาช่วยจัดการคน มีเรื่องกันเมื่อกลางวัน แต่ไม่ได้ขยายความว่าเป็นใครและมีเรื่องอะไรกัน"ในนั้นมีคนอยู่คนเดียวกับพิทบูลสี่ตัว""แล้วมึงต้องการอะไร""ให้มันไม่กล้าไปพล่านกับใครได้อีก"คนพูดสูดบุหรี่เข้าปอดหนักๆ ก่อนจะพ่นควันขึ้นด้านบนแล้วนึกถึงสภาพกระเซอะกระเซิงของปันปัน ความโมโหก็วิ่งมาสุมอยู่ในอกไม่ต่างจากลาวา"ใครที่ว่าใช่มึงไหม""ไม่ใช่"เจไดเกาหัว โอบพูดเหมือนว่าไม่ได้มาเอาคืนให้ตัวเองอย่างนั้น"มึงขยายความได้ไหม กูจะได้ช่ว
พี่โอบจูบฉันอีกครั้งเหิมเกริมหนักด้วยเรียวลิ้นสอดเข้ามาหยอกล้อในโพรงปาก ฉันเป็นเด็กดีนั่งนิ่งให้เขาทำตามใจและเรียนรู้ไปในคราวเดียวกันครั้นได้ยินเสียงครางต่ำในลำคอหนา พี่โอบก็ผละออกแล้วจับใบหน้าฉันให้หันกลับมาทางเดิม"เล่ามาได้แล้ว"จูบขนาดนั้นฉันจะยังจำอะไรได้ไหมล่ะฉันเอนตัวพิงซบเหมือนเดิม อย่างแรกควรพูดให้เขารู้ว่าฉันมีปัญหาทางการเงินเพราะอะไร"เมื่อปีที่แล้วบ้านปันล้มละลายค่ะ พ่อแม่ไปต่างประเทศแล้วทิ้งเงินไว้ให้หนึ่งก้อน ตอนนี้เงินหมดแล้ว ปันเลยต้องดิ้นรนหาเงิน"พี่โอบไม่ได้ตอบโต้ แต่มือใหญ่ที่ลูบวนอยู่ที่หน้าท้องบอกให้รู้ว่าเขาฟังอยู่"ปันรับงานเป็นที่ปรึกษาปัญหาชั่วโมงละ 200 บ. ปกติจะคุยผ่านมือถือ จะคุยต่อหน้าเฉพาะนักศึกษาในมอ แต่วันนี้เห็นว่าเป็นวันเสาร์ ปันเลยไปรับงานข้างนอก เขาบอกสถานที่เป็นห้องซ้อมดนตรี ปันไม่คิดว่าห้องนั้นจะอยู่ในบ้านที่มีรั้วทึบ และไม่รู้ว่าปัญหาของเขาคือ..นกเขาไม่ขัน"มือใหญ่หยุดชะงัก ฉันเงยหน้ามองพี่โอบ เขาก็ก้มหน้าลงมาเช่นกัน"ต่อ""มันบอกนกเขาไม่ขัน แต่พอมันถอดกางเกงออกมาก็ตั้งโด่เหมือนของพี่เลย แบบนี้เขาเรียกขันใช่ไหมล่ะคะ มันบอกให้ปันช่วยหน่อย ปันเลย
รถเคลื่อนตัวออกมาได้ห้านาทีฉันก็ยกฝ่ามือขึ้นมาปาดเช็ดน้ำตาแล้วใช้มันปิดใบหน้ากดความรู้สึกย่ำแย่ เหตุการณ์เมื่อครู่เลวร้ายยิ่งกว่าพ่อแม่ทิ้งเอาไว้คนเดียวเสียอีก ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าฉันช่วยตัวเองออกมาไม่ได้จะเป็นอย่างไร"ไปไหนมา"ในที่สุดก็มีคำถามจากพี่โอบ ฉันสูดน้ำมูกแรงๆ แล้วเอามือออกจากใบหน้าหันมองเขา"ไปทำงานค่ะ""งานอะไร"เขาไม่ได้มองหน้าฉันนะ แต่ใบหน้ายังคงขึงขังคิ้วขมวด"งานที่ปรึกษา""แล้ว?""ปันถูกลูกค้าหลอกมาปล้ำ"เสียงของฉันสั่นพยายามกลั้นที่สุด พี่โอบยังคงมองตรงไปข้างหน้าแล้วเงียบไปตั้งแต่นั้นไม่มีคำถามใดต่อ จากนั้นความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้นไปพร้อมกับบรรยากาศในรถคุกรุ่นด้วยอารมณ์บางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกร้อนๆ หนาวๆและฉันก็คิดว่าพี่โอบคงจะพาไปส่งอะพาร์ตเม้นต์ แต่กลับคิดผิดเมื่อรถเข้ามาจอดนิ่งสนิทในลานจอดรถใต้อาคารคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งฉันไม่ได้ถามว่าที่นี่่ที่ไหน พาฉันมาที่นี่ทำไม และเขาเองก็ยังคงเงียบและนั่งนิ่งมานานกว่าห้านาทีแล้วเป็นฉันเองที่ทนกับความอึดอัดนี้ไม่ไหวจึงยื่นมือไปจับท่อนแขนหนาเอ่ยทำลายความเงียบ"พี่โอบมีแฟนไหม"เขาหันมาสบตาทันที"มีแฟนไหมคะ""ถามเพื่อ?""ถามเ
ฉันพยายามลืมเรื่องที่พี่โอบพูดแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานที่ปรึกษาชั่วโมงละสองร้อยบาทต่อไป ในเมื่อตอนนี้ฉันมีเวลาและกำลังไหวเท่านี้ก็ต้องกัดฟันวันเสาร์ฉันมีนัดนอกสถานที่ คุณคุณสายฟ้านัดหมายให้ฉันไปนั่งรับฟังเขาปรับทุกข์ที่ห้องซ้อมดนตรีแห่งหนึ่ง เขายินดีจ่ายค่าเดินทางให้ฉันหนึ่งพันบาท ไหนๆ วันเสาร์ก็ว่างอยู่แล้ว ก็เลยไม่อยากปฏิเสธเงินค่าเดินทางที่ได้มากกว่าค่าจ้างฉันมาถึงสถานที่นัดหมายเวลาบ่ายโมง ห้องซ้อมดนตรีแห่งนี้อยู่ใน..บ้านชั้นเดียวหลังหนึ่ง ฉันคิดว่ามันจะอยู่ในอาคารพาณิชย์เสียอีก"อยู่ในบ้านเหรอ""ปันปันใช่ไหมครับ"ในขณะยืนงงอยู่ ประตูเหล็กบานเล็กก็ถูกเปิดพร้อมกับผู้ชายรูปร่างผอมสูงโผล่หน้าออกมา"ใช่ค่ะ""เข้าข้างในเถอะ ผมอยากคุยกับคุณจะแย่อยู่แล้ว"มือใหญ่หยาบกร้านยื่นออกมาคว้าแขนฉันให้เข้าไปด้านในประตูรั้ว อย่างแรกที่ฉันเห็นคือสุนัขพันธุ์พิทบูลอยู่ในกรงสี่ตัว บ้านปิดประตูเอาไว้แน่น บนพื้นมีเศษใบไม้แห้งมากมาย เสียงสุนัขเห่ามาพร้อมกับลมพัดเบาหวิวชวนให้รู้สึกวังเวง ฉันยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองไปมา"ทางนี้ครับ"เฮือก! ฉันสะดุ้งเมื่อเสียงพูดนั้นดังใกล้เกินไปราวกับพูดอยู่ข้างหู หันมองก็พบว
ฉันคิดผิดที่ว่าไม่มีธุรกงการอะไรกับพี่โอบอีกเพราะกลับมาถึงห้องถึงเพิ่งรู้ตัวว่าคืนของให้พี่โอบไม่หมดฉันหยิบพวงกุญแจเกียร์ที่วางอยู่บนชั้นหนังสือข้างโต๊ะขึ้นมาดู ลืมไปเสียสนิทว่าตอนซักเสื้อฉันเอามันมาวางไว้ตรงนี้"หรือเขาจะโทรมาทวงเกียร์"ใช่แน่ๆ ฉันนั่งทำใจอยู่สักพักก็หยิบมือถือมาโทรหาพี่โอบ รอสายไม่กี่วินาทีทางนั้นก็รับสาย"เดี๋ยวเอาพวงกุญแจไปคืนให้พรุ่งนี้ค่ะ"พูดจบฉันก็วางสายไม่รอฟังว่าพี่โอบจะตอบกลับว่าอย่างไรติ๊งๆ ไม่เกินคาดว่าต้องมีข้อความตามมา ฉันไม่ได้เปิดอ่าน แต่อ่านจากแจ้งเตือนบนหน้าจอคนโหด : เป็นแรปเปอร์?คนโหด : พรุ่งนี้บ่ายสองจะรอที่ตึกวิศวะ"ไปให้โง่ทำไม"แต่เพราะความกลัวว่าเขาจะบุกไปหาถึงตึกคณะ ฉันเลยเลือกจะมาหาพี่โอบเองดีกว่า บ่ายสองฉันก็มาเกาะอยู่ต้นไม้หน้าตึกวิศวกรรมศาสตร์ สวมวิญญาณพวกถ้ำมองมองหาคนหน้าโหดเอี๊ยด!เสียงล้อยางบดเบียดถนนพร้อมกับรถที่มาจอดเทียบบดบังการมองเห็น ฉันตัวชาวาบขนลุกเพราะรถคันนั้นเป็นของพี่โอบ เขาเปิดกระจกรถแล้วกระดิกนิ้วชี้เรียว..ฉันชิ! ตาดีเชียวฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เดินอย่างเชื่องช้าเข้่าไปหาเขา และคงไม่ทันใจนั่นแหละ พี่โอบถึงได้ลงจากรถม
หลังจากดีดดิ้นอยู่บนบ่าแกร่งจนเหนื่อย ฉันก็ถูกพี่โอบเหวี่ยงเข้ามานั่งในรถ พอเป็นอิสระฉันก็เบี่ยงตัวหนีด้วยความหวาดกลัวตัวสั่น"ปืนไม่ได้จ่อหัวเรา จะกลัวเพื่อ?""พี่เป็นคนถือปืนจะไปเข้าใจอะไร"ฉันหลบหลีกดวงตาคมน่ากลัวก้มมองรองเท้าแก้วที่เหลือข้างเดียว มันน่าจะหล่นระหว่างทางที่เดินมา"ปันอยากได้รองเท้าคืนค่ะ""เราควรออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด"พี่โอบรัดเข็มขัดนิรภัยให้ฉันเสร็จก็หยัดยืนขึ้นเตรียมปิดประตู แต่ฉันก็ปลดมันออกแล้วผลักประตูดึงดัน"พี่อยากไปก็ไปเลยค่ะ ปันจะไปเอารองเท้า เอาของๆ ปันในนั้น"ฉันหย่อนขาลงจากรถ ก่อนจะได้ยืนขึ้นคนโหดที่อยู่ไม่ไกลกลับจับมันมาวางที่เดิม มือใหญ่สอดรับปลายคางมนบีบแน่น"เตือนอีกครั้งว่าอย่าดื้อกับพี่ถ้าไม่อยากเจ็บตัว""ฮึก! ฮึก!"ความน่ากลัวและคำข่มขู่เรียกเสียงสะอื้นไห้ น้ำตาร่วงเผาะเป็นเม็ดๆ อาบแก้ม ฉันก็แค่จะไปเอาของ ทำไมถึงต้องมาข่มขู่กันด้วยเหมือนว่าพี่โอบจะไม่ชอบน้ำตาเท่าไหร่ เขาดึงมือออกด้วยแรงหงุดหงิดแล้วปิดประตูอย่างแรง ฉันยกมือขึ้นปิดใบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น พยายามสลัดความหวาดกลัวเท่าไหร่ก็สลัดไม่ได้ เขาเป็นนักศึกษานะ ทำไมถึงมีปืน ทำไมถึงกล้าทำ



![Evil Engineerร้ายรักวิศวะเลว [ไนต์]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



