INICIAR SESIÓNฉันคิดผิดที่ว่าไม่มีธุรกงการอะไรกับพี่โอบอีกเพราะกลับมาถึงห้องถึงเพิ่งรู้ตัวว่าคืนของให้พี่โอบไม่หมด
ฉันหยิบพวงกุญแจเกียร์ที่วางอยู่บนชั้นหนังสือข้างโต๊ะขึ้นมาดู ลืมไปเสียสนิทว่าตอนซักเสื้อฉันเอามันมาวางไว้ตรงนี้
"หรือเขาจะโทรมาทวงเกียร์"
ใช่แน่ๆ ฉันนั่งทำใจอยู่สักพักก็หยิบมือถือมาโทรหาพี่โอบ รอสายไม่กี่วินาทีทางนั้นก็รับสาย
"เดี๋ยวเอาพวงกุญแจไปคืนให้พรุ่งนี้ค่ะ"
พูดจบฉันก็วางสายไม่รอฟังว่าพี่โอบจะตอบกลับว่าอย่างไร
ติ๊งๆ ไม่เกินคาดว่าต้องมีข้อความตามมา ฉันไม่ได้เปิดอ่าน แต่อ่านจากแจ้งเตือนบนหน้าจอ
คนโหด : เป็นแรปเปอร์?
คนโหด : พรุ่งนี้บ่ายสองจะรอที่ตึกวิศวะ
"ไปให้โง่ทำไม"
แต่เพราะความกลัวว่าเขาจะบุกไปหาถึงตึกคณะ ฉันเลยเลือกจะมาหาพี่โอบเองดีกว่า บ่ายสองฉันก็มาเกาะอยู่ต้นไม้หน้าตึกวิศวกรรมศาสตร์ สวมวิญญาณพวกถ้ำมองมองหาคนหน้าโหด
เอี๊ยด!
เสียงล้อยางบดเบียดถนนพร้อมกับรถที่มาจอดเทียบบดบังการมองเห็น ฉันตัวชาวาบขนลุกเพราะรถคันนั้นเป็นของพี่โอบ เขาเปิดกระจกรถแล้วกระดิกนิ้วชี้เรียว..ฉัน
ชิ! ตาดีเชียว
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เดินอย่างเชื่องช้าเข้่าไปหาเขา และคงไม่ทันใจนั่นแหละ พี่โอบถึงได้ลงจากรถมาแบกฉันขึ้นบ่าเหมือนคืนนั้นเป๊ะ
"พี่โอบ! อุ้มปันทำไม"
คำตอบคือการเอาฉันมาโยนในรถแล้วเขาก็แทรกตัวโตๆ ของตัวเองเข้าทางเดียวกับฉันไปยังเบาะคนขับ ความชลมุนที่เกิดขึ้นชั่วขณะทำให้ฉันมัวแต่หลบหลีกคนเบียด รู้ตัวอีกทีรถก็พุ่งทยานไปข้างหน้าแล้ว ฉันนั่งเบียดชิดประตู แนบใบหน้าไปกับกระจกอยู่ห่างได้เท่าไหร่ก็ทำ
"มะ ไม่ได้พาปันไปฆ่าใช่ไหม"
"อะไรนะ" คนขับถามกลับเสียงแข็ง
ฉันกลืนน้ำลายลงคอหนึ่งอึกใหญ่ กลั้นใจถาม
"พี่พกปืนมาด้วยไหม"
ปึก! ถามจบพี่โอบก็ยื่นแขนมาเปิดลิ้นชักตรงหน้า ไอ้ของที่ฉันถามหานอนนิ่งสงบอยู่ในนี้ตัวเป็นๆ เลย
"ฮือ.. จะ จอดรถได้ไหมคะ ปันไม่อยากไปกับพี่อ่า"
เฟี้ยว! เอี๊ยด! ได้ตามคำขอรถจอดทันที ครั้งนี้ฉันไม่พลาดให้หัวกระแทกเอี้ยวแขนไปเกาะเบาะเอาไว้
"เป็นอะไร"
พอรถจอดปุ๊บพี่โอบก็หาเรื่องฉันปั๊บ เขาจับปลายคางฉันล็อกใบหน้าให้ไปหาสบตาคนโหดน่ากลัว
"ปันกลัวพี่"
"เพราะปืน?"
"ใช่ค่ะ" ฉันพยายามดึงมือเขาออกจากคาง แต่มือหรือคีมเหล็กถึงเอาไม่ออกเสียที ซ้ำยังบีบแก้มแน่นขึ้นจนฉันเจ็บ
"กลัวคนที่พาตัวเองออกมาจากไอ้ที่เวรๆ แบบนั้นน่ะเหรอวะ"
"อื้อ!"
ยิ่งเขาทำท่าเกรี้ยวโกรธน้ำตาพาลไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้ ความกลัวที่เห็นอาวุธสีดำในลิ้นชักทำให้ฉันใจฝ่อไปหมด ต่างจากพี่โอบที่หายใจฟึดฟัด มีแต่ความโมโหลอยตลบอบอวล
"พี่.."
ปึก! ลิ้นชักถูกผลักปิด เสียงของมันทำฉันตกใจหลับตาปี๋เบี่ยงใบหน้าหนีลมหายใจร้อนคนโหดตรงหน้า
"เลิกทำเหมือนพี่เป็นผี เราเจอพี่มากี่ครั้งแล้ว"
"ก็เจอก่อนนี้พี่ไม่ได้ถือปืน"
"ตอนนี้ก็ไม่ได้ถือ" พี่โอบกัดฟันพูด "ลืมตา บอกให้ลืมตา!"
ฉันลืมตาโพรงน้ำตาไหลล้อมดวงตาจนมองเห็นหน้าพี่โอบไม่ชัด สะอื้นอยู่สองสามครั้งก็กลั้นใจพูด
"เอาของพี่คืนไปแล้วก็ปล่อยปันไปสักที"
"ของอะไร"
"พวงกุญแจเกียร์ไง ปะ ปล่อยก่อนได้ไหม ขอร้องล่ะค่ะ"
คำวิงวอนเป็นผล พี่โอบปล่อยฉันเป็นอิสระแล้วผละกลับไปนั่งหายใจรุนแรงที่เบาะตัวเอง ฉันเลยรีบหยิบของออกมาจากกระเป๋ายื่นให้
"นี่ค่ะ"
"ของแบบนี้ใครเขาคืนกันวะ"
"อะไรนะคะ" ฉันฟังไม่ถนัดเพราะเขาพึมพำพูดอยู่อีกทาง
"ไม่ต้องไปทำงานที่นั่นอีก" พี่โอบหันกลับมาออกคำสั่ง
ข้อนี้ฉันไม่ได้คิดไปทำแล้ว แต่มีความสงสัยอยู่นิดหนึ่ง
"ทำไมพี่ต้องมาห้ามปันด้วย ในเมื่อพี่ก็ยังไปทำงานที่นั่นเลย"
"อย่าย้อน"
เอ้า! ฉันก้มหน้าลงมือกำพวงกุญแจในมือแน่นอย่างลืมตัว อย่างน้อยก็ควรบอกเหตุผลที่ดีให้ฉันคล้อยตาม เอาแต่ออกคำสั่งอยู่ได้
"ถ้าหาเงินทุนการศึกษา..พี่เลี้ยงปันเอาไหม"
"คะ? เลี้ยง..เลี้ยงยังไง"
ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินประโยคนี้ออกจากปากของพี่โอบ ถึงจะซื่อจะเซ่อจะมึน แต่คิดว่าเข้าใจประโยคเมื่อครู่อยู่ไม่น้อยเลย
"เลี้ยงแบบเสี่ยเขาเลี้ยงเด็กกัน"
"ทำไมถึง.."
"ก็จะได้ไม่ต้องไปทำงานที่นั่นไง"
"แลกกับเซ็กซ์น่ะเหรอคะ"
ฉันเอ่ยทั้งสะอื้นไห้ ลืมความหวาดกลัวพี่โอบไปชั่วขณะ ตอนนี้ในใจมันมีแต่ความสมเพชตัวเองเหมือนที่พี่โอบกำลังสมเพชและสงสารฉัน และเขาก็ตอกย้ำความรู้สึกให้ย่ำแย่มากขึ้น
"พี่คิดว่าปันทำได้"
"แต่ปันไม่ทำค่ะ ถึงไม่ไปทำงานที่นั่น ปันก็ยังมีงานอื่นให้หาเงิน ขอบคุณนะคะที่สงสารกัน"
น่าแปลกที่ครั้งนี้ประตูรถเปิดออกอย่างง่ายดาย ฉันลงจากรถพี่โอบโดยไม่ได้ร่ำลาแล้วโบกรถแท็กซี่ที่ขับผ่านมาพอดีให้จอด ครั้นขึ้นรถมาได้ก็ยกมือเช็ดน้ำหูน้ำตา ทว่าก็ต้องชะงักแล้วแบมือออกดู
บ้าที่สุด!! พวงกุญแจเกียร์ยังอยู่ในมือฉัน
[OAB Part]
ผมมองตามปันปันผ่านกระจกมองหลังจนสุดสายตารถแท็กซี่ ก่อนจะมองกำปั้นที่ทุบลงบนพวงมาลัยด้วยความโมโห
"สงสารเหรอวะ!"
ใครสงสารเธอ ผมแค่อยากช่วยต่างหาก และถ้าปันปันไม่ใช่เพื่อนชูครีมแฟนรุ่นพี่ สาบานเลยว่าผมจะไม่แลแม้แต่หางตา
ยี่สิบนาทีต่อมาผมขับรถมาถึงผับ K Night ปกติแล้วผมกับเพื่อนจะโผล่มาที่นี่ตอนฟ้ามืด แต่เพราะเพื่อนยังไม่มา ผมเลยตั้งใจมาก่อนเพราะเฮียสิงห์มาแล้วแน่ๆ ผมดูจากรถของเขาที่จอดอยู่ในโซนไพรเวทที่สามารถใช้ได้เฉพาะเขาและพวกผมสี่คน
แต่พอขึ้นลิฟต์มาถึงชั้นสี่ก็รู้สึกถึงความเงียบแปลกๆ ผมตัดสินใจเดินมาทางซ้ายมือ แนบหูกับประตูห้องนอน VVIP ของเฮียสิงห์ฟังดูว่ามีคนอยู่ด้านในหรือไม่
"อ่า พี่สิงห์"
นั่นไง! ไม่ผิดจากที่คิด ทั้งเสียงร้องเรียกชื่อ เสียงหอบหายใจ เสียงกระแทกกระทั่นดังออกมาให้ได้ยินบ่งบอกว่ารุ่นพี่ของผมไม่ว่างตอนนี้
ผมเลยเข้ามานั่งรอในห้องทำงานของเขา ระหว่างรอก็คุยแชทกับใครบางคนไปด้วย
ครึ่งชั่วโมงประตูก็ถูกผลักเข้ามา ผมหันมองเฮียสิงห์ เฮียสิงห์ชะงักที่เห็นผม ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น มองออกไปนอกประตูคล้ายกับว่าคุยกับใคร แต่เพราะอีกคนคงสงสัยถึงโผล่หน้าเข้ามา
"อ้าว! พี่โอบนี่เอง งั้นครีมไปป่วนข้างล่างแล้วกัน"
"จะดื่มก็เอาขึ้นมาดื่มบนห้อง"
เฮียสิงห์ตะโกนตามหลังแฟนสาว มองจนสุดสายตาอีกนานสองนานถึงได้เข้ามานั่งประจำเก้าอี้ตัวใหญ่
"เหงาไง"
"ก็เหงาอยู่"
"ช่วงนี้มึงถึงไปที่บ่อนทุกวัน แล้วเป็นไง กูได้ข่าวว่าเมื่อคืนมีคนกร่าง"
"ตบหลับดิเฮีย ปล่อยไว้เพื่อ?"
เป็นธรรมดาของบ่อนพนันแห่งนั้น หากมีคนก่อเรื่องหรือตุกติกฉ้อโกง จะถูกจัดการแบบไม่ถึงชีวิต แต่ต้องมีหลับไปวันสองวัน เมื่อคืนก็ด้วย หลังจากผมเข้าไประงับเหตุ มันก็ถูกลูกน้องของที่นั่นลากไปจัดการ แต่ดันผิดคิวตรงที่ปันปันดันเห็นเต็มๆ
"กูห่วงมึงนะไอ้โอบ กูวางมือแล้ว ก็อยากให้มึงวางบ้าง ผับก็มีให้มึงหากินเหลือเฟือ กูไม่ปล่อยมึงอดตายหรอก แต่กูไม่อยากให้มึงตาย"
"พอมีเมียก็เลิกห้าว"
"ก็อยากอยู่ด้วยนานๆ มีสักคนเดี๋ยวมึงก็รู้ สรุปมึงมีเรื่องอะไรถึงมาหากูแต่วัน"
ผมเคาะนิ้วลงบนหัวเข่า นึกถึงเรื่องที่หอบมาด้วยก็พาลให้หงุดหงิดนิดๆ
"เฮียไปซื้อบ้านหลังนั้นให้ผมหน่อยได้ไหม"
"หลังไหนวะ"
"หลังนั้นที่ผมเคยบอกเฮียว่าอยากได้จนตัวสั่น"
ดวงตาเฮียสิงห์แปรเปลี่ยนเป็นนิ่งเรียบยากจะคาดเดาความคิด เฮียเองก็คงคาดเดาความคิดผมไม่ได้ บางคนถึงบอกว่าผมกับเขาเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่โคลนนิ่งนิสัยกันมา
[OAB End]
วันนี้โอบไม่ได้ไปบ่อนเพราะเขาไม่มีเวลาเหลือพอ หลังจากเข้าไปขลุกตัวอยู่ที่ผับ K Night ในฐานะหุ้นส่วน โอบไม่ลืมส่งแชทบอกสิงหราชให้เก็บเรื่องที่เจอปันปันวันนี้เป็นความลับแล้วขับรถออกจากผับมากับเจไดตรงไปยังซอยหนึ่งในเวลาเที่ยงคืนภายในซอยเงียบสงัดด้วยบ้านหลังน้อยหลังใหญ่ส่วนมากแล้วจะเป็นบ้านคนมีเงินที่มักไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครรถคันสีดำไม่เปิดแม้แต่ไฟหน้ารถกลืนไปกับความมืดจอดนิ่งสนิทห่างจากบ้านชั้นเดียวประตูรั้วเหล็กสีดำราวหนึ่งร้อยเมตร ชายสองคนสวมใส่หมวกแก๊ปลงจากรถมายืนสูบบุหรี่อยู่ด้านหน้าจ้องมองไปยังบ้านหลังนั้น"ใครมันกล้ามากระตุกตีนมึงวะ" เจไดสงสัยโอบบอกเขาแค่ว่าให้มาช่วยจัดการคน มีเรื่องกันเมื่อกลางวัน แต่ไม่ได้ขยายความว่าเป็นใครและมีเรื่องอะไรกัน"ในนั้นมีคนอยู่คนเดียวกับพิทบูลสี่ตัว""แล้วมึงต้องการอะไร""ให้มันไม่กล้าไปพล่านกับใครได้อีก"คนพูดสูดบุหรี่เข้าปอดหนักๆ ก่อนจะพ่นควันขึ้นด้านบนแล้วนึกถึงสภาพกระเซอะกระเซิงของปันปัน ความโมโหก็วิ่งมาสุมอยู่ในอกไม่ต่างจากลาวา"ใครที่ว่าใช่มึงไหม""ไม่ใช่"เจไดเกาหัว โอบพูดเหมือนว่าไม่ได้มาเอาคืนให้ตัวเองอย่างนั้น"มึงขยายความได้ไหม กูจะได้ช่ว
พี่โอบจูบฉันอีกครั้งเหิมเกริมหนักด้วยเรียวลิ้นสอดเข้ามาหยอกล้อในโพรงปาก ฉันเป็นเด็กดีนั่งนิ่งให้เขาทำตามใจและเรียนรู้ไปในคราวเดียวกันครั้นได้ยินเสียงครางต่ำในลำคอหนา พี่โอบก็ผละออกแล้วจับใบหน้าฉันให้หันกลับมาทางเดิม"เล่ามาได้แล้ว"จูบขนาดนั้นฉันจะยังจำอะไรได้ไหมล่ะฉันเอนตัวพิงซบเหมือนเดิม อย่างแรกควรพูดให้เขารู้ว่าฉันมีปัญหาทางการเงินเพราะอะไร"เมื่อปีที่แล้วบ้านปันล้มละลายค่ะ พ่อแม่ไปต่างประเทศแล้วทิ้งเงินไว้ให้หนึ่งก้อน ตอนนี้เงินหมดแล้ว ปันเลยต้องดิ้นรนหาเงิน"พี่โอบไม่ได้ตอบโต้ แต่มือใหญ่ที่ลูบวนอยู่ที่หน้าท้องบอกให้รู้ว่าเขาฟังอยู่"ปันรับงานเป็นที่ปรึกษาปัญหาชั่วโมงละ 200 บ. ปกติจะคุยผ่านมือถือ จะคุยต่อหน้าเฉพาะนักศึกษาในมอ แต่วันนี้เห็นว่าเป็นวันเสาร์ ปันเลยไปรับงานข้างนอก เขาบอกสถานที่เป็นห้องซ้อมดนตรี ปันไม่คิดว่าห้องนั้นจะอยู่ในบ้านที่มีรั้วทึบ และไม่รู้ว่าปัญหาของเขาคือ..นกเขาไม่ขัน"มือใหญ่หยุดชะงัก ฉันเงยหน้ามองพี่โอบ เขาก็ก้มหน้าลงมาเช่นกัน"ต่อ""มันบอกนกเขาไม่ขัน แต่พอมันถอดกางเกงออกมาก็ตั้งโด่เหมือนของพี่เลย แบบนี้เขาเรียกขันใช่ไหมล่ะคะ มันบอกให้ปันช่วยหน่อย ปันเลย
รถเคลื่อนตัวออกมาได้ห้านาทีฉันก็ยกฝ่ามือขึ้นมาปาดเช็ดน้ำตาแล้วใช้มันปิดใบหน้ากดความรู้สึกย่ำแย่ เหตุการณ์เมื่อครู่เลวร้ายยิ่งกว่าพ่อแม่ทิ้งเอาไว้คนเดียวเสียอีก ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าฉันช่วยตัวเองออกมาไม่ได้จะเป็นอย่างไร"ไปไหนมา"ในที่สุดก็มีคำถามจากพี่โอบ ฉันสูดน้ำมูกแรงๆ แล้วเอามือออกจากใบหน้าหันมองเขา"ไปทำงานค่ะ""งานอะไร"เขาไม่ได้มองหน้าฉันนะ แต่ใบหน้ายังคงขึงขังคิ้วขมวด"งานที่ปรึกษา""แล้ว?""ปันถูกลูกค้าหลอกมาปล้ำ"เสียงของฉันสั่นพยายามกลั้นที่สุด พี่โอบยังคงมองตรงไปข้างหน้าแล้วเงียบไปตั้งแต่นั้นไม่มีคำถามใดต่อ จากนั้นความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้นไปพร้อมกับบรรยากาศในรถคุกรุ่นด้วยอารมณ์บางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกร้อนๆ หนาวๆและฉันก็คิดว่าพี่โอบคงจะพาไปส่งอะพาร์ตเม้นต์ แต่กลับคิดผิดเมื่อรถเข้ามาจอดนิ่งสนิทในลานจอดรถใต้อาคารคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งฉันไม่ได้ถามว่าที่นี่่ที่ไหน พาฉันมาที่นี่ทำไม และเขาเองก็ยังคงเงียบและนั่งนิ่งมานานกว่าห้านาทีแล้วเป็นฉันเองที่ทนกับความอึดอัดนี้ไม่ไหวจึงยื่นมือไปจับท่อนแขนหนาเอ่ยทำลายความเงียบ"พี่โอบมีแฟนไหม"เขาหันมาสบตาทันที"มีแฟนไหมคะ""ถามเพื่อ?""ถามเ
ฉันพยายามลืมเรื่องที่พี่โอบพูดแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานที่ปรึกษาชั่วโมงละสองร้อยบาทต่อไป ในเมื่อตอนนี้ฉันมีเวลาและกำลังไหวเท่านี้ก็ต้องกัดฟันวันเสาร์ฉันมีนัดนอกสถานที่ คุณคุณสายฟ้านัดหมายให้ฉันไปนั่งรับฟังเขาปรับทุกข์ที่ห้องซ้อมดนตรีแห่งหนึ่ง เขายินดีจ่ายค่าเดินทางให้ฉันหนึ่งพันบาท ไหนๆ วันเสาร์ก็ว่างอยู่แล้ว ก็เลยไม่อยากปฏิเสธเงินค่าเดินทางที่ได้มากกว่าค่าจ้างฉันมาถึงสถานที่นัดหมายเวลาบ่ายโมง ห้องซ้อมดนตรีแห่งนี้อยู่ใน..บ้านชั้นเดียวหลังหนึ่ง ฉันคิดว่ามันจะอยู่ในอาคารพาณิชย์เสียอีก"อยู่ในบ้านเหรอ""ปันปันใช่ไหมครับ"ในขณะยืนงงอยู่ ประตูเหล็กบานเล็กก็ถูกเปิดพร้อมกับผู้ชายรูปร่างผอมสูงโผล่หน้าออกมา"ใช่ค่ะ""เข้าข้างในเถอะ ผมอยากคุยกับคุณจะแย่อยู่แล้ว"มือใหญ่หยาบกร้านยื่นออกมาคว้าแขนฉันให้เข้าไปด้านในประตูรั้ว อย่างแรกที่ฉันเห็นคือสุนัขพันธุ์พิทบูลอยู่ในกรงสี่ตัว บ้านปิดประตูเอาไว้แน่น บนพื้นมีเศษใบไม้แห้งมากมาย เสียงสุนัขเห่ามาพร้อมกับลมพัดเบาหวิวชวนให้รู้สึกวังเวง ฉันยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองไปมา"ทางนี้ครับ"เฮือก! ฉันสะดุ้งเมื่อเสียงพูดนั้นดังใกล้เกินไปราวกับพูดอยู่ข้างหู หันมองก็พบว
ฉันคิดผิดที่ว่าไม่มีธุรกงการอะไรกับพี่โอบอีกเพราะกลับมาถึงห้องถึงเพิ่งรู้ตัวว่าคืนของให้พี่โอบไม่หมดฉันหยิบพวงกุญแจเกียร์ที่วางอยู่บนชั้นหนังสือข้างโต๊ะขึ้นมาดู ลืมไปเสียสนิทว่าตอนซักเสื้อฉันเอามันมาวางไว้ตรงนี้"หรือเขาจะโทรมาทวงเกียร์"ใช่แน่ๆ ฉันนั่งทำใจอยู่สักพักก็หยิบมือถือมาโทรหาพี่โอบ รอสายไม่กี่วินาทีทางนั้นก็รับสาย"เดี๋ยวเอาพวงกุญแจไปคืนให้พรุ่งนี้ค่ะ"พูดจบฉันก็วางสายไม่รอฟังว่าพี่โอบจะตอบกลับว่าอย่างไรติ๊งๆ ไม่เกินคาดว่าต้องมีข้อความตามมา ฉันไม่ได้เปิดอ่าน แต่อ่านจากแจ้งเตือนบนหน้าจอคนโหด : เป็นแรปเปอร์?คนโหด : พรุ่งนี้บ่ายสองจะรอที่ตึกวิศวะ"ไปให้โง่ทำไม"แต่เพราะความกลัวว่าเขาจะบุกไปหาถึงตึกคณะ ฉันเลยเลือกจะมาหาพี่โอบเองดีกว่า บ่ายสองฉันก็มาเกาะอยู่ต้นไม้หน้าตึกวิศวกรรมศาสตร์ สวมวิญญาณพวกถ้ำมองมองหาคนหน้าโหดเอี๊ยด!เสียงล้อยางบดเบียดถนนพร้อมกับรถที่มาจอดเทียบบดบังการมองเห็น ฉันตัวชาวาบขนลุกเพราะรถคันนั้นเป็นของพี่โอบ เขาเปิดกระจกรถแล้วกระดิกนิ้วชี้เรียว..ฉันชิ! ตาดีเชียวฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เดินอย่างเชื่องช้าเข้่าไปหาเขา และคงไม่ทันใจนั่นแหละ พี่โอบถึงได้ลงจากรถม
หลังจากดีดดิ้นอยู่บนบ่าแกร่งจนเหนื่อย ฉันก็ถูกพี่โอบเหวี่ยงเข้ามานั่งในรถ พอเป็นอิสระฉันก็เบี่ยงตัวหนีด้วยความหวาดกลัวตัวสั่น"ปืนไม่ได้จ่อหัวเรา จะกลัวเพื่อ?""พี่เป็นคนถือปืนจะไปเข้าใจอะไร"ฉันหลบหลีกดวงตาคมน่ากลัวก้มมองรองเท้าแก้วที่เหลือข้างเดียว มันน่าจะหล่นระหว่างทางที่เดินมา"ปันอยากได้รองเท้าคืนค่ะ""เราควรออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด"พี่โอบรัดเข็มขัดนิรภัยให้ฉันเสร็จก็หยัดยืนขึ้นเตรียมปิดประตู แต่ฉันก็ปลดมันออกแล้วผลักประตูดึงดัน"พี่อยากไปก็ไปเลยค่ะ ปันจะไปเอารองเท้า เอาของๆ ปันในนั้น"ฉันหย่อนขาลงจากรถ ก่อนจะได้ยืนขึ้นคนโหดที่อยู่ไม่ไกลกลับจับมันมาวางที่เดิม มือใหญ่สอดรับปลายคางมนบีบแน่น"เตือนอีกครั้งว่าอย่าดื้อกับพี่ถ้าไม่อยากเจ็บตัว""ฮึก! ฮึก!"ความน่ากลัวและคำข่มขู่เรียกเสียงสะอื้นไห้ น้ำตาร่วงเผาะเป็นเม็ดๆ อาบแก้ม ฉันก็แค่จะไปเอาของ ทำไมถึงต้องมาข่มขู่กันด้วยเหมือนว่าพี่โอบจะไม่ชอบน้ำตาเท่าไหร่ เขาดึงมือออกด้วยแรงหงุดหงิดแล้วปิดประตูอย่างแรง ฉันยกมือขึ้นปิดใบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น พยายามสลัดความหวาดกลัวเท่าไหร่ก็สลัดไม่ได้ เขาเป็นนักศึกษานะ ทำไมถึงมีปืน ทำไมถึงกล้าทำ







